ม.ปลายสายเวทย์

-

เขียนโดย TheBoyOnTheMoon

วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เวลา 21.39 น.

  19 ตอน
  1 วิจารณ์
  1,183 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 20.34 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

9) Lucky, luckless, and library

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

09

Lucky, luckless, and library

 

วันจันทร์ก็ยังคงผ่านไปอย่างเชื่องช้าเช่นเคย วันนี้วิชาปรุงยาคาบเช้าเป็นการสร้างน้ำยาเฟลิกซิส โพทิโอเน็ม หรือน้ำยานำโชค

เช้านี้ไม่มีนักเรียนคนไหนมาสายเลยสักคน และทุกคนตั้งใจจดสิ่งที่อาจารย์ราตรีสอนอย่างขะมักเขม้น แน่นอนว่าเพราะไม่มีใครอยากโดนทดลองน้ำยาแปลก ๆ 

สำหรับส่วนผสมหลักก็จะมีใบโคลเวอร์สี่แฉกเจ็ดใบ ผงทองคำเจ็ดหน่วย และน้ำตาของแม่มดอีกเจ็ดหยด

“ขอน้ำตาหน่อยเน่อ” ไทหันมาหามารี น้ำยาในหม้อของเขาเป็นสีเหลืองสดใสส่งกลิ่นหอมออกมาซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหมือนอะไร ดูท่าเจ้าตัวจะเชี่ยวชาญการปรุงยามาก นี่ถ้าอาทิตย์ก่อนไม่มาสายจนโดนแปลงเป็นจิ้งจอกทิเบต ก็คงจะได้คะแนนพิเศษไปแล้ว

“ขอผ่าน เอาที่ลูอานาเลย” เธอปฏิเสธและผายมือไปที่ลูอานาแทน เพราะได้บทเรียนจากอาทิตย์ก่อนมาแล้ว

“จะว่าไปมารีก็แปลก ๆ นะคะ เป็นผู้วิเศษแท้ ๆ แต่ทำไมน้ำตาถึงใช้ไม่ได้ล่ะ” สาวชาวเผ่าเอียงคอ

“ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะเป็นลูกมนุษย์ล่ะมั้ง”

พอได้ยินดังนั้น พวกเพื่อน ๆ ก็ทำหน้าอึ้ง 

“มีอยู่จริง ๆ สินะ มนุษย์ที่เกิดมามีเวทมนตร์ได้เหมือนผู้วิเศษเนี่ย” เดรโกรัสพูดขึ้นมาระหว่างที่คนน้ำยาไป

“ข้าน้อยเคยอ่านเจอในหนังสือล่ะ” ไทยกมือขึ้นมาระหว่างที่คนอยู่เช่นกัน “ว่ากันว่ามนุษย์สิบล้านคน จะมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่เกิดมามีเวทมนตร์ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่เป็นมนุษย์ แต่กลับกัน ก็จะมีผู้วิเศษหนึ่งในสิบล้านคนที่เกิดมาไม่มีเวทมนตร์ด้วย เป็นอะไรที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่เชื่อกันว่าเกิดจากวิญญาณของผู้วิเศษที่กลับชาติมาเกิด”

“ก็คงจะอย่างงั้นแหละมั้ง” มารียักไหล่ ก่อนจะหันไปหาลูอานา “ขอน้ำตาหน่อยสิ”

“อื้อ ขอด้วย”

“ขอด้วย ๆ”

“รอบหน้าคิดหยดละสิบอาร์เกนทัมนะคะ” พอโดนทุกคนขอแบบนี้ แม่สาวผิวเข้มก็บ่นออกมา

ในระหว่างทำไป อาจารย์ราตรีก็มาด้อม ๆ มอง ๆ ที่โต๊ะของนักเรียนแต่ละโต๊ะ ทว่าครั้งนี้เธอไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรมาก บางคนได้น้ำยาสีทองอร่าม บางคนก็ได้สีเหลืองซีด ๆ หรือบางคนก็ได้น้ำยาสีดำออกมาเสียอย่างนั้น

