ไฮโซไม่รักเด็ก

-

เขียนโดย PPMinny

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 เวลา 13.07 น.

  1 จนในตอน
  1 วิจารณ์
  776 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 13.56 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น

แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

1) ไฮโซไม่รักเด็ก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

               

ไฮโซไม่รักเด็ก

               วันนี้เด็กหญิงอยากกินนมแต่ในตู้เย็นแทบมีมีขนมอะไรเหลือแม้แต่นมซักขวด จึงปีนขึ้นไปเปิดช่องแช่แข็งเพื่อหาไอศกรีมมากินแต่ก็หมดแล้วเช่นกัน

               “คุณแม่ขา เด็กหญิงอยากกินนมแล้วก็อยากกินไอศกรีมด้วยค่ะ ในตู้เย็นไม่มีแล้ว” เด็กหญิงเดินไปบอกคุณแม่ที่กำลังนั่งรีดผ้าอยู่หลังบ้าน

               “เดี๋ยวรีดผ้าเสร็จ คุณแม่พาไปซื้อที่ร้านแม่บัวตองจ้ะ” คุณแม่บอก ก่อนจะก้มหน้าก้มตารีดผ้าต่อ

...

               ร้านแม่บัวตองเป็นร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเด็กหญิง เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว ปกติคุณแม่มักจะเดินไปซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ คนเดียวโดยไม่ยอมให้เด็กหญิงไปด้วยซักเท่าไหร่ แต่วันนี้คุณแม่บอกว่าจะพาเด็กหญิงไปด้วย เด็กหญิงจึงรู้สึกดีใจมาก

               เมื่อรีดผ้าเสร็จคุณแม่ก็หยิบถุงใส่ของ สวมรองเท้าแตะ และจูงมือเด็กหญิงเดินไปซื้อของที่ร้านแม่บัวตอง

               ไม่นานทั้งสองก็เดินมาถึงร้านแม่บัวตอง คุณลุงเจ้าของร้านตะโกนเอะอะโวยวายเมื่อเห็นเด็กหญิงเดินเข้ามา

          “เด็กมา ๆ เร็วเข้า เด็กมา” แล้วคุณน้าผู้หญิงเจ้าของร้านร้างท้วมก็รีบวิ่งมาที่หน้าร้าน ตะครุบหมาแก่ อ้วนป้อมที่กำลังนอนเหยียดสบายอยู่ที่พื้นซีเมนต์หน้าร้าน

          “เข้าไปเลยจ้ะ” คุณน้าผู้หญิงบอกด้วยเสียงหอบเหนื่อยขณะที่ใช้วงแขนอวบ ๆ กอดไว้รอบคอหมาแก่ตัวนั้น

...

          วันนี้เป็นวันลอยกระทง หน้าร้านแม่บัวตองเต็มไปด้วยกระบะวางขายผางประทีป ธูปเทียน พวงมาลัยดอกดาวเรือง และกระทงสำเร็จรูป เด็กหญิงหยิบนมที่ชั้นวางของมาหนึ่งกล่อง และเดินไปที่ตู้แช่แข็งเพื่อเลือกไอศกรีมที่อยากทานจากตู้แช่แข็ง

ระหว่างที่เด็กหญิงลังเลระหว่างไอศกรีมบลูเบอร์รี่ที่เคลือบช๊อคโกแลต กับไอศกรีมรูปหมีแพนด้าที่ราคาเท่ากันคุณแม่ก็ตะโกนร้องเรียก

          “ได้รึยังลูก” คุณแม่ถามมาจากหน้าร้าน

          เด็กหญิงจึงรีบหยิบไอศรีมรูปหมีแพนด้าและวิ่งไปหาคุณแม่ พอดีกับที่คุณน้าผู้หญิงเจ้าของร้านกำลังเดินกลับเข้ามาในร้านเพื่อมาคิดเงิน แล้วเด็กหญิงก็วางนมกับไอศกรีมข้าง ๆ สบู่ของคุณแม่

          รถกระบะสีดำคันหนึ่งขับมาจอดหน้าร้านแม่บัวตอง ผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่งเดินลงมาจากรถและหยุดที่กระบะขายของหน้าร้าน

          “ไม่มีโคมลอยหรอแม่ค้า” ผู้หญิงผมสั้นคนนั้นตะโกนถาม

          “ไม่ได้เอามาขายหลายปีแล้วจ้า” คุณน้าผู้หญิงตอบ ผู้หญิงคนนั้นจึงเดินกลับขึ้นรถกระบะ แล้วขับจากไป คุณน้าค่อย ๆ เดินกลับเข้ามาที่เคาท์เตอร์เพื่อคิดเงิน

          “128 บาทค่ะ” คุณน้าผู้หญิงแจ้งราคา

          เมื่อจ่ายตังค์เสร็จคุณแม่หยิบสบู่และนมใส่ถุง ส่วนเด็กหญิงถือไอศกรีมไว้ในมือพร้อมกับพากันเดินออกจากร้าน

แต่เมื่อเดินกลับไปด้วยกันไม่ถึงครึ่งทางดี เด็กหญิงก็เกิดเปลี่ยนใจ

          “คุณแม่คะ เด็กหญิงอยากกินไอศกรีมรสบลูเบอร์รี่มากกว่าค่ะ” เด็กหญิงหันไปบอกคุณแม่

          “อ้าว” คุณแม่หันมามองดูไอศกรีมหมีแพนด้าในมือของเด็กหญิง

          “ยังไม่ได้แกะเลย เด็กหญิงขอเอาไปเปลี่ยนได้มั้ยคะ” เด็กหญิงถาม

          “ต้องเอาเงินไปจ่ายเพิ่มรึเปล่าเนี่ย” คุณแม่พึมพำ พลางล้วงกระเป๋ากางเกงหาเศษเงินที่เหลืออยู่

          “ไม่ต้องหรอกค่ะ ราคาเท่ากัน เด็กหญิงดูมาแล้ว” แล้วเด็กหญิงก็วิ่งกลับไปที่ร้านแม่บัวตอง ก่อนที่คุณแม่จะทักท้วงอะไรอีก

