เรื่องสั้น : THE PUPPET หุ่นเชิด

อ่าน 279
วิจารณ์ 1
แนว:
จำนวน:
1 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 27 ต.ค. 2560 09:50 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง michaeldeanjr
ขีดเขียนหน้าใหม่ (37)
เด็กใหม่ (4)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1.

เขียนเมื่อ วันที่ 27 ต.ค. 2560 09:54 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 27 ต.ค. 2560 09:57 น. โดย เจ้าของบทความ )

 

 

   ผมเฝ้าถามว่านางฟ้าอยู่ที่ไหน  กำลังติดปีกโบยบินอยู่เหนือฟากฟ้า  ท่ามกลางดวงดารา หรือสองเท้าเหยียบผืนดินเหมือนผมกันหนอ  ผมใคร่สงสัยและอยากรู้ว่าหน้าตาของเหล่านางฟ้านั้นเป็นเช่นไร  มีนัยน์ตาชวนฝัน เสียงใสเหมือนกระดิ่ง และระยิบระยับราวอัญมณีจริงหรือไม่  พวกท่านกำลังเฝ้ามองผมอยู่ หรือว่าโผบินจากโลกมนุษย์นี้ไปแล้ว 

 

พวกท่านจะอยากพูดกับผมหรือไม่หนอ

 

คำถามเหล่านี้ ผมเคยถามกับแม่ของผมมาแล้ว

 

ผมจำได้ดีว่าคืนวันนั้นฝนตกหนัก  พายุกำลังพัดเข้ามาจากทางตอนใต้ ทำให้หมู่บ้านเราพลอยโดนผลของพายุไปด้วย  มันมีทั้งเสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่น  สายลมที่พัดแรงแข่งกับสายฝนเม็ดหนา  มันรวมกันเป็นเสียงที่ดังน่ากลัว  ผมจำได้ว่าตัวเองถูกความหวาดกลัวครอบงำมากเพียงใด   ผมไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างข้างเตียง  เพราะผมกลัวว่าจะมียักษ์ใหญ่ มาปรากฎอยู่ตรงนั้น  --

 

มันจะคว้าเอาตัวผมไปจากเตียง  เอาเด็กชายตัวเล็กกระจ้อยร้อย ผอมกะหร่องขี้โรคคนนี้ ไปจากโลกมนุษย์  -- มันต้องการเด็กที่ไม่เป็นที่ต้องการ  ต้องการใครสักคนที่ไม่เป็นที่จดจำ… เอาไปต้มกิน....หรือไม่ก็เอาไปย่างกิน ..... ผมอาจโชคดีหน่อยตรงที่ไม่มีเนื้อติดกระดูก เลยทำให้ผมอาจจะตายคามือยักษ์ไปก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้ -- แล้วในวันถัดมา  คนในหมู่บ้านก็จะไม่สังเกตเห็นด้วยซ้ำ  ว่าข้างหน้าต่างบานนี้  เด็กชายซีดเซียวคนหนึ่งได้หายตัวไปแล้ว ....

 

ความคิดเหล่านี้ฉายซ้ำไปซ้ำมาเหมือนละครหุ่นเชิด  ยิ่งดูมากขึ้นแค่ไหน ก็ยิ่งมีรายละเอียด ยิ่งจำจังหวะของเสียงไม้ที่กระทบ  ยิ่งคุ้นเคยกับเสียงเส้นสายที่ยึดข้อต่อของตัวหุ่น ยิ่งดู ยิ่งลึกซึ้ง ประหนึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตนเอง  สำหรับผมแล้วนั้น  ยักษ์ร้ายตนนั้นมีตัวตนเสมอเหมือนเป็นหุ่นเชิดตัวใหญ่ก็ไม่ปาน เพียงเปิดโรงออกมา คุณก็จะไม่มีวันลืมใบหน้าที่แข็งกระด้างนั้นได้

 

