ร้านหนังสือของคุณริกกะ

9.8

เขียนโดย Osmanthus

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563 เวลา 02.48 น.

  1 บท
  4 วิจารณ์
  14.31K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2569 18.22 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

บทนำ

           

"หนุ่ม จะขึ้นไหม?"


เสียงตะโกนจากหญิงวัยกลางคนบนรถเมล์ดังตัดผ่านเสียงเครื่องยนต์และเสียงแตรบนถนน


"ยังครับ ผมรอแม่มารับอยู่ครับ"


ยังไม่ทันได้คิดให้ดี ปากก็ปฏิเสธออกไปซะแล้ว แต่ช่างเถอะ... ยังไงวันนี้เราก็ไม่ได้คิดจะไปเรียนพิเศษอยู่แล้วนี่นะ


พริบตาเดียว รถเมล์คันนั้นก็เคลื่อนตัวพ่นควันจางๆ ออกไปจากป้าย


เหรียญสิบเก่าๆ กับเหรียญห้ารวมสิบห้าบาทยังคงนอนนิ่งอยู่ก้นกระเป๋ากางเกงนักเรียน


"เฮ้อ..."


ท่ามกลางเมืองใหญ่ ท้องฟ้าสีเทาตุ่นกำลังค่อยๆ ปิดตัวลงอย่างเชื่องช้า แม้เข็มนาฬิกาจะเพิ่งชี้บอกเวลา 17:15 น. แต่ความมืดกลับโรยตัวลงมาราวกับเป็นเวลาหนึ่งทุ่มตรงไปแล้ว


'อีกตั้งเกือบสามชั่วโมง... จะเดินไปไหนดีล่ะทีนี้'


หลังจากยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ขาทั้งสองข้างก็ค่อยๆ ก้าวออกไป ผ่านตรอกแคบ ผ่านซอยลึกที่ชื้นเฉอะ แม้สองข้างทางจะดูอึดอัด แต่เศษเสี้ยวของอิสรภาพที่เพิ่งขโมยมาได้ มันก็มากพอที่จะทำให้ลมหายใจที่เคยติดขัดเริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด


เดินไปได้ไม่ทันไร ละอองฝนก็เริ่มพรำลงมา


จากหยดเล็กๆ ค่อยๆ ขยายเม็ดใหญ่และหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชื้น ทั้งหนาวเหน็บ เสื้อนักเรียนสีขาวที่เคยแห้งสนิทเริ่มเปียกชุ่มจนแนบไปกับผิวเนื้อ


'ชิบหายละ ทำไมต้องมาตกเอาวันที่กูอยากจะโดดเรียนด้วยวะ'


ไม้สบถก่นด่าชะตากรรมตัวเองอยู่ในใจ สองเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งหาชายคาเพื่อหลบฝน แต่แล้วแสงไฟสีขาวนวลตาอบอุ่นสายหนึ่งก็สาดลอดผ่านม่านฝนเข้ามาต้องสายตา ไม้ชะงักฝีเท้าลงเพื่อเพ่งมอง


'ตรงนี้มีร้านด้วยเหรอ? ไม่ยักกะรู้มาก่อนเลยแฮะ'


ความสงสัยกึ่งอยากเอาตัวรอดดึงให้เขาพาร่างที่เปียกปอนเดินมุ่งหน้าไปยังต้นตอของแสงนั้น


ลึกเข้าไปในซอยตันสั้นๆ แห่งนี้ กลับมีร้านหนังสือขนาดสองคูหาซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ ขนาดของมันไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป ผนังชั้นล่างกรุด้วยไม้สีเข้ม กระจกบานใหญ่ด้านหน้ามีฝ้าไอน้ำเกาะพราว แม้ร่องรอยของตัวตึกและแผ่นไม้จะดูเก่าไปตามกาลเวลา แต่มันกลับแผ่ไออุ่นประหลาดออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ


ครืด...


เสียงลากบานประตูไม้แบบเลื่อนดังขึ้น ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศด้านในพัดวูบออกมาปะทะเข้ากับร่างที่เปียกปอนของไม้ทันที


'หนะ— หนาวชิบ'


ไม้ตัวสั่นสะท้านจากความเย็นที่เสียดแทง


"สวัสดีครับ... ร้านเปิดไหมครับ?"


เขาเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ บรรยากาศภายในร้านเงียบงันจนน่าประหลาด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศรุ่นเก่าคราง ฮึ่งๆ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นกระดาษเก่าบวมชื้นลอยแตะจมูกเคล้ากับไอเย็นที่ยะเยือกจนแทบจับขั้วกระดูก


"อะ— ค่า ร้านเปิดอยู่ค่ะ"


เสียงตอบรับดังแว่วมาจากด้านหลังร้าน เป็นน้ำเสียงหวานใสที่ฟังแล้วเดาได้ไม่ยากเลยว่าน่าจะมาจากเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขา


ไม่กี่อึดใจ ม่านผ้าผืนเก่าที่กั้นโซนหลังร้านก็ถูกเลิกออก หญิงสาวคนหนึ่งก้าวตรงมายังหน้าเคาน์เตอร์ ผมสีดำขลับยาวทิ้งตัวสลวยเกือบถึงเอว ผิวขาวเนียนซีดตัดกับชุดนักเรียน ม.ปลาย กระโปรงสีกรมท่าอมม่วงอันคุ้นตา แต่ผ้ากันเปื้อนสีเรียบที่สวมทับไว้ ก็บอกให้รู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นคนดูแลร้านแห่งนี้


ความประหม่าแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย ไม้ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนแรกที่เขาจะได้เจอหลังบานประตูนี้ จะเป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน


"อะ..."


ริมฝีปากของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ สมองสั่งการรวนไปหมด


'เอาไงดีวะ... เดินถอยหลังออกจากร้านไปตอนนี้มันจะดูแปลกไหมเนี่ย'


ไม้ยืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึกรวบรวมเศษความกล้าเพื่อเอ่ยออกไป


"อันนี้... ร้านกาแฟเหรอครับ?"


"ใช่ค่ะ! ร้านเราเป็นบุ๊คคาเฟ่นะคะ" หญิงสาวตอบกลับแทบจะในทันทีด้วยความกระตือรือร้น "คุณลูกค้าสามารถสั่งเครื่องดื่มแล้วนั่งอ่านหนังสือ หรือจะมานั่งทำงานก็ได้ค่ะ ถ้าไม่ได้พกหนังสือมาเอง ทางร้านเราก็มีให้หยิบยืมอ่านฟรีตามสบายเลยนะคะ"


แววตาของเธอดูกระตือรือร้น น้ำเสียงใสชัดถ้อยชัดคำก้องกังวานไปทั่วความเงียบของร้าน เหมือนกับว่าเธอเคยท่องประโยคต้อนรับนี้ในหัวมาแล้วนับสิบๆ รอบ


"มี... เครื่องดื่มอะไรบ้างครับ?"


แม้ในกระเป๋าจะเหลือเศษเงินติดตัวแค่สิบห้าบาทถ้วน แต่ในเมื่อก้าวขาเข้ามาแล้ว ไม้คิดแค่ว่าเขาควรถามอะไรสักอย่างออกไปตามมารยาท


หญิงสาวไม่รอช้า เธอหันไปหยิบสมุดเมนูเล่มใหญ่เข้าเล่มด้วยปกหนังเก่าๆ ออกมากางตรงหน้า บนหน้ากระดาษสีงาช้างมีรายการเครื่องดื่มและของว่างเรียงรายอยู่เพียบ


"ตอนนี้ทางร้านยังไม่ได้เติมพวกเมนูขนมกับของทานเล่นเลยค่ะ เลยจะเหลือแค่เครื่องดื่ม..." น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาลงเล็กน้อย ท้ายประโยคเจือความรู้สึกผิดระคนเกรงใจ


สายตาของไม้ไม่ได้อ่านชื่อเมนูเลยสักนิด เขาแค่กวาดมองตัวเลขราคา พยายามหาตัวเลขที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


'กวาดตาดูไปก่อนละกัน ถ้ามันเกินงบจริงๆ ค่อยแกล้งทำเป็นว่ามีธุระ แล้วค่อยเนียนเดินออกไปก็ได้มั้ง'


