ปีกนางฟ้า (Angel Wing)
-
1) - The Book Of Darkness I -
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความThe Book Of Darkness
มนุษย์นั้นเมื่อเจอสิ่งที่ไม่คุ้นเคยแปลกประหลาด จนหาเหตุผลอธิบายไม่ได้ ก็จะเกรงกลัวต่อสิ่งนั้นแต่ถ้ามนุษย์สัมผัสได้ถึงความกลัว ก็จะหลีกหนี ไปในที่ๆความกลัวไปไม่ถึงแต่ทว่าสิ่งนั้นก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความจริงไปจาก เดิม………. เรื่องราวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็น บท กลอนอันเป็นนิรันดร์ ที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ว่า มนุษย์นั้นเกิดขึ้นมาเพื่ออะไรใครคือผู้กำหนด ใครคือผู้ตัดสิน ความดีงาม และ เลวทรามใครคือผู้ขีดชะตากรรม............. เหนือขึ้นไปบนท้องนภาอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดที่ๆมนุษย์เชื่อ ว่าเป็นสถานที่สิงสถิตของสรวงสวรรค์ ลึกเข้าไปในหมู่มวลนภาอันหลากหลายลึกลงไปในปราสาทสีขาวอันงดงาม ลึกเข้าไปใจกลางปราสาทสีขาวอันสง่างาม บุรุษหนุ่ม นามหนึ่งผู้ไม่เผยรูปร่างหน้าตานั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาวอันวิจิต หันใบหน้าไปทางเตาผิงขนาดใหญ่ ที่ให้แสงสว่างจากการเผาไหม้ของเศษไม้ บุรุษหนุ่มจ้องมองไปยังโต๊ะกลมตัวหนึ่งที่ถูกแกะสลักด้วยไม้อย่างงดงาม ตั่งเด่นสง่าอยู่บริเวณด้านหน้าเตาผิงลูกแก้วสีใสขนาดใหญ่ถูกวางอยู่บนโต๊ะ ไม้สะท้อนแสงไฟจากเตาผิงสั่นไหวไปตามเปลวไฟที่ลุกโชน บุรุษหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่เคยนั่งเดินไปยัง โต๊ะกลมหน้าเตาผิงพร้อมๆกับจ้องมองลูกแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยแววตาที่ดีใจ จนปิดไม่มิดแล้ววางมือเหนือลูกแก้ว พร้อมๆกับเอ่ยถ้อยคำขึ้นด้วยน้ำเสียงปนแกรมดีใจ “นาฬิกาทรายที่หยุดเดินมานานเป็นนิรันดร์บันนี้ถึงเวลาที่จะเริ่มเดินอีก ครั้ง เมื่อโชคชะตามาบรรจบ ซึ่ง กันและกันทุกอย่างจะถึง จุดเริ่มต้น และ จุดสิ้นสุด.....” เสียงสายลมพัดกระทบกระจกหน้าต่างปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่นขึ้นจากราตรีอัน เงียบสงัด เด็กหนุ่มพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งพร้อมๆกับหันมองไปรอบๆห้องที่ตนเองนอนอยู่ เมื่อแสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาภายในบ้านทำให้เห็นสภาพภายใน บ้านว่าเก่า และ ทรุดโทรมแค่ไหนหน้าต่างที่ทำมาจากกระจกก็มีรอยแตก พื้นของบ้านบางส่วนก็มีรอยผุพังสภาพไม่ต่างอะไรไปจากบ้านล้างที่ไม่น่าจะมี ผู้คนมาอาศัยอยู่ เด็กหนุ่มเอนตัวลงนอนอีกครั้ง ทำให้ผิวกายสัมผัสกับไม้อันเย็นยะเยือกของเตียงที่ถูกทำขึ้นจากไม้เด็กหนุ่ม นอนขดตัวและกอดอกเพื่อหวังว่าจะช่วยให้หายหนาวจากอากาศที่หนาวเหน็บในยาม ราตรีนี้ แล้วเริ่มข่มตาลงนอนอีกครั้งในราตรี อันเงียบสงัดแต่ไม่ทันที่จะได้หลับลง กลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบ “ไปกันได้แล้ว” พร้อมกับเสียงตะโกนที่ดังขึ้น เด็กหนุ่มหยุงตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตูเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยือนในยาม วิกาลเช่นนี้ เมื่อประตูถูกเปิดออกชายแปลกหน้าจ้องมองเด็กหนุ่มที่มาเปิดประตูพร้อมๆกับ พูดต่อ “เร็วๆเข้า นายท่านรออยู่” ด้วยน้ำเสียงที่เร่งรีบ เด็กหนุ่มจ้องมอง ชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่หน้าประตูชายแปลกหน้าสวมเสื้อโค้ดยาวสีดำ ดวงตาแดงกล่ำซึ่งน่าจะเกิดจากการอดนอน บนใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นเสมือนไม่ได้ผ่านการโกนมาเป็นเวลานานเด็กหนุ่มยกมือ ขึ้นขยี้ดวงตาเพื่อให้หายจากอาการง่วง แล้วตอบชายแปลกหน้ากลับไป “ไปกัน เลยไหมครับ” ชายแปลกหน้าพยักหน้ารับแล้วหันหลังเดินนำเด็กหนุ่มไปเด็กหนุ่มเดินตามชาย แปลกหน้าจนมาถึงบริเวณที่รถม้าจอดคอยอยู่ซึ่งไม่ห่างจากบ้านของเด็กหนุ่มมาก นัก ชายแปลกหน้าเปิดประตูรถม้าแล้วก้าวขึ้นไปในรถม้าเด็กหนุ่มก็ก้าวขึ้นตามแล้ว ไปนั่งลงตรงข้ามกับชายแปลกหน้า เมื่อประตูรถม้าถูกปิดลงเสียงตะโกนก็ดังขึ้น
