เจ้าหญิงน้ำแข็งและเจ้าชายแกะดำ
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ วันนี้ เวลา 9 ชม.ที่แล้ว
แก้ไขเมื่อ 8 ชม.ที่แล้ว โดย เจ้าของนิยาย
1) ฝนตกเป็นสัตว์ประหลาด
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความกรกรรณ กาลธารา ลูกคนสุดท้องของตระกูล “กาลธารา” ตระกูลที่บิดาเป็นรองนายพล มารดาเป็นข้าราชการตำแหน่งสูง พี่ชายทั้งสองคนเป็นทหารยศสูง ทุกคนล้วนมีเกียรติและน่าภาคภูมิใจต่อวงศ์ตระกูล
แตกต่าง…แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตัวเขา
กรกรรณเป็นคนรักสงบ ใจดี เขาไม่จับดาบ ไม่จับอาวุธ แต่มีความสุขกับการมองวิวสวย ๆ หรืออ่านหนังสือที่ชอบ
ในโลกที่ผู้คนมีพลังเหนือมนุษย์ ความสามารถของเขากลับดูธรรมดาอย่างยิ่ง เขามีเพียงสายตาที่เฉียบคม มองเห็นรายละเอียดเล็กน้อยได้อย่างชัดเจนและความสามารถในการ “แปรภาพในหัว” สิ่งเหล่านี้ทำให้เขามีความสุขกับการจัดสวนให้เขียวขจีและหลากสี รวมถึงการอ่านหนังสือ—ตัวอักษรเหล่านั้นจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นภาพและความเข้าใจที่ลึกซึ้งในความคิดของเขา
กรกรรณ กาลธารา อายุ 25 ปี สูง 175 เซนติเมตร หนัก 70 กิโลกรัม รูปร่างสมส่วน ผิวขาวสะอาดแบบผู้ดีทั่วไป ผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าออกไปทางน่ารักมากกว่าหล่อเหลาคมคายกรกรรณ กาลธารา
เป็นเรื่องธรรมดา…ที่พ่อและแม่ซึ่งมีอำนาจและบารมี จะสามารถจัดหาตำแหน่งงานดี ๆ ในกระทรวงดี ๆ ให้ลูกได้เสมอ วันพรุ่งนี้ กรกรรณต้องไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการและเริ่มต้นงานบางอย่างที่เขายังไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ดูเหมือนจะเป็นงานบริหาร งานเอกสาร—งานที่พ่อเห็นว่า “เหมาะกับเขา”
วันนี้เป็นวันที่สงบ…แต่ไม่สดชื่น ท้องฟ้าครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตก เขาเดินถือหนังสือเล่มโปรดออกมานั่งลงบนเก้าอี้หวายที่ระเบียงหันหน้าออกไปยังสวนขนาดใหญ่—สวนที่เขาเป็นคนดูแลด้วยตัวเอง ภายในบ้าน ผู้รับใช้กว่ายี่สิบชีวิตกำลังทำหน้าที่ของตนตามปกติ หญิงรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา เพื่อเตือนให้กลับเข้าบ้านก่อนฝนจะตก
“คุณชายคะ เข้าบ้านเถอะค่ะ ถ้าฝนตก เดี๋ยวจะโดนละอองฝนแล้วไม่สบายนะคะ”
เธอพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เพราะเธอรู้ดีว่า กรกรรณเป็นเจ้านายที่ใจดี อารมณ์ดี และเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน
“ไม่สบายก็ดีนะสิ… พรุ่งนี้ผมจะได้มีข้ออ้างไม่ต้องไปรายงานตัว”
กรกรรณตอบพร้อมรอยยิ้มและยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอย่างดื้อๆ ก่อนจะเปิดหนังสืออ่านต่ออย่างสบายใจ
ขณะที่ทุกอย่างยังดำเนินไปอย่างปกติ เม็ดฝนที่เริ่มร่วงหล่นจากท้องฟ้าแต่ละหยด…ดูไม่คุ้นตา หยดน้ำสีดำสกปรกตกกระทบพื้นดิน บางหยดเป็นของเหลว บางหยดกลับมีลักษณะข้นหนืด คล้ายเมือกมากกว่าน้ำ
กรกรรณมองไปยังสนามหญ้าด้วยความประหลาดใจ สายตาอันเฉียบคมของเขาบอกชัดว่านี่ไม่ใช่น้ำฝนเลยแม้แต่น้อย และแล้ว…บางอย่างขนาดเท่าลูกเทนนิสก็ตกลงมาตรงหน้าเขา แม้พื้นหญ้าจะนุ่มแต่แรงและน้ำหนักของมันกลับทำให้หญ้าบุบลึกก่อนจะแตกกระจายออก ไม่นาน เสียง “ของหนัก” ที่มีลักษณะคล้ายกันก็ตกกระแทกลงบนหลังคา—ครั้งแล้วครั้งเล่า
กรกรรณยังคงยืนอยู่ใต้ชายคาเพ่งมองสิ่งนั้นโดยไม่ขยับหนีและวินาทีนั้นเอง…ความหนาวเย็นก็แล่นขึ้นมาตามสันหลังของเขา สิ่งที่ตกลงมาจากฟ้าคือ “สัตว์ประหลาด” ร่างของมันแหลกเหลวจากแรงกระแทกยังไม่ตายสนิท ยังคงดิ้นอย่างน่ากลัว
“นะ…นี่มันอะไรกัน…?”