เคยมีคนบอกผมว่า ยิ่งเราปล่อยให้ตัวเองรู้จักความกลัวมากขึ้นแค่ไหน ก็เท่ากับยินยอมให้ความกลัว “ทำความรู้จัก” กับเรามากขึ้นเท่านั้น .... แล้วเมื่อยิ่งรู้จัก  ยิ่งคุ้นเคย  ความกลัวก็มักชอบที่จะเป็นเพื่อนกับเรา ... มันจะอยู่ติดกับคุณ  หายใจร่วมกับคุณ  ร้องไห้ด้วยน้ำตาเดียวกับคุณ และแม้แต่ใช้เงาเดียวกับคุณ  ...ทีละนิด ทีละน้อย .... จนในท้ายที่สุด  มันจะเป็นได้แม้แต่ “ตัวของเราเอง”

 

ถ้าเช่นนั้น ... ความนึกคิดของผมในตอนนี้เป็นของใครกัน

 

ของผม  หรือ ของมัน

 

คืนวันนั้นผมทนอยู่ใต้ผ้าห่มต่อไปอีกไม่ได้  ผมสั่นกระดิ่งเรียก ลินดา หัวหน้าสาวใช้  แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาหาผม  -- ผมสุขภาพย่ำแย่มาตั้งแต่จำความได้ จนทำให้ต้องมีคนดูแลอยู่ใกล้ตัวเสมอ  แต่ในคืนวันนั้นกลับไม่มีใครปรากฎตัวเข้ามาในห้องของผมเลย 

 

มันทำให้ผมรู้ตัวในตอนนั้นเอง ว่าบ้านหลังนี้กำลังมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น  ถูกครอบงำด้วยเสียงของสายฝน  และเสียงนาฬิกาที่โถงทางเดิน -- มันดัง  ติ่ก -- ต่อก -- ติ่ก -- ต่อก  -- อย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ ....

 

จนกระทั่งมีอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา!

 

มันเป็นเสียงที่ติดหูผมจนถึงตอนนี้

 

เป็นเสียงเหมือนไม้หนักๆ ดังกระทบกับพื้นของโถงทางเดิน  เป็นจังหวะดังก่อกแก่กเบาๆ เหมือนดังมาจากสักแห่งที่ไกลๆ

 

ผมนิ่งฟังเสียงปริศนานั้น  ....จดจ่อกับมัน....  แทบลืมหายใจ เมื่อเสียงนั้นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ --  มันหยุดอยู่ที่หน้าห้องนอนแม่ผม   ....ผมภาวนาให้มันไม่เปิดประตูเข้าไป .... เพราะแม่สุขภาพแย่กว่าผมหลายเท่า ท่านป่วย และอ่อนแอมากเสียจนแพทย์สั่งห้าม ไม่สามารถให้ผมเข้าไปพบท่านได้ เป็นเวลาสองปีแล้ว ....

 

แต่แล้วก็มีเสียงประตูเปิดออก ... ผมใจหายวาบ เป็นห่วงว่าแม่กำลังเชิญหน้ากับคนแปลกหน้า  แต่ปลายเท้ากลับเย็นเชียบ ไม่สามารถขยับได้แม้สักนิด .....

 

ท่ามกลางความรู้สึกหวาดกลัว และสมเพชตัวเอง  เสียงประหลาดก็ดังก็อกแก่กขึ้นอีกครั้ง ส่งเสียงดังลั่นเอียดอาด เหมือนเส้นเชือกที่โดนขึงแน่น .... ออกมาจากห้องแม่  แล้วก็ลากเข้ามาใกล้ผมขึ้นอีก จนหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องผม

 

“ลินดา  นั่นคุณรึเปล่า”  ผมเรียกเสียงสั่น  แทบจำไม่ได้ ว่าบังคับให้ตัวเองไม่ร้องไห้ได้อย่างไร ก่อนจะเรียกอีกชื่อหนึ่งไป “แม่ ...นั้นแม่รึเปล่าครับ”

 

ไม่มีคำตอบ ....

