เรื่องสั้น : Last Memory Before Daylight

อ่าน 603
วิจารณ์ 1
แนว:
จำนวน:
2 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 27 ต.ค. 2560 12:36 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง BlackParasyte
หัดอ่านหัดเขียน (15)
เด็กใหม่ (2)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. บันทึกไม่มีชื่อ

เขียนเมื่อ วันที่ 27 ต.ค. 2560 12:45 น.
•»
     ผมค่อนข้างจะอึดอัดใจอยู่ว่าการเขียนบันทึกนี้มันอาจส่งผลไม่ค่อยดีกับผมเท่าไหร่นัก หลายคนว่าผมบ้า หลายคนว่าผมกุเรื่องขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายเพื่อนที่ทำงานของผม บางคนก็แสร้งทำเป็นเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผมเล่าบ้าง แต่อย่างไรก็ดี ถึงผมจะเขียนไปก็คงไม่มีใครเชื่ออย่างสนิทใจ เพราะมันดูไร้สาระสิ้นดีกับสิ่งที่ผมกำลังจะเล่า บางที คุณเองก็อาจจะหาว่าผมบ้าไปอีกคนก็เป็นได้
 
     ในคืนนั้นหลังจากที่ผมออกไปตั้งแคมป์กับเพื่อนที่ทำงานอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ป่าที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหญิงหม้ายคนหนึ่ง เธอคนนั้นทำงานอยู่โรงพยาบาลจิตเวชที่ค่อนข้างห่างไกลจากเขตเมือง ผมเองก็จำชื่อโรงพยาบาลนั้นไม่ได้หรอกนะ ผมคิดเสียแต่ว่ามันก็แค่เรื่องเล่า เรื่องเล่าที่ชวนขนหัวลุกนิดหน่อย แต่ก็เข้าใจดีว่าการมาแคมป์ต้องมีเรื่องเล่าสยองๆเป็นธรรมดา พวกเรากินดื่มกันอย่างเพลิดเพลิน ก็นั่นแหละนะ ก็ดูจะเพลิดเพลินดี ถ้าไม่ติดว่าหลังจากที่ผมเมามายจนฟุบหลับคาขอนไม้รอบกองไฟนั้นน่ะ
 
     ผมตื่นขึ้นมากลางดึก ไม่แน่ใจว่าเป็นเวลาเท่าไหร่ แต่ที่มั่นใจว่ายังคงเป็นกลางดึกแน่ๆคือมันแทบจะไม่มีเสียงของอะไรอยู่เลยแม้แต่ลมพัดสักวูบหนึ่ง ที่ทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย คือผมควรจะหลับอยู่ที่กลางแคมป์และมีเตนท์ของเพื่อนๆ แต่ที่ๆ ผมตื่นขึ้นมานั้น ผมกลับไม่รู้สึกว่าอยู่ใกล้กับเพื่อนของผมเลย ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจให้เสียงดัง รอบข้างเงียบงันจนในหูของผมส่งเสียงหวีดยาว ผมมองไปรอบข้าง พบเพียงซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง ข้างหลังของผมมีกำแพงสูงตระหง่าน ผมค่อยๆ เดินเลียบกำแพงนั้นไปเรื่อยๆ อย่างระมัดระวังว่าอาจจะมีงูหรือเศษแก้วที่จะแทงทะลุเท้าผม ระหว่างทางมีช่องระหว่างซากสิ่งก่อสร้างและต้นไม้ใหญ่ที่ผมพอจะมองลอดออกไป ไม่สิ ผมว่ามองเข้าไปเสียมากกว่า มันคืออาคารสองชั้นเก่าคร่ำครึตั้งตระหง่านอยู่อย่างผิดที่ผิดทาง "มันไม่ควรมาอยู่ในป่า" ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ
 
     ผมเดินมาตามขอบของกำแพงเรื่อยๆจนพบว่ามันเป็นทางบังคับให้ต้องเดินเข้าไปหาอาคารหลักที่ตั้งอยู่นั่น บางอย่างในใจของผมเรียกร้องอ้อนวอนว่าอย่าเข้าไป จะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมอยู่ที่ไหน สายตาของผมยังคงสอดส่องไปทั่วทุกทางว่าจะไม่มีโจรหรือสัตว์ป่าดุร้ายบริเวณนี้ ผมมองเห็นส่วนหน้าของอาคารที่ยื่นออกมา รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนที่อยู่ข้างบนนั่น แม้จะรู้สึกหวาดหวั่นแต่จำเป็นต้องรู้ ผมค่อยๆ ย่อตัวลงแล้วขยับตัวให้เข้าไปใกล้อาคารมากยิ่งขึ้น ทีละนิดที่ผมขยับเข้าไป ยิ่งใกล้ ยิ่งกลัว หัวใจของผมเต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ป้ายนั่นเขียนไว้ว่า "สถานจิตเวชโครตัส เพ็นน์" (Crotus Penn Asylum)
 