กรกรรณพึมพำ เสียงสั่น แต่ “ฝน” ไม่เคยรอให้ใครตั้งตัว สัตว์ประหลาดตกลงมามากขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น บางตัวกระแทกพื้น—แต่ไม่ตายและพวกมันเริ่ม…ขยับ
แม่บ้านสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เห็นเช่นกัน ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
“คุณหนู!!!! เข้ามาหลบในบ้านเดี๋ยวนี้ค่ะ!!!!!”
เสียงตะโกนของเธอกระชากสติของกรกรรณกลับมา เขารีบหันหลังและพยายามวิ่งเข้าบ้านแต่…ไม่ทันแล้ว
คฤหาสน์ด้านหลังถูกสัตว์ประหลาดขนาดมหึมา—ใหญ่พอๆ กับช้างตัวโตเต็มวัย—ตกลงมากระแทก เสียงปะทะดังสนั่นทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา หญิงรับใช้ผู้โชคร้ายถูกซากอาคารถล่มทับต่อหน้าเขา ร่างของเธอหายไปใต้เศษซากพร้อมกับสัตว์ประหลาดยักษ์ที่กำลังดิ้นทุรนทุรายจากแรงกระแทก
กรกรรณชะงักภาพตรงหน้าทำให้เขาหายใจไม่ออก เขาถอยหลัง—สะดุดขาตัวเอง—ล้มลง และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเขาก็ได้เห็น…“ฝน” ที่แท้จริง
สัตว์ประหลาดนับไม่ถ้วนกำลังร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน มากเกินกว่าจะนับได้ เสียงกรีดร้องดังขึ้นทั่วเมือง เสียงระเบิด เสียงคำราม โลกทั้งใบ…กำลังพังทลายลงต่อหน้าเขา
กลิ่น…เหม็นเน่าจากลมหายใจของพวกมัน กลิ่นเลือดของพวกมันน่าสะอิดสะเอียนจนแทบทนไม่ไหว น้ำเมือกสกปรกยังคงตกลงมาพร้อมกับร่างของสัตว์ประหลาดทำให้กรกรรณเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว
สัตว์ประหลาดที่ตกลงมา…มากขึ้นและ “รอด” มากขึ้น พวกมันเริ่มกัดกินและทำลายทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัว ต้นไม้ ผืนหญ้า—ไม่มีสิ่งใดรอดพ้น บางตัวที่มีขนาดใหญ่กว่ากลับไล่ขย้ำพวกเดียวกันเองอย่างบ้าคลั่ง
กรกรรณน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ใต้ซากอาคาร…เขาเห็นเลือดของหญิงรับใช้และเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง—สัตว์ประหลาดยักษ์…ลุกขึ้น แม้แขนบางข้างจะหักผิดรูปแต่มันยังคงดิ้นทุรนทุราย และเริ่มทำลายทุกอย่างรอบตัว
คฤหาสน์…บ้านของเขาถูกฉีกกระชากอย่างไร้ความปรานี ไม่ต้องพูดถึงคนในบ้าน ไม่ต้องพูดถึงที่ปลอดภัย เพราะตอนนี้…ไม่มีอีกแล้ว
กรกรรณรวบรวมแรงทั้งหมด ลุกขึ้นยืน ตัวสั่น ขาสั่น แต่เขาต้องไป
“ที่ทำงานของพ่อ”
อย่างน้อย…ที่นั่นต้องมีกำลังป้องกัน อย่างน้อย…มันต้องปลอดภัย
สัตว์ประหลาดยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่องแต่ส่วนใหญ่ยังไม่สนใจเขา พวกมันมัวแต่กัดกินกันเองหรือไม่ก็ทำลายทุกอย่างรอบตัวอย่างไร้สติ
กรกรรณอาศัยจังหวะนั้นปีนออกทางด้านหลังของบ้าน เมื่อมาถึงถนน—ภาพตรงหน้าทำให้เขาชะงัก ผู้คนมากมายกำลังประสบชะตาไม่ต่างจากเขา บางคนวิ่งหนี บางคนถูกทำร้าย บางคน…นอนแน่นิ่งไปแล้ว
สัตว์ประหลาดมีอยู่ทุกที่ ไม่มีประกาศจากทางการ ไม่มีแผนรับมือ บางคนวิ่งหนีเอาตัวรอด บางคนหลบซ่อนในบ้านหรืออาคาร กรกรรณก็ไม่ต่างกันเขาถูกสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่—สูงเกือบสองเมตรครึ่ง—ไล่ล่า รถยนต์จอดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว มีเพียงจักรยานและมอเตอร์ไซค์ที่ยังพอเคลื่อนตัวหนีไปอย่างไร้ทิศทาง
ในที่สุด…เขาก็พบ “หน่วยรบพิเศษ” พวกเขาคือความหวังเดียวในตอนนี้
“ออกจากเมือง!!!! มารวมกันทางนี้!!!! ตามพวกเรามา!!!”
เสียงตะโกนผ่านโทรโข่งดังลั่น ขณะที่หน่วยรบกำลังเคลื่อนขบวน พร้อมกับเคลียร์ทางไปข้างหน้า กรกรรณรีบวิ่งเข้าไปหา
“เกิดอะไรขึ้นครับ!? พ่อแม่ผมอยู่ไหน!? รองนายพลธีรยุทธ กาลธาราอยู่ไหมครับ!?”
เขาถามอย่างร้อนรน ในใจลึก ๆ เขายังเชื่อว่า พ่อ แม่ และพี่ชายของเขา…ต้องปลอดภัย พวกเขาแข็งแกร่งเสมอ โดยเฉพาะพี่ชายคนโต หัวหน้าหน่วยรบพิเศษชะงัก เขาหยุดทุกอย่าง ปล่อยให้ลูกน้องดำเนินการต่อ ก่อนจะหันมามองกรกรรณอย่างจริงจัง
“รองนายพล…ธีรยุทธ…?”
เขาทวนช้า ๆ
“ไม่… ‘กาลธารา’…”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป
“พวกเขา…”
เขาหยุดเหมือนคำพูดติดอยู่ในลำคอ
“…นายคือ…กาลธาราคนสุดท้ายใช่ไหม?”
ความเงียบเพียงเสี้ยววินาที…หนักอึ้งราวกับทั้งโลกหยุดหมุน
“ไป…ไปจากที่นี่”
“ฉันจะดูแลนายเอง”
“นายต้องไม่เป็นอะไร…”
เขาพูดจบ ก่อนจะตบไหล่กรกรรณอย่างแรง มือของเขาบีบแน่น—ราวกับกำลังฝืนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
“ไม่…ไม่…ไม่!!! เป็นไปไม่ได้!!!” กรกรรณสะบัดตัวออกจากมือที่บีบไหล่เขา ถอยหลังไปอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“พ่อ…กับพี่…ไม่มีทางแพ้!! ไม่มีทาง!!!” แม้เขาจะไม่ใช่นักสู้แต่เขาเติบโตมาในตระกูลนักรบ เขารู้ดีว่า “กาลธารา” แข็งแกร่งแค่ไหน มันเป็นไปไม่ได้…บางที…พวกเขาอาจยังไม่ตาย บางที…ยังไม่มีใครเห็นกับตา
หัวหน้าหน่วยรบพิเศษมองเขา สายตานิ่ง—ไร้ความลังเล “เราเจอสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ ไม่ใช่อะไรที่มนุษย์จะสู้ได้และพวกมัน…ตั้งใจจะทำลายเรา เพราะงั้น—ต้องออกไปให้ไกลจากเมืองที่สุด”
ขณะที่เขาพูด ภาพความทรงจำบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว ภาพจาก “ฐานบัญชาการกลาง” บางสิ่งที่เขาเห็นที่นั่น…ทำให้มือของเขาสั่น—เพียงเล็กน้อย เล็กน้อย…แต่กรกรรณมองเห็น และทันใดนั้น—เงาขนาดมหึมาก็ทาบลงมาเหนือพวกเขา สัตว์ประหลาดตัวหนึ่งกำลังร่วงลงมาจากฟ้า—ตรงตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่
“ระวัง!!!” หัวหน้าหน่วยรบพิเศษพุ่งตัวทันที เขาคว้า “เสาไฟฟ้า” ข้างถนน—หักมันออกทั้งต้นก่อนจะกระโดดขึ้นไปกลางอากาศแล้ว “ฟาด” ใส่ร่างของสัตว์ประหลาดเต็มแรง
ตูม—!!!
ร่างของมันแตกกระจายกลางอากาศ เศษเนื้อและของเหลวกระเซ็นออกไปกระแทกอาคารด้านข้างอย่างน่าสยดสยอง
กรกรรณมองเห็นทุกอย่าง…ชัดเจน การเคลื่อนไหวของชายคนนั้น รวดเร็ว หนักแน่น และทรงพลัง เขาแข็งแกร่งมาก
“แต่ถึงอย่างนั้น…”
หัวหน้าหน่วยรบพิเศษคนนี้ ยังคง “กลัว” สิ่งที่เขาได้เจอมา ความจริงนั้นทำให้กรกรรณนิ่งลง
น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง—เงียบ ๆ ก่อนที่เขาจะพยักหน้า ยอมรับและก้าวเข้าไปรวมกับกลุ่มผู้คน
ที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากเมือง
เบื้องหลังพวกเขา—รถหุ้มเกราะหลายคันถูกทิ้งไว้เป็นซากพังพินาศกลางถนน
ขณะที่กลุ่มผู้อพยพกำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนพวกเขาก็ต้องหยุดลง หัวหน้าหน่วยรบพิเศษเห็น “บางอย่าง” อยู่ข้างหน้ากลางสี่แยก—ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร
มันตั้งอยู่ตรงนั้น
“แจกัน”
แจกันขนาดมหึมาใหญ่พอจะใส่คนทั้งคนลงไปได้ ผิวของมันแตกร้าวเหมือนดินเผาโบราณที่ผ่านกาลเวลามานานนับศตวรรษ แต่มีบางอย่าง…ผิดปกติเพราะบริเวณนั้นไม่มีสัตว์ประหลาดแม้แต่ตัวเดียวเหมือนทุกสิ่ง…หลีกเลี่ยงมัน
คนแรกที่ทรุดลงคือ “กรกรรณ” ร่างของเขาสั่นโดยควบคุมไม่ได้สัญชาตญาณร้องเตือน “อันตราย” ไม่ใช่แค่กลัว—แต่มันคือความรู้สึกที่ “รับไม่ไหว” สายตาของเขามองเห็นบางอย่าง อากาศรอบตัวแจกัน…บิดเบี้ยว
สีของโลกตรงนั้นผิดเพี้ยนหม่นหมอง ราวกับสีทุกสีถูกกวนรวมกันจนกลายเป็นดำแผ่ขยายสูงขึ้นไปเทียบเท่าตึกหกชั้นที่อยู่ข้างทาง
หัวหน้าหน่วยรบพิเศษยกมือขึ้น
“หยุด”
ทุกคนหยุดนิ่ง
“อย่าขยับ…เราจะอ้อมมันไป”
เสียงสั่งสั้น กระชับ
เหล่าทหารทำตามทันทีและพยายามส่งสัญญาณต่อไปยังผู้คนด้านหลังแต่ฝูงชนมีมากเกินไป บางคนไม่ได้ยิน บางคนไม่เข้าใจ บางคน…ไม่สนใจ ความวุ่นวายเริ่มก่อตัว แต่ยังโชคดี—พวกเขายังอยู่ห่างจากมันและ “มัน”…ยังไม่ขยับ
กรกรรณรู้ดี ห้ามเข้าใกล้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาพยายามฝืนตัวเองลุกขึ้น เดินปะปนไปกับฝูงชนที่สิ้นหวัง พวกเขาบ่น ด่า โทษอาณาจักร ทุกคนกำลังสนใจแต่ตัวเองและไม่มีใครสนใจสิ่งรอบตัว หญิงคนหนึ่งอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน เธอถูกชนล้มลง แรงกระแทกทำให้เด็กตื่นแล้ว—ร้องไห้
เสียงเด็ก
มัน…ขยับ แม้จะอยู่ไกล แม้เสียงจะเบาเพียงใด แจกันยักษ์นั้น—
“ตอบสนอง”
บางสิ่งค่อย ๆ โผล่ขึ้นมา เพียงครึ่งหนึ่งของหัว เพียง…ดวงตา
หัวหน้าหน่วยรบพิเศษหันไปเห็น ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่ง ก่อนที่เสียงตะโกนจะระเบิดออกมา—
“วิ่ง!!!!!!!”
ฝูงชนแตกตื่นทันที แขนจำนวนมาก—นับสิบ ยืดยาวออกมาจากปากแจกัน พวกมันคว้า ยึด ไต่ เคลื่อนที่เข้าหา “ต้นกำเนิดของเสียง” อย่างรวดเร็ว และในเวลาเดียวกัน—เมือกพิษสีม่วงถูกพ่นออกมา เมื่อสัมผัสพื้น มันกลายเป็นหมอกหนาทึบ แผ่ขยายออกเป็นวงกว้างกลืนกินถนนทั้งเส้น
เสียงกรีดร้องดังระงม ผู้คนวิ่งหนี เหยียบกันเอง ไม่สนใจใครอีกต่อไป
“ศินา!! ศศินา!!!!” หัวหน้าหน่วยรบพิเศษตะโกนสุดเสียง “คุ้มกันกาลธารา....ไป!!!”
“รับทราบค่ะ ป๋า…” ศศินา เวธา ตอบสั้น ๆ
หญิงสาววัยยี่สิบเก้า ดวงตาซ้ายมืดบอด ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลจากสนามรบ เธอสะพายกระเป๋าเสบียง คว้ามีด เช็กปืน ก่อนจะพุ่งเข้าไปหากรกรรณ
“ไป!! หนีไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน!!!”
เสียงของเธอชัด เจาะตรงเข้าไปในสติของเขาและครั้งนี้—กรกรรณ “ไม่ลังเล”
มือของอสูรในแจกันไต่ไปบนพื้นราวกับขาแมงมุม มัน “ลาก” ร่างมหึมาของตัวเองที่ควรหนักเป็นตัน—ให้พุ่งเข้าหาฝูงชนได้อย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติแล้ว—มันกระแทกตัวเองลงกลางฝูงชน เสียงปะทะดังสนั่น ผู้คนแตกกระจายราวกับมดแตกรัง มือจำนวนมากพุ่งออกมา
คว้า
บีบ
ยก
หัวของผู้คนถูกจับขึ้นก่อนจะถูก “ดึง” เข้าไปในปากแจกันรวดเร็ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีจังหวะให้หนี เลือดสาดกระจาย ผสมกับเมือกพิษสีม่วง พื้นถนนกลายเป็นแอ่งสีคล้ำในพริบตา เสียงกรีดร้องทับซ้อนกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของใคร และมันยัง “ไม่หยุด” หมอกพิษแผ่กระจายออกมา เร็วขึ้น หนาขึ้น กลืนกินพื้นที่หลายร้อยเมตรในเวลาไม่กี่วินาที
กรกรรณวิ่งสุดชีวิตพยายามตามศศินาให้ทัน ลมหายใจของเขาเริ่มขาดช่วงแต่หมอกพิษเร็วกว่า มันแผ่ล้ำมาด้านหน้าบางเบา เจือจาง แต่เพียงเขาสูดมันเข้าไป แสบ ปอดเหมือนถูกเผา กรกรรณไออย่างรุนแรง ทรุดลงกับพื้น ศศินาหันกลับมาไม่มีคำพูดเธอคว้าคอเสื้อเขา ดึง และฝืนลากเขาไปไม่หยุดแม้ตัวเธอเองจะโดนพิษเข้าไปแล้ว จนกระทั่งพบมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งล้มอยู่ข้างทาง
ศศินาพุ่งเข้าไปติดเครื่อง เสียงเครื่องยนต์คำรามขึ้น เธอไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ลากกรกรรณขึ้นซ้อนท้ายมัดเขาเข้ากับตัวเองแน่น แล้วบิดคันเร่งสุดแรง
พวกเขาพุ่งฝ่าหมอกพิษ ความโกลาหล เงาของสัตว์ประหลาดที่เริ่มกระจายตัว เมือง…ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถนนเบื้องหน้ายาวทอดออกไปมุ่งสู่เมืองถัดไปของอาณาจักร ข้างหน้าไม่มีใครรู้ว่าจะมี “แบบนี้” รออยู่อีกหรือไม่ โทรศัพท์…ใช้ไม่ได้ทุกอย่างเงียบสนิทเหมือนโลกทั้งใบถูกตัดขาดจากกัน
-เจ็ดวัน-
อาณาจักรอัลเทรัส…ล่มสลายภายใต้ “ฝนของสัตว์ประหลาด” ประชากรมากกว่าร้อยละเก้าสิบเสียชีวิต เมืองหลวงพังทลาย เมืองบริวานอีกสี่แห่งไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป พื้นดินถูกยึดครอง อากาศถูกปนเปื้อน หมอกพิษแทรกซึมและกัดกินระบบประสาทของผู้ที่ยังมีชีวิต ผู้รอดชีวิต…ไม่มีทางเลือก พวกเขาหนีจากความตายเบื้องหลังเพื่อไปหา…ความตายเบื้องหน้า
จะมีอะไรแย่กว่านี้อีกไหม?
คำตอบคือ : มี
เพราะเมื่อเราล้มลง—โลกจะซ้ำเราเสมอ
อาณาจักรอัลเทรัสมีพรมแดนติดกับอีกสี่อาณาจักร
วอร์เกน
ออร์เดเรีย
น็อกเทีย
และเอลดริน
ทั้งหมดถูกต้องสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะ ทั้งหมดอยู่ในภาวะตึงเครียดก่อนเริ่มสงคราม พวกเขาจ้องทำลายกันเองเสมอ
วอร์เกน พวกเขาสังหารทุกคนทันทีที่ก้าวล้ำเขตแดน
ออร์เดเรีย แย่ยิ่งกว่า ผู้ลี้ภัยที่เข้าใกล้—ถูกจับและไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา
น็อกเทีย ไม่ต่างกัน ผู้คนถูกฆ่าหรือถูกลากไปเป็นทาส
มีเพียงเอลดริน ที่ยอมเปิดประตูอย่างน้อย…ก็ในฐานะ “ผู้ลี้ภัย” แต่ไม่มีใครได้กลับออกมาอีกหลังเข้าไป
ผู้คนส่วนใหญ่ของอัลเทรัสติดค้างระหว่างความตายสองฝั่งราวกับถูกขังอยู่ในกับดัก อาการของศศินาและกรกรรณ ไม่ดีขึ้นแต่ก็ยังไม่แย่ลงพิษยังคงอยู่ในร่างกาย กัดกินช้า ๆ เงียบ ๆ ทั้งคู่พักอยู่กับกลุ่มอพยพเล็ก ๆ ที่พอมีน้ำใจแบ่งผ้าใบและเครื่องใช้ให้พวกเขาหลบแดดและน้ำค้างในเขตพื้นที่ติดชายแดนและเป็น “ชายแดนวอร์เกน”
เบื้องหน้าคือทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตาและแนวรั้วเหล็กสูงตระหง่านทอดยาวไปจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ที่นี่มีชื่อเรียกกันในหมู่ผู้อพยพว่า
“ทุ่งสังหาร”
ไม่มีใครควรเดินเข้าไปเพราะศพเก่านอนเกลื่อน เป็นป้ายประกาศห้ามเขาเป็นอย่างดี บางร่างถูกเจาะทะลุด้วยอาวุธระยะไกล บางร่าง…เหลือเพียงซาก และไม่ใช่แค่มนุษย์ แม้แต่สัตว์ประหลาดที่หลงเข้าไปก็ยังถูกสังหาร พวกเขาแข็งแกร่งและป้องกันตัวถึงขีดสุด
ผู้รอดชีวิตทำได้เพียงตั้งที่พักชั่วคราวจากผ้าใบ กิ่งไม้ และเชือก เพียงเพื่อเป็นหลังคากันแดดและกันลม แค่รอปาฏิหาริย์หรือไม่ก็วันตาย
กรกรรณนั่งพิงต้นไม้ที่ถูกใช้เป็นเสาหลักของเต็นท์ชั่วคราว สายตาเหม่อลอย รอบตัว—ไม่มีใครต่างจากเขา
“อาการเป็นไงบ้าง…คุณชาย” ศศินานั่งลงข้าง ๆ เสียงเธอยังคงสดใสและกวนอารมณ์นิดหน่อยเหมือนทุกครั้ง
“ดีครับ…” กรกรรณตอบเบา ๆ “เจ็บน้อยลง…แต่อีกไม่นาน...คงไม่เจ็บแล้ว”
ศศินาขมวดคิ้วเล็กน้อย “อย่าพูดแบบนั้น” เธอถอนหายใจแล้วสะดุ้งเบา ๆ ความแสบในปอดยังไม่หายไป
“นายเป็นกาลธารา” เธอพูดช้า ๆ “และเป็นแบบที่ ‘พิเศษ’ จริง ๆ”
“บางที…นั่นแหละ อาจเป็นเหตุผลที่ป๋าสั่งให้ฉันดูแลนาย”
เธอหันมามองเขาสายตาจริงจัง
“นายเป็นของหายากนะ กร เพราะงั้น…” เธอกลืนน้ำลายเล็กน้อยเหมือนฝืนความเจ็บ
“ไม่ว่ายังไง ฉันจะพานายรอดไปให้ได้”
ความสงบ…อยู่ได้ไม่นาน เสียงกรีดร้องดังขึ้น ใกล้ขึ้น ถี่ขึ้น ฝูงชนแตกตื่น ผู้คนรอบข้างลุกพรวด เพื่อวิ่งหนี โดยไม่หันกลับไปมอง ไม่สนอะไรอีกแล้วแค่ต้องวิ่งหนี เพราะสัตว์ประหลาดบุกเข้ามาแล้ว พวกมันกำลัง “ล่า” จะเพื่ออาหารหรือสัญชาตญาณอะไรก็ไม่อาจรู้
ศศินาลุกขึ้นทันที มือเธอคว้ามีดประจำตัวอาวุธสุดท้ายที่ยังเหลือ ปืน—หมดกระสุนไปนานแล้ว เธอก้าวออกไปข้างหน้าอย่างช้า แต่นิ่งและระวัง
กรกรรณฝืนตัวลุกมือหนึ่งกุมหน้าอก ความแสบยังไม่หายไป อีกมือเอื้อมไปคว้าเสื้อของศศินาแน่นและสั่น ไม่รู้ว่าเขากลัวอะไร กลัวตายหรือกลัวว่า “เธอจะตาย”
ศศินาหยุดหันกลับมาแล้วโอบหัวเขากดลงกับไหล่ของตัวเองอย่างหนักแน่นและมั่นคง
“ไม่เป็นไรนะ…คุณกร” เสียงเธอนิ่งเกินจริง “เราจะต้องไม่เป็นไร…” เธอพูดทั้งที่เธอเอง…รู้ดีว่ามันไม่จริงเลย
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าสัตว์ประหลาด สี่ขา รูปร่างคล้ายหมีแต่ไม่มีขน ผิวหนังดิบเปลือย ดวงตากลมโตผิดสัดส่วนโปนออกมาจนน่าขยะแขยง ปากมันกว้างผิดธรรมชาติ ฟันเรียงแน่นแหลมคมราวกับฉลาม มันเดินเข้ามาช้า ๆ อย่างมั่นใจ เพราะมันเห็น “เหยื่อ” ที่ไม่วิ่งหนี
ศศินาผลักกรกรรณแรงจนเขาเซล้มลงบนที่นอนใต้ผ้าใบ
“ถอยไปก่อน…เจ้าชาย” เธอไม่หันกลับไปมอง “องครักษ์จะทำหน้าที่แล้ว”
มีดยาวหนึ่งฟุตหมุนในมือเธอ นิ่ง ไร้ความลังเล ความร้อนแผ่ซ่านจนใบมีดเปลี่ยนเป็นสีแดงเรืองสว่างเหมือนเหล็กที่ถูกเผาจนถึงขีดสุด
สัตว์ประหลาดพุ่งเข้าหาและศศินาขยับ เพียงสองจังหวะเท่านั้น
“ฉึก”
มีดแทงเข้าที่ลำคอของมัน ลึกและแม่นยำ เธอบิดข้อมือหมุนเฉือน
“กร๊อบ”
หัวของมันหลุดออกจากลำตัวก่อนที่ร่างจะทันล้ม กลิ่นเนื้อไหม้ลอยขึ้นผสมกับกลิ่นเลือดข้นจนฉุนแสบจมูก กรกรรณเบือนหน้าแทบอาเจียนแต่ยังฝืนปิดปากไว้เขา…ไม่ไหวแล้ว สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันเกินกว่าที่จะรับได้ ทุกอย่างชัด ชัดเกินไป ภาพศพ กลิ่นเลือด เสียงกรีดร้องมันไม่จาง มันไม่เลือนมัน “ฝัง” อยู่ในหัวเขาทำได้แค่นั่งตัวสั่นบนฟูกบาง ๆ ของตัวเอง หายใจไม่เป็นจังหวะมือกำแน่นเหมือนจะยึดตัวเองไว้ไม่ให้แตกสลาย
เงาสองเงาเคลื่อนเข้ามาหาศศินา สัตว์ประหลาดอีกสองตัวรูปร่างคล้ายเดิม แต่ดวงตาจับจ้องเหมือนมัน “รู้” ว่าพวกของมันตายไปแล้วและตอนนี้มันจะล่าต่อ
ศศินายังไม่ถอย เธอก้าวออกไปยืนขวางระหว่าง “มัน” กับ “เขา” ร่างของเธอไม่ใหญ่ แต่ในสายตากรกรรณมันคือกำแพงเหมือนแม่นกที่ยืนปกป้องรังทั้งที่รู้ว่า ตัวเองอาจไม่รอด ลมหายใจของเธอกระตุก พิษยังอยู่คอยแผดเผาปอดแต่เธอ…ไม่หยุด เพราะหยุดไม่ได้
สัตว์ประหลาดพุ่งเข้าหาอีกครั้ง เธอขยับเสียงโลหะเฉือนเนื้อดังสั้น ๆ รวดเร็วและแม่นยำ ร่างของพวกมันล้มลงไล่เลี่ยกัน ศศินายังคงยืนอยู่ ระวังเหมือนยังไม่จบ พวกมันยังมีอีกแต่…..ทุกอย่างยังนิ่ง เสียงกรีดร้องรอบตัวยังคงดังแล้วค่อย ๆ หายไป เสียงวิ่ง เสียงคำรามค่อย ๆ เบาลงจนเหลือเพียง
“ความเงียบ”
พวกมัน…อิ่มแล้ว พอใจแล้วและจากไป ไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใครช่วยใครได้อีกแล้ว ศศินาหันกลับมาก้าวช้า ๆ เหมือนร่างกายหนักขึ้นทุกก้าว เธอทรุดลงตรงหน้าเขา หอบแรง กัดฟันอดทนจากความเจ็บปวดของพิษแต่ไม่พูดอะไร
กรกรรณขยับช้า ๆ แล้วโอบเธอแน่น เขาไม่ปล่อยแม้ร่างจะเอนลงล้มลง นอนลงไปพร้อมกัน เขาไม่ปล่อยเพราะตอนนี้เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้วแค่…ศศินา อย่างน้อยถ้าต้องตายเขาจะไม่ตายคนเดียว ไม่มีคำพูด มีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาแล้ว—ความมืดก็กลืนพวกเขาไป
วันต่อมา แสงสว่างลอดผ่านช่องว่างของยอดไม้ ส่องลงมากระทบพื้นดิน และผ้าใบที่ขึงเป็นหลังคาให้ทั้งสองได้นอนพัก กรกรรณลืมตาขึ้นก่อน สติเริ่มกลับคืนมา…แม้ร่างกายยังหนักอึ้ง ราวกับถูกกดทับด้วยบางอย่างที่มองไม่เห็น ความหิวเริ่มกัดกินช้า ๆ แต่ยังไม่รุนแรงพอจะขยับตัวทันที เขาหันไปมองข้างตัว ศศินายังคงหลับสนิท ดวงตาซ้ายถูกปิดด้วยผ้าปิดตา — มันดูไม่ใช่แค่เครื่องปิดบัง…แต่เหมือนเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวที่เธอมี
ลมหายใจของเธอแผ่วเบา…แต่สม่ำเสมอ เขามองเธอใกล้ขึ้น ริมฝีปากที่แห้ง แตก ไม่ได้สวยงามอะไรเลยแต่ไม่รู้ทำไม…เขากลับรู้สึกอยากสัมผัสมัน แค่ตอนนี้ตอนที่ทั้งเขา…และเธอ…ยังมีชีวิตอยู่
“ถ้า…” ความคิดนั้นยังไม่ทันจบร่างของเขาก็ขยับเข้าไปแล้วใกล้ขึ้น…อีกนิดเดียว…แต่—
ดวงตาขวาของเธอลืมขึ้นจ้องเขา…นิ่ง ไม่มีความเขิน ไม่มีความโรแมนติกมีแค่ “การรับรู้ทุกอย่าง”
กรกรรณชะงัก
“ขะ…ขอโทษครับ…ผม…ไม่ได้ตั้งใจ…” เขาถอยออกทันทีแต่ลึก ๆ ยังมีความหวังเล็ก ๆ…ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ
ศศินายิ้มมุมปากนิดเดียว
“ในสถานการณ์แบบนี้…ยังมีคนคิดจะฉวยโอกาสอีกเหรอ” น้ำเสียงเธอเรียบ…แต่แฝงการล้อเลียนชัดเจน
“คุณชายกร…จอมเจ้าชู้ ฮึ” เธอลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน จัดชุดให้เข้าที่ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ดูเหมือนนายจะฟุ้งซ่านนะ น้องชาย” เธอหันมามองเขา
“หาอะไรทำที่มันมีประโยชน์ดีกว่าไหม?” เธอหยิบดาบขึ้นมาโยนให้เขา
“ฉันจะสอนพื้นฐานให้ อย่างน้อย…ก็น่าจะมีค่ากว่าการแอบขโมยจูบทหารสาวขี้เหร่คนนี้”
“ครับ…ผม…ขอโทษจริง ๆ…” กรกรรณก้มหน้า เสียงเบาลง
ศศินาหัวเราะเบา ๆ “โหย ดูหน้าสิ หงอยเป็นหมาเลย”
เธอก้มลง บีบจมูกเขาเล่น “อย่าเข้าใจผิด หน้าที่ฉันคือดูแลนาย…โอเคไหม?” แล้วเธอก็ลุกขึ้น เริ่มก่อกองไฟอย่างคล่องแคล่ว
“ไม่รู้ว่ามันกินได้หรือเปล่า…” เธอพูดพลางลากซากสัตว์ประหลาดเข้ามา
“…แต่ฉันจะลองก่อน” มีดถูกดึงออก เนื้อถูกแล่ออกอย่างแม่นยำ ไม่มีความลังเลหรือรังเกียจ เธอเสียบมันกับไม้ย่างเหนือไฟ กลิ่นแปลก ๆ ลอยขึ้นมา ศศินากัดลงไป เคี้ยว…ช้า ๆ กลืน “อืม…พอใช้ได้” เธอยิ้ม
“รอสักสองชั่วโมง ถ้าฉันยังไม่ตาย…นายก็กินได้”
กรกรรณนิ่ง เขาไม่แน่ใจว่าควรโล่งใจ…หรือยิ่งกังวลกว่าเดิม
ระหว่างนั้นการฝึกเริ่มขึ้น
“จับดาบให้แน่นกว่านั้น”
“ไม่ใช่แบบนั้น”
“แรงไม่มีเลย นายจะฟันอะไรได้?”
ทุกการเคลื่อนไหวของเขา—ช้า อ่อน ไร้ทิศทาง ดาบในมือเขา…ดูเหมือนจะหนักเกินไปสำหรับเขา ศศินามองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ สายตาเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย
จาก “สอน” เป็น “ประเมิน” …และเริ่ม “ถอดใจ”
กรกรรณวางดาบลง เสียงโลหะกระทบพื้นเบา ๆ แต่ในหัวของเขา…มันหนักกว่านั้นมาก เขามองคมดาบยาวในมืออาวุธที่ควรจะ “ฟัน” ได้ทุกอย่าง แต่สำหรับเขา—มันเหมือนแค่เหล็กท่อนหนึ่ง
“มัน…ยากจริง ๆ นะครับ” เสียงเขาเบา
“การจะใช้แรงฟันดาบแบบนี้…” สายตาเขาไหลไปด้านข้าง หยุดอยู่ที่ “เคียว” สำหรับเกี่ยวหญ้า มันไม่ใช่อาวุธ อย่างน้อย…ก็ไม่ควรจะเป็น
“บางที…” เขาหยิบมันขึ้นมา “…ผมน่าจะลองอันนี้”
ศศินามองตาม คิ้วเธอขยับนิดเดียว “น่าสนใจนะ” เธอพูดเรียบ ๆ
“แต่นั่นมันใช้ยาก…และไม่เหมาะจะเป็นอาวุธด้วยซ้ำ”
เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะยิ้มมุมปาก
“แต่สำหรับนาย…อาจจะดีกว่าดาบก็ได้”
กรกรรณพยักหน้าเล็กน้อย เขาหันไปมอง “กระป๋อง” ที่วางอยู่บนพื้น เงียบ นิ่ง สายตาของเขา…เริ่มเปลี่ยนไป
เขาไม่ได้มอง “ทั้งกระป๋อง”
เขากำลัง “หาอะไรบางอย่าง”
บางจุด บางเส้น บางความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้…แล้วเขาก็ “เจอ” จุดเล็ก ๆ บนผิวโลหะ ไม่ชัดเจนแต่เขารู้
“ตรงนั้น”
ถ้าเคียวลงตรงนั้น—มันจะเข้า เขาค่อย ๆ ง้างแขน ตั้งสมาธิจนลมหายใจนิ่งลง โลกทั้งใบ…เหมือนเงียบไปชั่วครู่
ศศินามองเขาไม่พูดอะไร แม้แต่ลมหายใจยังกลั้นไว้เพื่อไม่ให้รบกวนเขา เคียวฟาดลงฉึก—มันปักเข้าไปตรงจุดนั้นพอดี กระป๋องไม่กระเด็น ไม่กลิ้ง แค่…ถูกตรึงไว้กับพื้นอย่างแม่นยำ กรกรรณนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏ
“ผม…ทำได้…” นี่คือครั้งแรกที่เขายิ้มจากข้างในจริง ๆ
ศศินายิ้มตาม “ดี” เธอพยักหน้า
“บางทีเคียวนั่น…อาจเหมาะกับคนไม่มีแรงแบบนาย” เธอก้าวเข้ามาใกล้มองตำแหน่งที่ปัก
“ถ้านายรวมแรงทั้งหมดไว้ที่ ‘จุดเดียว’…” เธอใช้นิ้วแตะตรงรอยนั้น “…นายก็ยังฆ่าศัตรูได้”เธอมองเขา
“แต่ปัญหาคือ—ความแม่นยำ” รอยยิ้มเธอจางลงเล็กน้อย
“นายยังต้องฝึกอีกเยอะ”
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