 

บานประตูค่อยๆเปิดแง้มออก  แสงสลัวจากเทียนไขเล็ดลอดเข้ามา ปรากฏเป็นเงารูปร่างพิกลบนพื้นห้อง

 

รูปร่างเงาวูบวาบไปมา  ราวกับถูกพัดพาไปกับกระแสลมภายนอก  ยากที่จะบอกว่าใครมาเยือน  ใครคือผู้ถือเทียนไข

 

แล้วก็เหมือนกับว่าทุกสิ่งอย่างรอบกายหยุดดำเนินไป  ไม่มีเสียงนาฬิกาเรือนโบราณที่โถง หรือแม้แต่เสียงกระทบของเม็ดฝนที่หน้าต่าง

 

ท่ามกลางความหวาดกลัว เหน็บหนาว และลึกลับชวนพิศวงนี้  แขกผู้มาเยือนก็ค่อยๆปรากฏตัวแก่สายตาของผม .... นั่นไม่ใช่แม่  ไม่ใช่ลินดา  ... แต่กลับเป็น   หุ่นเชิด

 

เป็นหุ่นเชิดผู้หญิงที่ประกอบมาจากไม้ที่เก่าคร่ำคร่า มีเชื้อราขึ้นเป็นสีเขียวกระจายทั่ว  ส่งกลิ่นเหม็นอับคลุ้งออกมา  หุ่นนั้นสวมชุดกระโปรงที่เหมือนจะเป็นเศษผ้ามาปะติปะต่อเข้าด้วยกัน  มีทั้งลายจุดสีแดง ผ้าฝ้ายสีขาว ผ้าสีเขียวตุ่น จนดูคล้ายกับผ้าขี้ริ้วเก่าๆผืนหนึ่ง    ผมจำได้ว่าสภาพมันดูเป็นหุ่นเชิดที่ทรุดโทรมมากเพียงใด  มันไม่ได้รับการดูแลหรือการทะนุถนอมใดๆทั้งสิ้น  มันดูเหมือนหุ่นที่บอบช้ำ และถูกทอดทิ้งจากนักเชิดหุ่นไร้ชื่อที่ไหนสักแห่ง   แล้วผมก็จำได้ดี ว่าหน้าตาของหุ่นนี้เป็นเช่นไร --

 

แม้ว่าจะดูเป็นหุ่นเศษขยะ  แต่กลับมีหน้าตาที่ชวนมอง  สองตาของมันเป็นสีน้ำตาลทองเปล่งประกาย ดูอบอุ่นเหมือนแสงแดดของฤดูร้อน  พวงแก้มที่ถูกแต้มจุดสีแดงระเรื่อ ทำให้หน้าตาดูสดใส แม้ว่าจะมีคราบเปื้อนเขม่าควันเป็นบางจุด   แล้วก็รอยยิ้มของหุ่นนั้น -- ผมแทบจะรู้สึกได้จริงๆ ว่าเป็นรอยยิ้ม ที่กำลังยิ้มให้แก่ผม  

 

ผมจ้องมองมัน .... แล้วมันก็จ้องมองผมกลับ

 

แล้วมันก็ทำสิ่งหนึ่ง ที่ผมไม่ได้คาดคิดว่า “หุ่น” จะสามารถทำได้

 

มันก้าวขาแข็งๆออกมาจากปลายกระโปรงเก่าๆ  ยกขึ้นเหนือพื้น  แล้วก็ย่อตัวลง  ค่อยๆปรับข้อต่อแขนทั้งสองผายออกทางด้านข้าง ... โอ้พระเจ้า  ผมแทบลืมหายใจ ...

 

หุ่นตัวนี้กำลังเต้นรำ !

 

อารามตกใจ  ผมมุดตัวกลับเข้าไปใต้ผ้าห่ม  ตัวสั่นสะท้าน หอบหายใจรุนแรง รู้สึกถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลอง  ใจภาวนาอยากให้ทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน ... เหมือนที่ฝันเห็นยักษ์ร้าย

 

คำเตือนของผู้เฒ่าผู้แก่ดังก้องขึ้นมาให้หัวของผมทันที  หรือว่านี่คือ “ความกลัว” ที่มีตัวตนขึ้นมาในความฝันของผม -- ความกลัวที่กำลังเข้ามาขอความเป็น “เพื่อน” กับผม -- ความกลัวเดียวกันกับที่ผมสร้างมันขึ้นมาในมโนจิตตัวเอง …..หรือความกลัวกำลังอยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม เป็นส่วนหนึ่งของหุ่นเชิด อันเป็นสิ่งที่ผมรัก และรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตนไปแล้ว