     "ไม่จริง" สมองผมแทบจะตะคอกใส่หน้าของตัวเอง ผมแทบจะหน้ามืดเมื่อนึกถึงเรื่องที่เล่ากันตอนหัวค่ำ ในเวลานั้นตัวของผมสั่นเทาด้วยความกลัวถึงขีดสุด ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เพื่อนๆของผมพวกนั้นเอาผมมาทิ้งไว้ที่นี่อย่างนั้นหรือ ในภวังค์แห่งความคิดทั้งหมดที่พร่างพรูออกมาดั่งสายน้ำและความหวาดกลัวที่ประดังประเดมาทำให้ผมขี้หดตดหาย ผมรู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังเข้ามาทางด้านหลัง ผมไม่กล้าหันกลับไปมองไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร มันเบาบางมากเสียจนคิดว่าบางทีอาจจะเป็นวิญญาณ มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในวินาทีนั้นผมกลั้นหายใจและหลับตาลงพลางนึกว่า "อย่าให้ฉันทรมานเลย"
 
      แปะ! มีบางอย่างสัมผัสร่างกายผม หากแต่ไม่เจ็บปวด ไม่สิ มันเบามาก อย่างกับว่าเป็นขนนกที่ตกลงมาบนร่างกาย บางทีมันอาจเป็นใบไม้ หรือผมโดนหญิงหม้ายฆ่าตายไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ผมกลั้นใจหันไปมองข้างหลัง สิ่งที่ผมเห็นทำเอาผมแทบกรีดร้องให้ลั่นป่า เธอคือหญิงสาวผิวขาวคนหนึ่ง ดูผอมเพรียวและแข็งแรง เธอเอามือจุ๊ปากหนึ่งครั้งก่อนกวักมือเรียกให้ผมตามไป มันเป็นเรื่องที่โง่เง่าสิ้นดีที่เดินตามคนที่ไม่รู้จักในที่ๆ ไม่รู้จัก ใดๆ ก็ตาม ผมคล้อยตามเธอแต่โดยดี โชคดีเหลือเกินที่ยังมีอีกคนอยู่ด้วยกันในเวลานี้ และแม้จะเดินมาด้วยกัน เราสองคนกลับไม่พูดจาอะไรกันเลยแม้แต่เสียงเล็ดลอดออกมา
 
     เราสองคนเลือกที่จะเดินตามขอบกำแพงไปเรื่อยๆเพื่อสำรวจหาทางที่จะออกจากที่นี่ แม้ไม่พูดจากัน แต่เรากลับเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี ไม่นานเท่าไหร่นัก พวกเราเดินมาเจอกับเสาต้นหนึ่งที่มีลวดลายสวยงาม มันเป็นลายเถาไม้เลื้อยสีเขียว ดูเหมือนเครื่องตกแต่งสถานที่อะไรสักอย่างหนึ่ง เพียงแต่ มันดูน่ากลัวมากกับตะขอเกี่ยวนั่น มันเหมือน เครื่องตกแต่งของพิธีศักดิ์สิทธิ์ แต่ที่แน่ๆ ผมเดาว่าไม่น่าใช่พิธีแต่งงาน
 
