ความหวัง
-
เขียนโดย moohin
วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 11.16 น.
1 ตอน
1 วิจารณ์
6,159 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 มกราคม พ.ศ. 2557 17.52 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น
1) ความหวัง
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความเรื่องความหวัง เป็นนิยายแนวต่อสู้ชีวิตของเด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่งที่ไม่ได้ราบเรียบและพบกับความสำเร็จ เธอพบอุปสักมากมาย เหนื่อย ท้อ หมดหวัง แต่เธอต้องสู่เพื่อคนที่รอเธออยู่ เธต้องสู้เพื่อความหวังแม้จะเป็นเพียงความหวังเล็กๆก็ตาม นิยายสั้นเรื่องนี้ไม่ได้จบแบบสวยงาม แต่หมูหิ่นรับรองว่านิยายสั้นเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง หมูหิ่นเพียงอยากสะท้อนให้เห็นว่าแม้อุปสรรคที่คุณผู้อ่านเจอจะดูหนักหนา แต่อุปสรรคของสาวน้อยคนนี้จะทำให้คุณลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งหนึ่ง หมูหิ่นหวังใจไว้ว่านิยายสั้นเรื่องนี้จะทำให้คุณสู้ต่อไปนะคะ
ความหวัง
ท่ามกลางควันขมุกขมัวในเมืองหลวง ผู้คนเดินขวักไขว่ต่างรีบร้อนเดินทางไปยังจุดหมายของตัวเอง ไม่สนใจว่าคนรอบๆกายที่เขาเดินผ่านนั้นจะเป็นเช่นไร…
สาวน้อยร่างเล็กก้าวเท้าลงจากรถด้วยความสบสนไร้จุดหมาย ไร้ที่พึ่ง แต่เธอมาพร้อมความหวังที่มีอยู่เต็มหัวใจ เท้าเล็กๆของเธอก้าวไปบนเส้นทางที่มีเพียงคราบน้ำมันเป็นตัวแทนของดิน สายตาของเธอมุ่งไปยังกระดาษประกาสรับพนักงาน ที่ติดตามกำแพงต่างๆ แต่ทุกที่ก็ไม่มีที่ว่างพอสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเธอ เธอเหนื่อยกับการเดินทาง ในใจสับสนวุ่นวาย วกวน เธอไม่รู้จะไปที่ไหนที่ที่ซึ่งมีที่ว่างพอสำหรับเธอ…
พระอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องย่างพร่ามัวไม่สดใสเหมือนในจิคใจของเธอ สาวน้อยมุ่งหาจุดหมายใหม่นั่นคือที่พัก เพื่อให้ร่างน้อยๆของเธฮได้พักพิงอิงแอบ เติมพลังเพื่อก้าวเดินตามหาความหวังในวันต่อไป ในที่สุดเธอก็มาหยุดยืนอยู่ที่ห้องเช่าโกโรโฏโสแห่งหนึ่งราคาของมันเหมาะสมกับคนจนๆอย่างเธอที่สุดแล้ว เธอย่างก้าวเข้าไปในอาคารกลิ่นเหม็นอับบรรยากาศขมุกขมัวเหมือนตึกร้างไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ตรงหน้าเธอมีผู้หญิงวัยกลางคน รูปร่างอ้วนท้วนตัวดำฟันขาว เธฮเร่มหวาดกลัวเท้านักสู้ของเธอเริ่มถอยห่างออกมาแต่ต้องสดุ้งสุดขีดเมื่อสาวร่างใหญ่ตวาดเธอดังลั่น
“จะพักกี่คืนดี!!”
สาวน้อนตกใจก่อนตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “เอ่อ… ซัก 3 คืนค่ะ”
..”เหลือห้องว่างอยู่จะเอาเลยมั้ย?” เสียงของแกดูบังคับเล็กน้อย แต่เธอก็ยอมตกลงเพราะเธอเหนื่อยกับการเดินทางมากแล้ว หญิงร่างใหญ่พาเธอขึ้นมาที่ชั้น 3 กลิ่นเหม็นอับเริ่มโชยมาอีกครั้ง บนทางเดินมืดสนิทไม่มีเสียงของสิ่งมีชวิตใดๆ นอกจากเสียงเดินของเท้าเขื่องๆของเจ้าของห้องพักหน้าโหด และเสียงเท้าน้อยๆของเธอ หญิงร่างใหญ่พาเธอมาหยุดอยู่ตรงห้องหนึ่งก่อนจะหันมาถามเธอว่า “นี่กุญแจ เข้าไปแล้วพักผ่อนตามสบาย มีอะไรก็เรียกได้”
สาวน้อยรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อมีที่พักสำหรับเธอ ค่ำคืนอันแสนเดียวดายผ่านพ้นไปอย่างเหงาๆ เธอคิดถึงที่ที่เธอจากมา คิดหนักถึงวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เธอหวังว่าบนเมืองกรุงแห่งนี้จะยังคงเหลือที่ว่างสำหรับเธอ….
เช้าแล้วแสงแดดหม่นหมองของเมืองหลวงสาดส่องมายังร่างเล็ก ที่กำลังหลับอยู่ในนิทราอันแสนอบอุ่นละมุละไม ร่างเล็กค่อยๆปรือตาขึ้นมารับแสงอาทิตย์ยามเช้าอย่างสดชื่น แต่กลับขุ่นมัวเพราะเธอคิดได้ว่ามีภารกิจอันใหญ่หลวงรอเธออยู่ เธอลุกออกจากเตียงชำระร่างกายก่อนลงไปหาอาหารเช้าข้างล่าง เธอเข้ามาในร้านข้าวแกงใกล้ที่พัก กลิ่นอาหารหอมกรุ่นโชยมาชวนหิว เธอรีบสั่งอาหารโปรดของเธอก่อนที่ต่อมน้ำลายของเธอจะทำงานหนักไปมากว่านี้ ร้านข้าวแกงถึงจะเป็นร้านเล็กๆแต่ก็พอมีที่ว่างสำหรับเธอ…
เธอหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านเธอจบเพียง ป.4 เท่านั้นอ่านออกเขียนได้เพียงเล็กน้อย อาหารมาแล้วเธอกินได้เพียงไม่กี่คำก็มีผู้ชายร่างใหญ่เข้ามาทัก คนรู้จักนั่นเอง
“อ้าว ชบาบังเอิญจริงนะ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับส่งยิมให้
“อ้าว พี่โต้งนะเองหล่อขึ้นจนฉันจำไม่ได้เลยนะ” โต้งเพื่อนผู้ชายวัยเด็กของเธอ เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ของโต้งแยกทางกันทิ้งโต้งไว้ให้ยายเลี้ยง บ้านของโต้งอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น แต่พอจบ ป.4 โต้งก็ต้องลาออกจากโรงเรียนมาหางานทำกับพี่ชายที่กรุงเทพ หลังจากนั้นโต้งกับเธอก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
“ก็เหมือนเดิมน่ะแหละ ชบาสบายดีมั้ย?”