“ไปได้แล้ว เร็วๆด้วย” เมื่อเสียงตะโกนเงียบลงกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงล้อและเท้าของม้าที่กระทบกับ พื้นของถนน เป็นสัญญาณว่ารถม้าเริ่มออกวิ่ง รถม้าถูกควบลงมาตามตัวเมืองอันเงียบสงัดเด็กหนุ่มมองรอดผ่านบานหน้าต่างของ รถม้า ออกไปเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองยามวิกาลบ้านเรือนหลายหลังถูกสร้างขึ้นจาก ก้อนอิฐ และไม้บ้านบางหลังยังคงมีแสงไฟลอดผ่านออกมาแต่ภายด้านนอกตัวบ้านนั้นไม่ต่าง อะไรไปจากเมืองล้าง เสียงของรถม้าวิ่งมาเรื่อยจนออกนอกเขตตัวเมืองเข้าสู่เขตชายป่าที่ทั้งสอง ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขึ้นรายล้อมย้อมไปด้วยความมืดมิดของยามราตรี มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านต้นไม้เหล่านั้นลงมาเสียงของรถม้าหยุดลง ไม่นานประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยชายแปลกหน้าอีกคนซึ่งน่าจะเป็นคนขับรถม้า เมื่อ ประตูถูกเปิดออกชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่บนรถม้าก็รีบก้าวเท้าลงมาจากรถม้า อย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มก็ก้าวตามลงมา เมื่อลงจากรถม้าเด็กหนุ่มก็มองเห็นประตูขนาดใหญ่ที่ถูกทำขึ้นจากเหล็กท่าทาง แข็งแรง อยู่เบื้องหน้าตนเองและกำแพงสูงที่ถูกสร้างขึ้นด้วยอิฐยาวสุดสายตาย้อมหาย เข้าไปในเงามืดเสียงรถม้าวิ่งกลับหายเข้าไปในความมืด เมื่อแสงจันทร์ถูกหมู่เมฆยามราตรีบดบัง เสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาเริ่มทำลายความเงียบที่กำลังจะก่อตัวขึ้นไม่ นานก็ปรากฏร่าง ชายสวมฮู้ดสีดำกำลังวิ่งออกมาจากด้านในประตู ด้วยท่าทางเร่งรีบ “นายมาช้านะ คาราส”
เจ้าของนามพยักหน้ารับ“โทษที หาที่อยู่ของเด็กหนุ่มคนนี้ยาก” ชายสวมฮู้ด จ้องมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆคาราสเด็กหนุ่มไว้ผมยาวรวบไปด้านหลัง ดวงตาน่าจะมีสองสีแต่ชายสวมฮู้ดไม่แน่ใจมากนักเพราะบริเวณนั้นมืด มีเพียงแต่แสงสว่างจากตะเกียงที่อยู่ด้านบนของเสาประตูทั้งสองข้างให้ แสงสว่างแก่บริเวณนั้นคาราสมองชายสวมฮู้ดที่กำลังจ้องมองเด็กหนุ่มอยู่ก็พูด ขึ้น “จะเปิดประตูให้เข้าไปได้หรือยัง” ด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดเล็กน้อยชายสวมฮู้ดสะดุ้งขึ้นแล้วรีบเดินมาเปิดประตู “โทษที โทษที นายท่าน กำลังคอยอยู่” ไม่นาน บานประตูเหล็กที่แข็งแรงก็ถูกเปิดออกเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยือนในยามวิกาลคา ราสเดินผ่านประตูเข้าไปด้านในเด็กหนุ่มเดิมตามหลังมาเมื่อเดินผ่านชายสวมฮู้ ดก็หันกลับไปมองว่าเมื่อครู่นี้ ตอนที่เขาเอ่ยถึงนายท่าน เขามีน้ำเสียงที่เคารพ และ เกรงกลัวแฝงอยู่ด้วยเด็กหนุ่มเดินเข้ามาด้านในก็สังเกตว่าพื้นที่ตนเองกำลัง เดินอยู่นั้นถูกปูด้วยหินอ่อนเนื้อดี และสองข้างทางก็ถูกประดับประดา ด้วยรูปปั้นมนุษย์ในอากรับกริยา ท่าทางหวาดกลัวต่างๆ เมื่อแสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบรูปปั้นเหล่านั้นทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศ แปลกๆทำให้เลือดภายในกายของเด็กหนุ่มเย็นเฉียบขึ้นมาทันทีเมื่อจ้องมองรูป ปั้น เหล่านั้นเมื่อเดินผ่านรูปปั้นเหล่านั้นมาสักพักก็เริ่มมองเห็นคฤหาสน์อยู่ ด้านหน้าเมื่อเดินเข้ามาใกล้ตัวคฤหาสน์ ก็เริ่มมองเห็นโคลงสร้างคฤหาสน์ คฤหาสน์ถูกสร้างด้วยอิฐสีขาวเป็นคฤหาสน์สองชั้น มีบานหน้าต่างมากมายแต่กลับไม่มีแสงไฟลอดผ่านออกมาจากบานหน้าต่างเหล่านั้น