ทว่า ปลายสายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับบรรทัดล่างสุด


‘ชาจีนหอมมะลิร้อน — 15 บาท’


"งั้นผม... ขอเมนูนี้ครับ"


นิ้วของไม้ชี้ลงไปบนชื่อชามะลิร้อนอย่างเก้ๆ กังๆ แม้ในใจจะเตรียมหาข้ออ้างหนีออกจากร้านไปตากฝนต่อ แต่สัญชาตญาณความหนาวกลับสั่งการให้ร่างกายทรยศความคิดไปเรียบร้อยแล้ว


"คุณลูกค้ารอน้ำร้อนต้มสักครู่นะคะ เดี๋ยวเสร็จแล้วฉันยกไปเสิร์ฟให้ที่โต๊ะค่ะ" เธอคลี่ยิ้มบางๆ อย่างตั้งใจ "เลือกที่นั่งตามสบายได้เลยนะคะ ถ้าเป็นมุมซ้ายตรงนั้น ลมแอร์จะไม่เป่าลงหัวค่ะ... อ้อ รับผ้าแห้งไว้ซับน้ำไหมคะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา"


'เอาไงดีวะ... นี่เราทำตัวรบกวนเขาเกินไปหรือเปล่าเนี่ย'


แม้จะรู้สึกโล่งใจที่อีกฝ่ายใส่ใจขนาดนี้ แต่ความรู้สึกผิดที่สั่งแค่เมนูถูกที่สุดแถมยังเปียกซ่กเข้ามาเลอะร้าน ก็ทำให้เขาเกรงใจจนแทบไม่กล้าสบตา


"ได้ครับ... ขอบคุณมากๆ นะครับ"


ไม้ตอบรับเสียงอ้อมแอ้ม สมองประมวลผลความอบอุ่นตรงหน้านี้แทบไม่ทัน


เขารีบสาวเท้าเลี่ยงไปทางมุมซ้ายของร้าน โต๊ะไม้ตัวเล็กซ่อนตัวอยู่หลังเหลี่ยมเสาพอดิบพอดี แม้ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศจะยังลอยวนอยู่รอบตัว แต่ในซอกหลืบเล็กๆ แห่งนี้... มันกลับไม่หนาวเหน็บเหมือนตอนแรกที่ยืนตากฝนอีกต่อไปแล้ว


ไม่นานนัก หญิงสาวก็เดินตรงมาที่โต๊ะของไม้พร้อมกับกาน้ำชาสแตนเลสขนาดย่อม ไอความร้อนจางๆ ลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากปลายพวยกา บนท่อนแขนอีกข้างของเธอพาดผ้าขนหนูสีขาวสะอาดผืนเล็ก กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจางๆ เคล้ากับกลิ่นตู้ไม้เก่าลอยแตะจมูก เป็นกลิ่นหม่นๆ ที่ทำให้ไม้รู้สึกสงบใจลงได้อย่างน่าประหลาด


"เรียนอยู่ ม.ไหนเหรอคะ?"


เธอเอ่ยถามพลางวางกาน้ำชา ถ้วยเซรามิกใบเล็ก และผ้าขนหนูลงบนโต๊ะอย่างประณีต


"ม.5 ครับ"


ไม้ตอบกลับไปสั้นๆ ก้อนความประหม่ายังคงแล่นพล่านอยู่ในอก เขาแทบไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนผู้หญิงวัยเดียวกันในระยะประชิดแบบนี้มาก่อน และนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเก้ๆ กังๆ จนทำตัวไม่ถูก


"เฮ้ย เหมือนเราเลย!"


ประกายตาของเด็กสาววาววับขึ้นมาทันที เธอดูดีใจจนปิดไม่มิดเมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่ชั้นเดียวกับเธอ


"เราชื่อริกกะนะ! นายชื่ออะไรเหรอ?" ริกกะยิงคำถามถัดไปแทบจะในเสี้ยววินาที


"ระ— เรา... ชื่อไม้"


แม้ลิ้นจะยังพันกัน แต่เขาก็รวบรวมเศษความกล้าเค้นเสียงตอบกลับไปจนได้


"ยินดีที่ได้รู้จักนะไม้!"