 

ผมเริ่มต้นร้องไห้  น้ำตาอุ่นๆไหลอาบแก้ม  แล้วก็ยิ่งไหลออกมามากขึ้นจนนองหน้า เมื่อเสียงเอียดอาดของไม้ยังคงดังต่อไป หุ่นปิศาจกำลังเต้นรำอยู่ตรงปลายเตียงของผม

 

แต่แล้ว ผมก็จับจังหวะของหุ่นได้  จังหวะการเต้นรำของมันเป็นจังหวะที่ผมเคยได้ยินมาก่อน  มันคุ้นมาก จนผมแน่ใจว่าครั้งหนึ่ง ผมเคยเฝ้ามองการเต้นแบบนี้มาแล้ว  .... 

 

ความรู้สึกคุ้นเคย กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ผมกล้าที่จะเปิดผ้าห่มออก  ทำให้ผมกล้ากลับมาเผชิญหน้ากับหุ่นปิศาจอีกครั้ง  ผมมองการเต้นรำนั้นผ่านม่านน้ำตา  จ้องมองข้อต่อแข็งๆนั้นขยับไปมา ดูเส้นเชือกที่โยงอยู่กลางอากาศลอยละล่อง

 

หุ่นไม่ได้มาทำร้ายผม  ไม่ได้มาเพื่อเอาตัวผมไปจากเตียงเหมือนยักษ์ร้าย มันทำเพียงเต้นรำอย่างอ่อนช้อย และนุ่มนวลมากที่สุดเท่าที่ไม้แข็งๆจะสามารถทำได้  มันชูสองมือขึ้นเหนือศีรษะ  กวาดขาเล็กๆไปรอบตัว เหมือนผีเสื้อที่โผบินรอบกลีบดอกไม้  เชิดหน้าที่มอมแมมนั้นขึ้นท้าแสงเทียนไขในมือ ยังคงมีรอยยิ้มผ่านแสงที่สลัวๆในห้อง

 

หุ่นตัวน้อยหมุนตัวอย่างช้าๆ  ค่อยๆกวาดขาผายออกอย่างงามสง่า  เหมือนนักเต้นรำในหีบดนตรีที่ถูกไขลาน มันก้าวขาไปด้วยจังหวะที่หนักแน่น  แต่ปลายมือยังคงวาดลวดลายอย่างนุ่มนวล เหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงความคิดที่สวยงาม   มันเคลื่อนตัวไปมาอยู่ที่ปลายเตียง  ดูตั้งใจที่จะมอบการเต้นรำนี้ให้แก่ผม  เหมือนเป็นของขวัญ  เหมือนเป็นของรำลึกถึงห้วงความทรงจำบางอย่าง ..... ความทรงจำบางอย่างที่ผมจำได้เพียงเลือนลาง ....

 

แล้วในที่สุด ใบหน้าน้อยๆนั้นก็หยุดอยู่ตรงหน้าผม 

 

ผมหยุดร้องไห้ไปแล้ว

 

แต่หุ่นกำลังเริ่มต้นร้องไห้ ....

 

มีน้ำตาใสๆไหลออกมาจากนัยน์ตาสีน้ำตาลของหุ่นไม้  มันไหลเลอะสีแดงที่แต้มบนพวงแก้ม แล้วก็ไหลลงสู่ปลายเตียงผม  ....  มายังปลายเท้าของผม

 

ความเย็นของหยาดน้ำตา ย้ำเตือนให้ผมรู้ว่า นี่คือเรื่องจริงที่กำลังดำเนินอยู่ ผมไม่ได้ฝันไป

 

หุ่นเชิดค่อยๆขยับแขนที่มีคราบสกปรกมาจับใบหน้าผมอย่างแผ่วเบา ....มันเป็นสัมผัสที่เบาเสียยิ่งกว่าเสียงใบไม้พลิ้วไหวในฤดูหนาว  แต่หากหนักแน่นถึงความรู้สึกห่วงใยที่แน่นแฟ้น  ประหนึ่งเป็นมิตรสหายกันมานานแสนนาน