“อื้ม ก็สบายดี ” เธอมองชายหนุ่มไม่คลาดสายตาเหมือนพยายามจดจำทุกรายละเอียด
“แล้วเข้ากรุงเทพมาทำอะไร? เที่ยวเหรอ”
“โหโต้งถ้าชบามาเที่ยวคงจะดีน่ะสิ แต่นี่ชบามาหางานทำ ทางบ้านลำบากมากปีนี้แห้งแล้งกว่าปีไหนๆ” เธอหน้าเศร้าเมื่อพูดถึงทางบ้าน ชายหนุ่มจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“ที่กรุงเทพน่ะไม่ต้องกลัวไม่มีงานทำหรอกมีเยอะแยะไป ฉันมีที่นึงที่ที่ฉันทำงานน่ะแหละเป็นงานง่ายๆ มีที่พักให้ด้วยชบาสนใจมั้ยล่ะ”
“สนใจดิ ตอนนี้งานอะไรก็ทำทั้งนั้นแหละ”
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะมารับที่ห้องนะ ชบาพักที่ไหนล่ะ”
“ที่ตึกแถวถัดจากร้านอาหารนี่หน่อยเดียว”
“อื้มๆ งั้นพรุ่งนี้พี่มารับนะ” สาวน้อยดีใจลืมถามไถ่แม้กระทั่งงานที่ชายหนุ่มทำคืออะไร แต่เธอก็ไว้วจเพราะถึงอย่างไรก็คนรู้จักกันและไว้ใจกัน เธอเริ่มมีความหวังแล้ว แต่เธอหารู้ไม่ว่านี่แหละจุดเริ่มต้นของความผิดหวัง…
7 โมงเช้า ถึงเวลานัดของทั้งสองคน ชายหนุ่มขับรถมีราคามารับเธอถึงห้อง ของที่เธฮต้องเอาไปมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้ากับจิตใจที่พองโต…. ชายหนุ่มขับรถพาเธอมายังตึกสีขาวกลางเก่ากลางใหม่ ชายหนุ่มพาเธอเข้าไปข้างในตึกมีผู้หญิงเยอะมากมากจริงๆ ทุกคนแต่งตัวเต็มที่ไม่มีคนไหนหน้าไม่มีสี เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านพวกเธอก็ยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง เธอเริ่มแปลกใจในหลายๆอย่างแต่ก็ไม่กล้าถาม ชายหนุ่มพาเธอมายังห้องห้องหนึ่งเป็นห้องหรูติดกระจกรอบด้าน มีแอร์ที่เย็นกว่าหลายๆห้องที่ผ่านมา มีผู้หญิงวัยกลางคนเดินออกมาชายหนุ่มยกมือไหว้สวัสดี หญิงวัยกลางคนอยู่ในชุดที่มีเพียงผ้าคลุมอาบน้ำเพียงตัวเดียว เธอเดินเข้ามาทักทายแล้วเชิญไปนั่ง
“ว่างัยโต้ง ไม่เจอกันนานนะ” เธอถามพร้อมรินเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะให้ชายหนุ่ม
“ครับเจ๊ ช่วงนี้ผมงานยุ่งมาก”
“แล้วนั่นพาใครมาล่ะ?” พูดแล้วเจ๊แกก็ชายตามองมาที่สาวน้อย
“นี่ชบาครับ เธอมาของานทำ”
“หน้าตาสวยนี่เรา เต้นเป็นมั้ย?”
“คะ?” เป็นคำถามที่ตอบง่ายมากแต่ตอนนี้สาวน้อยงุนงงกับสถานการณ์จนสับสนในคำตอนที่จะออกมา
“ฉันถามว่าเต้นเป็นมั้ย?”
“เอ่อ…. ไม่เป็นค่ะ”
“แล้วเคยทำงานอะไรมาบ้างล่ะ?”
“เคยทำงานที่ร้านอาหารบ้านนอกน่ะค่ะ”
“งั้นก็เริ่มงานพรุ่งนี้ละกัน” ตอนนี้เธอสับสนมากไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น งานที่จะได้ทำก็ไม่รู้ว่าคืออะไรแล้วเงินเดือนจะเท่าไหร่เธอสับสนยิ่งกว่าตอนที่เธอมาที่นี่ครั้งแรกเสียอีก
“ชบา ขอบคุณเจ๊เขาสิ”
“เอ่อ.. ขอบคุณค่ะ”
หลังจากเดินออกมาเธอก็รีบถามชายหนุ่มทันทีในคำถามที่คาใจ
“เจ๊แกให้ฉันทำงานอะไร เงินเดือนเท่าไหร่เหรอ?”
“ก็งานเสริฟทั่วไปน่ะแหละเงินเดือน 7000 เธอก็รออยู่บนห้องก่อนแล้วเดี๋ยวก็จะมีคนไปเรียกเธอก็ค่อยลงมา”
“ห้องไหน?”