          เด็กหญิงวิ่งอย่างรวดเร็วมาที่หน้าร้านแม่บัวตอง แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าไปในตัวร้านหมาแก่อ้วนป้อมตัวหนึ่งก็พุ่งออกมาจากหลังกระถางต้นไม้หน้าร้าน พุ่งเข้าใส่ขาของเด็กหญิงอย่างแรง

          “แง่งงง”

          “โอ้ย” เด็กหญิงร้องและล้มลงจนก้นกระแทกพื้นดังปั๊ก! ไอศกรีมหมีแพนด้ากระเด็นหลุดจากมือ

          คุณลุงผู้ชายวิ่งออกมาจากในร้านอย่างรวดเร็ว รวบคอหมาแก่ตัวนั้น กอดแน่นไว้กับตัว

          “ไอ้ไฮโซ เดี๋ยวเถอะเอ็ง” คุณลุงคำรามใส่หมาแก่

          ส่วนคุณน้าผู้หญิงก็รีบวิ่งมาช่วยเด็กหญิงที่ล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่ที่หน้าร้าน พร้อม ๆ กับคุณแม่ที่วิ่งตามมาทันพอดี

               “เจ็บตรงไหนมั้ยลูก” คุณน้าผู้หญิงถาม พลางพัดเศษฝุ่นออกจากแขนและขาของเด็กหญิง รูเล็กๆ ที่น่องของเด็กหญิงที่เกิดจากเขี้ยวของหมาแก่เริ่มมีเลือดสีแดงเข้มไหลซึมออกมา

          “ว้าย! ตายแล้ว” คุณน้าผู้หญิงอุทาน “เจ็บมากมั้ยลูก” คุณน้าถามซ้ำ ก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปในร้าน หยิบทิชชู่สะอาดมาเช็ดเลือดให้เด็กหญิง

          “เจ็บค่ะ แต่เจ็บไปไม่มาก” เด็กหญิงตอบ กลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา ก่อนจะหันไปหาคุณแม่ “เด็กหญิงตกใจค่ะ”

          คุณแม่รีบก้มลงกอดเด็กหญิง มองดูแผลที่น่อง มันเป็นรอยกัดที่ไม่ลึกมาก แต่ก็พอจะทำให้มีเลือดออกมาได้

          “ไฮโซฉีดยาครบมั้ยคะ” คุณแม่หันไปถามคุณน้าเจ้าของร้าน

          “ครบค่ะ เอาไปฉีดที่หมอหมาหน้าตลาดทุกปี” คุณน้าตอบอย่างมั่นใจ

          หลังจากนั้นเด็กหญิงที่ยังคงตกใจอยู่ ก็ได้ยินคุณน้าผู้หญิงขอโทษขอโพยคุณแม่นับสิบครั้ง และคุณแม่ที่คอยตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ” อีกนับสิบครั้ง จนล่ำลากัน จากนั้นคุณแม่ก็พาเด็กหญิงเดินกลับมาที่บ้าน ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือ ก่อนจะขึ้นรถไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยากันโรคพิษสุนัขบ้า

...

          “ทำไมหมาตัวนั้นถึงกัดเด็กหญิงคะ” เด็กหญิงถามคุณแม่ขณะนั่งอยู่ในรถ

          “ไฮโซน่ะเหรอ” คุณแม่พูด “มันไม่ชอบเด็กน่ะลูก” คุณแม่ตอบยิ้ม ๆ

          “จริง ๆ คุณแม่ก็ผิดเอง ไม่น่าพาเด็กหญิงไปร้านแม่บัวตองด้วยกันเลย ใคร ๆ ก็รู้ว่าไฮโซไม่ชอบเด็ก แต่คุณแม่ก็นึกว่ามันจะแก่มาก จนลุกมากัดเด็กที่ไหนไม่ไหวแล้วซะอีก ไม่นึกว่าจะยังดุเหมือนเดิม”

          “ทำไมไฮโซไม่รักเด็กละค่ะ” เด็กหญิงถามอย่างสงสัย เด็ก ๆ ออกจะน่ารัก หมาที่ไหนก็น่าจะรักเด็กทั้งนั้น เด็กหญิงคิดในใจ

          แล้วคุณแม่จึงเริ่มเล่าเรื่องของไฮโซให้เด็กหญิงฟังขณะขับรถไปโรงพยาบาล

          เมื่อสิบกว่าปีก่อน ข้าง ๆ ร้านสะดวกซื้อแม่บัวตองมีบ้านไม้เก่าหลังเล็กอยู่หลังหนึ่ง มีคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงสองคน คือคุณยายที่แก่มากแล้วกับลูกชายวัยกลางคนชื่อนายล้อ

          นายล้อเป็นคนสติไม่สมประกอบ จึงไม่ได้ทำงานอะไรเป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่ก็มักจะรับขนของใน ในตลาด เก็บเศษขยะ หรือช่วยตัดกิ่งไม้ตามบ้านต่าง ๆ ได้ค่าแรงเล็กน้อยแทบไม่พอประทังชีวิต ส่วนคุณยายก็ปลูกผักไว้สำหรับกินบ้าง ขายบ้าง แล้วแต่ว่าจะปลูกได้มากน้อยแค่ไหน

          เนื่องจากมีสติไม่สมประกอบ นายล้อจึงมักแต่งตัวประหลาดกว่าคนทั่วไป บางทีก็ใส่หมวกสานซ้อนกันหลายใบ บางทีก็ใส่เสื้อคอกระเช้าของคุณยายเดินไปมาจนกลายเป็นตัวตลกสำหรับเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน

          แต่ถึงอย่างนั้นนายล้อก็เป็นคนใจดี สุภาพ และมีรอยยิ้มใสซื่ออยู่บนใบหน้า คนในหมู่บ้านต่างก็เอ็นดูนายล้อ และเป็นห่วงคุณยายที่อายุมาก จนหลาย ๆ คนมักฝากอาหารให้นายล้อนำกลับไปกินที่บ้านอยู่เสมอ