สำหรับโต๊ะของมารี ได้ข้อสรุปก็คือไททำน้ำยาได้สีทองอร่ามที่สุด รองลงมาคือเดรโก และลูอานาที่ได้น้ำยาสีทองเหมือนกัน

ส่วนของมารีนั้น แม้จะใช้น้ำตาของลูอานา แต่ผลลัพธ์ที่ได้ดูเหมือนน้ำโคลาราคาถูก ๆ ที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ 

แม้จะชื่อว่าน้ำยานำโชค แต่มันไม่ได้ชื่อว่าน้ำยานำโชคดี เพราะมันสามารถนำพาทั้งโชคดีและโชคร้ายมาสู่ตัวผู้ที่ดื่มมันนั่นเอง

และเห็นว่าน้ำยานี้ใช่แค่ว่าจะผสมตามขั้นตอนทุกอย่างให้เป๊ะ แต่คุณภาพของน้ำยาจะขึ้นอยู่กับโชคในวันนั้นของผู้ที่ปรุงมันขึ้นมาด้วย

“เอาล่ะ หลังจากนี้ก็ได้เวลาทดสอบนะ เดี๋ยวก็รู้กันว่าน้ำยาใครดีไม่ดี ไม่ต้องห่วง ยานี้ไม่มีอันตรายแม้จะปรุงผิดพลาด แค่จะทำให้เธอโชคร้ายกว่าเดิมไปทั้งวันเท่านั้นเอง” ก่อนจะหมดคาบอาจารย์ราตรีก็กล่าวขึ้นมา ทำเอาเหล่านักเรียนเหงื่อตก

เอาจริงดิ

เพื่อนทั้งสามคนใช้กระบวยตักน้ำยาขึ้นมาจิบ สีหน้าแต่ละคนดูจะชอบใจผลงานของตัวเองมาก แล้วสามหน่อก็หันมาหามารี

ช่วยไม่ได้ เด็กสาวยักไหล่ก่อนจะตักน้ำยาดื่มเข้าไป รสชาตินั้นออกจืด ๆ เจือความหวานเล็กน้อยเหมือนน้ำอัดลมที่เทใส่แก้วน้ำแข็งทิ้งเอาไว้จนละลาย

ว่ากันว่าโชคชะตาก็เป็นแค่ความรู้สึกของมนุษย์เท่านั้น ถ้าดูดวงแล้วบอกว่าวันนี้โชคดี ต่อให้เจอเรื่องแย่ ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร กลับกันถ้าดูดวงมาแล้วว่าวันนี้โชคร้าย ต่อให้เจอเรื่องดี ๆ มาทั้งวัน แต่ถ้าเจอเรื่องแย่ ๆ เรื่องเดียวก็จะรู้สึกว่าวันนี้ดวงตกทันที มารีจึงเฉย ๆ กับของพวกนี้ เพราะในชีวิตคนเราก็ย่อมมีทั้งดีและร้ายปะปนกันไป

 

หลังหมดคาบ มารีเดินออกมาจากห้องพร้อมเพื่อน ๆ แต่ด้วยความที่ทะลักกันออกมาก็เลยโดนเบียด และ...

ปัก!

นิ้วก้อยที่เท้าของเธอก็เตะเข้าไปที่ขอบประตูห้องเต็ม ๆ ความเจ็บไล่จากเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“เป็นอะไรเปล่า” เดรโกถามด้วยความเป็นห่วง

“...ไม่...เป็น...ไร...” มารีเม้มปากน้ำตาเล็ดออกมา แต่ก็กัดฟันเก็บอาการไว้และเดินกะเผลกไปโรงอาหาร

เมื่อมาถึง ก็เจอพวกนักเรียนรุ่นพี่มาต่อแถวกันยาวเหยียดเนื่องจากอาหารมาช้า เห็นแล้วมารีก็ได้แต่เบ้ปาก แต่ในตอนนั้นเองที่ท้องน้อยก็รู้สึกปวดขึ้นมา

“ไปห้องน้ำก่อนนะ” เด็กสาวบอกเพื่อน ๆ ก่อนจะเดินไปห้องน้ำใกล้ ๆ เดี๋ยวกลับมาก็คงจะแถวสั้นพอดี

เมื่อมาถึงห้องน้ำ ก็พบว่าห้องน้ำมีคนใช้บริการกันเต็ม และรอพักใหญ่ ๆ ก็ไม่ยอมออกกันมา มารีจึงตัดสินใจขึ้นไปที่ห้องน้ำชั้นที่สองเพราะไม่ไหวแล้ว

โชคดีที่ห้องน้ำว่าง มารีจึงเข้าไปปลดทุกข์อย่างสบายใจ หลังจากเสร็จแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบทิชชู...

ทิชชูหมด...

“...”

สุดท้ายก็เลยต้องใช้คาถาทำความสะอาดแทน มารีเดินเซ็ง ๆ กลับมาที่โรงอาหาร ตอนนี้แถวสั้นลงแล้ว เธอเข้าไปต่อแถว หยิบจานกับช้อนส้อมเตรียมพร้อม ไกล ๆ นั้นมองเห็นเจ้าหน้าที่ครัวกำลังคีบเนื้อสเต๊กฉ่ำ ๆ ชิ้นโต ซึ่งเป็นเมนคอร์สใส่จานให้นักเรียน มารีกลืนน้ำลายเมื่อเข้าใกล้มัน

“อ๊ะ หมดพอดี เดี๋ยวรอแปบนึงนะ”

ทว่าเมื่อถึงคิวของเธอ เนื้อสเต็กชิ้นสุดท้ายก็ตกเป็นของนักเรียนคนหน้าของมารี เด็กสาวเลยยืนมองถาดที่ว่างเปล่าด้วยหน้าตายด้าน ตามด้วยน้ำตาที่ไหลพรากออกมาเป็นน้ำตก

 

“เฮ้อ” 

ในที่สุดก็ได้กินสเต๊กสักที มารีนั่งลงอย่างละเหี่ยใจที่โต๊ะ ซึ่งเพื่อน ๆ ทานอาหารกันไปได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว

แต่วันนี้ไม่ได้มีแค่พวกเด็ก ๆ สี่เกลอ อาเรีย สเตฟานอฟเองก็มาร่วมโต๊ะด้วย หลังจากที่เธอเอาแต่นั่งกินคนเดียวมาอาทิตย์นึง ก็เลยทำให้อีกสามคนที่นั่งรอมารีอยู่นั่งกันแบบทำตัวไม่ถูก 

“ไปไหนมาอะ” สาวผมเงินถาม เธอจับอุปกรณ์การกินอาหารอย่างเรียบร้อย และหันเนื้อสเต๊กเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำเข้าปากแบบผู้ดี แต่มารีรู้สึกว่าวันนี้เธอเสียงอี้ ๆ ที่คางของเธอมีหน้ากากอนามัยผ้าสวมอยู่

“ไปห้องน้ำมา ไม่สบายเหรอ” มารีบอก ก่อนจะลงมือหั่นสเต๊ก “เดี๋ยวนะ วันนี้สเต๊กเนื้ออะไรน่ะ”

“วัวค่ะ” ลูอานาบอก มารีชำเลืองมองชิ้นเนื้อในจานของเธอก็เป็นสีชมพูจาง ๆ คนอื่น ๆ เองก็เป็นแบบมีเดียมแรร์กันหมด

ทว่าของมารีมันกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มไปทั้งชิ้น ทั้งข้างนอกและข้างใน สุกเกินระดับเวลดันไปแล้ว มันควรเรียกว่าคอนแกรททูเลชันมากกว่า

และแน่นอนว่าความเหนียวของเนื้อสเต๊กแปรผันตามระดับความสุก มารีจึงเคี้ยวไปน้ำตาไหลพรากไปอีกรอบ

“ว่าแต่จะเข้าชมรมอะไรกันล่ะเน่อ ข้าน้อยเล็งชมรมปรุงยาหรือพฤกษศาสตร์เอาไว้ล่ะ” ไทถามขึ้นมา

“ยังไม่รู้เหมือนกันนะ ตอนนี้สนใจพวกชมรมกีฬาไม่ก็ชมรมนักสำรวจอยู่น่ะ แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ถูก” เดรโกว่า

“ยังคิดไม่ออกเหมือนกันค่ะ ตอนนี้เลยว่าจะอยู่ชมรมกลับห้องไปก่อน” ลูอานาว่า “ถ้ามีชมรมที่เราอยากทำอะไรก็ได้ก็ดีสิ”

“ก็ดีนะ แต่ของแบบนั้นมันจะมีที่ไหนล่ะเน่อ” ไทกระพริบตาปริบ ๆ และหันไปหาอาเรียแบบกล้า ๆ กลัว ๆ  “เอ่อ คุณสเตฟานอฟล่ะ”

“เรียกอาเรียก็ได้” สาวผมเงินตอบด้วยเสียงอู้อี้ “ฉันถนัดทุกอย่างแล้ว ก็เลยรู้สึกเฉย ๆ กับพวกชมรมน่ะ ก็คงจะอยู่ชมรมกลับห้องล่ะมั้ง”

“ฉันว่าไปเข้าชมรมสัตว์วิเศษดีกว่าค่ะ” ลูอานาเอาสเต๊กเนื้อเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ เลยโดนอาเรียค้อนไปหนึ่งที

แล้วทุกคนก็หันมาหามารี

 “ยังไม่รู้เหมือนกัน” 

สัปดาห์ที่สองจะเป็นช่วงที่ให้นักเรียนทุกคนเลือกเข้าชมรมที่ตนเองสนใจ ซึ่งจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ ไม่มีผลกับการเรียนจบ แต่การเข้าชมรมจะทำให้รู้จักกับเครือข่ายภายนอก และออกสหกิจได้ง่ายขึ้น เพราะต้องมีการพบปะกับคนที่มีความสนใจแบบเดียวกัน หรือหน่วยงานที่เป็นเรื่องเดียวกัน 

โดยกิจกรรมชมรมจะเริ่มตอนคาบต่อจากวิชาสุดท้าย ไปจนถึงช่วงอาหารเย็นตอนห้าโมง บางชมรมอาจจะเลทไปกว่านี้เล็กน้อย แต่บางชมรมก็จะทำกิจกรรมตั้งแต่หนึ่งทุ่มไปถึงสามทุ่มเช่นชมรมดาราศาสตร์และวิจัยเรื่องลี้ลับ

กิจกรรมชมรมของโฮมถือเป็นอีกกิจกรรมที่มีชื่อเสียงมาก ทั้งความหลากหลายของชมรม และผลงานดีเด่นถึงระดับที่ได้ออกวารสารดัง ๆ หรือหนังสือพิมพ์ของโลกเวทมนตร์เลย บางผลงานเคยได้รับรางวัลถึงระดับโลกก็มีมาแล้ว และทุกปลายปีการศึกษาจะมีการจัดแสดงผลงานของแต่ละชมรมในงานโอเพนเฮาส์ของโรงเรียนอีกด้วย

ชมรมแต่ละชมรมจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาหนึ่งคน ดังนั้นหากต้องการจะตั้งชมรมเองก็ต้องไปหาอาจารย์มาให้ได้ก่อน ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่มีอาจารย์คนไหนว่างเลย

 

คาบเวทยศาสตร์บ่ายนี้ นักเรียนทุกคนโด๊ปชากาแฟและสมุนไพรแก้ง่วงมาเรียบร้อย แต่ละคนนั่งตัวตรงระหว่างที่อาจารย์ลุควิกบรรยายทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ซึ่งดูยังไง ๆ ก็วิชาฟิสิกส์ชัด ๆ หลังจากนั้นก็เป็นภาคปฏิบัติให้ลองควบคุมลูกแอปเปิลให้เคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ทั้งเส้นตรง วงกลม และวิถีโค้ง

ในระหว่างที่มารีใช้ไม้กายสิทธิ์ควบคุมลูกแอปเปิลที่ลอยอยู่นั้นเอง

โป้ก!

อยู่ดี ๆ ก็มีลูกแอปเปิลลอยมาจากไหนก็ไม่รู้ปะทะกับศีรษะของเธอเต็ม ๆ เด็กสาวเลยหันไปข้างหลังช้า ๆ ด้วยรังสีอมหิตจนนักเรียนชายคนหนึ่งที่เป็นตัวการหน้าซีดและรีบเข้ามาขอโทษ

“ฮัดชิ้ว!” อาเรียที่สวมหน้ากากอนามัยผ้าจามออกมา ตอนนี้เธอดูหง่อมกว่าเมื่อกลางวันมาก แก้มทั้งสองกลายเป็นสีแดงจาง ๆ มารีที่นั่งข้าง ๆ จึงยกมือขึ้นไปแตะหน้าผากก็พบว่าร้อนจี๋ 

หรือจะติดหวัดจากโลกมนุษย์มานะ มารีนึกขึ้นได้ว่าเรื่องของเชื้อโรคเป็นเคยปัญหาใหญ่ของพวกชนพื้นเมืองในสมัยยุคล่าอาณานิคม เพราะพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคจากภายนอก เมื่อชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อ แม้จะเป็นแค่หวัดธรรมดาก็ฆ่าพวกเขาได้

หวังว่าจะไม่ระบาดไปทั้งโรงเรียนนะ

“ไปห้องพยาบาลดีกว่าไหม คุณสเตฟานอฟ” อาจารย์ลุดวิกบอกด้วยความเป็นห่วง สาวผมเงินจึงขอตัวเดินโซซัดโซเซออกไป

“เอาล่ะ คราวนี้มาลองเล่นอะไรกันดีกว่าเด็ก ๆ” อาจารย์เปลี่ยนลูกแอปเปิลของนักเรียนทุกคนกลายเป็นลูกบอลหนังขนาดและน้ำหนักพอ ๆ กับลูกบาสเก็ตบอล และสร้างห่วงเอาไว้ที่ผนังห้องด้านหลัง

ไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าจะทำอะไร

อาจารย์สร้างรางไม้ที่ปรับองศาเอาไว้ให้ หน้าที่ของนักเรียนก็คือส่งลูกบอลออกไปตามความเร็วที่คำนวณได้ เมื่อคำนวณกันเสร็จ เด็ก ๆ ก็มาต่อแถวและลองยิงลูกบอลกัน

พวกที่อยู่หน้ามารียิงลูกเข้าห่วงกันได้หมดอย่างน่าทึ่ง จนรู้สึกว่ามันง่ายเหลือเกิน หรือจะเป็นผลจากน้ำยาน้ำโชคเมื่อเช้าก็ไม่รู้

“อ๊ะ ครูขอไปคุยธุระแป๊บหนึ่งนะ” ระหว่างนั้นเอง อาจารย์ลุดวิกก็เหมือนจะเห็นใครมาเรียกที่ประตูห้องจึงเดินออกไป เขาวางลูกแอปเปิลในมือลงบนโต๊ะบรรยาย ทว่ามันไหลตกลงพื้นและกลิ้งมาที่เท้าของมารีซึ่งกำลังจะได้คิวต่อไปแล้ว

ในระหว่างที่คนข้างหน้ายิงลูกบอล เธอก็ก้มเก็บลูกแอปเปิลขึ้นมา

“มารี!”

ในระหว่างนั้นเอง ลูอานาที่ต่อเธออยู่ก็ร้องออกมาเสียงดัง สิ่งที่สุดท้ายที่มารีเห็นก็คือลูกบอลพุ่งอัดหน้า แล้วทุกอย่างก็ดำมืดไปพร้อมกับเสียงวิ้ง ๆ 

 

มารีพบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ตรงระเบียงแห่งหนึ่ง มองออกไปเห็นบ้านเรือนมากมายจากมุมสูง ซึ่งสูงเสียจนบ้านแต่ละหลังเล็กเท่าน้ำตาลก้อน ท้องฟ้าขุ่นมัวไปด้วยก้อนเมฆ และความหนาวเย็นสุดขั้วปะทะหน้าจนชา

เมื่อยืนมือออกไป ฝ่ามือก็แปะเข้ากับบาเรียเวทมนตร์แข็ง ๆ เธอถอนหายใจออกมาและมองไปที่ข้างตัว มีเด็กผู้หญิงตัวน้อยยืนอยู่ใกล้ ๆ กำลังมองไปที่ทิวทัศน์ภายนอกด้วยแววตาเศร้าสร้อย 