“เดี๋ยวพาไป ”
“แล้วทำไมเจ๊แกต้องถามว่าเต้นเป็นไหม”
“ก็เผื่อมีงานอื่นไง นี่ชบาไม่ไว้ใจโต้งเหรอ?” “เปล่า” ชบาเห็ฯแก่ที่รู้จักกันมานานเลยไม่กล้าถามไปมากกว่านี้ และก็ไม่กล้าปฎิเสธถึงอย่างไรก็เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน โต้งพาชบาเดินมาอีกชั้นหนึ่ง ชั้นนี้เป็นห้องแถวยาวๆ มีผู้หญิงกำลังยืนคุยกันอยู่พวกเธอมองแล้วยิ้มให้ โต้งพาชบามาหยุดอยู่อีกห้องหนึ่งข้างๆมีผู้หญิงผมยาวทักทาย
“เด็กใหม่เหรอเรา?”
“ค่ะ” แล้วเธอก็หลบหน้าไปโต้งพาชบาเดินเข้ามาในห้อง ข้างในห้องเป็นห้องที่สภาพดีพอสมควร มีเตียงนอนตู้เสื้อผ้าโต๊ะเครื่องแป้งทีวีและก็ห้องน้ำในตัวมีระเบียงเล็กๆ ข้องนอกมองออกไปเห็นแต่ตึกราบ้านช่องไม่เห็นมีต้นไม้เหมือนในบ้านนอกที่ชบาเคยอยู่
“ชบาก็พักผ่อนให้เต็มที่ถ้าหิวข้าวก็ลงไปหาอะไรกินได้ โต้งไปละนะ เดี๋ยวถ้าว่างๆจะแวะมาหา”
“ขอบใจโต้งมากเลยนะที่ช่วยหางานให้ขอบใจจริงๆ” เขาไม่พูดอะไรตอบกลับเพียงแต่ยิ้มและเดินจากไป…. ตอนนี้ในห้องนี้เหลือเพียงเธอ เธอรู้สึกดีใจที่ได้งานทำแต่ก็ยังรู้สึกแปลกๆ “เข้าบางกอกน่ะระวังตัวให้ดีนะคนดีที่มีน้ำใจน่ะมีน้อยเอ็งต้องดูให้ดีๆ ใครมันหวังดีจริงค่อยเชื่อใจเด็กในหมู่บ้านถูกหลอกไปขายตัวก็มีเยอะแยะ จำคำข้าไว้ให้ดีเอ็งจะได้ปลอดภัยในเมืองเกิดที่เอ็งยังไม่คุ้นเคย” ประโยคนั้นยังติดตรึงในหัวใจของเธอไม่มีวันลืม แต่เธอก็รู้สึกปลอดภัยเพราะถึงอย่างไรเขาก็คือคนที่เธอไว้ใจ
เธอพยายามคิดในทางที่ดีเข้าไว้ว่า ถึงอย่างไรจากวันนี้เป็นต้นไปเธอมีงานทำแล้วเงินก็จะถูกส่งไปทางบ้าน พ่อจะได้มีปุ๋ยดีๆไว้หว่านในนาข้าว แม่จะได้มีเสื้อตัวใหม่ๆใส่ไปอาดพวกป้าข้างๆบ้าน ไอ้ช้อยน้องคนเล็กจะได้มีเงินซื้อรองเท้าแตะใส่เหมือนชาวบ้าน ทั้งพ่อแม่และไอ้ช้อยคงจะมีอาหารดีๆกินไม่อดมื้อกินมื้ออีกต่อไป นี่คือความฝัน ความหวังที่เธอวางแผนไว้ หัวใจดวงน้อยของเธอชุ่มช่ำและอบอุ่น….
เธอเก็บเสื้อผ้าเข้าที่เข้าทางเข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่อหาข้าวซักจานเติมพลังให้เธอต่อไป ภายในห้องครัวเงียบสนิทมีแต่กับข้าวหอมๆกับข้าวสวยร้อนๆอยู่ในหม้อวางไว้ เธอตักข้าวราดแกงแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะสี่เหลี่ยมที่มีผ้าปูโต๊ะสีสวยปกคลุมอยู่ บนอาหารมีแจกันดอกกุหลาบวางอยู่กลิ่นของมันทำให้กินข้าวแกงได้อร่อยมากขึ้น เธอกินข้าวอยู่ซักพักก็มีสาวสวยหุ่นดีเดินเข้ามาทัก “เธอเป็นเด็กใหม่เหรอ?”สาวสวยเดินไปตักข้าวพลางถาม
“ค่ะ เพิ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ”
“มาจากไหนล่ะเรา แล้วทำงานเป็นป่ะเนี่ยยังเด็กอยู่เลย”
“มาจากโคราชค่ะ แค่เป็นเด็กเสริฟทำเป็นอยู่แล้วพี่”
“แน่ใจเหรอว่าเป็นแค่เด็กเสริฟ?”
สาวสวยยิ้มให้ เธอไม่ตอบอะไรนอกจากส่งรอยยิ้มเจือนๆไปให้ เธอเดินไปเก็บจานที่ไม่มีอะไรเหลือแล้ว แล้วเดินคิดถึงคำพูดของพี่สาวคนนั้นตลอดทางจนถึงที่ห้องแล้วก็เผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็สองทุ่มเศษๆ เธอตกใจมากรีบอาบน้ำแต่งตัวจะลงไปทำงานแต่ก็มีคนเปิดประตูเข้ามาสวนทางก่อน เจ๊คนที่รับเธอเข้าทำงานนั่นเองเธอมาพร้อมกับหนุ่มหล่อ หุ่นดี ผิวสวยแต่งตัวดีมีถานะอายุราวๆ 28-29 ปี แล้วเจ๊แกก็พูดว่า “รับใช้เสี่ยปอดีๆล่ะ สาวน้อย!”
“หมายความว่างัยเจ๊?”