          ส่วนเด็ก ๆ ก็ชื่นชอบนายล้อมาก บางคนเป็นเด็กใจดีก็แบ่งขนมให้นายล้อบ้าง เอาของเล่นไปเล่นกับนายล้อบ้าง แต่ก็มีเด็กบางคนที่ชอบแกล้งนายล้อ แต่นายล้อก็มักจะยิ้มและไม่แสดงอาการโกรธใด ๆ จนพวกเด็ก ๆ เบื่อจนเลิกแกล้งไปเอง

          อยู่มาวันหนึ่งนายล้อก็อุ้มหมากลับมาที่บ้าน มันเป็นหมาเพศเมียท้องโตที่ไม่มีใครรู้ว่านายล้ออุ้มมาจากไหน มันเป็นหมาตัวเล็ก ขนสีน้ำตาลอ่อน หน้าตาดูอมทุกข์ นายล้อรักมันมาก และมักอุ้มมันเดินไปทั่วหมู่บ้านอวดให้ชาวบ้านดูอยู่เป็นประจำ

          ไม่นานแม่หมาก็เจ็บท้องคลอดลูก มันเบ่งคลอดลูกหมาตัวเล็ก ๆ ออกมาได้เพียงสองตัว ก็เริ่มหอบเหนื่อยเพราะหมดแรงเบ่ง นายล้อจึงวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากคุณน้าผู้หญิงลูกสาวเจ้าของร้านแม่บัวตอง แต่เมื่อนายล้อพาคุณน้าผู้หญิงไปถึงบ้าน ทั้งสองก็พบเพียงร่างของแม่หมาที่หมดลมหายใจไปแล้ว แม่หมาจากไปพร้อมกับลูกน้อยที่ยังเหลืออยู่ในท้อง

          นายล้อเสียใจมากที่แม่หมาตาย ร้องไห้ อุ้มร่างแม่หมาไม่ยอมปล่อย จนคุณยายกับคุณน้าผู้หญิงต้องช่วยกันปลอบอยู่นานกว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้

...

          “คุณแม่ยังจำภาพนายล้ออุ้มร่างแม่หมา เดินร้องไห้ไปทั่วหมู่บ้านได้อยู่เลย” คุณแม่หันมาบอกเด็กหญิงขณะที่รถติดไฟแดง

          “หางและขาของแม่หมาเปื้อนเลือดจากการคลอดลูก กลายเป็นสีดำ ๆ ติดเต็มไปหมด น่าสงสารมากจริง ๆ” คุณแม่พูด ก่อนจะเริ่มขับรถต่อเมื่อไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว

          นายล้อฝังร่างแม่หมาไว้ในที่สวนผักข้างบ้าน ส่วนลูกหมาสองตัวที่กำพร้าแม่ คุณน้าผู้หญิงร้านแม่บัวตองก็เอาไปฝากสัตวแพทย์หน้าตลาดให้ช่วยเลี้ยง แต่ผ่านไปไม่ถึงสองวันลูกหมาก็ตายไปหนึ่งตัว เหลือแค่เพียงตัวเดียว

          ลูกหมาตัวนั้นเติบโตขึ้นและมีสุขภาพดี ไม่นานคุณน้าผู้หญิงก็รับมันกลับมาให้นายล้อ มันเป็นลูกหมาตัวเล็ก และมีสีน้ำตาลเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด ต่างกันก็แค่ตรงกลางอกของลูกหมาตัวนี้มีขนสีขาวขึ้นแซมดูคล้ายรูปหัวใจ นายล้อดีใจมากที่ได้ลูกหมามาเลี้ยง ถามคุณน้าผู้หญิงซ้ำไปซ้ำมา ว่า “เอาให้หรอ เอาให้หรอ ให้ล้อหรอ”

          จนคุณน้าผู้หญิงต้องคอยตอบซ้ำๆ ว่า “ให้จ้ะ ให้นายล้อ หมานายล้อ ให้นายล้อ” ต่อมานายล้อจึงเรียกลูกหมาตัวนั้นว่า ‘ให้’ พร้อมกับหาเชือกเก่า ๆ จากกองขยะมาผูกรอบคอให้มัน

          ตั้งแต่นั้นมาเมื่อเห็นนายล้อที่ไหนก็จะเห็นไอ้ให้เดินตามก้นอยู่ไม่ห่าง สายตาของไอ้ให้ที่มองไปที่นายล้อเต็มไปด้วยความรักและเทิดทูนบูชา ส่วนนายล้อก็รักมันสุดหัวใจและมักจะเก็บขนมหรือเศษอาหารจากตลาดไปให้มันเสมอ

          เด็กๆ หลายคนต่างก็รู้จักไอ้ให้หมาใหม่ของนายล้อเป็นอย่างดี แต่ไอ้ให้กลับไม่ได้ใจดีแบบนายล้อ มันหวงเจ้านายของมันและมักเห่าเสียงแหลม พร้อมกับแยกเขี้ยวเล็กๆ ของมันใส่เด็กๆ ที่อยากเข้ามาเล่นด้วย

          เด็กหลายคนกลัวไอ้ให้ จึงไม่ค่อยมาเล่นหรือแบ่งขนมให้นายล้ออย่างเคย แต่เด็กบางคนกลับสนุกที่ได้แหย่ไอ้ให้ให้เห่าและวิ่งไล่ ส่วนนายล้อก็เริ่มพลอยกังวลที่เด็กๆ ที่มาแกล้งหมาสุดที่รัก จึงมักโวยวายและวิ่งไล่เด็ก ๆ ไปด้วย แต่แทนที่เด็ก ๆ จะกลัว กลับรู้สึกสนุกที่ได้วิ่งหนีนายล้อกับไอ้ให้ จนต่างคนต่างสรรหาสารพัดวิธีมาแกล้งจนเกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย บางคนก็วิ่งเข้าไปตีแล้วก็วิ่งหนี บางคนก็วิ่งไปตักน้ำมาสาดใส่เมื่อนายล้อเดินผ่านหน้าบ้าน

          มีครั้งหนึ่ง เด็กผู้ชายสองคนโยนก้อนหินใส่ ทำให้นายล้อกับไอ้ให้วิ่งไล่จนต้องปีนหนีขึ้นไปบนต้นไม้ พอนายล้อวิ่งตามมาจนถึงใต้ต้นไม้ เด็กผู้ชายคนหนึ่งก็ทำกิ่งไม้หัก และตกใส่หัวของนายล้อจนนายล้อหมดสติไป