เลยให้ความรู้สึกเสมือนกับว่าไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ทั้งสองเดินมาหยุดยืนอยู่ที่บริเวณด้านหน้าประตูของคฤหาสน์เป็นประตูบานใหญ่ ถูกแกะสลักจากไม้ทั้ง ประณีต และ งดงาม มีขั้นบันไดหินสีขาวทอดยาวลงมาจากบานประตูขณะที่เด็กหนุ่มกำลังมองสำรวจบาน ประตูอยู่นั้น ประตูก็ถูกเปิดออก บุรุษหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านเดินออกมาจากภายด้านในของบานประตู เขามีดวงตาสีฟ้า ผมดำยาวปะบ่าอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีขาว กางเกงขายาวสีขาว คล้ายๆกับชุดขุนนาง มือข้างหนึ่งยันไม้เท้าสีขาวที่ถูกแกะสลักมาจากหินเนื้อดี ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจ้องมอง บุรุษหนุ่มที่เดินออกมาก็มีเสียงขัดจังหวะจากคนข้างๆดังขึ้น
“นายท่านนี่คือเด็กหนุ่มฝีมือดีที่สุดในเมือง ครับ”
บุรุษ หนุ่มเจ้าของคฤหาสน์ชำเรืองตามองมาทางเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆคาราสเด็ก หนุ่มมีตาสองสี แต่งตัวเหมือนเด็กทั่วๆไปในเมืองบุรุษหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์หันกลับมามองทางคา ราส “แน่ใจนะว่า จะไม่ผิดพลาด” คาราสพยักหน้ารับบุรุษหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์จึงพูดต่อ “คงรู้นะ ว่าถ้าหากพลาดผลจะเป็นอย่างไร” ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดคาราสมองสบตากับคนพูด “จะ ไม่มีคำว่าพลาด ครับ นายท่าน” แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
บุรุษหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์จ้องมองคาราสแล้วยิ้มขึ้นก่อนชำเรืองมามองทางเด็ก หนุ่มอีกครั้งแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปด้านใน ของคฤหาสน์เมื่อประตูบานใหญ่ถูกปิดลง ความเงียบสงัดก็เข้ามาปกคลุมอีกคราว เด็กหนุ่มหันมองชายที่ยืนอยู่ข้างๆ “คุณ คาราส ครับ” เจ้าของนามหันมองคนที่เรียกชื่อตนเองทันที “เข้า ไปในตัวเมือง” พร้อมๆกับหันหลังเดินออกจากบริเวณด้านหน้าคฤหาสน์ไปเพราะเขาเดาได้ว่า เด็กหนุ่มต้องการที่จะถามอะไรทั้งสองเดินออกมาถึงบริเวณทางเข้าคฤหาสน์เมื่อ เดินมาถึงก็พบว่าชายสวมฮู้ดสีดำยังคงยืนอยู่ตามเดิมเมื่อเห็นคาราสเดินเข้า มาเขาก็ยิ้มให้ “คาราส” เจ้าของนามจ้องมองคนที่เรียกชื่อตัวเอง “ขอ ให้โชคดี” คาราสยิ้มรับ เมื่อเดินลอดผ่านประตูออกมาประตูที่เคยเปิดต้อนรับแขกที่มาเยือนก็ถูกปิดลง พร้อมๆกับชายสวมฮู้ดสีดำเดินหายเข้าในเงามืดด้านในเมื่อเดินออกมาพ้นอาณาเขต ของคฤหาสน์ รถม้าคันเดิมก็มาจอดคอยอยู่คาราสเดินไปสั่งคนขับรถม้าก่อนจะเดินขึ้นรถม้า เด็กหนุ่มก้าวเท้าขึ้นตามเมื่อประตูรถม้าถูกปิดลงรถม้าก็ออกวิ่งอีก ครั้ง ออกจากบริเวณทางเข้าของคฤหาสน์เข้าสู่เขตชายป่า มุ่งเข้าสู่เขตตัวเมือง เสียงล้อและเท้าของรถม้าหยุดลงเป็นสัญณาณว่ารถม้าวิ่งมาถึงจุดหมาย คาราสก้าวลงจากรถม้าเด็กหนุ่มก้าวตามลงมาพร้อมๆกับหันมองบริเวณโดยรอบที่รถ ม้ามาจอดรถม้ามาจอดอยู่ที่หน้าบาร์แห่งหนึ่งในตัวเมือง ซึ่งร้านปิดแล้ว ไม่ต่างอะไรไปจากตัวเมืองที่เงียบสงัดคาราสเดินไปสั่งคนขับรถม้าอีกครั้ง ก่อนที่รถม้าจะวิ่งออกไปจากบริเวณหน้า บาร์เมื่อรถม้าวิ่งออกไปแล้ว คาราสหันมองรอบๆก่อนจะเดินไปเคาะประตูร้านที่ถูกปิดในยามนี้ ไม่นานก็มีเสียงบ่นแว่วๆดังออกมาจากด้านในบานประตู “ใคร วะ ดึกตื่นป่านนี้แล้วไม่รู้จัก เวล่ำ เวลา” พร้อมๆกับมีเสียง กุกกัก ดังขึ้นที่บานประตูเมื่อเสียจบลงไม่นานประตูร้านก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบ หน้าของผู้มาเปิด ประตูเป็นชายค่อนข้างมีอายุ รูปร่างอ้วน หัวล้าน จมูกแดงเหมือนคนเมา “คาราส นายน่าจะรู้จักเวลา บ้างน้า” คาราสจ้องมองเจ้าของร้านที่มาเปิดประตูก็ยิ้มให้ “ขอโทษที” เจ้าของร้านจ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าก็ถอนหายใจ “ช่วยไม่ได้ เอาเข้ามาสิ” เจ้าของร้านก็หลบทางให้เดินเข้ามาด้านในแต่ก่อนที่จะหลบทางให้ก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มยืนอยู่ข้างๆคาราส “ไอ้ เด็กท่าทางสกปรกนั้น มากับนายหรอ” คาราสหันมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เจ้าของร้านเจ้าของ ร้านจ้องมองเด็กหนุ่มก่อนจะถอนหายใจ “เอาเถอะไหนๆ ร้านก็ปิดแล้ว เข้ามาสิ” เมื่อพูดจบเจ้าของร้านก็หลบทางให้คาราส กับ เด็กหนุ่ม เดินเข้า ไปด้านในของร้าน คาราสเดินไปนั่งโต๊ะตัวที่ติดกับริมหน้าต่างแล้วบอกให้เด็กหนุ่มนั่งลง เมื่อเด็กหนุ่มนั่งลงเจ้าของร้านก็เดินน้ำเครื่องดื่มมาเสริฟ “อยาก ได้อะไรเพิ่มก็เรียกนะ” คาราสหยักหน้ารับเจ้าของร้านก็เดินหายไปที่ด้านหลังของเคาน์เตอร์บาร์ ปล่อย ให้คาราส และเด็กหนุ่มนั่งอยู่ตามลำพัง คาราสจ้องมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับตนเอง “นายคือ รีฟอส หัวขโมยที่เก่งที่ สุดในเมือง ราเทียน่า สินะ”เด็กหนุ่มเจ้าของนามพยักหน้ารับ คาราสจึงพูดต่อ “ฉันมีงานให้นายทำ ค่าจ้าง 5 แสน จีริ่ง”“จ่ายตอนนี้ก่อน 1แสนจีริ่งที่เหลือหลังเสร็จงาน”คาราสควักเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ดแล้ว วางลงบนโต๊ะ “ตกลงจะรับงานหรือเปล่า” รีฟอสมองเงินที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วพยักหน้ารับ “จะให้ผมทำอะไรครับ”รีฟอสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงสัยคาราสยิ้มรับ “เอาเงินไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ เวลานี้ มาที่บาร์นี่” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับพร้อมๆกับยื่นมือไปหยิบเงินบนโต๊ะ “นายต้องการคนช่วยมั้ย” คาราสถามขึ้นพร้อมๆกับจ้องมองเด็กหนุ่ม “ไม่เป็นไรครับ” คาราสยิ้มรับแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกจากร้านไป คาราสเดินมาหยุดยืนอยู่ที่บริเวณหน้าร้านเด็กหนุ่มก็เดินตามออกมา แล้วหันมองเด็กหนุ่มที่เดินตามออกมา “พรุ่งนี้ เวลานี้ อย่างลืมล่ะ” “ถ้านายคิดจะหนีอย่างคิดว่าจะรอด”ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง เด็กหนุ่มพยักหน้ารับเมื่อพูดจบคาราสก็ยิ้มให้ก่อนจะเดินหายเข้าไปในตรอกอัน มืดมิดที่อยู่ข้าง บาร์ปล่อยให้เด็กหนุ่มยืนอยู่ตามลำพัง ปล่อยให้ความมืด และความเงียบเข้าปกคลุมตัวเองและตัวเมืองอีกคราว...........
รีฟอสเดินออกมาจากตัวเมือง เดินจนมาถึงท้ายเมืองซึ้งห่างจากตัวเมืองไม่มากนักมีบาร์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ชื่อ “Rabery Bar” รีฟอสเดินผ่านประตูเข้ามาภายในร้านสภาพภายในร้านไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก มีเพียงชายแก่ สองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวที่ติดริมหน้าต่างของร้าน ท่าทางกำลังเมาได้ที่ รีฟอสเดินผ่านโต๊ะหลายตัวที่ตั้งอยู่เดินเข้าไปนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ของ ร้าน ชั่วครู่หนึ่ง มาสเตอร์ ท่าทางคล่องตัวผมสั้นสีทอง ดวงตาสีดำ ย้อมเข้ากับใบหน้าสีขาวก็เดินออกมาจากด้านหลังของเคาน์เตอร์ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ก็เอ่ยทักทายขึ้นอย่างเป็นกันเอง “เป็นยังไงบ้าง จ๊ะ” รีฟอสจ้องมองคนถามพร้อมๆกับยิ้มให้ “มีงานหรอ ” รีฟอสพยักหน้ารับมาสเตอร์จึงถามต่อ “จะดื่มอะไร สักหน่อยมั้ย”รีฟอสทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะตอบมาสเตอร์กลับไป “ผม ขอชาผสมเหล้าอ่อนๆแล้วกันครับ” มาสเตอร์ยิ้มรับขณะกำลังวุ่นอยู่กับการผสมเครื่องดื่มก็ เอ่ยถาม
รีฟอสขึ้น “ตกลงว่า มีงานหรอ จ๊ะ” “ครับ ผมรับงานมางาน หนึ่งครับ” “แล้ว.....” มาสเตอร์ถามต่อพร้อมๆกับจ้องมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ “ผม คิด ว่า งานนี้ มันแปลกๆ ครับ แต่ ค่าตอบแทนสูง” “ผมก็เลย ตกลงรับงาน ครับ” เมื่อรีฟอสพูดจบ