“นี่ล่ะค่ะเสี่ยเด็กใหม่ สดๆ ซิงๆ คงถูกใจเสี่ยนะคะ” สาวแก่ไม่ได้สนใจใยดีกับคำถามของเธอเลย เธอหันมายิ้มแสยะให้สาวน้อยแล้วเดินจากไป เสี่ยปอหันมามองสาวน้อยด้วยสายตาอันหื่นกาม ตั้งแต่หัวจรดเท้า มันเดินเข้ามาจับแขนเธอเบาๆพยายามที่จะจูบแต่สาวน้อยเลี่ยงหลบไปก่อน มันต้อนเธอไปจนมุมห้องแล้วเอามืออันแข็งแรงดันผนังไม่ให้เธอหนีไป สาวน้อยตกใจกลัวจนตัวสั่นอ้อนวอนร้องขอ “ขอร้องเถอะค่ะพี่ ปล่อยหนูไปเถอะ” เสี่ยหื่นกามไม่ฟังเสียงอ้อนวอน มันจับร่างน้อยบอบบางลงบนเตียงแล้วลงมือขืนใจเธอ…..
หมดสิ้นแล้วความหวัง ความฝันที่เธอตั้งเอาไว้เธอถูกชาวบางกอกหลอกแล้วล่ะ และยิ่งกว่านั้นชาวบากกอกที่หลอกเธอก็เป็นคนที่รู้จักและสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆเธอเจ็บแค้นกับการกระทำที่ไร้มนุษย์ของคนที่เธอไว้ใจ เธอปวดร้าวไปทั้งตัวและหัวใจ เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงคนที่รออยู่ที่บ้าน ถ้าพวกเขารู้เรื่องนี้พวกเขาคงเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ โลกนี้ช่างโหดร้ายนัก เธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่มีจิตใจมุมานะ แต่ทำไมชะตากรรมถึงได้ตอบแทนเธอด้วยเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ความยุติธรรมมันมีจริงหรือในชีวิตจริง….
เช้าแล้ว…. ในวันที่แสงแดดหม่นมองไร้ซึ่งแสงสว่าง ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกสังคมกระทำอย่างเลือดเย็นนอนทอดกายอยู่บนเตียงสีหน้าและแววตาไร้ซึ่งชีวิตมีเพียงลมหายใจที่ขาดเป็นห้วงอย่างหมออาลัย ไอ้เสี่ยบ้ากามนอนกอดกายอยู่ข้างๆมันลุกขึ้นแต่งตัวแล้วทิ้งเงินใส่หน้าขาวซีดของเธอก่อนเดินจากไป….
สาวน้อยผู้หมดความหวังต้องการที่จะพบชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไว้ใจ อยากจะถามว่าทำไมถึงทำกับเธอแบบนี้ ความคิดของเธอเป็นจริงชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากเพียงเล็กน้อย
“เป็นไง? นังชบาสบายตัวสิท่า”
“ไอ้ชั่ว สารเลวฉันขอสาปแช่งแก!”
“ปากดีนักนะ ช่วยไม่ได้ก็เอ็งโง่เองทำไมล่ะ ยังงัยก็ขอบใจนะค่าตัวแกน่ะเดี๋ยวฉันจะส่งไปให้พ่อแม่เอ็งครึ่งนึงละกัน 55”
“แกเอาอะไรทำจิตใจ เราก็เป็นเพื่อนกันมาแต่เด็กมีอะไรก็แบ่งกัน อะไรที่ทำให้แกเปลี่ยนไป? เป็นเพราะบางกอกหรือว่าสันดานของแก?”
“ปากดีนักนะ บางกอกไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเว้ย! ยิ่งตอนที่ได้แกมายิ่งสมหวัง ฮ่าๆๆๆ มามะสาวชบาน้อย มาให้ไอ้โต้งลิ้มลองความสาวหน่อยไหนๆก็ขมขื่นกันมาถึงขนาดนี้แล้ว” สาวน้อยไม่ตอบโต้เพราะเหนื่อยกับการกระทำมามากเกินพอเธอได้แต่นอนน้ำตานองหน้าตอบสนองความบ้ากามของพวกไม่รู้จากพอ…
ความปวดร้าว สิ้นหวัง เสียใจ เคียดแค้น ทุกความรู้สึกมันอัดอั้นอยู่ภายในใจของสาวน้อย เธอถูกหลอกเธอเรียกร้องอะไรไม่ได้ เธอย้อนเวลากลับไปไม่ได้ นอกจาก…เริ่มชีวิตใหม่
14.10 น. สาวแก่กับเสี่ยหื่นกามอีกหนึ่งรายเดินมาเคาะประตูแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับพวกมันจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปข้างใน แต่ภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า…..
“กรี๊ดดดดดดดดด…..” ทั้งสองคนตกตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า…. สาวน้อยในร่างที่เปลื่อยเปล่านอนแผ่หลาอยู่บนพื้นห้อง กลิ่นเลือดฟุ้งกระจายข้างๆของร่างน้อยมีมีดปอกผลไม้ตกอยู่ที่ข้อมือมีแผลเล็กแผลน้อยเป็นทางยาวเลือดไหลตามพื้นมากมาย ใบหน้าของสาวน้อยแม้จะไม่มีวิญญาณแต่สายตาก็แสดงความรู้สึกออกมาว่าเจ็บปวดและเคียดแค้นขนาดไหน แต่ในดวงตาเดียวกันยังฉายแววแห่งความหวังออกมาคงเป็นความหวังที่จะได้กลับไปพบครอบครัวอีกครั้ง….
เที่ยงแล้วแสงแดดจ้าดุจดังจะเผาผลาญร่างอันแก่ชราของ สองตายายให้กลายเป็นผุยผงทั้งสองงกๆเงินๆทำงานก้มๆเงยๆ จนแทบจะหมดแรงเลยชวนกันมานั่งพักกินข้าวกินปลา แกแกะห่อข่าวกับข้าวเป็นปลาเค็ม 2 ตัวออกมากิน
“ตา… นังชบามันก็เข้าบางกอกไปนานหลายเดือนแล้วนะยังไม่มีวี่แววมันจะกลับมา เฮ้อ… ข้าล่ะห่วงมันจริงๆ” ยายแกพูดพร้อมกับทอดสายตาออกไปไกล…..แสนไกลบนผืนนากว้าง
“มันบอกให้รอเราก็ต้องรอ อีกไม่นานมันคงกลับมา” ผู้เป็นตาพูดออกมาเหมือนจะปลอบใจแต่สายตาของแกก็เศร้าหมองไม่แพ้กัน
“รอ? เรารอมันมานานมากแล้วนะ ข้าคิดถึงมัน”
“ข้าก็คิดถึง…”
สองตายายกินข้าวคนละไม่กี่คำก็อิ่ม แล้วก็นั่งเงียบเหม่อมองไป ในสายตามีความหวังที่เต็มเปี่ยม สายตานั้นยังรอคอยให้ลูกสาวของแกกลับมา สายตาสองคู่ยังคงรอคอยต่อไป ต่อไป ต่อไป อย่างไม่มีทางรู้เลยว่า นังชบาลูกสาวของแกได้ดับสลายไปกับความหวังเสียแล้ว….