          ไอ้ให้เห่าเสียงดังด้วยความตกใจเมื่อเห็นเจ้านายสุดที่รักหมดสติ มันยืนอยู่ข้างร่างนายล้อที่ใต้ต้นไม้ ทั้งเห่าและขู่เด็กสองคนนั้นอย่างโกรธแค้น จนไม่มีใครกล้าปีนลงมา ผู้ใหญ่บ้านขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงไปเรียกคนมาช่วย

          ทุกคนต่างกลัวไอ้ให้ที่เห่าไม่หยุดและไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้นายของมัน แต่สุดท้ายชาวบ้านคนหนึ่งก็จับมันได้สำเร็จ ก่อนจะพานายล้อไปกลับไปที่บ้าน และเรียกเด็กผู้ชายสองคนนั้นให้ลงมาจากต้นไม้

          “โชคดีที่ตอนนั้นนายล้อใส่หมวกสานซ้อนกันหลายใบ ทำให้ไม่โดนกิ่งไม้กระแทกหัวจนตาย” คุณแม่พูด “แต่เด็กสองคนนั้นถูกผู้ใหญ่บ้านดุแรงมาก จนใคร ๆ ก็บอกว่าไม่เคยเห็นผู้ใหญ่บ้านโกรธแบบนี้มาก่อนเลย” คุณแม่เลี้ยวรถเข้าไปในประตูโรงพยาบาล

          “แล้วนายล้อเป็นยังไงบ้างคะ” เด็กหญิงถามคุณแม่ที่กำลังเริ่มวนหาที่จอดรถ

          “นายล้อก็ฟื้นกันมาเป็นปกติจ้ะ คุณแม่ตอบ

          หลังจากสลบไปสามชั่วโมง นายล้อก็ฟื้นขึ้นมาเป็นปกติ แต่คนที่อาการทรุดลงกลับเป็นคุณยายแม่ของนายล้อ

          คุณยายตกใจมากตอนที่ผู้ใหญ่บ้านอุ้มร่างของนายล้อที่ไม่ได้สติเข้ามาในบ้าน ตอนที่นายล้อยังสลบอยู่คุณยายก็เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย ลูบไปตามเนื้อตัวลูกชายคอยเรียกให้ฟื้นขึ้นมา เป็นภาพที่น่าสงสารเป็นอย่างมาก

          และแม้ว่านายล้อจะฟื้นขึ้นมาได้ไม่นานหลังจากนั้น แต่ดูเหมือนคุณยายจะยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก จนร่างกายแสดงอาการเจ็บออด ๆ แ          อด ๆ เดี๋ยวก็ไอ เดี๋ยวก็มีไข้ บางวันก็อาเจียนจนผอมแห้ง และเซื่องซึมไม่พูดไม่จาเหมือนแต่ก่อน

          แล้วเช้าวันหนึ่งแม่บัวตอง หญิงชราเจ้าของร้านสะดวกซื้อข้าง บ้านนายล้อมองลงมาจากหน้าต่างเห็นคุณร่างคุณยายล้มลงอยู่ที่แปลงผัก จึงเดินออกจากบ้านมาดู ไม่มีใครรู้ว่าคุณยายนอนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ แต่เมื่อแม่บัวตองเรียกคนไปช่วย ร่างคุณยายก็เย็นและแข็งไปแล้ว ตั้งแต่นั้นมาบ้านหลังนั้นก็เหลือเพียงนายล้อและไอ้ให้อยู่ด้วยกันเพียงสองคน

          “โดนหมากัดมาค่ะ” คุณแม่แจ้งอาการของเด็กหญิงให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉิน

          เจ้าหน้าที่ซักประวัติ และวัดความดันเด็กหญิง ก่อนจะยื่นเอกสารบางๆ แผ่นหนึ่งให้คุณแม่ และบอกให้เข้าไปรอในห้องฉุกเฉิน

          ในห้องฉุกเฉินเปิดแอร์เย็นจนเด็กหญิงรู้สึกหนาว เสียงติ๊ด ๆ ของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย คนไข้หลายคนนอนอยู่บนเตียง มีคุณหมอและพยาบาลเดินผ่านไปมาวุ่นวาย แต่ยังไม่มีใครเดินมาหยุดที่เตียงของเด็กหญิง

          คุณแม่บอกว่าอาการของเด็กหญิงไม่เร่งด่วนเท่าคนอื่น ๆ แล้วคุณแม่ก็นั่งรอที่ข้างเตียงเป็นเพื่อนเด็กหญิง

...

          เมื่อคุณยายจากไป รวมถึงอุบัติเหตุไม้ตกใส่ สติสัมปชัญญะของนายล้อก็ดูถดถอยลงไปเรื่อย ๆ จากคนที่เคยยิ้มแย้มและสุภาพ กลับกลายเป็นคิ้วขมวดและมักพูดพึมพำ โบกมือไปมาอยู่คนเดียวบ่อยๆ ร่างกายที่เคยสะอาดสะอ้านก็เริ่มที่สกปรก เส้นผมฟูไม่เป็นทรง รวมทั้งส่งกลิ่นเหม็นเมื่อไม่มีคนคอยดูแล

          ชาวบ้านที่เคยเอ็นดูนายล้อก็เริ่มรังเกียจ ไม่อยากสุงสิงด้วย รวมทั้งไม่มีใครคอยห้ามปรามพวกเด็กซนที่ชอบเข้ามาแกล้ง หรือทำร้ายนายล้อแบบแต่ก่อน เหลือเพียงไอ้ให้ที่ยังคงเดินตามและมองนายล้อด้วยความรักและเทิดทูนไม่เปลี่ยนแปลง