 

เราปล่อยให้ตนเองจมดิ่งอยู่ในความรู้สึกที่ห่วงหาอาธรณ์อยู่เนิ่นนาน  เหนี่ยวรั้งสัมผัสถึงความรู้สึกที่ขาดหายไปเมื่อสมัยอดีต  ไม่ต้องการหวนคืนสู่ปัจจุบันที่ว่างเปล่า

 

ผมคิดถึงความรู้สึกนี้มากกว่าสิ่งอื่นใด .... มากกว่าการวิ่งเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน  มากกว่าการได้ไปโบสถ์กับคนในหมู่บ้าน  .... ผมคิดถึงความรู้สึกของช่วงเวลานี้มากกว่าความรู้สึกอื่น  มันคือช่วงเวลาที่ผมรักและห่วงแหนที่สุดในเมื่อหลายปีก่อน .... ก่อนที่จะหลงลืมมันไป ....

 

ผมคิดถึงแม่

 

“แม่”  ผมเอ่ยออกมาด้วยน้ำตา   เฝ้ามองหุ่นตรงหน้าที่น้ำตานอง สีเลอะหน้าเต็มไปหมด

 

โดยที่ไม่ต้องบอกกล่าว  ผมรู้ได้ว่า หุ่นตรงหน้าคือแม่ของผม .... แม่ที่ผมไม่ได้เห็นหน้ามาเป็นปีๆ  แม่ที่ถูกทำให้เลือนลางหายไปจากความทรงจำผม เพราะถูกแทนที่ด้วยความกลัว และความเหงาว้าเหว่ ของเด็กชายขี้โรคอย่างผม

 

ความจริง ได้ทำให้ผมร้องไห้หนักกว่าเดิม  น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย  เสียใจอย่างสุดแสนออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

 

ปลายมือแข็งๆที่แนบแก้มผม เลื่อนขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน  เหมือนกับที่แม่เคยทำให้เมื่อผมร้องไห้ เมื่อผมหกล้มมีแผล  หรือนอนฝันร้ายในยามดึก  แม่คือผู้หญิงที่จะอยู่ตรงนี้ คอยเช็ดน้ำตาให้ผมเสมอ  -- ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน  แม่กลับมาเช็ดน้ำตาให้ผมอีกครั้งแล้ว ...

 

“ผมรักแม่”  ผมบอกกับท่าน 

 

ผมโผกอด “แม่” ของผม   กอดผู้หญิงที่ผมรักหมดใจ คนแรกและคนเดียวในชีวิตของผม ราวกับไม่อยากให้ท่านจากไปไหนอีกแล้ว  ไม่ต้องการให้ท่านล้มป่วย หายกลับเข้าไปหลังบานประตูห้องนอนอีกต่อไปแล้ว  ทำไมแม่ไม่อยู่กับผมที่นี่   ทำไมแม่ไม่อยู่กับผมไปตลอดชีวิต  

 

ผมรู้ว่าแม่กำลังจะจากไปที่ไหนสักแห่ง ....

 

เรารู้สึกได้ในทันที  ว่านี่คือช่วงเวลาสุดท้ายของแม่ลูกที่จะได้อยู่ด้วยกัน

 

ผมกอดท่านด้วยท่อนแขนที่ผอมแห้ง  แล้วท่านก็กอดผมแน่นด้วยแขนไม้ที่ขึ้นรา  เรากอดกันอยู่อย่างนั้น ราวกับจะเหนี่ยวรั้งเวลาที่เดินถอยหลัง  เก็บเกี่ยวทุกเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในใจ จนกว่าเม็ดทรายสุดท้ายของนาฬิกาทรายจะร่วงหล่น   

 

“ลาก่อน ลูกรักของแม่”  เสียงของแม่กระซิบอย่างแผ่วเบาที่ข้างหู 

 

และแล้ว แสงแดดในยามเช้าก็สาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างห้อง   ค่อยๆสว่างเข้ามา  เหมือนเช้าวันใหม่ของวันธรรมดา ทั่วๆไป