ความหวัง
ท่ามกลางควันขมุกขมัวในเมืองหลวง ผู้คนเดินขวักไขว่ต่างรีบร้อนเดินทางไปยังจุดหมายของตัวเอง ไม่สนใจว่าคนรอบๆกายที่เขาเดินผ่านนั้นจะเป็นเช่นไร…
สาวน้อยร่างเล็กก้าวเท้าลงจากรถด้วยความสบสนไร้จุดหมาย ไร้ที่พึ่ง แต่เธอมาพร้อมความหวังที่มีอยู่เต็มหัวใจ เท้าเล็กๆของเธอก้าวไปบนเส้นทางที่มีเพียงคราบน้ำมันเป็นตัวแทนของดิน สายตาของเธอมุ่งไปยังกระดาษประกาสรับพนักงาน ที่ติดตามกำแพงต่างๆ แต่ทุกที่ก็ไม่มีที่ว่างพอสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเธอ เธอเหนื่อยกับการเดินทาง ในใจสับสนวุ่นวาย วกวน เธอไม่รู้จะไปที่ไหนที่ที่ซึ่งมีที่ว่างพอสำหรับเธอ…
พระอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องย่างพร่ามัวไม่สดใสเหมือนในจิคใจของเธอ สาวน้อยมุ่งหาจุดหมายใหม่นั่นคือที่พัก เพื่อให้ร่างน้อยๆของเธฮได้พักพิงอิงแอบ เติมพลังเพื่อก้าวเดินตามหาความหวังในวันต่อไป ในที่สุดเธอก็มาหยุดยืนอยู่ที่ห้องเช่าโกโรโฏโสแห่งหนึ่งราคาของมันเหมาะสมกับคนจนๆอย่างเธอที่สุดแล้ว เธอย่างก้าวเข้าไปในอาคารกลิ่นเหม็นอับบรรยากาศขมุกขมัวเหมือนตึกร้างไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ตรงหน้าเธอมีผู้หญิงวัยกลางคน รูปร่างอ้วนท้วนตัวดำฟันขาว เธฮเร่มหวาดกลัวเท้านักสู้ของเธอเริ่มถอยห่างออกมาแต่ต้องสดุ้งสุดขีดเมื่อสาวร่างใหญ่ตวาดเธอดังลั่น
“จะพักกี่คืนดี!!”
สาวน้อนตกใจก่อนตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “เอ่อ… ซัก 3 คืนค่ะ”
..”เหลือห้องว่างอยู่จะเอาเลยมั้ย?” เสียงของแกดูบังคับเล็กน้อย แต่เธอก็ยอมตกลงเพราะเธอเหนื่อยกับการเดินทางมากแล้ว หญิงร่างใหญ่พาเธอขึ้นมาที่ชั้น 3 กลิ่นเหม็นอับเริ่มโชยมาอีกครั้ง บนทางเดินมืดสนิทไม่มีเสียงของสิ่งมีชวิตใดๆ นอกจากเสียงเดินของเท้าเขื่องๆของเจ้าของห้องพักหน้าโหด และเสียงเท้าน้อยๆของเธอ หญิงร่างใหญ่พาเธอมาหยุดอยู่ตรงห้องหนึ่งก่อนจะหันมาถามเธอว่า “นี่กุญแจ เข้าไปแล้วพักผ่อนตามสบาย มีอะไรก็เรียกได้”
สาวน้อยรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อมีที่พักสำหรับเธอ ค่ำคืนอันแสนเดียวดายผ่านพ้นไปอย่างเหงาๆ เธอคิดถึงที่ที่เธอจากมา คิดหนักถึงวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เธอหวังว่าบนเมืองกรุงแห่งนี้จะยังคงเหลือที่ว่างสำหรับเธอ….
เช้าแล้วแสงแดดหม่นหมองของเมืองหลวงสาดส่องมายังร่างเล็ก ที่กำลังหลับอยู่ในนิทราอันแสนอบอุ่นละมุละไม ร่างเล็กค่อยๆปรือตาขึ้นมารับแสงอาทิตย์ยามเช้าอย่างสดชื่น แต่กลับขุ่นมัวเพราะเธอคิดได้ว่ามีภารกิจอันใหญ่หลวงรอเธออยู่ เธอลุกออกจากเตียงชำระร่างกายก่อนลงไปหาอาหารเช้าข้างล่าง เธอเข้ามาในร้านข้าวแกงใกล้ที่พัก กลิ่นอาหารหอมกรุ่นโชยมาชวนหิว เธอรีบสั่งอาหารโปรดของเธอก่อนที่ต่อมน้ำลายของเธอจะทำงานหนักไปมากว่านี้ ร้านข้าวแกงถึงจะเป็นร้านเล็กๆแต่ก็พอมีที่ว่างสำหรับเธอ…
เธอหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านเธอจบเพียง ป.4 เท่านั้นอ่านออกเขียนได้เพียงเล็กน้อย อาหารมาแล้วเธอกินได้เพียงไม่กี่คำก็มีผู้ชายร่างใหญ่เข้ามาทัก คนรู้จักนั่นเอง
“อ้าว ชบาบังเอิญจริงนะ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับส่งยิมให้
“อ้าว พี่โต้งนะเองหล่อขึ้นจนฉันจำไม่ได้เลยนะ” โต้งเพื่อนผู้ชายวัยเด็กของเธอ เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ของโต้งแยกทางกันทิ้งโต้งไว้ให้ยายเลี้ยง บ้านของโต้งอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น แต่พอจบ ป.4 โต้งก็ต้องลาออกจากโรงเรียนมาหางานทำกับพี่ชายที่กรุงเทพ หลังจากนั้นโต้งกับเธอก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
“ก็เหมือนเดิมน่ะแหละ ชบาสบายดีมั้ย?”
“อื้ม ก็สบายดี ” เธอมองชายหนุ่มไม่คลาดสายตาเหมือนพยายามจดจำทุกรายละเอียด
“แล้วเข้ากรุงเทพมาทำอะไร? เที่ยวเหรอ”
“โหโต้งถ้าชบามาเที่ยวคงจะดีน่ะสิ แต่นี่ชบามาหางานทำ ทางบ้านลำบากมากปีนี้แห้งแล้งกว่าปีไหนๆ” เธอหน้าเศร้าเมื่อพูดถึงทางบ้าน ชายหนุ่มจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“ที่กรุงเทพน่ะไม่ต้องกลัวไม่มีงานทำหรอกมีเยอะแยะไป ฉันมีที่นึงที่ที่ฉันทำงานน่ะแหละเป็นงานง่ายๆ มีที่พักให้ด้วยชบาสนใจมั้ยล่ะ”
“สนใจดิ ตอนนี้งานอะไรก็ทำทั้งนั้นแหละ”
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะมารับที่ห้องนะ ชบาพักที่ไหนล่ะ”
“ที่ตึกแถวถัดจากร้านอาหารนี่หน่อยเดียว”
“อื้มๆ งั้นพรุ่งนี้พี่มารับนะ” สาวน้อยดีใจลืมถามไถ่แม้กระทั่งงานที่ชายหนุ่มทำคืออะไร แต่เธอก็ไว้วจเพราะถึงอย่างไรก็คนรู้จักกันและไว้ใจกัน เธอเริ่มมีความหวังแล้ว แต่เธอหารู้ไม่ว่านี่แหละจุดเริ่มต้นของความผิดหวัง…
7 โมงเช้า ถึงเวลานัดของทั้งสองคน ชายหนุ่มขับรถมีราคามารับเธอถึงห้อง ของที่เธฮต้องเอาไปมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้ากับจิตใจที่พองโต…. ชายหนุ่มขับรถพาเธอมายังตึกสีขาวกลางเก่ากลางใหม่ ชายหนุ่มพาเธอเข้าไปข้างในตึกมีผู้หญิงเยอะมากมากจริงๆ ทุกคนแต่งตัวเต็มที่ไม่มีคนไหนหน้าไม่มีสี เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านพวกเธอก็ยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง เธอเริ่มแปลกใจในหลายๆอย่างแต่ก็ไม่กล้าถาม ชายหนุ่มพาเธอมายังห้องห้องหนึ่งเป็นห้องหรูติดกระจกรอบด้าน มีแอร์ที่เย็นกว่าหลายๆห้องที่ผ่านมา มีผู้หญิงวัยกลางคนเดินออกมาชายหนุ่มยกมือไหว้สวัสดี หญิงวัยกลางคนอยู่ในชุดที่มีเพียงผ้าคลุมอาบน้ำเพียงตัวเดียว เธอเดินเข้ามาทักทายแล้วเชิญไปนั่ง
“ว่างัยโต้ง ไม่เจอกันนานนะ” เธอถามพร้อมรินเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะให้ชายหนุ่ม
“ครับเจ๊ ช่วงนี้ผมงานยุ่งมาก”
“แล้วนั่นพาใครมาล่ะ?” พูดแล้วเจ๊แกก็ชายตามองมาที่สาวน้อย
“นี่ชบาครับ เธอมาของานทำ”
“หน้าตาสวยนี่เรา เต้นเป็นมั้ย?”
“คะ?” เป็นคำถามที่ตอบง่ายมากแต่ตอนนี้สาวน้อยงุนงงกับสถานการณ์จนสับสนในคำตอนที่จะออกมา
“ฉันถามว่าเต้นเป็นมั้ย?”
“เอ่อ…. ไม่เป็นค่ะ”
“แล้วเคยทำงานอะไรมาบ้างล่ะ?”
“เคยทำงานที่ร้านอาหารบ้านนอกน่ะค่ะ”
“งั้นก็เริ่มงานพรุ่งนี้ละกัน” ตอนนี้เธอสับสนมากไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น งานที่จะได้ทำก็ไม่รู้ว่าคืออะไรแล้วเงินเดือนจะเท่าไหร่เธอสับสนยิ่งกว่าตอนที่เธอมาที่นี่ครั้งแรกเสียอีก
“ชบา ขอบคุณเจ๊เขาสิ”
“เอ่อ.. ขอบคุณค่ะ”
หลังจากเดินออกมาเธอก็รีบถามชายหนุ่มทันทีในคำถามที่คาใจ
“เจ๊แกให้ฉันทำงานอะไร เงินเดือนเท่าไหร่เหรอ?”
“ก็งานเสริฟทั่วไปน่ะแหละเงินเดือน 7000 เธอก็รออยู่บนห้องก่อนแล้วเดี๋ยวก็จะมีคนไปเรียกเธอก็ค่อยลงมา”
“ห้องไหน?”
“เดี๋ยวพาไป ”
“แล้วทำไมเจ๊แกต้องถามว่าเต้นเป็นไหม”
“ก็เผื่อมีงานอื่นไง นี่ชบาไม่ไว้ใจโต้งเหรอ?” “เปล่า” ชบาเห็ฯแก่ที่รู้จักกันมานานเลยไม่กล้าถามไปมากกว่านี้ และก็ไม่กล้าปฎิเสธถึงอย่างไรก็เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน โต้งพาชบาเดินมาอีกชั้นหนึ่ง ชั้นนี้เป็นห้องแถวยาวๆ มีผู้หญิงกำลังยืนคุยกันอยู่พวกเธอมองแล้วยิ้มให้ โต้งพาชบามาหยุดอยู่อีกห้องหนึ่งข้างๆมีผู้หญิงผมยาวทักทาย
“เด็กใหม่เหรอเรา?”
“ค่ะ” แล้วเธอก็หลบหน้าไปโต้งพาชบาเดินเข้ามาในห้อง ข้างในห้องเป็นห้องที่สภาพดีพอสมควร มีเตียงนอนตู้เสื้อผ้าโต๊ะเครื่องแป้งทีวีและก็ห้องน้ำในตัวมีระเบียงเล็กๆ ข้องนอกมองออกไปเห็นแต่ตึกราบ้านช่องไม่เห็นมีต้นไม้เหมือนในบ้านนอกที่ชบาเคยอยู่
“ชบาก็พักผ่อนให้เต็มที่ถ้าหิวข้าวก็ลงไปหาอะไรกินได้ โต้งไปละนะ เดี๋ยวถ้าว่างๆจะแวะมาหา”
“ขอบใจโต้งมากเลยนะที่ช่วยหางานให้ขอบใจจริงๆ” เขาไม่พูดอะไรตอบกลับเพียงแต่ยิ้มและเดินจากไป…. ตอนนี้ในห้องนี้เหลือเพียงเธอ เธอรู้สึกดีใจที่ได้งานทำแต่ก็ยังรู้สึกแปลกๆ “เข้าบางกอกน่ะระวังตัวให้ดีนะคนดีที่มีน้ำใจน่ะมีน้อยเอ็งต้องดูให้ดีๆ ใครมันหวังดีจริงค่อยเชื่อใจเด็กในหมู่บ้านถูกหลอกไปขายตัวก็มีเยอะแยะ จำคำข้าไว้ให้ดีเอ็งจะได้ปลอดภัยในเมืองเกิดที่เอ็งยังไม่คุ้นเคย” ประโยคนั้นยังติดตรึงในหัวใจของเธอไม่มีวันลืม แต่เธอก็รู้สึกปลอดภัยเพราะถึงอย่างไรเขาก็คือคนที่เธอไว้ใจ
เธอพยายามคิดในทางที่ดีเข้าไว้ว่า ถึงอย่างไรจากวันนี้เป็นต้นไปเธอมีงานทำแล้วเงินก็จะถูกส่งไปทางบ้าน พ่อจะได้มีปุ๋ยดีๆไว้หว่านในนาข้าว แม่จะได้มีเสื้อตัวใหม่ๆใส่ไปอาดพวกป้าข้างๆบ้าน ไอ้ช้อยน้องคนเล็กจะได้มีเงินซื้อรองเท้าแตะใส่เหมือนชาวบ้าน ทั้งพ่อแม่และไอ้ช้อยคงจะมีอาหารดีๆกินไม่อดมื้อกินมื้ออีกต่อไป นี่คือความฝัน ความหวังที่เธอวางแผนไว้ หัวใจดวงน้อยของเธอชุ่มช่ำและอบอุ่น….
เธอเก็บเสื้อผ้าเข้าที่เข้าทางเข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่อหาข้าวซักจานเติมพลังให้เธอต่อไป ภายในห้องครัวเงียบสนิทมีแต่กับข้าวหอมๆกับข้าวสวยร้อนๆอยู่ในหม้อวางไว้ เธอตักข้าวราดแกงแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะสี่เหลี่ยมที่มีผ้าปูโต๊ะสีสวยปกคลุมอยู่ บนอาหารมีแจกันดอกกุหลาบวางอยู่กลิ่นของมันทำให้กินข้าวแกงได้อร่อยมากขึ้น เธอกินข้าวอยู่ซักพักก็มีสาวสวยหุ่นดีเดินเข้ามาทัก “เธอเป็นเด็กใหม่เหรอ?”สาวสวยเดินไปตักข้าวพลางถาม
“ค่ะ เพิ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ”
“มาจากไหนล่ะเรา แล้วทำงานเป็นป่ะเนี่ยยังเด็กอยู่เลย”
“มาจากโคราชค่ะ แค่เป็นเด็กเสริฟทำเป็นอยู่แล้วพี่”
“แน่ใจเหรอว่าเป็นแค่เด็กเสริฟ?”
สาวสวยยิ้มให้ เธอไม่ตอบอะไรนอกจากส่งรอยยิ้มเจือนๆไปให้ เธอเดินไปเก็บจานที่ไม่มีอะไรเหลือแล้ว แล้วเดินคิดถึงคำพูดของพี่สาวคนนั้นตลอดทางจนถึงที่ห้องแล้วก็เผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็สองทุ่มเศษๆ เธอตกใจมากรีบอาบน้ำแต่งตัวจะลงไปทำงานแต่ก็มีคนเปิดประตูเข้ามาสวนทางก่อน เจ๊คนที่รับเธอเข้าทำงานนั่นเองเธอมาพร้อมกับหนุ่มหล่อ หุ่นดี ผิวสวยแต่งตัวดีมีถานะอายุราวๆ 28-29 ปี แล้วเจ๊แกก็พูดว่า “รับใช้เสี่ยปอดีๆล่ะ สาวน้อย!”
“หมายความว่างัยเจ๊?”
“นี่ล่ะค่ะเสี่ยเด็กใหม่ สดๆ ซิงๆ คงถูกใจเสี่ยนะคะ” สาวแก่ไม่ได้สนใจใยดีกับคำถามของเธอเลย เธอหันมายิ้มแสยะให้สาวน้อยแล้วเดินจากไป เสี่ยปอหันมามองสาวน้อยด้วยสายตาอันหื่นกาม ตั้งแต่หัวจรดเท้า มันเดินเข้ามาจับแขนเธอเบาๆพยายามที่จะจูบแต่สาวน้อยเลี่ยงหลบไปก่อน มันต้อนเธอไปจนมุมห้องแล้วเอามืออันแข็งแรงดันผนังไม่ให้เธอหนีไป สาวน้อยตกใจกลัวจนตัวสั่นอ้อนวอนร้องขอ “ขอร้องเถอะค่ะพี่ ปล่อยหนูไปเถอะ” เสี่ยหื่นกามไม่ฟังเสียงอ้อนวอน มันจับร่างน้อยบอบบางลงบนเตียงแล้วลงมือขืนใจเธอ…..
หมดสิ้นแล้วความหวัง ความฝันที่เธอตั้งเอาไว้เธอถูกชาวบางกอกหลอกแล้วล่ะ และยิ่งกว่านั้นชาวบากกอกที่หลอกเธอก็เป็นคนที่รู้จักและสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆเธอเจ็บแค้นกับการกระทำที่ไร้มนุษย์ของคนที่เธอไว้ใจ เธอปวดร้าวไปทั้งตัวและหัวใจ เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงคนที่รออยู่ที่บ้าน ถ้าพวกเขารู้เรื่องนี้พวกเขาคงเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ โลกนี้ช่างโหดร้ายนัก เธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่มีจิตใจมุมานะ แต่ทำไมชะตากรรมถึงได้ตอบแทนเธอด้วยเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ความยุติธรรมมันมีจริงหรือในชีวิตจริง….
เช้าแล้ว…. ในวันที่แสงแดดหม่นมองไร้ซึ่งแสงสว่าง ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกสังคมกระทำอย่างเลือดเย็นนอนทอดกายอยู่บนเตียงสีหน้าและแววตาไร้ซึ่งชีวิตมีเพียงลมหายใจที่ขาดเป็นห้วงอย่างหมออาลัย ไอ้เสี่ยบ้ากามนอนกอดกายอยู่ข้างๆมันลุกขึ้นแต่งตัวแล้วทิ้งเงินใส่หน้าขาวซีดของเธอก่อนเดินจากไป….
สาวน้อยผู้หมดความหวังต้องการที่จะพบชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไว้ใจ อยากจะถามว่าทำไมถึงทำกับเธอแบบนี้ ความคิดของเธอเป็นจริงชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากเพียงเล็กน้อย
“เป็นไง? นังชบาสบายตัวสิท่า”
“ไอ้ชั่ว สารเลวฉันขอสาปแช่งแก!”
“ปากดีนักนะ ช่วยไม่ได้ก็เอ็งโง่เองทำไมล่ะ ยังงัยก็ขอบใจนะค่าตัวแกน่ะเดี๋ยวฉันจะส่งไปให้พ่อแม่เอ็งครึ่งนึงละกัน 55”
“แกเอาอะไรทำจิตใจ เราก็เป็นเพื่อนกันมาแต่เด็กมีอะไรก็แบ่งกัน อะไรที่ทำให้แกเปลี่ยนไป? เป็นเพราะบางกอกหรือว่าสันดานของแก?”
“ปากดีนักนะ บางกอกไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเว้ย! ยิ่งตอนที่ได้แกมายิ่งสมหวัง ฮ่าๆๆๆ มามะสาวชบาน้อย มาให้ไอ้โต้งลิ้มลองความสาวหน่อยไหนๆก็ขมขื่นกันมาถึงขนาดนี้แล้ว” สาวน้อยไม่ตอบโต้เพราะเหนื่อยกับการกระทำมามากเกินพอเธอได้แต่นอนน้ำตานองหน้าตอบสนองความบ้ากามของพวกไม่รู้จากพอ…
ความปวดร้าว สิ้นหวัง เสียใจ เคียดแค้น ทุกความรู้สึกมันอัดอั้นอยู่ภายในใจของสาวน้อย เธอถูกหลอกเธอเรียกร้องอะไรไม่ได้ เธอย้อนเวลากลับไปไม่ได้ นอกจาก…เริ่มชีวิตใหม่
14.10 น. สาวแก่กับเสี่ยหื่นกามอีกหนึ่งรายเดินมาเคาะประตูแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับพวกมันจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปข้างใน แต่ภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า…..
“กรี๊ดดดดดดดดด…..” ทั้งสองคนตกตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า…. สาวน้อยในร่างที่เปลื่อยเปล่านอนแผ่หลาอยู่บนพื้นห้อง กลิ่นเลือดฟุ้งกระจายข้างๆของร่างน้อยมีมีดปอกผลไม้ตกอยู่ที่ข้อมือมีแผลเล็กแผลน้อยเป็นทางยาวเลือดไหลตามพื้นมากมาย ใบหน้าของสาวน้อยแม้จะไม่มีวิญญาณแต่สายตาก็แสดงความรู้สึกออกมาว่าเจ็บปวดและเคียดแค้นขนาดไหน แต่ในดวงตาเดียวกันยังฉายแววแห่งความหวังออกมาคงเป็นความหวังที่จะได้กลับไปพบครอบครัวอีกครั้ง….
เที่ยงแล้วแสงแดดจ้าดุจดังจะเผาผลาญร่างอันแก่ชราของ สองตายายให้กลายเป็นผุยผงทั้งสองงกๆเงินๆทำงานก้มๆเงยๆ จนแทบจะหมดแรงเลยชวนกันมานั่งพักกินข้าวกินปลา แกแกะห่อข่าวกับข้าวเป็นปลาเค็ม 2 ตัวออกมากิน
“ตา… นังชบามันก็เข้าบางกอกไปนานหลายเดือนแล้วนะยังไม่มีวี่แววมันจะกลับมา เฮ้อ… ข้าล่ะห่วงมันจริงๆ” ยายแกพูดพร้อมกับทอดสายตาออกไปไกล…..แสนไกลบนผืนนากว้าง
“มันบอกให้รอเราก็ต้องรอ อีกไม่นานมันคงกลับมา” ผู้เป็นตาพูดออกมาเหมือนจะปลอบใจแต่สายตาของแกก็เศร้าหมองไม่แพ้กัน
“รอ? เรารอมันมานานมากแล้วนะ ข้าคิดถึงมัน”
“ข้าก็คิดถึง…”
สองตายายกินข้าวคนละไม่กี่คำก็อิ่ม แล้วก็นั่งเงียบเหม่อมองไป ในสายตามีความหวังที่เต็มเปี่ยม สายตานั้นยังรอคอยให้ลูกสาวของแกกลับมา สายตาสองคู่ยังคงรอคอยต่อไป ต่อไป ต่อไป อย่างไม่มีทางรู้เลยว่า นังชบาลูกสาวของแกได้ดับสลายไปกับความหวังเสียแล้ว….
คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น
✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