มนุษย์นั้นเมื่อเจอสิ่งที่ไม่คุ้นเคยแปลกประหลาด จนหาเหตุผลอธิบายไม่ได้ ก็จะเกรงกลัวต่อสิ่งนั้นแต่ถ้ามนุษย์สัมผัสได้ถึงความกลัว ก็จะหลีกหนี ไปในที่ๆความกลัวไปไม่ถึงแต่ทว่าสิ่งนั้นก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความจริงไปจาก เดิม………. เรื่องราวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็น บท กลอนอันเป็นนิรันดร์ ที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ว่า มนุษย์นั้นเกิดขึ้นมาเพื่ออะไรใครคือผู้กำหนด ใครคือผู้ตัดสิน ความดีงาม และ เลวทรามใครคือผู้ขีดชะตากรรม............. เหนือขึ้นไปบนท้องนภาอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดที่ๆมนุษย์เชื่อ ว่าเป็นสถานที่สิงสถิตของสรวงสวรรค์ ลึกเข้าไปในหมู่มวลนภาอันหลากหลายลึกลงไปในปราสาทสีขาวอันงดงาม ลึกเข้าไปใจกลางปราสาทสีขาวอันสง่างาม บุรุษหนุ่ม นามหนึ่งผู้ไม่เผยรูปร่างหน้าตานั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาวอันวิจิต หันใบหน้าไปทางเตาผิงขนาดใหญ่ ที่ให้แสงสว่างจากการเผาไหม้ของเศษไม้ บุรุษหนุ่มจ้องมองไปยังโต๊ะกลมตัวหนึ่งที่ถูกแกะสลักด้วยไม้อย่างงดงาม ตั่งเด่นสง่าอยู่บริเวณด้านหน้าเตาผิงลูกแก้วสีใสขนาดใหญ่ถูกวางอยู่บนโต๊ะ ไม้สะท้อนแสงไฟจากเตาผิงสั่นไหวไปตามเปลวไฟที่ลุกโชน บุรุษหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่เคยนั่งเดินไปยัง โต๊ะกลมหน้าเตาผิงพร้อมๆกับจ้องมองลูกแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยแววตาที่ดีใจ จนปิดไม่มิดแล้ววางมือเหนือลูกแก้ว พร้อมๆกับเอ่ยถ้อยคำขึ้นด้วยน้ำเสียงปนแกรมดีใจ “นาฬิกาทรายที่หยุดเดินมานานเป็นนิรันดร์บันนี้ถึงเวลาที่จะเริ่มเดินอีก ครั้ง เมื่อโชคชะตามาบรรจบ ซึ่ง กันและกันทุกอย่างจะถึง จุดเริ่มต้น และ จุดสิ้นสุด.....” เสียงสายลมพัดกระทบกระจกหน้าต่างปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่นขึ้นจากราตรีอัน เงียบสงัด เด็กหนุ่มพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งพร้อมๆกับหันมองไปรอบๆห้องที่ตนเองนอนอยู่ เมื่อแสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาภายในบ้านทำให้เห็นสภาพภายใน บ้านว่าเก่า และ ทรุดโทรมแค่ไหนหน้าต่างที่ทำมาจากกระจกก็มีรอยแตก พื้นของบ้านบางส่วนก็มีรอยผุพังสภาพไม่ต่างอะไรไปจากบ้านล้างที่ไม่น่าจะมี ผู้คนมาอาศัยอยู่ เด็กหนุ่มเอนตัวลงนอนอีกครั้ง ทำให้ผิวกายสัมผัสกับไม้อันเย็นยะเยือกของเตียงที่ถูกทำขึ้นจากไม้เด็กหนุ่ม นอนขดตัวและกอดอกเพื่อหวังว่าจะช่วยให้หายหนาวจากอากาศที่หนาวเหน็บในยาม ราตรีนี้ แล้วเริ่มข่มตาลงนอนอีกครั้งในราตรี อันเงียบสงัดแต่ไม่ทันที่จะได้หลับลง กลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบ “ไปกันได้แล้ว” พร้อมกับเสียงตะโกนที่ดังขึ้น เด็กหนุ่มหยุงตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตูเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยือนในยาม วิกาลเช่นนี้ เมื่อประตูถูกเปิดออกชายแปลกหน้าจ้องมองเด็กหนุ่มที่มาเปิดประตูพร้อมๆกับ พูดต่อ “เร็วๆเข้า นายท่านรออยู่” ด้วยน้ำเสียงที่เร่งรีบ เด็กหนุ่มจ้องมอง ชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่หน้าประตูชายแปลกหน้าสวมเสื้อโค้ดยาวสีดำ ดวงตาแดงกล่ำซึ่งน่าจะเกิดจากการอดนอน บนใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นเสมือนไม่ได้ผ่านการโกนมาเป็นเวลานานเด็กหนุ่มยกมือ ขึ้นขยี้ดวงตาเพื่อให้หายจากอาการง่วง แล้วตอบชายแปลกหน้ากลับไป “ไปกัน เลยไหมครับ” ชายแปลกหน้าพยักหน้ารับแล้วหันหลังเดินนำเด็กหนุ่มไปเด็กหนุ่มเดินตามชาย แปลกหน้าจนมาถึงบริเวณที่รถม้าจอดคอยอยู่ซึ่งไม่ห่างจากบ้านของเด็กหนุ่มมาก นัก ชายแปลกหน้าเปิดประตูรถม้าแล้วก้าวขึ้นไปในรถม้าเด็กหนุ่มก็ก้าวขึ้นตามแล้ว ไปนั่งลงตรงข้ามกับชายแปลกหน้า เมื่อประตูรถม้าถูกปิดลงเสียงตะโกนก็ดังขึ้น
“ไปได้แล้ว เร็วๆด้วย” เมื่อเสียงตะโกนเงียบลงกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงล้อและเท้าของม้าที่กระทบกับ พื้นของถนน เป็นสัญญาณว่ารถม้าเริ่มออกวิ่ง รถม้าถูกควบลงมาตามตัวเมืองอันเงียบสงัดเด็กหนุ่มมองรอดผ่านบานหน้าต่างของ รถม้า ออกไปเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองยามวิกาลบ้านเรือนหลายหลังถูกสร้างขึ้นจาก ก้อนอิฐ และไม้บ้านบางหลังยังคงมีแสงไฟลอดผ่านออกมาแต่ภายด้านนอกตัวบ้านนั้นไม่ต่าง อะไรไปจากเมืองล้าง เสียงของรถม้าวิ่งมาเรื่อยจนออกนอกเขตตัวเมืองเข้าสู่เขตชายป่าที่ทั้งสอง ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขึ้นรายล้อมย้อมไปด้วยความมืดมิดของยามราตรี มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านต้นไม้เหล่านั้นลงมาเสียงของรถม้าหยุดลง ไม่นานประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยชายแปลกหน้าอีกคนซึ่งน่าจะเป็นคนขับรถม้า เมื่อ ประตูถูกเปิดออกชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่บนรถม้าก็รีบก้าวเท้าลงมาจากรถม้า อย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มก็ก้าวตามลงมา เมื่อลงจากรถม้าเด็กหนุ่มก็มองเห็นประตูขนาดใหญ่ที่ถูกทำขึ้นจากเหล็กท่าทาง แข็งแรง อยู่เบื้องหน้าตนเองและกำแพงสูงที่ถูกสร้างขึ้นด้วยอิฐยาวสุดสายตาย้อมหาย เข้าไปในเงามืดเสียงรถม้าวิ่งกลับหายเข้าไปในความมืด เมื่อแสงจันทร์ถูกหมู่เมฆยามราตรีบดบัง เสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาเริ่มทำลายความเงียบที่กำลังจะก่อตัวขึ้นไม่ นานก็ปรากฏร่าง ชายสวมฮู้ดสีดำกำลังวิ่งออกมาจากด้านในประตู ด้วยท่าทางเร่งรีบ “นายมาช้านะ คาราส”
เจ้าของนามพยักหน้ารับ“โทษที หาที่อยู่ของเด็กหนุ่มคนนี้ยาก” ชายสวมฮู้ด จ้องมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆคาราสเด็กหนุ่มไว้ผมยาวรวบไปด้านหลัง ดวงตาน่าจะมีสองสีแต่ชายสวมฮู้ดไม่แน่ใจมากนักเพราะบริเวณนั้นมืด มีเพียงแต่แสงสว่างจากตะเกียงที่อยู่ด้านบนของเสาประตูทั้งสองข้างให้ แสงสว่างแก่บริเวณนั้นคาราสมองชายสวมฮู้ดที่กำลังจ้องมองเด็กหนุ่มอยู่ก็พูด ขึ้น “จะเปิดประตูให้เข้าไปได้หรือยัง” ด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดเล็กน้อยชายสวมฮู้ดสะดุ้งขึ้นแล้วรีบเดินมาเปิดประตู “โทษที โทษที นายท่าน กำลังคอยอยู่” ไม่นาน บานประตูเหล็กที่แข็งแรงก็ถูกเปิดออกเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยือนในยามวิกาลคา ราสเดินผ่านประตูเข้าไปด้านในเด็กหนุ่มเดิมตามหลังมาเมื่อเดินผ่านชายสวมฮู้ ดก็หันกลับไปมองว่าเมื่อครู่นี้ ตอนที่เขาเอ่ยถึงนายท่าน เขามีน้ำเสียงที่เคารพ และ เกรงกลัวแฝงอยู่ด้วยเด็กหนุ่มเดินเข้ามาด้านในก็สังเกตว่าพื้นที่ตนเองกำลัง เดินอยู่นั้นถูกปูด้วยหินอ่อนเนื้อดี และสองข้างทางก็ถูกประดับประดา ด้วยรูปปั้นมนุษย์ในอากรับกริยา ท่าทางหวาดกลัวต่างๆ เมื่อแสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบรูปปั้นเหล่านั้นทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศ แปลกๆทำให้เลือดภายในกายของเด็กหนุ่มเย็นเฉียบขึ้นมาทันทีเมื่อจ้องมองรูป ปั้น เหล่านั้นเมื่อเดินผ่านรูปปั้นเหล่านั้นมาสักพักก็เริ่มมองเห็นคฤหาสน์อยู่ ด้านหน้าเมื่อเดินเข้ามาใกล้ตัวคฤหาสน์ ก็เริ่มมองเห็นโคลงสร้างคฤหาสน์ คฤหาสน์ถูกสร้างด้วยอิฐสีขาวเป็นคฤหาสน์สองชั้น มีบานหน้าต่างมากมายแต่กลับไม่มีแสงไฟลอดผ่านออกมาจากบานหน้าต่างเหล่านั้น เลยให้ความรู้สึกเสมือนกับว่าไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ทั้งสองเดินมาหยุดยืนอยู่ที่บริเวณด้านหน้าประตูของคฤหาสน์เป็นประตูบานใหญ่ ถูกแกะสลักจากไม้ทั้ง ประณีต และ งดงาม มีขั้นบันไดหินสีขาวทอดยาวลงมาจากบานประตูขณะที่เด็กหนุ่มกำลังมองสำรวจบาน ประตูอยู่นั้น ประตูก็ถูกเปิดออก บุรุษหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านเดินออกมาจากภายด้านในของบานประตู เขามีดวงตาสีฟ้า ผมดำยาวปะบ่าอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีขาว กางเกงขายาวสีขาว คล้ายๆกับชุดขุนนาง มือข้างหนึ่งยันไม้เท้าสีขาวที่ถูกแกะสลักมาจากหินเนื้อดี ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจ้องมอง บุรุษหนุ่มที่เดินออกมาก็มีเสียงขัดจังหวะจากคนข้างๆดังขึ้น
“นายท่านนี่คือเด็กหนุ่มฝีมือดีที่สุดในเมือง ครับ”
บุรุษ หนุ่มเจ้าของคฤหาสน์ชำเรืองตามองมาทางเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆคาราสเด็ก หนุ่มมีตาสองสี แต่งตัวเหมือนเด็กทั่วๆไปในเมืองบุรุษหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์หันกลับมามองทางคา ราส “แน่ใจนะว่า จะไม่ผิดพลาด” คาราสพยักหน้ารับบุรุษหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์จึงพูดต่อ “คงรู้นะ ว่าถ้าหากพลาดผลจะเป็นอย่างไร” ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดคาราสมองสบตากับคนพูด “จะ ไม่มีคำว่าพลาด ครับ นายท่าน” แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
บุรุษหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์จ้องมองคาราสแล้วยิ้มขึ้นก่อนชำเรืองมามองทางเด็ก หนุ่มอีกครั้งแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปด้านใน ของคฤหาสน์เมื่อประตูบานใหญ่ถูกปิดลง ความเงียบสงัดก็เข้ามาปกคลุมอีกคราว เด็กหนุ่มหันมองชายที่ยืนอยู่ข้างๆ “คุณ คาราส ครับ” เจ้าของนามหันมองคนที่เรียกชื่อตนเองทันที “เข้า ไปในตัวเมือง” พร้อมๆกับหันหลังเดินออกจากบริเวณด้านหน้าคฤหาสน์ไปเพราะเขาเดาได้ว่า เด็กหนุ่มต้องการที่จะถามอะไรทั้งสองเดินออกมาถึงบริเวณทางเข้าคฤหาสน์เมื่อ เดินมาถึงก็พบว่าชายสวมฮู้ดสีดำยังคงยืนอยู่ตามเดิมเมื่อเห็นคาราสเดินเข้า มาเขาก็ยิ้มให้ “คาราส” เจ้าของนามจ้องมองคนที่เรียกชื่อตัวเอง “ขอ ให้โชคดี” คาราสยิ้มรับ เมื่อเดินลอดผ่านประตูออกมาประตูที่เคยเปิดต้อนรับแขกที่มาเยือนก็ถูกปิดลง พร้อมๆกับชายสวมฮู้ดสีดำเดินหายเข้าในเงามืดด้านในเมื่อเดินออกมาพ้นอาณาเขต ของคฤหาสน์ รถม้าคันเดิมก็มาจอดคอยอยู่คาราสเดินไปสั่งคนขับรถม้าก่อนจะเดินขึ้นรถม้า เด็กหนุ่มก้าวเท้าขึ้นตามเมื่อประตูรถม้าถูกปิดลงรถม้าก็ออกวิ่งอีก ครั้ง ออกจากบริเวณทางเข้าของคฤหาสน์เข้าสู่เขตชายป่า มุ่งเข้าสู่เขตตัวเมือง เสียงล้อและเท้าของรถม้าหยุดลงเป็นสัญณาณว่ารถม้าวิ่งมาถึงจุดหมาย คาราสก้าวลงจากรถม้าเด็กหนุ่มก้าวตามลงมาพร้อมๆกับหันมองบริเวณโดยรอบที่รถ ม้ามาจอดรถม้ามาจอดอยู่ที่หน้าบาร์แห่งหนึ่งในตัวเมือง ซึ่งร้านปิดแล้ว ไม่ต่างอะไรไปจากตัวเมืองที่เงียบสงัดคาราสเดินไปสั่งคนขับรถม้าอีกครั้ง ก่อนที่รถม้าจะวิ่งออกไปจากบริเวณหน้า บาร์เมื่อรถม้าวิ่งออกไปแล้ว คาราสหันมองรอบๆก่อนจะเดินไปเคาะประตูร้านที่ถูกปิดในยามนี้ ไม่นานก็มีเสียงบ่นแว่วๆดังออกมาจากด้านในบานประตู “ใคร วะ ดึกตื่นป่านนี้แล้วไม่รู้จัก เวล่ำ เวลา” พร้อมๆกับมีเสียง กุกกัก ดังขึ้นที่บานประตูเมื่อเสียจบลงไม่นานประตูร้านก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบ หน้าของผู้มาเปิด ประตูเป็นชายค่อนข้างมีอายุ รูปร่างอ้วน หัวล้าน จมูกแดงเหมือนคนเมา “คาราส นายน่าจะรู้จักเวลา บ้างน้า” คาราสจ้องมองเจ้าของร้านที่มาเปิดประตูก็ยิ้มให้ “ขอโทษที” เจ้าของร้านจ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าก็ถอนหายใจ “ช่วยไม่ได้ เอาเข้ามาสิ” เจ้าของร้านก็หลบทางให้เดินเข้ามาด้านในแต่ก่อนที่จะหลบทางให้ก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มยืนอยู่ข้างๆคาราส “ไอ้ เด็กท่าทางสกปรกนั้น มากับนายหรอ” คาราสหันมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เจ้าของร้านเจ้าของ ร้านจ้องมองเด็กหนุ่มก่อนจะถอนหายใจ “เอาเถอะไหนๆ ร้านก็ปิดแล้ว เข้ามาสิ” เมื่อพูดจบเจ้าของร้านก็หลบทางให้คาราส กับ เด็กหนุ่ม เดินเข้า ไปด้านในของร้าน คาราสเดินไปนั่งโต๊ะตัวที่ติดกับริมหน้าต่างแล้วบอกให้เด็กหนุ่มนั่งลง เมื่อเด็กหนุ่มนั่งลงเจ้าของร้านก็เดินน้ำเครื่องดื่มมาเสริฟ “อยาก ได้อะไรเพิ่มก็เรียกนะ” คาราสหยักหน้ารับเจ้าของร้านก็เดินหายไปที่ด้านหลังของเคาน์เตอร์บาร์ ปล่อย ให้คาราส และเด็กหนุ่มนั่งอยู่ตามลำพัง คาราสจ้องมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับตนเอง “นายคือ รีฟอส หัวขโมยที่เก่งที่ สุดในเมือง ราเทียน่า สินะ”เด็กหนุ่มเจ้าของนามพยักหน้ารับ คาราสจึงพูดต่อ “ฉันมีงานให้นายทำ ค่าจ้าง 5 แสน จีริ่ง”“จ่ายตอนนี้ก่อน 1แสนจีริ่งที่เหลือหลังเสร็จงาน”คาราสควักเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ดแล้ว วางลงบนโต๊ะ “ตกลงจะรับงานหรือเปล่า” รีฟอสมองเงินที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วพยักหน้ารับ “จะให้ผมทำอะไรครับ”รีฟอสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงสัยคาราสยิ้มรับ “เอาเงินไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ เวลานี้ มาที่บาร์นี่” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับพร้อมๆกับยื่นมือไปหยิบเงินบนโต๊ะ “นายต้องการคนช่วยมั้ย” คาราสถามขึ้นพร้อมๆกับจ้องมองเด็กหนุ่ม “ไม่เป็นไรครับ” คาราสยิ้มรับแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกจากร้านไป คาราสเดินมาหยุดยืนอยู่ที่บริเวณหน้าร้านเด็กหนุ่มก็เดินตามออกมา แล้วหันมองเด็กหนุ่มที่เดินตามออกมา “พรุ่งนี้ เวลานี้ อย่างลืมล่ะ” “ถ้านายคิดจะหนีอย่างคิดว่าจะรอด”ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง เด็กหนุ่มพยักหน้ารับเมื่อพูดจบคาราสก็ยิ้มให้ก่อนจะเดินหายเข้าไปในตรอกอัน มืดมิดที่อยู่ข้าง บาร์ปล่อยให้เด็กหนุ่มยืนอยู่ตามลำพัง ปล่อยให้ความมืด และความเงียบเข้าปกคลุมตัวเองและตัวเมืองอีกคราว...........
รีฟอสเดินออกมาจากตัวเมือง เดินจนมาถึงท้ายเมืองซึ้งห่างจากตัวเมืองไม่มากนักมีบาร์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ชื่อ “Rabery Bar” รีฟอสเดินผ่านประตูเข้ามาภายในร้านสภาพภายในร้านไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก มีเพียงชายแก่ สองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวที่ติดริมหน้าต่างของร้าน ท่าทางกำลังเมาได้ที่ รีฟอสเดินผ่านโต๊ะหลายตัวที่ตั้งอยู่เดินเข้าไปนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ของ ร้าน ชั่วครู่หนึ่ง มาสเตอร์ ท่าทางคล่องตัวผมสั้นสีทอง ดวงตาสีดำ ย้อมเข้ากับใบหน้าสีขาวก็เดินออกมาจากด้านหลังของเคาน์เตอร์ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ก็เอ่ยทักทายขึ้นอย่างเป็นกันเอง “เป็นยังไงบ้าง จ๊ะ” รีฟอสจ้องมองคนถามพร้อมๆกับยิ้มให้ “มีงานหรอ ” รีฟอสพยักหน้ารับมาสเตอร์จึงถามต่อ “จะดื่มอะไร สักหน่อยมั้ย”รีฟอสทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะตอบมาสเตอร์กลับไป “ผม ขอชาผสมเหล้าอ่อนๆแล้วกันครับ” มาสเตอร์ยิ้มรับขณะกำลังวุ่นอยู่กับการผสมเครื่องดื่มก็ เอ่ยถาม
รีฟอสขึ้น “ตกลงว่า มีงานหรอ จ๊ะ” “ครับ ผมรับงานมางาน หนึ่งครับ” “แล้ว.....” มาสเตอร์ถามต่อพร้อมๆกับจ้องมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ “ผม คิด ว่า งานนี้ มันแปลกๆ ครับ แต่ ค่าตอบแทนสูง” “ผมก็เลย ตกลงรับงาน ครับ” เมื่อรีฟอสพูดจบ
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