     เธอคนนั้นเดินนำผมไปช้าๆ จนกระทั่งพบเจอกับอะไรบางอย่าง เธอได้วิ่งไปหามัน ผมวิ่งตามเธอไปอย่างไม่รู้อะไร ในสมองคิดเพียงแค่ผมต้องมีเธออยู่ด้วย ช่างน่าสมเพช เป็นผู้ชายแท้ๆ กลับต้องให้ผู้หญิงปกป้อง แม้ไม่รู้ว่าจะปกป้องเราได้หรือไม่ก็ตาม สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเราสองคนเป็นเหมือนประตูบานใหญ่ๆที่มีสวิตช์อยู่ สังเกตได้ว่ามันไม่ทำงาน ผมชี้ให้เธอดูตรงสวิตช์เปิด เธอพยักหน้าสื่อความหมายว่าเข้าใจ มันเปิดไม่ได้เพราะต้องการไฟฟ้า แต่แล้ว หัวใจของผมเริ่มสั่น เธอนั่งย่อลงอย่างรวดเร็ว ผมและเธอแยกกันไปที่คนละด้านของประตูนั่นและหลบอยู่ในพงหญ้า มีบางอย่างกำลังมาและผมรู้ว่ามันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หัวใจของผมเต้นดังขึ้นๆ ดังจนรู้สึกเหมือนในร่างกายของผมกำลังจะระเบิดออกมา ผมชะเง้อมองด้วยความอยากรู้แม้จะหวาดกลัวก็ตาม ใช่ นั่นเธอจริงๆ หญิงหม้ายในเรื่องเล่า
 
     เธอค่อยๆเดินผ่านไปอย่างช้าๆ ในมือของเธอมีมีดเล่มใหญ่ สิ่งแรกที่ผมคิดถึงคือความเจ็บปวดหากโดนมีดนั่นเฉือนเข้าในร่างกาย คงเจ็บปวดทรมานจนต้องร้องขอความตาย ชุดสีขาวตุ่นๆนั่นทำให้ผมนึกถึงนางพยาบาลใจโหดที่พร้อมจะกรอกยาใส่ปากผู้ป่วยถ้าดื้อไม่ยอมทานยา ใบหน้าที่ควรจะมีหน้าคน ถูกปิดไว้ด้วยผ้าผืนสีขาวจนมิดไปทั้งศีรษะ ทำให้เธอดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก แต่ที่น่ากลัวที่สุดคงไม่พ้นเท้าของเธอ เธอ ไม่มีเท้า หรือมี ผมสับสนไปหมด เพราะเธอลอยอยู่เหนือพื้น มือซ้ายของเธอมีแสงเรืองๆ ผมว่า สิ่งที่จะทำให้ผมเป็นบ้าได้ในวินาทีนี้มีเพียงเธอเท่านั้นแหละ ไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น ทุกอย่างพลันนิ่งไปหมด ผมไม่ได้ยินอะไรอีก เธอหยุดอยู่ตรงนั้น ยืนนิ่ง ไม่สิ ลอยสงบนิ่ง ห่างกับผมไปเพียงไม่ถึงยี่สิบเมตร ผมไม่กล้าทำสิ่งใดอีกเลย ผมจ้องเธอตาไม่กระพริบ เธอเอง ก็ไม่ขยับไปไหนเช่นกัน
 
     ก๊า! เสียงอีการ้องอยู่เหนือหัวของผม เธอหันขวับมา หันเร็วเสียจนถ้าเป็นคนธรรมดาคงคอหักตายไปแล้ว เธอง้างมือข้างที่ถือมีดขึ้นและชี้มือซ้ายมาทางผม แน่นอน สิ่งเดียวที่ผมจะทำตอนนี้ วิ่ง! ผมลุกขึ้นวิ่งอย่างเร็วไปทางเพื่อนของผมคนนั้น บ้าจริง! เธอหายไปแล้ว ผมหันกลับไปมอง หญิงหม้ายกลับไปอยู่ตรงตำแหน่งที่ผมเคยอยู่ อะไรกัน ผมไม่มีวันเคลื่อนที่ได้เร็วขนาดนั้นแน่ เสียงกรีดร้องน่ากลัวแผดเผาประสาทหูของผม เธอกรีดร้องก่อนเคลื่อนที่งั้นเหรอ ไม่มีเวลาคิด ผมวิ่งจนสุดชีวิต เธอทำอย่างเดิมอีกครั้ง วูบ! เธอเฉี่ยวหลังของผมไปหวุดหวิด มีดของเธอเฉือนอากาศข้างหลังผมดังขวับ ผมยังวิ่งอยู่ หันกลับไปเห็นเธอก้มหน้าลงคล้ายคนจะเป็นลม ใครสน ตัวอาคารอยู่ข้างหน้า นั่นคงจะเป็นที่ๆ ปลอดภัยที่สุดของผมในเวลานี้เสียแล้ว
ผมสับสนว่าควรจะไปทางไหนดี ในความคิดผมมันยุ่งเหยิงเสียเหลือเกิน เพียงแค่ซ้ายกับขวายังต้องถกเถียงกันเอง ทั้งหมดของความคิดโรมรันพันตูใส่กันอย่างไม่เป็นท่า แต่นั่น ข้างหน้าผม ตู้ล็อกเกอร์บานใหญ่สีแดงสด บางทีถ้าเข้าไปอยู่ในนั้นอาจไม่ถูกเจอตัวก็เป็นได้ ผมไม่รอช้ารีบเข้าไปทันที แต่ระมัดระวัง พยายามให้เสียงของมันเบาที่สุด
 
     "บางทีนี่อาจเป็นความคิดที่ผิด" เสียงหนึ่งในหัวของผมดังขึ้นมาอย่างนั้น และมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หัวใจของผมเต้นดังขึ้นมาอีกครั้ง ความกลัวเริ่มถามโถมเข้ามา เพราะจำได้ดีว่าเธอน่ากลัวขนาดไหน ผมได้ยินเสียงหายใจหอบๆ เหมือนคนป่วยหนัก ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทีละนิด เธอมาแล้ว ใช่เธอจริงๆด้วย เธอลอยเหนือพื้นอย่างอืดอาดผ่านหน้าตู้ที่ผมซ่อนตัวไป ไม่ เธอหยุด เธอควรจะผ่านหน้าผมไปสิ อีกครั้งที่ผมกลัวจนฉี่แทบราด เธอตรงเข้ามายังตู้ที่ผมซ่อนตัวอยู่ เธอจ้องมองเข้ามา ผมกลั้นหายใจอีกครั้ง ความตายอยู่เบื้องหน้าของผมแล้ว
 
     เคร้ง! เสียงบางอย่างถูกทำลายอยู่ด้านนอกนั่น ไกลออกไป เธอหันหน้าอย่างรวดเร็วเช่นเคย กรีดร้องอีกครั้ง และผมก็ได้คำตอบว่าทำไมเธอถึงเคลื่อนที่ได้รวดเร็วนัก เธอพุ่งไป ทะลุผ่านกำแพงอาคารไปยังต้นเสียงนั่น มันคืออะไร การเคลื่อนที่นั่น ไม่ใช่การวิ่ง ไม่ใช่การเหาะ ใครแคร์ล่ะ ตอนนี้เธอไปจากผมแล้ว หัวใจของผมกลับมาสงบได้อีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วผมเห็นบางอย่าง นังบ้านั่น ที่ทิ้งเราไว้ตอนที่หญิงหม้ายไล่ล่าผม เธอเดินผ่านหน้าตู้ไป นังผู้หญิงใจดำ ช่างกล้าทิ้งเราไว้คนเดียวได้ลงคอ ผมเปิดตู้ออกไปพลันวิ่งไปหาเธอ กะว่าจะต่อว่าให้สำนึก แต่บางอย่างผิดแปลกไป
 
     เธอบาดเจ็บ ที่แขนซ้านของเธอมีรอยโดนมีดบาด แผลลึกไม่ใช่น้อย เธอครวญครางพลางส่งสายตามาทางผม "ทำยังไงดี" ผมไม่รู้ ผมได้แต่ประคองเธอไว้ไม่ให้ล้มลงด้วยความเหนื่อยอ่อน ทำไมผมถึงรู้ ไม่รู้สิ น่าจะเพราะสีหน้าและแววตานั่น เธอช่างน่าสงสารมากกว่าที่จะทำใจโกรธเธอได้ลงคอ และที่เธอเจ็บ คงเพราะเธอได้เรียกร้องความสนใจของหญิงหม้ายนั่นจากผม เธอช่างกล้าหาญแตกต่างจากผม "ขี้ขลาดตาขาวสิ้นดี"
 
     ตึกๆๆๆๆๆ เสียงบางคนวิ่งมา ผมไม่กลัวอะไรกับเสียงนั่น เพราะรู้ดีว่าไม่ได้มีแค่เราเพียงสองคนแน่นอน เจ้าของเสียงรอยเท้านั้นเป็นหญิงสาวผอมบางผิวดำ เธอสวมแว่นตาเช่นเดียวกับผม เธอไม่พูดจาอะไรทั้งสิ้น เธอพุ่งตรงไปยังผู้หญิงผิวขาวอย่างรวดเร็วและทำแผลให้ เธอหันหน้ามากวักมือครั้งหนึ่ง เข้าใจดีว่าเธอต้องการให้ผมช่วย เราทั้งคู่ช่วยกันทำแผล ปราศจากเสียงใดๆ หลังจากเสร็จกิจ สาวผิวดำกวักมือเรียกเราทั้งสองคนขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร เธอชี้มือไปยังเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง เดาได้ว่าเป็นเครื่องปั่นไฟ แน่ล่ะ ถ้าเราซ่อมมันได้ ประตูที่เราเห็นในตอนแรกต้องเปิดได้แน่
 
     พวกเราทั้งสามคนเดินตรงไปที่เครื่องปั่นไฟนั่นและช่วยกันลงมือซ่อมอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะยาก แต่ก็แค่เพียงต่อสายไฟให้ถูกต้องเท่านั้น ระหว่างที่กำลังซ่อมอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของหญิงหม้ายอยู่เป็นระยะๆ คาดเดาได้ว่าเธอจะต้องไล่ล่าใครอีกคนหนึ่งอยู่เป็นแน่ พวกเราทั้งสามไม่รอช้ารีบซ่อมจนเสร็จ สาวผิวขาวนำทางพวกเราไปยังรูที่เชื่อต่อกับชั้นหนึ่งของตัวอาคาร เธอกระโดดลงไปอย่างมั่นใจ โอ้ ไม่ล่ะ ผมไม่ทำอย่างเธอแน่ ผมเลือกที่จะเดินลงทางบันได "ขี้ขลาดเสียจริง" สมองผมก่นด่าตัวเองอีกครั้ง ระหว่างนั้นผมเจอกล่องๆ หนึ่ง ผมหันหลังกลับไปเพื่อขอความเห็นกับอีกคนที่เหลือ เธอไม่อยู่ บ้าจริง ผู้หญิงอะไรกล้ากระโดดลงจากตัวอาคาร ไม่ใส่ใจ ผมลงมือค้นกล่องนั่น สิ่งที่ผมได้ทำให้ผมแทบคลั่ง มันคือไฟฉาย "จะให้ฉันเอาไปทำอะไรวะ" ความคิดของผมตะโกนอย่างกราดเกรี้ยว
 
     ตอนนี้สรรพเสียงภายนอกเริ่มเงียบงันลงอีกครั้งหนึ่ง เหลือเพียงเสียงหึ่งๆ ของเครื่องปั่นไฟจากชั้นสองของตัวอาคาร ผมค่อยๆ ย่องลงไปตามทางที่คาดว่าสองคนนั่นกระโดดลงจากรู ผมได้ยินเสียงก็อกแกร็ก ใช่ พวกเธอทั้งสองคนอยู่ตรงนั้น ผมกวักมือเรียกพวกเธอเพื่อบอกให้ออกจากเครื่องนั่น ผมคิดว่าการไล่ล่าข้างนอกได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีเสียงกรีดร้องจากหญิงหม้าย หากแต่สองคนนั้นไม่สนใจใยดี พวกเธอยังคงตั้งหน้าตั้งตาซ่อมเครื่องปั่นไฟนั่นต่อไป หัวใจของผมบีบแน่นอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าเธอกำลังมา เธอย้อนกลับมาหาพวกเราทั้งสามคน เธออยู่ไหนไม่มีใครรู้ บ้าจริง ยัยสองคนนั่นช่วยเลิกซ่อมแล้วระวังตัวกันก่อนไม่ดีหรือ ฉับพลันความคิดของผมสิ้นสุดลง เธออยู่นั่น ข้างล่างนั่น จ้องมองมาทางพวกเราทั้งสามคน เครื่องปั่นไฟเสร็จพอดี สองสาวลุกขึ้นมา ผมชี้ตรงไปข้างหน้า พวกเธอมองตาม หญิงหม้ายยังคงแหงนหน้าขึ้นมามองพวกเรา วินาทีนั้น สิ่งเดียวที่ผมคิดได้คือ "ไม่เราก็สองคนนี้จะต้องเป็นเป้าหมาย" เธอชูมือซ้ายขึ้นมา และชี้มาที่ผมเอง ใบหน้าของผมชาไปหมด ผมกรอกตาไปยังผู้ร่วมชะตากรรมทั้งสอง เสียงกรีดร้องของหญิงหม้ายดังขึ้น หูผมอื้อในบัดดล "วิ่ง!" เสียงเดียวในหัวผุดขึ้นมาพร้อมขาที่จ้ำอ้าวออกไปด้านข้าง     
•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

7.5
โหวต 7.5 /10 คะแนน
จากสมาชิก 2 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

8 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

7.5 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

7 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...