 

ผมจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง หรี่ตาเมื่อแสงกระทบใบหน้า .... ฝนหยุดตกแล้ว

 

เช่นเดียวกับหยดน้ำตาของหุ่นเชิดที่ไหลกระทบไหล่ผม .... มันหยุดไหลไปแล้ว ...  ผมก้มดูอ้อมแขนที่ว่างเปล่าของตนเอง  จ้องมองความอบอุ่นที่หลงเหลืออยู่ในท่อนแขน และฝ่ามือ .... ผมสูดลมหายใจ สัมผัสความอบอุ่นที่แทรกซึมเข้าไปถึงขั้วหัวใจ  สัมผัสถึงสิ่งที่แม้แต่ความว่างเปล่าก็มิอาจไขว่คว้าไปได้....

 

ประตูห้องนอนเปิดออก  ลมจากแรงกระแทกพัดเปลวไฟของเทียนไขดับวูบ  ลินดาเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไม่สู้ดี   เธอมองเทียนไขที่ใกล้หมดเล่มบนปลายเตียง  แล้วเลื่อนสายตากลับมามองผมอย่างนึกสงสัย   แต่ครู่ต่อมาเธอก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะตั้งคำถามผม ว่าทำไมถึงจุดเทียนไขเล่นตอนกลางคืน

 

ลินดาไม่ได้มาหาผมด้วยเรื่องเทียนไข  เธอใบหน้าซีดเซียว และนัยน์ตาแดงก่ำ  ค่อยๆโอบกอดผมอย่างปลอบประโลม  ขณะที่บอกข่าวร้ายแก่ผม

 

เธอบอกว่าแม่ของผมจากไปดี ไม่ทรมานเหมือนคนอื่นๆที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับท่าน  ท่านจากไปอย่างสงบ และเสียใจที่แพทย์ประจำบ้าน ไม่อาจอนุญาติให้ผมเข้าไปในห้องแม่ เพื่อพบท่านได้  หมอกลัวว่าผมอ่อนแอเกินไป และเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคที่ยังคงอยู่กับตัวแม่

 

ลินดาเอ่ยกล่าวโทษนายแพทย์  ที่ใจจืดใจดำไม่ให้ผมเข้าไปในห้องแม่  เธอรู้สึกเสียใจแก่ผมจริงๆ จนร้องไห้ออกมาอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน 

 

ผมค่อยๆกุมกระชับฝ่ามือของลินดา  แล้วก็บอกแก่เธอว่า

 

“ไม่เป็นไรหรอก ลินดา  เมื่อคืนผมพบกับแม่แล้ว” 

 

            ลินดาแก่เกินกว่าจะตีความหมายถ้อยคำของผม  เธอนึกว่าผมฝันไป  แล้วก็ปลอบผมด้วยการเปิดเพลงเต้นรำที่แม่ผมชอบให้ผมฟังเป็นการส่วนตัวในห้อง  ลินดาบอกผมว่า

 

“รู้ไหม  ครั้นตอนสมัยที่นายหญิงยังสาว  ท่านสามารถเชิดหุ่นให้เต้นรำตามเพลงนี้ได้อย่างงดงามมาก เสียจนใครต่อใครในเมืองต่างก็พากันกล่าวถึงมากเชียวละ”

 

            ผมรู้สิ ....

แม่เชิดให้ผมดูเมื่อสมัยยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ  แล้วก็อีกครั้งเมื่อคืน ที่ปลายเตียง

 

            ลินดาไม่เข้าใจว่าทำไม ผมถึงเข้มแข็งขึ้นภายในชั่วข้ามคืน ไม่ใจสลาย เสียสติเมื่อทราบการจากไปของแม่

 

“บางครั้งคนเรามักสร้างความกลัวขึ้นมา เมื่อเผชิญหน้ากับความเหงาว้าเหว่ รู้ไหมลินดา