ริกกะส่งยิ้มกว้าง แม้จะไม่ได้ยิ้มจนเห็นฟัน แต่มุมปากทั้งสองข้างของเธอก็ยกสูงขึ้นจนแก้มป่อง


"ไม้เก่งจัง ดื่มชาจีนได้ด้วย... ไม่เคยเห็นคนวัยเราสั่งเลยนะเนี่ย" ริกกะพูดพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด เธอเอียงคอเล็กน้อยแล้วทำตาหยรี่อย่าง

กวนๆ กึ่งชมกึ่งแซวแบบเด็กวัยเดียวกัน แววตาคู่นั้นดูมีชีวิตชีวาจนไม้แทบจะหนีสายตาไปไหนไม่พ้น


"ที่บ้านเราดื่มบ่อยน่ะ... เลยชินแล้วมั้ง"


ไม้ตอบรับเสียงแผ่ว สายตาหลุบต่ำมองพื้นพลางหัวเราะแห้งๆ เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าของตัวเอง


"นั่งได้ตามสบายเลยนะ ร้านเราไม่ได้จำกัดเวลาน่ะ"


ริกกะพูดทิ้งท้ายพลางค่อยๆ หมุนตัวเดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์


"มุมข้างกำแพงด้านหลังไม้มีพวกหนังสือการ์ตูนอยู่นะ หยิบมาอ่านได้เลย... แต่เช็ดตัวให้แห้งก่อนนะ!"

เธอหันมาทำท่าดุแบบหยอกล้อ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งหลังเคาน์เตอร์ตามเดิม


'การ์ตูนเหรอ... อ่านฆ่าเวลาก็คงได้แหละมั้ง'


ไม้ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับหยดน้ำตามแขนและเส้นผมจนหมาด ก่อนจะเดินไปหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มบางติดมือมาสองเล่ม แล้วกลับมานั่งลงที่โต๊ะมุมเดิม


กว่าจะรู้ตัว เวลาก็ผ่านไปเงียบๆ เสียงเข็มนาฬิกาเดินทีละขีด เครื่องแอร์รุ่นเก่าครางฮึ่งๆ เป็นจังหวะ กลิ่นกระดาษลอยปนกับไอชามะลิ

ไม้จิบชาอีกครั้ง ขมกว่าที่บ้าน แต่ไม่รู้ทำไมถึงดื่มได้


'เชี่ย... จะสองทุ่มแล้วเหรอวะ!'


ทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาแขวนผนัง ความตื่นตระหนกก็แล่นพล่านขึ้นมาทันที


ความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องตีตื้นขึ้นมาในชั่วพริบตา ความจุกแน่นในทรวงอก และความรู้สึกสะอิดสะเอียนที่แสนคุ้นเคย... ทุกอย่างหวนกลับมารุมเร้าเขาในเสี้ยววินาที


ไม้รีบเก็บหนังสือการ์ตูนกลับเข้าชั้น พับผ้าขนหนูวางไว้บนโต๊ะ คว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลังแล้วพุ่งตรงไปที่หน้าประตู


"อ้าว จะกลับแล้วเหรอ?"


ริกกะละสายตาขึ้นมาจากหนังสือที่กำลังเปิดอ่านอยู่ พลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ


"ใช่... เราต้องรีบกลับไปกินข้าวเย็นกับที่บ้านน่ะ"


ไม้ตอบด้วยท่าทางลนลาน สองมือเตรียมจะผลักบานประตูเลื่อนออกไป


"อ๋า โอเค... งั้นไว้เจอกันใหม่น้า"


เธอบอกลาด้วยรอยยิ้มหวาน น้ำเสียงของเธออบอุ่นจนทำให้มวลความวิตกกังวลทั้งหมดของไม้สะดุดและสลายไปชั่วอึดใจหนึ่ง


"อื้ม..."


ไม้ตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหลังจากคืนนี้ไป... เขาจะยังมีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีกไหม

เด็กหนุ่มรีบเปิดประตูก้าวพรวดออกไปท่ามกลางละอองฝนที่เริ่มซาเม็ด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันภายในร้าน


'อ๊ะ... ยังไม่ได้เก็บเงินค่าชาเลยนี่นา'


ริกกะนึกขึ้นได้พลางหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ


เธอหันหน้าไปมองกรอบรูปบานเล็กที่ตั้งนิ่งอยู่บนเคาน์เตอร์ไม้ ดวงตาสีเทากันคู่นั้น ทอดมองภาพที่ตั้งอยู่อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพึมพำกับความเงียบว่า


"มีคนดื่มชาขมๆ ของแม่ได้ด้วยนะ..."


"แฮ่ก... แฮ่ก..."


เสียงหอบหายใจของไม้ดังกระชั้นตามจังหวะสองเท้าที่ก้าววิ่ง เขาเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือของตัวเอง—20:19 น.


'ยังทันอยู่...'


ไม้ปลอบตัวเองในใจ เขาชะลอฝีเท้าลงเพื่อพักหายใจครู่หนึ่ง เมื่ออาการเหนื่อยล้าค่อยๆ จางลง จึงก้าวเดินต่อเข้าไปในซอยแคบที่แสนคุ้นเคย กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากถังขยะที่เปิดอ้า เสียงรายการโทรทัศน์จากบ้านข้างเคียงที่เปิดค้างไว้... สองขาของไม้ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่ในหัวกลับคอยภาวนาให้เวลาบนโลกหยุดหมุน


"กลับมาแล้วครับ"


ไม้เอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู น้ำเสียงไม่ดังแต่ก็ไม่เบาจนเกินไป


"กลับมาแล้วเหรอลูก"


น้ำเสียงแข็งกระด้างและเย็นชืดดังตัดผ่านความเงียบงันภายในบ้าน


"รีบมาทานข้าวกันเร็ว"


เสียงของวิษณุพงษ์ ผู้เป็นพ่อ เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น ท้องของไม้ปั่นป่วนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ แม้แต่พายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดก็คงหมุนไม่แรงเท่าคลื่นความพะอืดพะอมที่อัดแน่นอยู่ข้างในอก


"ครับพ่อ"


ไม้ตอบรับอย่างราบเรียบ เขาเดินตรงเข้าไปยังห้องครัว ฉากทัศน์เดิมๆ ที่เห็นมานับพันครั้งกำลังรอคอยอยู่ตรงหน้า


โต๊ะไม้มาฮอกกานีสีแดงชาดสลักเสลาลวดลายจีนดั้งเดิมตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องครัว ที่หัวโต๊ะตัวนั้น มีวิษณุพงษ์นั่งคอยท่าอยู่ เขายังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่ยับเล็กน้อย บ่งบอกชัดเจนว่าเพิ่งกลับจากการทำงาน


"รีบนั่งสิลูก"


เสียงของอัญชลี ผู้เป็นแม่ เอ่ยขึ้นเรียบๆ เธอนั่งนิ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของโต๊ะ


ไม้มองลงไปบนพื้นโต๊ะ จานข้าวของเขาถูกจัดวางไว้ตรงตำแหน่งตรงข้ามกับพ่อพอดิบพอดี


'ขอร้องละ... อย่าเพิ่งถามอะไร อย่าเพิ่งพูดอะไร ขอแค่กินข้าวเงียบๆ แล้วแยกย้ายกันไปไม่ได้เหรอ'


ไม้กรีดร้องอ้อนวอนอยู่ในใจ เขาได้แต่หวังให้มื้อนี้ผ่านพ้นไปโดยไร้คลื่นลม แต่ความจริงก็ตอกย้ำเสมอว่ามันเป็นได้เพียงแค่คำอธิษฐานที่ไร้เสียง


ไม้ย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเชื่องช้า พ่อนั่งหัวโต๊ะ แม่นั่งซ้าย จานของไม้อยู่ตรงข้ามพ่อพอดี ตำแหน่งเดิม ทุกมื้อ


"แล้ววันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง... บอกพ่อหน่อยสิ วันนี้เรียนอะไรไป?"

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9.8 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.7 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

นิยายเรื่องนี้เป็นยังไงกันบ้างครับผ๊มม

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

อ่านนิยายเรื่องอื่น