ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รู้ความเสี่ยง ตรวจอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวอย่างไร

ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำคัญอย่างไร ตรวจอะไรได้บ้าง พร้อมวิธีตรวจ อาการที่ควรสังเกต การเตรียมตัวก่อนตรวจ และแนวทางป้องกันอย่างเหมาะสม
การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพทางเพศที่สำคัญ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดสามารถติดเชื้อได้โดยไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ติดเชื้ออาจไม่รู้ตัวและส่งต่อเชื้อไปยังคู่นอนได้ ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้เร็วและวางแผนดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่โรคที่สามารถตรวจพบได้ อาการที่ควรสังเกต วิธีตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเตรียมตัวก่อนตรวจ ตลอดจนแนวทางป้องกัน เพื่อให้เข้าใจและดูแลสุขภาพทางเพศได้อย่างเหมาะสม
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สำคัญอย่างไร?
การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ช่วยค้นหาการติดเชื้อที่อาจยังไม่แสดงอาการ โดยเฉพาะโรคอย่างหนองในเทียม หนองใน ซิฟิลิส และการติดเชื้อบางชนิดที่สามารถตรวจพบได้จากเลือด ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่ง การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังคู่นอน
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยโรคที่พบได้ เช่น
- HIV
- ซิฟิลิส
- หนองในแท้
- หนองในเทียม
- เริมบริเวณอวัยวะเพศ
- HPV และหูดหงอนไก่
- ไวรัสตับอักเสบบี
- ทริโคโมแนส
WHO ระบุว่ามีเชื้อโรคมากกว่า 30 ชนิดที่สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมากไม่มีอาการในช่วงแรก จึงไม่ควรใช้เพียงอาการเป็นตัวตัดสินว่ามีหรือไม่มีการติดเชื้อ
ใครบ้างที่ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?
ผู้ที่เคยมีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์หรือมีอาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศควรพิจารณาเข้ารับการตรวจ โดยแพทย์จะประเมินประวัติและความเสี่ยงเพื่อเลือกการตรวจที่เหมาะสม
กลุ่มที่ควรใส่ใจเรื่องการตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย
- ผู้ที่มีคู่นอนใหม่หรือมีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่ทราบว่าคู่นอนติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ผู้ที่มีแผล ตุ่ม ผื่น หรือสารคัดหลั่งผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
- ผู้ที่มีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือเจ็บขณะปัสสาวะ
- ผู้ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์หรือเตรียมพร้อมก่อนมีบุตร
- ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HIV และต้องการรับคำแนะนำด้านการป้องกัน
การตรวจยังมีความสำคัญในผู้ที่ไม่มีอาการ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมากสามารถดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการอย่างชัดเจน
อาการแบบไหนควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?
อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แตกต่างกันตามชนิดของเชื้อ และบางรายอาจไม่มีอาการเลย หากมีความผิดปกติหลังจากมีความเสี่ยง ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและพิจารณาการตรวจที่เหมาะสม
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
- มีตกขาวหรือสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศผิดปกติ
- ปัสสาวะแสบขัดหรือเจ็บขณะปัสสาวะ
- มีแผล ตุ่มน้ำ ตุ่ม หรือก้อนบริเวณอวัยวะเพศ
- มีอาการคันหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ
- ปวดบริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน
- มีผื่นหรือความผิดปกติของผิวหนังที่ไม่ทราบสาเหตุ
อย่างไรก็ตาม การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ เช่น หนองในเทียมและซิฟิลิสสามารถไม่มีอาการหรือมีอาการที่สังเกตได้ยากในบางช่วงของโรค
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีวิธีเดียว แต่แพทย์จะเลือกวิธีตามโรคที่สงสัย ตำแหน่งที่อาจติดเชื้อ ประวัติความเสี่ยง และระยะเวลาหลังสัมผัสความเสี่ยง โดยวิธีที่พบได้บ่อยมีดังนี้
ตรวจเลือด
การตรวจเลือดสามารถใช้ตรวจหาเชื้อหรือภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับโรคบางชนิด เช่น HIV ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี โดยชนิดของการตรวจและช่วงเวลาที่ตรวจมีผลต่อการแปลผล จึงควรให้แพทย์ประเมินระยะเวลาหลังความเสี่ยงร่วมด้วย
ตรวจปัสสาวะ
การตรวจปัสสาวะสามารถใช้ตรวจหาเชื้อบางชนิด เช่น หนองในแท้และหนองในเทียม โดยใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น NAAT หรือ PCR ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี
ตรวจสารคัดหลั่งหรือ Swab
แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากช่องคลอด ปากมดลูก ท่อปัสสาวะ คอหอย หรือบริเวณอื่นที่มีความเสี่ยง เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อ การเลือกตำแหน่งเก็บตัวอย่างควรพิจารณาจากอาการและประวัติการสัมผัสเชื้อ
ตรวจจากแผลหรือตุ่ม
หากมีแผลหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อช่วยตรวจหาเชื้อที่เกี่ยวข้อง เช่น เริม โดยควรเข้ารับการประเมินในช่วงที่มีอาการ
ผลตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีความหมายอย่างไร?
ผลตรวจจะมีความหมายแตกต่างกันตามชนิดของการตรวจและเชื้อที่ตรวจ จึงควรให้แพทย์เป็นผู้แปลผลร่วมกับประวัติความเสี่ยงและช่วงเวลาที่ตรวจ ไม่ควรสรุปจากคำว่า “พบ” หรือ “ไม่พบ” เพียงอย่างเดียว
โดยทั่วไปอาจพบผลลัพธ์ในลักษณะต่อไปนี้
- Negative หรือผลลบ หมายถึงไม่พบหลักฐานของการติดเชื้อจากการตรวจนั้น แต่หากตรวจเร็วเกินไปหลังมีความเสี่ยง อาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำ
- Positive หรือผลบวก หมายถึงตรวจพบหลักฐานที่สอดคล้องกับการติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อยืนยันผลและรับการรักษาที่เหมาะสม
- Inconclusive หรือผลไม่ชัดเจน อาจต้องตรวจเพิ่มเติมหรือเก็บตัวอย่างซ้ำเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการวินิจฉัย
โดยเฉพาะโรคที่มี Window Period ระยะเวลาหลังรับเชื้อจนการตรวจสามารถตรวจพบได้ อาจแตกต่างกันตามชนิดของเชื้อและวิธีตรวจ ดังนั้นผู้ที่เพิ่งมีความเสี่ยงควรแจ้งวันและลักษณะของความเสี่ยงให้แพทย์ทราบ
ก่อนตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

การเตรียมตัวขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจ หากมีแผนตรวจควรสอบถามสถานพยาบาลล่วงหน้าเพื่อให้เตรียมตัวได้ถูกต้อง โดยทั่วไปควรเตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงและอาการให้แพทย์ทราบ
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่
- แจ้งวันที่หรือช่วงเวลาที่อาจสัมผัสเชื้อ
- แจ้งอาการผิดปกติ เช่น แผล ตุ่ม สารคัดหลั่ง หรือปัสสาวะแสบขัด
- แจ้งยาหรือยาปฏิชีวนะที่กำลังใช้อยู่
- สอบถามว่าต้องงดปัสสาวะก่อนเก็บตัวอย่างหรือไม่
- หากต้องเก็บสารคัดหลั่ง ควรสอบถามข้อกำหนดในการเตรียมตัวจากสถานพยาบาลโดยตรง
สำหรับการตรวจบางประเภท เช่น การตรวจจากปัสสาวะหรือสารคัดหลั่ง อาจมีคำแนะนำเฉพาะก่อนเก็บตัวอย่าง ขณะที่การตรวจเลือดอาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามรายการตรวจ
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลังมีความเสี่ยงเมื่อไร?
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจขึ้นอยู่กับเชื้อและวิธีตรวจ จึงไม่มีระยะเวลาเดียวที่ใช้ได้กับทุกโรค หากตรวจเร็วเกินไป ผลอาจยังไม่สามารถสะท้อนการติดเชื้อได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากอยู่ในช่วง Window Period
ผู้ที่เพิ่งมีความเสี่ยงควรแจ้งแพทย์ว่าความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อใดและมีลักษณะอย่างไร เพื่อให้แพทย์เลือกวิธีตรวจและกำหนดช่วงเวลาตรวจซ้ำได้เหมาะสม
ในกรณีมีความเสี่ยงต่อ HIV ภายใน 72 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของ PEP ซึ่งเป็นยาป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังสัมผัสความเสี่ยง โดยควรเริ่มให้เร็วที่สุดและไม่ควรรอให้มีอาการก่อนเข้ารับคำปรึกษา
หากตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ควรทำอย่างไร?
หากผลตรวจพบการติดเชื้อ ควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อเลือกแนวทางรักษาตามชนิดของเชื้อ ไม่ควรซื้อยารับประทานหรือยาปฏิชีวนะมาใช้เอง เพราะโรคแต่ละชนิดใช้แนวทางรักษาแตกต่างกัน และปัญหาเชื้อดื้อยาก็เป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในเชื้อหนองใน
การดูแลหลังตรวจพบเชื้อควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้
- รับยาและใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์
- ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการงดมีเพศสัมพันธ์ในช่วงรักษา
- แจ้งและแนะนำให้คู่นอนเข้ารับการประเมินตามความเหมาะสม
- ตรวจติดตามหากแพทย์นัดตรวจซ้ำ
- ป้องกันการติดเชื้อซ้ำด้วยการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น หนองในเทียม หนองใน และซิฟิลิส สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาที่เหมาะสม ขณะที่โรคไวรัสบางชนิด เช่น HIV และเริม ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีการรักษาที่ช่วยควบคุมโรคได้
วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การป้องกันช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและควรทำควบคู่กับการตรวจสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีคู่นอนใหม่
แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่
- ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากมีแผล ตุ่ม หรืออาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามความเสี่ยง
- พูดคุยเรื่องการตรวจและสุขภาพทางเพศกับคู่นอน
- รับวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรค เช่น HPV และไวรัสตับอักเสบบีตามคำแนะนำของแพทย์
ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อใช้ถูกต้องและสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อที่ติดต่อผ่านบริเวณผิวหนังหรือแผลที่อยู่นอกพื้นที่ที่ถุงยางครอบคลุมทั้งหมด
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างเหมาะสม ช่วยดูแลสุขภาพทางเพศในระยะยาว
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นวิธีสำคัญในการค้นหาการติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคที่อาจไม่แสดงอาการ การตรวจอาจใช้เลือด ปัสสาวะ สารคัดหลั่ง หรือการเก็บตัวอย่างจากแผลตามชนิดของโรคและความเสี่ยง การตรวจเร็วและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและการแพร่เชื้อไปยังคู่นอน
หากมีความเสี่ยงหรือพบความผิดปกติ เช่น แผล ตุ่ม สารคัดหลั่งผิดปกติ หรือปัสสาวะแสบขัด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสม โดยสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถช่วยประเมินความเสี่ยง ตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษาตามผลตรวจได้
ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีตรวจและการรักษาควรประเมินเป็นรายบุคคลโดยแพทย์ เนื่องจากชนิดของเชื้อ ระยะเวลาหลังสัมผัสความเสี่ยง และตำแหน่งที่อาจติดเชื้อ ล้วนมีผลต่อการเลือกวิธีตรวจและการแปลผล
โพสตอบ
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเโพสตอบได้