          ไอ้ให้เห่าและปกป้องนายล้อจากเด็กใจร้ายที่ชอบเข้ามาแหย่ มันคอยช่วยนำทางให้เดินกลับบ้านเมื่อนายล้อมีอาการสับสน เดินวนไปมาจนลืมทางกลับบ้าน และหลายครั้งที่นายล้อบาดเจ็บหรือหกล้มจนลุกไม่ขึ้น ไอ้ให้ก็จะวิ่งไปที่ถนน เห่าเรียกคนที่ผ่านไปมาให้เข้ามาช่วยเจ้านายสุดที่รักของมัน ความรักที่ไอ้ให้มีให้นายล้อเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วหมู่บ้าน โดยเฉพาะคุณน้าผู้หญิงร้านแม่บัวตองที่คอยแบ่งข้าวแบ่งน้ำให้นายล้อและให้อาหารไอ้ให้อยู่เสมอ

          แล้วเมื่อเข้าปีที่สามที่คุณยายจากไป ก็มีเรื่องเกิดขึ้น ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง พระจันทร์ลูกโตสว่างอยู่บนท้องฟ้า ทุกบ้านต่างออกไปลอยกระทงและกลับมาจุดผางประทีปประดับรั้วบ้านของตัวเอง มีเพียงบ้านนายล้อที่มืดสนิท ไม่มีแสงไฟสว่างไสวเหมือนบ้านอื่นๆ

          ร้านแม่บัวตองที่เป็นร้านสะดวกซื้อในหมู่บ้านเตรียมพลุและประทัดหลายชนิดมาวางขาย พวกเด็ก ๆ ต่างขอเงินพ่อแม่ไปซื้อมาเล่นกันสนุกสนาน สวนผักที่ว่างเปล่าของคุณยายข้างร้านแม่บัวตองกลายเป็นลานประลองประทัดขนาดย่อม

          ไอ้ให้กลัวเสียงประทัดมาก มันเห่าอย่างหวาดกลัวมาจากในบ้านมืด ๆ ส่วนนายล้อที่ปกติจะอุ้มไอ้ให้ไว้แนบอกเมื่อมันตกใจกลัว กลับมีอาการผิดปกติ ล่องลอย และเดินพูดคนเดียวเหมือนไม่รับรู้โลกภายนอก

...

          “คุณน้าร้านบัวตองทำไมไม่เข้าไปช่วยไอ้ให้ค่ะคุณแม่” เด็กหญิงถามด้วยความสงสาร

          “ไม่มีใครว่างหรอกลูก คืนวันลอยกระทง ร้านขายของดีอย่างกับอะไร ไหนจะกระทง ธูปเทียน ประทัด ไหนจะของกิน เหล้า เบียร์ คนเดินเข้า ๆ ออก ๆ ร้านตลอดเวลา” คุณแม่ตอบ

          “แล้วทำไมพ่อแม่ของพวกเด็ก ๆ เค้าไม่เรียกลูก ๆ กลับบ้านกันละค่ะ”

          “พวกพ่อแม่ก็ตั้งวงกินเหล้ากันอยู่ที่หน้าร้านแม่บัวตองนั่นแหล่ะจ้ะ ปล่อยให้พวกเด็ก ๆ เล่นสนุกกันอยู่ที่แปลงผักร้างข้าง ๆ ร้านบัวตอง มองเห็นกันได้ชัด ไม่ต้องห่วงอะไร”

แล้วคุณหมอหน้าตาอิดโรยคนหนึ่งเดินมาชะโงกดูแผลของเด็กหญิง พร้อมกับถามว่าโดนอะไรมา

          “หมากัดค่ะ” เด็กหญิงกับคุณแม่ตอบพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

          “หมาที่ไหนครับ”

          “หมาร้านขายของข้างบ้านค่ะ มีเจ้าของ ฉีดยาครบแล้ว” คุณแม่แจ้งรายละเอียด

          “คุณหมอพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะแจ้งว่าต้องฉีดยา และเรียกพยาบาลให้มาทำแผล

...

          เด็กบางคนเอาประทัดยัดใส่ในลูกฝรั่งที่แล้วโยนไปใต้ถุนบ้านนายล้อ พร้อมทั้งหัวเราะกันอย่างสนุกสนานเมื่อได้ยินเสียงไอ้ให้เห่าอย่างบ้าคลั่ง บางคนก็หาขวดมาใส่ประทัด แล้วโยนให้ขวดที่จุดประทัดขึ้นไปบนฟ้าแล้วพากันวิ่งหนีหลบภัยอย่างตื่นเต้น

ไม่นานพระจันทร์ลูกโตก็เริ่มลอยสูง ผู้ชายหลายคนเริ่มเมาหนัก พวกแม่ ๆ จึงตามให้เด็ก ๆ กลับบ้าน แต่เด็ก ๆ ต่างงอแงเพราะยังสนุกกันอยู่ ใครบางคนจึงซื้อพลุอันใหญ่ราคาแพงจากร้านแม่บัวตองมาให้ โดยมีข้อแม้ว่าถ้าดูพลุเสร็จแล้วต้องแยกย้ายกลับบ้าน

          ทุกคนยืนล้อมวงดูพลุอย่างตื่นเต้น มันพ่นไฟขึ้นฟ้า และระเบิดกลายเป็นพลุสว่างจ้าราวกับดอกไม้เรืองแสง พลุแปดนัดถูกยิงขึ้นไปบนฟ้าติดต่อกัน เสียงดังสนั่นไปทั่วแปลงผักร้าง สร้างความพอใจให้แก่เด็ก ๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ

          ไม่มีใครได้ยินเสียงเห่าของไอ้ให้ ไม่มีใครเห็นนายล้อที่กำลังเดินกลับไปกลับมาในบ้านมืด ๆ งานเลี้ยงฉลองในคืนวันลอยกระทงจบลงแล้ว ถึงเวลาที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับบ้าน

...

          ตอนนี้คุณพยาบาลทำแผลให้เด็กหญิงเรียบร้อยแล้ว

          “เดี๋ยวคุณแม่ออกไปรับวัคซีนที่ห้องยา แล้วเอากลับมาฉีดที่ห้องฉุกเฉินนะคะ” คุณพยาบาลแจ้ง พร้อมกับยื่นใบรับยาแผ่นเล็กให้คุณแม่

          “เด็กหญิงไม่อยากอยู่คนเดียวนะคะ” เด็กหญิงเกาะแขนคุณแม่ไว้แน่น เมื่อรู้ว่าคุณแม่จะต้องเดินออกไปจากห้องฉุกเฉิน

          คุณพยาบาลใจดีอนุญาตให้เด็กหญิงเดินออกไปเอาวัคซีนที่ห้องยากับคุณแม่ เด็กหญิงจึงได้เดินจับมือคุณแม่เดินไปตามทางสีขาวของโรงพยาบาล ฟังเรื่องเล่าของนายล้อและไอ้ให้ต่อ

          ปีนั้นคุณลุงผู้ชาย แฟนของคุณน้าผู้หญิงร้านแม่บัวตองย้ายเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว คุณลุงเคยเป็นพ่อครัวอยู่ที่ร้านข้าวต้มเที่ยงคืนนานหลายปี จนมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ มักตื่นกลางดึกช่วงตีสามตีสี่อยู่บ่อย ๆ คืนนั้นก็เช่นกัน คุณลุงตื่นขึ้นมาแล้วนอนไม่หลับจึงมานั่งรับลมที่ริมหน้าต่าง

          คุณลุงมองลงไปยังบ้านนายล้อที่อยู่ติดๆ กัน ปกติบ้านหลังนั้นจะมืดมิด ไม่มีแสงสว่างใด ๆ แต่คืนนั้นกลับมีดวงไฟเล็ก ๆ ที่ระเบียงไม้เก่า ๆ สว่างให้เห็น คุณลุงจึงนึกว่านายล้อคงไปหยิบผางประทีปจากบ้านหลังอื่นมาประดับบ้านตัวเอง ก่อนผละจากหน้าต่าง และเดินไปเข้าห้องน้ำ

          เมื่อกลับจากห้องน้ำ คุณลุงก็เห็นแสงไฟสีส้มสว่างวูบวาบจากริมหน้าต่าง มันสว่างจ้ากว่าเดิมมาก จึงชะโงกหน้าออกไปดู พร้อมกับเห็นระเบียงไม้ของบ้านนายล้อกำลังลุกเป็นกองเพลิงขนาดย่อม ๆ เปลวไฟบางส่วนถูกลมพัดมาทางร้านแม่บัวตองอย่างน่ากลัว คุณลุงรีบวิ่งไปปลุกคุณน้าผู้หญิงและแม่บัวตองให้หนีออกจากบ้าน พร้อมกับวิ่งเข้าไปช่วยนายล้อ

          ไฟยังลามไปเพียงแค่ระเบียงบ้านตอนที่คุณน้าผู้ชายวิ่งเข้าไปปลุกนายล้อออกมาจากบ้านไม้หลังเล็กเก่า ๆ ส่วนคุณน้าผู้หญิงก็วิ่งไปเอาสายยางมาฉีดดับไฟ แต่เปลวเพลิงลุกลามไปเร็วมากกว่าที่น้ำจะดับไหว ไม่นานหลังคาบ้านนายล้อก็เริ่มลุกเป็นไฟและลามเลียมาทางร้านแม่บัวตอง จนผนังไม้ข้างบ้านมีควันลอยออกมา ทำให้คุณน้าผู้หญิงต้องรีบเอาสายยางฉีดน้ำฉีดผนังบ้านเพื่อป้องกันไฟ

          นายล้อที่สะลึมสะลือเพราะถูกปลุกกลางดึกเริ่มตื่นขึ้นเริ่มรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านหลายคนมาถึงแล้ว บางคนเอาถังน้ำมาช่วยราดเพื่อดับไฟ แต่ส่วนใหญ่ยืนมุงดูเหตุการณ์ ทุกคนต่างกำลังรอรถดับเพลิงมาช่วย ตอนนั้นเองที่นายล้อเริ่มมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเรียกหาไอ้ให้

          นายล้อตะโกนเรียกไอ้ให้เสียงดัง “ไอ้ให้ ไอ้ให้ มาหาล้อเร็ว ให้อยู่ไหน” นายล้อลุกขึ้นและตะโกนไปมา ทุกคนจึงช่วยตะโกนและมองหาไอ้ให้ น้าผู้ชายบอกทุกคนว่าตอนที่เข้าไปปลุกนายล้อในบ้านไม่เห็นไอ้ให้ แต่เมื่อนายล้อได้ยินคำว่า ‘บ้าน’ ก็เริ่มตะโกนว่า “ให้อยู่ในบ้าน ให้อยู่ในบ้าน” พร้อมทั้งวิ่งไปทางตัวบ้านที่กำลังลุกเป็นไฟ

          “ฉีดยาเจ็บหน่อยนะครับ” คำพูดของคุณหมอทำให้น้ำตาของเด็กหญิงรื้นขึ้นมาที่ขอบตา คุณหมอเห็นดังนั้นจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า “นิดเดียวเองครับ”

          แต่นิดเดียวของคุณหมอ ก็คือการฉีดยาให้เด็กหญิงถึงสองเข็ม แต่ละเข็มนั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับเด็กหญิงมากกว่าเขี้ยวทู่ ๆ ของไฮโซหลายเท่า

          “เสร็จแล้ว นิดเดียวเอง” คุณแม่พูด พร้อมกับยิ้มให้เด็กหญิงที่อดทนไม่ร้องไห้

          เด็กหญิงได้แต่คิดในใจว่าต่อจากนี้ไปจะไม่เชื่อคำว่านิดเดียวของผู้ใหญ่อีก

          เมื่อฉีดยาเสร็จคุณหมอก็แจ้งเด็กหญิงให้นั่งรอใบนัดจากพยาบาลและเดินจากไป

          เมื่อเห็นนายล้อวิ่งไปทางบ้านที่กำลังไหม้ ชาวบ้านผู้ชายสองสามคนก็รีบวิ่งตามนายล้อและจับตัวไว้ คนหนึ่งยึดขานายล้อไว้กับพื้น ส่วนอีกคนกดลำตัวนายล้อไว้ ไม่ให้วิ่งเข้าไปในบ้าน เสียงหวอของรถดับเพลิงดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ กลบเสียงเอะอะโวยวายอย่างหวาดกลัวของชาวบ้านคนอื่น ๆ

          แต่แล้วนายล้อก็สะบัดตัวหลุด เตะผู้ชายที่กดขาของตัวเองเอาไว้จนกระเด็น ร้องตะโกนเรียกไอ้ให้ และก่อนที่ใครจะลุกขึ้นมาได้นายล้อก็ได้วิ่งเข้าไปในกองเพลิง

          ไม่มีใครกล้าวิ่งตามเข้าไปในบ้านที่กำลังลุกเป็นไฟ ทุกคนได้แต่ยืนนิ่งอย่างตกตะลึงและทำตัวไม่ถูก ไม่นานผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มตะโกนสั่งงาน รถดับเพลิงมาถึงแล้ว เจ้าหน้าที่ชุดดับเพลิงสามคนกระโดดลงจากรถอย่างทะมัดทะแมง เริ่มฉีดน้ำเข้าไปยังบ้านไม้หลังเล็กที่กำลังลุกเป็นทะเลไฟ

          เพียงไม่นานไฟก็มอดลงเหลือเพียงซากบ้านสีดำชวนหดหู่ อากาศที่ร้อนระอุเริ่มกลับมาเย็นเมื่อปราศจากกองเพลิง นักดับเพลิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในตัวบ้าน จากนั้นก็อุ้มร่างหมดสติของนายล้อออกมา แต่ครั้งนี้ไม่มีปาฏิหาริย์เหมือนตอนที่กิ่งไม้ตกใส่หัว นายล้อไม่ฟื้นกลับมาอีกแล้ว

...

          ตอนนี้คุณแม่กำลังฟังอธิบายใบนัด และเตรียมตัวไปชำระเงินที่การเงิน

          “เล่าต่อซิคะ” เด็กหญิงรบเร้าให้คุณแม่เล่าต่อ

          “เดี๋ยวก่อนจ้ะ แม่ต้องจ่ายเงิน และไปรับยาก่อน” คุณแม่ตอบ

          เด็กหญิงเดินตามคุณแม่ไปที่ลานกว้างกลางโรงพยาบาล มีคนไข้มากมายกำลังนั่งรอชำระเงิน และรับยา บางคนก็นั่งอยู่บนรถเข็น บางคนก็ยืนเล่นโทรศัพท์

          คุณแม่พาเด็กหญิงไปยื่นเข้าคิวชำระเงิน เพียงไม่นานก็ได้รับยา เด็กหญิงได้ยินเภสัชกรบอกคุณแม่ว่ามียาฆ่าเชื้อ และยาแก้ปวดที่เด็กหญิงต้องทานให้หมด

          คุณแม่ขอบคุณเจ้าหน้าที่ และพาเด็กหญิงกลับไปที่รถ

          “ไอ้ให้หายไปไหนคะคุณแม่” เด็กหญิงถาม

          “นักดับเพลิงที่เข้าไปสำรวจซากบ้านของนายล้อ ไม่มีใครพบร่างไอ้ให้ แต่ไม่นานก็มีคนอุ้มหมาตัวหนึ่งมาให้คุณน้าร้านแม่บัวตอง” คุณแม่เล่าต่อ

...

          ผลพิสูจน์หลักฐานแจ้งว่าบ้านนายล้อถูกไฟไหม้จากโคมลอยวันลอยกระทงที่ตกลงมาตรงระเบียง ส่วนนายล้อก็ตายเพราะสูดดมควันจากไฟไหม้มากเกินไป ไม่มีศพไอ้ให้ในบ้านและไม่มีใครเห็นมันเป็นเวลาหลายวัน จนวันที่ทำพิธีเผาศพนายล้อก็มีผู้ชายคนหนึ่งอุ้มหมาตัวผอมแห้ง ท่าท่าอิดโรยมาให้คุณน้าผู้หญิง

          มันเป็นหมาตัวเล็ก ขนสีน้ำตาล่อน มีขนสีขาวรูปหัวใจอยู่ที่อก ผู้ชายคนนั้นบอกว่าเจอหมาตัวนี้ติดอยู่ในห้องเก็บเครื่องมือใต้แท้งค์น้ำหลังบ้าน ไม่แน่ใจว่าคือหมาของนายล้อที่หายไปรึเปล่า คุณน้าผู้หญิงจำไอ้ให้ได้ทันที มันดูหวาดกลัว และผอมโซ มันคงทนเสียงพลุที่จุดกันวันลอยกระทงไม่ไหว จึงวิ่งหนีไปหาที่ซ่อนจนไปติดอยู่ในห้องเก็บเครื่องมือใต้แท้งน้ำของผู้ชายคนนี้

          คุณน้ารับไอ้ให้มากอดและร้องไห้ด้วยความสงสารในโชคชะตาของมัน เกิดมาไม่ถึงวันก็ต้องเสียแม่ไป ไม่นานพี่น้องมันก็ตายจากไปเหลือเพียงตัวเดียว เจ้านายเพียงคนเดียวที่มี แม้จะรักมันมากแต่ก็มีสติไม่สมประกอบ และสุดท้ายก็ตายไปทั้งที่ยังไม่ได้บอกลา ไอ้ให้มันคงไม่รู้ และไม่มีวันรู้ว่าเจ้านายสุดที่รักของมันต้องจากไปเพราะต้องการช่วยชีวิตมันออกมาจากกองเพลิง

...

          คุณแม่ขับรถมาถึงปากซอยเข้าบ้านแล้ว น่องของเด็กหญิงที่ถูกไฮโซกัดเริ่มมีอาการบวมระบม

          “ปวดจังเลยค่ะคุณแม่” เด็กหญิงบอกคุณแม่

          “เดี๋ยวถึงบ้าน เด็กหญิงทานยาที่คุณหมอให้แล้วนอนนะคะ” คุณแม่พูด พร้อมกับเอื้อมมือมาลูบหัวเด็กหญิงเบา ๆ ด้วยความรัก

...

          น้าผู้หญิงนำไอ้ให้กลับบ้านไปอาบน้ำเช็ดตัวและให้อาหาร ทันทีที่มันกินอิ่มมันก็วิ่งออกจากร้านแม่บัวตองกลับไปยังบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ของมัน ไอ้ให้วิ่งวนรอบบ้านที่เหลือเพียงซากด้วยความงุนงง จมูกกดต่ำไปตามพื้นดมหากลิ่นของนายล้อ แต่ก็ไม่พบ มันเห่าและหอนอยากโศกเศร้า วิ่งวนหานายล้อรอบบริเวณบ้าน ทำให้น้าผู้หญิงต้องร้องไห้กับภาพที่เห็นอีกครั้ง

          ไม่นานไอ้ให้ก็หมดแรง เดินลิ้นห้อยขึ้นไปนอนที่เศษบันไดหน้าบ้านที่เหลืออยู่

ตั้งแต่นั้นไอ้ให้ก็ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ในซากบ้านไม้ที่ถูกเผาเป็นเวลาหลายปีโดยมีคุณน้าผู้หญิงคอยให้น้ำและอาหาร รวมทั้งหาปลอกคออันใหม่มาสวมให้มันแทนเชือกอันเก่าของนายล้อ

          เศษบ้านที่ถูกไฟไหม้ไม่มีใครเข้าไปจัดการ กลายเป็นสถานที่ลึกลับและน่าสนใจของเด็ก ๆ  หลายคนเห็นมันเป็นสถานที่สำหรับการผจญภัยที่แสนวิเศษ ถ้าเดินผ่านจะเป็นผู้กล้า และถ้าได้เดินเข้าไปจะกลายเป็นผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ โดยมีไอ้ให้เป็นสัตว์ประหลาดตัวร้ายผู้อารักขาปราสาทผีสิงแห่งนี้

          ไอ้ให้ไม่ยอมไปไหน มันคอยเฝ้าอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน ไล่กัดเด็กซุกซนที่เข้ามาบุกรุกบ้านของเจ้านายสุดที่รักของมัน มันถูกกลั่นแกล้งสารพัด ไม่ว่าจะถูกไม้ตี หรือโยนก้อนหินใส่ เด็ก ๆ ต้องการให้มันไปให้พ้นทาง เพื่อจะได้ลองเข้าไปสำรวจซากบ้านไฟไหม้ มันไม่รู้ว่านายล้อหายไปไหน มันรู้เพียงแค่ว่ามันต้องรอนายของมันอยู่ตรงนี้ คอยปกป้องบ้านหลังนี้ให้ปลอดภัยจากเด็ก ๆ รอวันที่นายของมันจะกลับมา

          ไอ้ให้ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อเด็ก ๆ ต่อสู้เพื่อบ้านของนายล้อมาเรื่อยมา จนเมื่อสี่ปีก่อน มันเริ่มกลายเป็นหมาแก่ มีอาการไอและหอบรุนแรงในช่วงฤดูหนาว คุณน้าผู้หญิงจึงอุ้มมันไปหาหมอ ก่อนจะพามันกลับมาอยู่ที่ร้านแม่บัวตอง พร้อมกับซื้อที่นอนผ้าขนฟูสีแดงให้มันนอนอุ่น ๆ มันจึงนอนอยู่ที่หน้าร้านตั้งแต่นั้นมา คอยส่องสายตาที่เริ่มฝ้ามัวไปยังบ้านของนายล้อ ระวังไม่ให้มีเด็กคนไหนเข้ามาสร้างความวุ่นวายในบ้านของเจ้านายมัน

...

          “ถึงว่าร้านแม่บัวตองไม่มีโคมลอยขาย” เด็กหญิงพูดขึ้นเมื่อคุณแม่เล่าจบ

          “ประทัดกับพลุแกก็ไม่เอามาขายแล้วเหมือนกัน” คุณแม่บอก

          “แล้วไอ้ให้กลายมาเป็นไฮโซได้ยังไงคะคุณแม่” เด็กหญิงถามอย่างสงสัย หลังจากกลืนยาแก้ปวด และยาฆ่าเชื้อเหนียว ๆ ขม ๆ ลงไป

          “หลังจากที่มันย้ายมานอนที่หน้าร้านแม่บัวตอง มันก็มีปลอกคออันใหม่ พร้อมกับที่นอนขนฟูนุ่ม ๆ ชาวบ้านเลยแซวมันว่ามันไม่ใช่ไอ้ให้อีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นไฮโซ ลูกเจ้าของร้านแม่บัวตองไปแล้ว” คุณแม่พูด แล้วหัวเราะกับความขี้เล่นของชาวบ้านแถวนี้

          เสียงออดดังที่หน้าบ้าน คุณน้าผู้หญิงร้านแม่บัวตองยืนกางร่มบังแดดร้อน ๆ ตอนบ่ายอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน คุณแม่จึงพาเด็กหญิงเดินออกไปหา

          “น้าเห็นรถแม่หนูขับเข้าบ้านมาพอดี เลยแวะมาหา ไปหาหมอมา เป็นยังไงบ้าง” คุณน้าถาม

          “ได้ฉีดยาค่ะ” เด็กหญิงตอบเบา ๆ แล้วคุณแม่ก็เริ่มเล่าว่าไปทำอะไรที่โรงพยาบาลมาบ้าง และบอกคุณน้าว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

          “นี่น้าเอามาให้” คุณน้ายื่นไอศกรีมรูปหมีแพนด้าผ่านประตูหน้าบ้านมาให้เด็กหญิง “น้าเห็นของหนูมันกระเด็นตกอยู่ที่หน้าบ้านเลยเอาอันใหม่มาให้” คุณน้าบอกอย่างใจดี

          “ขอบคุณค่ะ” เด็กหญิงรับไอศกรีมมาอย่างช้า ๆ คุณแม่หันมามองแล้วอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะก้มกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูของเด็กหญิง

         “กินสิ เดี๋ยวเย็นนี้คุณแม่ไปซื้อรสบลูเบอร์รี่มาให้อีกแท่ง”

         เด็กหญิงยิ้มอย่างดีใจ พร้อมกับแกะไอศกรีมรูปหมีแพนด้ากิน ปล่อยให้คุณแม่ยืนคุยกับคุณน้าผู้หญิงต่อไป

 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับเรื่องสั้นเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา