สวาทเสน่หา
เขียนโดย
กล้า
วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559 เวลา 19.54 น.
แก้ไขเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 15.01 น. โดย เจ้าของนิยาย
1) บทนำ
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
.......คืนพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นบนท้องฟ้า ส่องแสงสีนวลสาดส่องไปทั่วบริเวณอุโบสถพระหลังใหญ่ ที่เสียงบริกรรมบทสวดของพระภิกษุทั้งสามดังก้องแผ่ไปทั่วทั้งบริเวณ ชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังนั่งพนมมือ ต่อหน้าองค์พระประทานองค์ใหญ่ กับพระครูอาจารย์ ทั้งสาม ภายในอุโบสถ ที่บรรยากาศเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังของถ้อยคำภาษา และท่วงทำนองของบทสวดบริกรรม นั้นจบลง พลันความเงียบสงบก็เข้ามาปกคลุม
"บัดนี้ชีวิตเอ็ง2 คน ก็ล่วงเบญจเพจแล้ว วิชา ความรู้ ทั้งปวงข้าก็สอนไปจนหมดสิ้น ต่อไปภายหน้าชีวิตพวกเองก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาแล้ว ข้าจะบอกได้ก็เพียงว่าให้เอ็งทั้งสองคนคอยส่งเสริมเกื้อหนุนกัน แล้วชีวิตพวกเอ็งจะเจริญรุ่งเรือง แต่จงจำไว้ว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เจ้า2 คนเกิดจิตคิดอาฆาต มาดร้ายต่อกันจนทำกันเลือดตกยางออกแล้ว เมื่อนั้นชีวิตเอ็ง2 คนจะพลิกผันชะตากลับตะลาปัด คนหนึ่งจะดีจนตัวตาย อีกคนก็จะร้ายจนชีวิตวิบัติ เอ็ง2 คนจงจำคำข้าไว้ให้ดี"
เสียงพระภิกษุแก่ที่เอ่ยเพียงเบาๆ แต่ดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งภายในอุโบสถ ก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะก้มกราบ อาจารย์ที่สั่งสอนวิชาความรู้มาตั้งแต่เด็ก โดยที่สายตาของพระภิกษุแก่ที่มองมายังมันทั้งสองคนนั้นด้วยแววตาที่แน่วแน่แต่แฝงความรู้สึกที่ความคิดหนักอึ้งอยู่อย่างเต็มเปี่ยม อย่างกับจะคิดหวลไปถึงเหตุกาลเมื่อ 25 ปีก่อน
.....เสียงฟ้าร้องครืนคราม แสงฟ้าแลบแปลบปลาบจากฝั่งฟ้าอีกฝั่งไปถึงขอบฟ้าของอีกฝั่ง ด้วยเพราะท้องฟ้ามืดครึ้มตั้งเค้าเมฆฝน พร้อมกับสายลมกรรโชกรุนแรงตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน ล่วงผ่านมาเกืองฟ้าใกล้แจ้งฝนห่าใหญ่ถึงได้ทิ้งตัวลงมาอย่างบ้าคลั่งปานฟ้ารั่วก็ไม่ปาน
ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำร่างทิดมั่น ที่กำลังวิ่งฝ่าพายุฝนกลางป่าใหญ่ด้วยจิดใจที่ร้อนรุ่ม เพราะนังบุญผู้เป็นเมียนั้นกำลังเจ็บท้องจะคลอดลูกอยู่รอมร่อ ไม่ต่างกันกับ อีกทาง ทิดเรือง ที่ก็กำลังวิ่งหน้าตั้งบนคันนาในทุ่งกว้าง ท่ามกลางสายฝนที่บ้าคลั่ง เพียงเพราะ นังปุ่นเมียรัก ก็กำลังปวดท้องจะคลอดลูก เช่นเดียวกัน
"แม่หมอ!!!"
"แม่หทอ !!!"
เสียงร้องเรียกตะโกนทั้งสองเสียง ที่ดังก้องขึ้นพร้อมกัน เมื่อทั้งสองวิ่งล้มลุกคุกคลานมาถึงบรรไดบ้านของ นังขวัญ แม่หมอตำแยเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน
"ใครนะ ใครกัน"
"ฉันเองจ๊ะ ไอ้มั่น/ ไอ้เรือง" เสียงร้องตอบขึ้นพร้อมกันในทันทีอย่างร้อนใจในตอนที่ นังขวัญ ชโงกหน้าออกมาดู
"ว่ายังไงกันรึ มืดค่ำพร้อมห่าฝนอย่างนี้ อย่าบอกนะว่า"
"ใช่ นังปุ่น / นังบุญ เจ๊บท้องจะคลอดแล้ว"
"เอ้า แล้วจะยังไงละทีนี้ ข้าก็มีคนเดียว จะไปยังไงพร้อมกัน 2 บ้าน"
คำตอบนังขวัญนั้น ถึงจะบางเบา แต่เหมือนกับว่ามันดังสนั่นยิ่งกว่าเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงกลางหัวใจ ของทิดมั่น กับทิดเรือง ที่ยืนตัวเปียกโชก หายใจหอบแฮกๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อนทั้งคู่อยู่ต่อหน้าแม่หมอตำแยเพียงหนึ่งเดียว
"ว่ายังไงละ ทิดเรือง ทิดมั่น "
เสียงนังขวัญร้อนรน เมื่อ 2 ทิด หนุ่มใหญ่นั้นได้แต่นิ่งเงียบ ท่ามกลางสายลม สายฝนพัดอื้ออึง ประหนึ่งกำลังรบเร้าให่เลือกชีวิตที่ต้องอยู่รอดต่อไปได้เพียง1 คู่ แม่ลูกเท่านั้น
"ไอ้เกลอเพื่อนรัก กูไม่มีความคิดอ่านดอก มึงตอบแม่ขวัญไปเถิด ว่ามึงคิดเห็นว่าจะทำอย่างไร กูก็สุดแท้แต่มึง "
"ไอ้เกลอเอ้ย กูจักตอบออกมาอย่างไรเล่า ครั้นกูจะรักษาชีวิตคิดเอาแต่ลูกกู เมียกูไว้ แล้วชีวิตของลูกมึง เมียมึงเล่า จะเป็นตายร้ายดียังไง "
ทิดมั่น กับ ทิดเรือง ที่หัวใจร้อนรุ่ม น้ำตาอาบแก้มด้วยความจนใจ ที่ต่างก็เป็นเพื่อนรักกันมา ตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ไม่อาจทิ้งกันได้ ต่างทรุดตัวคุกเข่าประหนึ่งยอมแพ้ต่อโชคชะตา ที่ต้องให้ตัดสินใจเลือกข้าง
"กูกับมึง ก็เพื่อคนรักกันมาทั้งชีวิต ร่วมทุกข์ ร่วมสุขมานับครั้งไม่ถ้วน เอาอย่างนี้ ลูกกูเมียกู ลูกมึงเมียมึง ให้ขึ้นอยู่กับโชควาสนา มึงกับกูต่างกลับไปเอาเมียเอาลูกมาคลอดที่นี่เถิด คลอดบ้านแม่ขวัญนี้เถอะ"
"ได้ใหมจ๊ะแม่หมอ / ได้ใหมจ๊ะแม่หมอ"
"เออๆ รีบไปเถอะ ฉันจะก่อไฟ ต้มน้ำรอ"
......
"ออกมาซะทีสิเจ้าหนูเอ้ย ชักช้าอยู่ใย"
เสียงนังขวัญ แม่หมอตำแย ดังแผ่วเบากับร่างหญิงสาวนางหนึ่งกำลังร้องครางเจ็บปวดอย่างทรมาน เมื่อท้องโย้นั้นเจ็บปวดรุนแรงเพราะใกล้คลอด อีกนอกชานของบ้าน ชายหนุ่มร่างกายกำยำโทรมฝนจนปียกโชก ก็กำลังเดินกระวนกระวายปานหนูติดจั่น ทั้งในใจห่วงเมียรักที่กำลังจะคลอดที่อยู่อีกฝั่งผนังไม้บ้านกั้นกลางไว้เท่านั่น กับอีกในใจ ที่ห่วงพะวงที่เพื่อนรักที่ยังพาเมียของมันที่จะคลอดเหมือนกันนั่น ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมาถึงแต่อย่างใด
จนแล้วแสงตะเกียงไฟรำไร สาดแสงส่องฝ่านม่านเม็ดฝนมาจากชายป่าอีกฟากของผืนทุ่ง เพียงมันเห็นแค่นั้นก็แทบกระโดดลงเรือนวิ่งหน้าตั้ง หวังจะช่วยพาพยุงคนทั้งสามที่มันตั้งตารอนั้นให้มาถึงกันซะที
*******
"อุํว้ อุ๊แว้ คลอดแล้ว ทิดเรือง ทิดมั่น"
เสียงร้องของเด็กที่ดังแว่ว แข่งกับเสียงสายฝน ทำเอา สองหนุ่มใหญ่เพื่อนรัก กะโดดกอดคอกันอย่างดีใจ
"คลอดแล้วรึจ๊ะ"
"อื้อ ปลอดภัยทั้งแม่ ทั้งลูก โธ่ธัง ฉันก็ใจหายใจคว่ำนึกว่าจะคลอดยากซะอีก ที่ไหนได้ ไอ้หนูทั้งสอง มันก็รอมาเกิดพร้อมกันนี่เอง พอมันมาเคียงข้างกันเท่านั้นแหละ แม่มันแทบไม่ต้องเบ่งคลอดออกมาซะเองเลย"
.......
"เจริญพรเถอะโยม"
"หลวงพ่อขอรับ บัดนี้ เจ้าเด็ก 2 คนนี้ ก็อายุครบขวบปี แล้ว ฉัน กับ ไอ้เรือง ก็เลยจะมาฝากชีวิตมันไว้ให้เป็นศิษย์หลวงพ่อขอรับ"
"ชื่อ อะไรละ"
"ยังไม่มีเลยขอรับ ก็หมายว่าจะมาขอให้หลวงพ่อนี่แหละขอรับเป็นคนตั่งให้ นี่ขอรับ วันเดือนปีเกิด"
"อือ ดวงชะตาพันพัว สับสนวุ่นวาย ดวงชะตาเจ้าเด็ก 2 คนนี่ ตอนตกฟากเป็นช่วงที่ราศีเคลื่อนย้าย ลัคณาเปลี่ยนทิศ เวลาตกฟากห่างกันเพียงเสี้ยววินาทีที่คาบเกี่ยวจุดของดวงดาว ทำให้ลัคณาราศีของมัน2 คนถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับเหว ครั้นจะบอกว่าดวงชะตานี้เป็นของคนนี้ ดวงอีกคนก็ขัดชัดไว้ ครั้นจะบอกว่าเป็นของอีกคน อีกคนก็ข้องไว้ ไม่มีใครอยากผูก และก็ไม่มีใครยอมปล่อย อีกทั้งลัคณาราศีใครคนใหนก็ไม่รู้จะแบ่งแยกยังไง"
"หมายความว่าอย่างไรขอรับ หลวงพ่อ"
"เอ็ง 2 คน ลองคิดดูดีๆ ว่าเวลาตกฟากของเจ้า2 คน นี่ใช่อย่างที่ข้าพูดรึป่าว รึว่าเวลานั้นท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน อากาศแปรปรวน ปิดบังแสงอาทิตย์ จนแม้แต่เจ้า2 คนก็แยกไม่ออกว่าเวลาใหน เป็นเวลาใหนใช่รึไม่ แต่ก็ช่างเถอะ บาปเวร บุญวาสนาเป็นของใครก็ของมัน ครั้นจะขอแบ่งเบากัน รึจะขอเป็นทานให้กัน มันก็ไม่ได้ดอก สุดแท้แต่มันสองคนก็แล้วกัน
เอาเป็นว่า ชื่อ ไอ้หาญ กับ ไอ้ยอด ก็แล้วกัน "
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