และความกลัวเหล่านั้น สักวันมันจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา ยึดครองทุกความนึกคิดของเรา  มันกลบทับความทรงจำดีๆของเรา บีบบังคับให้เราหลงลืมความสุขของชีวิตไป  ชีวิตเราจะไม่มีวันดำเนินไปอย่างที่มันเคยเป็น  ความกลัวคือสิ่งที่ทำให้ทุกวันของเรากลายเป็นนรก รู้ไหม

แล้วเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป ว่าตลอดเวลาแห่งความทรมานนั้น เราไม่กล้าแม้แต่จะเดินออกมา   ทั้งหมดที่เราทำ มีเพียงปล่อยให้มันกัดกินความสุขของเราไป  จนกระทั่งเราลืมไปโดยสิ้นเชิง  ว่าครั้งหนึ่ง เรากับรอยยิ้ม  เรากับเสียงหัวเราะ  เรากับความรัก  เคยรู้จักกันมาก่อน

แต่ว่าน่ะลินดา ....”

            ผมกระซิบบอกเธอ

“แม่พาผมกลับมาสู่ความเป็นจริง แม่พาผมกลับมาเป็นคนเดิม คนที่ไม่เคยถูกครอบงำด้วยความเหงา ความกลัว และความเศร้าโศกใดๆในจิตใจ  แม่พาผมกลับมา...”

 

แต่ลินดาแก่เกินกว่าที่จะเข้าใจสิ่งที่ผมบอก  .... พวกผู้ใหญ่มักจะไม่เข้าใจ ในสิ่งสำคัญ ที่เด็กๆอย่างเราเข้าใจ

 

            เธอกลับกลัวว่าผมจะใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่ยอมรับว่าแม่ได้จากไปแล้ว  กลัวว่าผมจะกลับไปเป็นเด็กขี้โรคที่เป็นโรคซึมเศร้า และหวาดกลัวโลกภายนอก

 

            แต่ผมรู้ว่าผมจะไม่มีวันกลับไปเป็นเช่นนั้นอีก

 

            ผมเคยนึกสงสัย ว่านางฟ้ามีจริงหรือไม่  หากมีจริงแล้วนั้น ท่านอยู่ที่ใดบนผืนโลกใบนี้

เป็นคำถามที่รู้คำตอบ  เป็นคำตอบที่รู้อยู่แก่ใจ ...

 

นางฟ้าของผมอยู่กับผมมาตลอด  แต่พระเจ้าได้เรียกตัวท่านกลับไปแล้ว  เวลาของท่านบนโลกมนุษย์หมดลงแล้ว  ผมต้องปล่อยให้ท่านกลับไปยังที่ๆท่านเคยจากมา

 

ไม่ว่าผม หรือเด็กชายคนใดก็ตามบนโลกใบนี้  ก็มิอาจไขว่คว้า เหนี่ยวรั้งปีกนางฟ้า ไม่ให้ท่านกลับสวรรค์  เราไม่สามารถกอดให้ท่านอยู่กับเราได้ตลอดไป  

 

ตลอดเวลาที่ท่านอยู่กับเรานั้น  เสมือนเป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่า  ช่างงดงาม และตราตรึงในใจ เหมือนเฝ้าดูหุ่นเชิดเต้นรำ -- แต่ทุกเพลงที่เต้นรำนั้น ย่อมดำเนินมาถึงจุดจบ

 

เรามิอาจมีท่านในบทเพลงเต้นรำได้ตลอดไป

 

ชีวิตแม่ ไม่อาจอยู่กับผมได้ตลอดไป ...แต่รักของแม่จะมีชีวิตอยู่กับผมไปตลอดชีวิต 

 

จนถึงวันนี้ ผมคิดว่า ลินดาก็ยังคงไม่เข้าใจ  ว่าทำไมผมถึงเริ่มเช้าวันใหม่ได้ในวันที่โศกเศร้า

แต่นั้นไม่สำคัญ  เพราะผมเข้าใจแล้ว  ถึงสิ่งที่แม่มอบให้แก่ผมในเช้าวันนั้น

 

เช้าวันเดียวกันกับคืนที่นางฟ้าได้ลาจากไป 

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

8.7
โหวต 8.7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 2 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

9 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

8.5 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

8.5 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...