“มาเล่นสร้างฟ้าผ่ากัน”

ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงทุ้มนุ่มดังมาจากชายคนหนึ่งข้าง ๆ เธอ แต่มารีไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของเสียงนั้น เธอเพียงมองตามมือที่ชี้ไป ไกล ๆ นั้นเห็นกลุ่มของเต๊นท์ตั้งอยู่จำนวนมากและมีควันไฟลอยออกมา

มารียื่นไม้กายสิทธิไปในทางเดียวกับชายคนนั้นชี้ ทันใดนั้นเมฆสีดำก็ก่อตัวขึ้นหนา และ...

เปรี้ยง!!

“!?”

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มารีก็พบว่าตัวเองมานอนอยู่ที่ห้องพยาบาลแล้ว ที่จมูกรู้สึกอึดอัด พอเอามือมาจับก็พบว่ามีทิชชูชุ่มเลือดอุดอยู่

ให้มันได้อย่างงี้สิ...

“ตื่นแล้วเหรอ”

มิสไนติงเกลที่กำลังสอนนักเรียนสองสามคนอยู่ลุกขึ้นมาหา มารีมองไปรอบ ๆ ไม่เห็นวี่แววของพวกเพื่อน ๆ เลย นอกจากอาเรียที่นอนซมอยู่บนเตียงข้าง ๆ พอหันไปที่นาฬิกาก็พบว่าตอนนี้สี่โมงเย็นแล้ว สามคนนั้นคงจะอยู่ที่ชมรมกัน เด็กพวกนี้ก็คงเป็นพวกชมรมพยาบาลที่มิสไนติงเกลเป็นที่ปรึกษาอยู่

มารีดึงทิชชูจากจมูกก็พบว่าเลือดหยุดแล้ว แต่จมูกยังรู้สึกตึง ๆ 

“ดั้งหักน่ะ ครูซ่อมให้แล้วล่ะ แต่ว่าอาจจะอักเสบไปสักวันสองวันนะ” อาจารย์ส่งกระจกมาให้ดู จมูกมารีดูเหมือนเดิม เพียงแต่แดงกว่าปกติ

“ไปได้หรือยังคะ” มารีถาม 

“ถ้าไม่มีอาการอะไรอีกก็ไปได้ อะ ยาแก้อักเสบ กินหลังอาหารเช้า กลางวัน เย็นจนหมดนะ” มิสไนติงเกลยื่นยามาให้ มารีรับมันมาและออกมาจากห้องพยาบาล

ทว่าสิ่งที่เห็นตอนออกมาก็ทำให้ดวงตาเบิกกว้าง

“...พวกนาย”

“มารี!”

ลูอานาเป็นคนแรกที่เข้ามากอด ตามมาด้วยเดรโก และไท เข้ามาสมทบ

“ไม่ได้ไปชมรมกันเหรอ” เธอมองหน้าแต่ละคน

“ก็มันเป็นห่วงนี่นา มิสไนติลเกลก็ไม่ให้เข้าไปด้วย พวกเราก็เลยรออยู่ตรงนี้” หนุ่มผมแดงเท้าสะเอวบอกด้วยรอยยิ้ม

“งั้นเหรอ” มารีถอนหายใจก่อนจะยิ้มจาง ๆ ออกมา “ไปชมรมเถอะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว”

“ไม่ล่ะเน่อ” ไทว่า “ตอนที่นั่งเฝ้ามารีอยู่ ผอ.ก็มาคุยด้วยน่ะ แล้วก็บอกว่าถ้ามารีออกมาแล้วให้พวกเราพาไปที่ห้องสมุด”

วิบากกรรมของวันนี้ยังไม่หมดสินะ

 

ห้องสมุดเป็นส่วนที่คั่นระหว่างหอพักชายกับหอพักหญิง เมื่อเข้ามาจะเจอเคาน์เตอร์ใหญ่ซึ่งมีมิสไวโอเลตตา บรรณารักษ์สุดเฮี้ยบพอ ๆ กับอาจารย์ราตรีนั่งอยู่ข้างหลังเคาน์เตอร์ เธอเป็นมนุษย์สัตว์ครึ่งมนุษย์ครึ่งแมวที่มีโสตประสาทดีมาก ๆ  หากใครส่งเสียงดังขึ้นมาเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ เธอจะไปโผล่ถึงตัวภายในเวลาไม่ถึงสามวินาทีและลากตัวออกจากห้องสมุด ดวงตาสีเขียวอมเหลืองของเธอมองผ่านแว่นตากรอบตาแมวสีม่วงมาที่พวกเด็ก ๆ เมื่อพวกเขามาถึงด้วยสายตาเหมือนแมวที่กำลังล่าหนู

ในห้องสมุดเต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือทำจากไม้สีเข้มสูงจรดเพดาน มีโต๊ะสำหรับนั่งอ่านหนังสือและโซฟาตั้งตามจุดต่าง ๆ แซมด้วยต้นไม้ในกระถาง การตกแต่งเป็นสไตล์โมเดิร์น ทำให้รู้สึกสบายตาและน่าเข้ามานั่ง แต่ที่แปลกก็คือมีหนังสือหลายเล่มลอยไปมาและกระพือปกหน้า-หลังเหมือนนกกำลังบิน 

ผู้ที่ยืนคุยกับเอลฟ์สาวก็คืออาเทเนีย ไวท์ฟอร์ดนั่นเอง เธอส่งยิ้มให้กับพวกเด็ก ๆ ในมือของเธอถือหนังสือนวนิยายที่มีชื่อว่า “อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย”

“ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม” ผอ. ถามมารี เธอพยักหน้าตอบนิ่ง ๆ “ได้ข่าวว่าวันนี้ทำน้ำยานำโชคกัน ดูท่าจะมีคนโชคไม่ดีทั้งวันอยู่นะ แต่จริง ๆ มันมีวิธีแก้ง่าย ๆ แค่กินน้ำยาน้ำโชคคุณภาพดีเข้าไปก็ได้แล้วล่ะ เห็นว่าพวกเธอเองส่วนใหญ่ก็ทำน้ำยาชั้นเยี่ยมกันได้หมดนี่”

“...”

ทำไมไม่บอกให้ไวกว่านี้จารย์ มารีมอง ผอ. ด้วยหน้าซังกะตาย ส่วนเพื่อน ๆ นั้นก็ยิ้มเจื่อนมาที่เธอ

ผอ. พาพวกเด็ก ๆ มาที่ชั้นสาม ซึ่งใช้เป็นห้องเก็บของของห้องโรงเรียน เมื่อเข้ามาก็เจอกองหนังสือเก่า ๆ และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ มีฝุ่นจับหนาวางเอาไว้เต็มจนไม่มีที่ให้เดิน พร้อมกับกลิ่นอับ ๆ จนลูอานากับไทจามออกมา เล่นเอามารีหลอนไปแวบหนึ่งเพราะกลัวว่าจะติดหวัดจากอาเรียมาแล้ว

“วันนี้จะสอนคาถาเจ๋ง ๆ ให้พวกเธอเป็นพิเศษก็แล้วกัน” หญิงสาวหันมาหาพร้อมกับรอยยิ้ม “อาวุธเตรียมพร้อม!”

ทั้งสี่คนหยิบอุปกรณ์เวทมนตร์ของตัวเองออกมา จากนั้น ผอ. ก็สอนท่าทางการโบก และสิ่งที่จะต้องนึกถึงขณะร่ายเวทมนตร์

“ให้นึกถึงสภาพห้องที่พวกเธอต้องการที่จะให้มันเป็น ยิ่งละเอียดมากก็ยิ่งดี จากนั้นก็เปล่งเสียงคาถาในใจ ออโรนาเมนทัม

มารีกับเพื่อน ๆ มองหน้ากันก่อนจะโบกสะบัดอุปกรณ์เวทมนตร์ในมือ ปลายไม้กายสิทธิ์ของมารีมีแสงสว่างปรากฏขึ้นมาเรือง ๆ หลังจากเปล่งคำของคาถาออกมา

ทันใดนั้นเอง สิ่งของที่วางอยู่เต็มไปหมดก็ลอยจากพื้นและบินว่อนไปทั่วห้อง มารีเอี้ยวตัวหลบกล้องโทรทรรศน์ตัวหนึ่งที่ลอยไปตั้งอยู่ที่ริมหน้าต่างพร้อมกับชั้นวางกระถางต้นไม้และโต๊ะตั้งอุปกรณ์ปรุงยา แต่ก็ยังไม่วายโดนหนังสือเล่มหนึ่งชนเข้าที่หลังหัวเต็ม ๆ มันลอยไปเสียบไว้กับหนังสือเล่มอื่น ๆ บนชั้นวางที่กระเถิบตัวเองไปติดกับกำแพง 

จากนั้น ก็มีโต๊ะกลมตัวใหญ่ลอยมาตั้งที่กึ่งกลางห้องพร้อมเก้าอี้อีกหกตัว มุมหนึ่งมีหุ่นซ้อมต่อสู้ลอยมาประจำที่ ที่อีกมุมหนึ่งมีโซฟากำมะหยี่กับโต๊ะน้ำชาและเคาน์เตอร์เผยตัวออกมา พื้นไม้ปาร์เกเริ่มเผยให้เห็นหลังจากที่ของทุกอย่างถูกจัดให้เข้าที่เข้าทาง เปลวไฟสีส้มลุกโชนออกมาจากเตาผิงขนาดใหญ่ที่ท้ายห้อง

ไม่ถึงสิบวินาที จากห้องเก็บของรก ๆ ก็กลายเป็นห้องนั่งเล่นที่น่ามานั่งฆ่าเวลาหลังเลิกเรียนอย่างยิ่ง

อาเทเนียโบกไม้กายสิทธิ์ไปอีกหนึ่งที ทำให้ทุกอย่างกลับมาสะอาดสะอ้าน และเปิดโคมไฟเพดานในห้องให้สว่างมากยิ่งขึ้น จากนั้นเธอก็เดินไปเปิดหน้าต่างให้แสงสว่างและอากาศบริสุทธิ์เข้ามา

“ถึงที่นี่จะไม่ใช่ห้องที่ห้องที่เปลี่ยนตัวเองไปตามความประสงค์ แต่ที่นี่ก็มีของทุกอย่างตามที่พวกเธอต้องการตามแต่จะประสงค์ล่ะนะ ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มก็ให้เสกคาถานี้เอา” ผอ. มองดูเด็ก ๆ ด้วยรอยยิ้ม “หลังจากนี้ ที่นี่จะเป็นห้องชมรมของพวกเธอ ช่วยกันดูแลด้วย”

“…ชมรมเหรอคะ” มารีที่เอามือเกาด้านหลังหัวที่โดนหนังสือชนเมื่อครู่พูดขึ้นมา ไม่รู้ว่าผอ. ไปป้ายยาเจ้าพวกนี้ไว้ยังไงบ้าง แต่รู้เลยว่าคงไม่ใช่เรื่องดีกับตัวเธอแน่ ๆ

“อา...ยังไม่ได้บอกเราสินะ” อาเทเนียประกบมือ “ครูชวนสามคนนี้มาเข้าชมรมที่ครูเคยเป็นที่ปรึกษาแล้วก็ไม่มีสมาชิกใหม่มาเลยเกือบสิบปีได้แล้วมั้ง ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ครูฝากเราเป็นประธานชมรมได้ไหม”

“...เอ่อ”

“ฝากด้วยตัวด้วยนะ คุณประธาน” เดรโกส่งยิ้มให้

“ฝากตัวด้วยเน่อ” เจ้าไททำท่าตะเบ๊ะ พร้อมกับตาเป็นประกาย

“ฝากตัวด้วยนะคะมารี” ลูอานาเข้ามากระแนะกระแหนอีกคน

“...เฮ้อ”

จนถึงตอนนี้ น้ำยานำโชค (ร้าย) ก็ยังไม่หมดฤทธิ์สินะ

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา