น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

เรื่องสั้น : ผมเกลียดการถ่ายรูป

อ่าน 240
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 chapter (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 30 มี.ค. 2560 20:55 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง สิงหาศัพท์
เริ่มเข้าขีดเขียน (30)
เด็กใหม่ (1)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

chapter 1. เรื่องสั้นตอนเดียวจบ

เขียนเมื่อ วันที่ 30 มี.ค. 2560 20:58 น.

     “ผมชอบการถ่ายรูป”

     คนที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นก็คือ แม่ของผมที่ชื่นชอบการถ่ายรูปเป็นนิสัย

     แม่ของผมมักจะพกกล้องติดตัวเอาไว้เสมอเพื่อที่จะได้เก็บภาพแห่งความทรงจำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่กำลังแสดงท่าทางที่ไม่อยากให้ใครเห็น ถ้าลองได้เผลอคลาดสายตาสักนิดเดียวก็อย่าหวังว่าจะรอดจากปลายนิ้วที่จ่ออยู่ตรงชัตเตอร์ไปได้

     หากถูกกล้องของท่านจับภาพได้เมื่อไหร่ ทางรอดเพียงทางเดียวก็คือ อย่าปล่อยให้ภาพถ่ายเก็บอยู่ในกล้องนานเกิน 15 นาทีเด็ดขาด หรือไม่อย่างนั้น ภาพอันแสนอับอายนั้นก็จะถูกรูปที่ถ่ายเพิ่มฝังกลบจนกว่าจะค้นเจออีกทีก็ตอนที่ภาพถูกอัดใส่อัลบั้มไปแล้ว

     แต่ถึงท่านจะชื่นชอบการถ่ายรูปขนาดนี้ ผมก็ไม่กล้ารับประกันฝีมือของท่านหรอกนะ

     ตัวอย่างเช่น ภาพที่เบลอจนมองไม่ออกว่ากำลังถ่ายอะไรอยู่ซึ่งหลับใหลอยู่ในโฟลเดอร์ไหนสักแห่งนั่นเอง

     ในอัลบั้มที่วางซ้อนกันหลายเล่ม มีภาพความทรงจำที่ท่านเห็นว่าควรแก่การเก็บไว้อัดแน่นอยู่เต็มไปหมดเมื่อผ่านไปเรื่อยๆ จำนวนอัลบั้มก็เพิ่มขึ้นราวกับแบ่งตัวมาได้เอง มันเยอะจนพ่อของผมต้องซื้อกล่องมาเพื่อใส่อัลบั้มภาพโดยเฉพาะ แล้วยังมีการจัดหมวดหมู่ด้วยว่าเป็นอัลบั้มที่ถ่ายเอาไว้เมื่อไหร่ ถ่ายเนื่องในโอกาสอะไร หรือแม้แต่ใครเป็นคนถ่ายอีกด้วย

     แต่สิ่งที่น่าแปลกที่สุดก็คือ ไม่ว่าอัลบั้มที่สะสมเอาไว้จะเพิ่มขึ้นแค่ไหน หากแม่ของผมอยากค้นหาภาพที่ถ่ายเอาไว้ตั้งแต่หลายเดือนก่อนเพียงรูปเดียว ท่านก็จะหามันเจอในเวลาไม่นานเท่านั้นเอง

     ตัวอย่างของภาพถ่ายที่ท่านเห็นว่าควรแก่การบันทึกเอาไว้ก็เช่น…

      

     “ต่อไปจะเป็นการแข่งขันชักเย่อของช่วงชั้นที่ 1 สีม่วงพบสีเขียว และสีเหลืองพบกับสีฟ้าค่ะ”

     วันนี้เป็นวันแข่งกีฬาสีของโรงเรียนผม ผมได้ลงแข่งในฐานะนักกีฬาชักเย่อของสีม่วง และยังเป็นนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดของสีอีกด้วย ผมเดินเข้าไปต่อแถวข้างเชือกที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้พร้อมกับคนอื่นๆ

     เมื่อมองไปรอบตัว ทุกคนที่ต่อแถวเรียงกันทั้งข้างหน้าและข้างหลังมีส่วนสูงมากกว่าผมทั้งนั้น จนผมไม่รู้แล้วว่าตัวเองจะลงมาในสนามนี้ทำไม แต่เมื่อคุณครูประจำสีเดินเข้ามาเรียกผมถึงหน้าอัฒจรรย์ก็มีแต่ต้องเดินตามลงมาเท่านั้น

     “ลูกเราได้ลงแข่งด้วยล่ะ สงสัยต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้สักหน่อยแล้ว”

     “เอาเหรียญทองมาให้ได้นะ สู้ๆ ลูก”

     เสียงเชียร์ที่คุ้นหูดังมาจากขอบสนาม

     เมื่อผมหันตามไปก็เห็นพ่อแม่ของผมกำลังยืนให้กำลังใจอยู่ข้างหลังผู้ปกครองจำนวนมาก แต่สิ่งที่ผมเห็นก่อนที่จะได้เห็นใบหน้าของคุณแม่ก็คือ กล้องดิจิตัลที่เลนส์กล้องหันมาทางผม ไฟกะพริบสีแดงข้างช่องแฟลชเป็นสัญญาณบอกว่าชัตเตอร์ถูกกดไปแล้วเรียบร้อย ส่วนผมก็ทำได้แต่ชูสองนิ้วให้กล้องเท่านั้น

     หลังจากนั้น ไฟสีแดงจากตัวกล้องก็กะพริบไม่หยุด

     กล้องดิจิตัลที่เก็บภาพของผมจนพอใจแล้วก็หันไปเก็บภาพอื่นบ้าง ความสนใจของคุณแม่เปลี่ยนไปยังนักกีฬาของสีเหลืองที่มีแต่พวกตัวสูงโย่ง นักกีฬาของสีเขียวที่มีแต่พวกอ้วนท้วนสมบูรณ์ นักกีฬาของสีฟ้าที่มีทั้งคนตัวสูงเตี้ยและอ้วนสลับกันไป และนักเรียนทุกคนที่นั่งอยู่บนอัฒจรรย์ของแต่ละสี แล้วสุดท้ายก็กลับมาถ่ายภาพผมต่อ

     …ผมเพิ่งจะรู้ก็หลังจากที่ภาพถ่ายในวันนั้นถูกอัดลงในอัลบั้มแล้วนี่เอง

     แล้วนกหวีดเริ่มการแข่งขันก็เริ่มขึ้น เส้นเชือกทั้งสองเส้นถูกแรงกระชากจนตึง

     ส่วนผลการแข่งก็เป็นที่รู้กันอยู่

     มันไม่มีทางเลยที่สีม่วงที่เหมือนจับนักเรียนยัดลงไปให้ครบทีมจะไปเอาชนะอีกฝ่ายที่มีแต่เด็กอ้วนและมีแรงดึงมหาศาลดั่งช้างป่าได้ ผมกับเพื่อนร่วมทีมทุกคนตั้งใจดึงเชือกกลับมาอย่างสุดกำลังแล้ว แต่ผลลัพธ์ของความพยายามนั้นคือ แผลถลอกที่เข่าและมือทั้งสองข้าง

     ภายในเสียงร้องดีใจที่ดังขึ้นจากอัฒจรรย์สีเขียวกับสีฟ้า มีเสียงโห่ร้องด้วยความผิดหวังดังมาจากสีเหลืองกับสีม่วง

หลังจากที่การแข่งในรอบแรกสิ้นสุดลง ผมเดินกลับไปที่ข้างสนามด้วยความอายและความแสบที่ทวีขึ้นจากหัวเข่า แต่สิ่งที่ผมช็อกยิ่งกว่าความพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพก็คือ การแข่งชักเย่อนั้นไม่มีรอบชิงที่หนึ่งหรือที่สาม ผลการตัดสินคือ สีฟ้าที่เอาชนะสีเหลืองได้เป็นทีมแรกได้เหรียญทอง สีเขียวที่เอาชนะสีม่วงได้เป็นทีมถัดมาได้เหรียญเงิน

     ในขณะที่อันดับสามกลายเป็นของสีเหลืองที่แพ้ให้กับสีฟ้า ส่วนสีม่วงของผมก็ตกเป็นที่โหล่ ขนาดรุ่นพี่ที่ดึงเชือกอยู่ข้างๆ ผมยังบ่นเลยว่า “รู้อย่างนี้น่าจะแกล้งแพ้ตั้งแต่แรกนะ”

     น่าแปลกที่ทุกคนเหมือนจะยอมรับกันได้ ส่วนผมก็แค่หัวเราะกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะกลับไปนั่งบนอัฒจรรย์ตรงที่ผมเพิ่งเดินลงมาเท่านั้นเอง

     การแข่งขันรายการถัดมาเริ่มขึ้นจนเวลาผ่านไปนานมาก เมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็เป็นตอนที่ผมนั่งอยู่ในแถวประจำสี มองดูเพื่อนที่อยู่สีเดียวกันขึ้นรับเหรียญแล้วเอากลับมาชูให้คนอื่นชื่นชม ในขณะที่ผมก็ได้แต่นั่งซึมอยู่กับที่ เพราะผลการแข่งขันออกมาเป็นอันดับโหล่

     ถ้าจะมีเหรียญรางวัลสำหรับผมบ้างก็คงจะเป็น “เหรียญตะกั่ว” ล่ะมั้ง

     หลังจากพิธีมอบรางวัลเสร็จสิ้นก็เข้าสู่พิธีปิดการกีฬาสี พิธีทั้งหมดใช้เวลาไม่นานก็ปล่อยนักเรียนทุกคนกลับบ้าน ผู้ปกครองที่ยืนรอนอกสนามก็เดินเข้ามารับบุตรหลานของตนพร้อมทั้งชื่นชมรางวัลที่พวกเขาได้รับด้วยสีหน้าปลื้มปิติ ยกเว้นผมที่เดินเข้าไปหาพ่อแม่ที่ยืนรออยู่นอกสนามด้วยสีหน้าที่เจ็บใจ

     แต่ว่า มือสองข้างก็ลูบศีรษะของผม ตามมาด้วยคำพูดปลอบประโลมราวกับน้ำที่หยดลงบนหัวใจที่แห้งผาก

     “ถึงจะแพ้เขาก็ไม่เป็นไรหรอก ดีซะอีกที่จะได้เรียนรู้เป็นบทเรียนให้พัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก”

     ผมได้แต่พยักหน้าเบาๆ ตามคำพูดให้กำลังใจนั้น ตอนนี้มือที่กำแน่นเริ่มคลายออก ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง

     แล้วแม่ของผมก็ย่อตัวลงมาอยู่ตรงหน้า สีหน้าของท่านอ่อนโยนมาก

     “ลูกแม่ทำดีที่สุดแล้วล่ะ แม่ขอเก็บภาพความทรงจำนี้เป็นที่ระลึกหน่อยนะ จะได้รู้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตลูกเคยน่ารักขนาดนี้”

     คุณแม่ชูกล้องดิจิตัลขึ้นแล้วก็ยิ้มแป้น ผมกับคุณพ่อก็ยิ้มตามไปด้วย ภาพของพวกเราอยู่ในเฟรมทั้งสามคน แล้วเสียงกดชัตเตอร์ก็ดังขึ้น พร้อมกับภาพของพวกเราพ่อแม่ลูกที่ถูกบันทึกลงในกล้อง แต่คุณแม่คงจะลืมไปว่าตอนนี้เป็นช่วงเย็นที่มีแสงไม่พอที่จะถ่ายรูป แสงแฟลชจึงกะพริบขึ้นมา

     แล้วภาพที่อัดออกมาได้ก็มีแต่สีขาวไปทั้งใบ

      

     เวลาผ่านไปจนผมเข้าเรียนชั้นมัธยมต้น

     วันนี้เป็นการเข้าค่ายทัศนศึกษาของนักเรียนทั้งโรงเรียน แต่ละระดับชั้นก็จะขึ้นรถเดินทางไปทัศนศึกษาในสถานที่แตกต่างกัน ตัวผมที่เรียนอยู่ม.1 ก็ต้องนั่งรถเดินทางไปยังสวนสัตว์แห่งหนึ่ง หลังจากที่นักเรียนทั้งระดับชั้นก้าวเท้าขึ้นไปถึงรถโดยสารโดยไม่มีใครตกหล่นตามกำหนดการแล้ว ล้อทั้งสิบก็หมุนให้รถเคลื่อนไปข้างหน้า

     การจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนทำให้ระยะทางเพียง 20 กิโลเมตรใช้เวลาเกือบจะเท่ากับการเดินทางข้ามจังหวัดเลย นับว่าพอเป็นโชคดีของผมที่นำการ์ดเกมติดตัวมาเล่นกับเพื่อนๆ ไม่อย่างนั้น ผมก็อาจจะมีสภาพเหมือนพวกที่นั่งกลางรถที่ไม่มีอะไรทำนอกจากหันไปคุยกับคนอื่น แกะขนมแบ่งกันกินแล้วก็นอนงีบฆ่าเวลาเพียงเท่านั้น

     เมื่อไปถึงสวนสัตว์ก็เป็นเวลา 9.30 น.

     นักเรียนชั้นม.1 ทุกคนเก็บกระเป๋าลงมาจากรถอย่างพร้อมเพรียง ผมหันมองไปข้างๆ ก็เห็นคนอยู่สองประเภท ถ้าไม่ใช่พวกที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนอาจารย์ต้องบอกให้เงียบ ก็ต้องเป็นพวกที่เงียบมากจนจำเป็นต้องสั่งให้คุยกันบ้าง หลังจากที่แจกจ่ายน้ำดื่มกับกล่องข้าวเที่ยง เดินเข้าไปในสวนสัตว์ทุกคนแล้วก็ถือเป็นช่วงอัธยาศัยของนักเรียนทุกคน โดยจะต้องอยู่ในการดูแลของอาจารย์ที่จะแยกย้ายไปดูแลความปลอดภัยของพวกเราตามจุดต่างๆ ของสวนสัตว์

     ผมเองก็แยกย้ายไปตามแผนที่ที่ได้รับแจกตรงประตูทางเข้า ระหว่างที่ผมกำลังเดินชมสัตว์อยู่คนเดียวนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมห้องตะโกนเรียกผม

     “ยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียวทำไม ทำไมไม่มากับพวกเราล่ะ”

     เมื่อผมหันไปตามเสียง เพื่อนร่วมห้องชายที่เป็นเหมือนหัวหลักประจำห้องกำลังโบกมือเรียกให้ผมเข้าไปหา ในมือของเขากำลังถือสมาร์ทโฟนอยู่ด้วย เพียงแค่นั้นก็ทำให้ผมเข้าใจว่าหลังจากที่เดินเข้าไปแล้วจะต้องทำอะไรต่อจากนั้น แล้วสิ่งที่ผมคิดเอาไว้ก็ไม่ผิดจริงๆ แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบขึ้นมานิดหน่อย

     “เอ้อ กำลังจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

     ผมเดินเข้าไปตามที่ถูกเรียก จังหวะนั้นเองที่เพื่อนที่ถือมือถืออยู่ก็ยื่นมือออกไปจนสุดแขน ส่วนคนอื่นๆ ก็ตั้งท่าที่คิดว่าทำให้ตัวเองดูดีที่สุดกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ระยะห่างของตัวกล้องที่ห่างออกไปเพียงยื่นสุดแขนอาจจะเก็บภาพได้ไม่ครบทุกคน แล้วก็มีเพื่อนที่หลุดเฟรมไปหลายคนอย่างที่คิดเอาไว้เสียด้วย

     หลังจากที่เช็กรูปถ่ายและตกลงว่าจะถ่ายใหม่กันแล้ว ผมก็รีบเสนอตัวเป็นคนถ่ายรูปให้

     “เราขอเป็นคนถ่ายได้หรือเปล่า ถ้าถือแล้วถ่ายอย่างนั้นมันจะไม่ถนัดนะ”

     แต่คำขอของผมก็ถูกปฏิเสธแทบจะทันที

     “ไม่เป็นไรหรอก พอดีว่าเราเอาเจ้านี่มาด้วย ถ่ายรูปพร้อมกันทุกคนน่าสนุกดีออก”

     เพื่อนคนนั้นล้วงเข้าไปในกระเป๋าเอาแท่งพลาสติกสีดำที่มีปุ่มกดตรงปลายข้างหนึ่งเหมือนร่ม แต่ปลายอีกข้างกลับเป็นตัวหนีบออกมา เขาเอาโทรศัพท์มือถือเสียบเอาไว้ตรงปลายไม้แล้วยืดข้อต่อของไม้จับภาพ (หรือที่เรียกง่ายๆ ก็คือไม้เซลฟี่) ออกไปจนจับภาพของทุกคนได้หมด แล้วหน้าจอแสดงผลก็จับภาพของพวกเราเอาไว้เพียงแค่กดส่งสัญญาณถ่ายที่ด้ามจับเท่านั้น

     ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเพื่อนทุกคนถูกเก็บเอาไว้ในการ์ดความจำของมือถือ หลังจากนั้นทุกคนก็เปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ โดยมีผมที่ยืนชูสองนิ้วแล้วยิ้มฝืนๆ ค้างเอาไว้อย่างนั้นเพียงคนเดียว

     ความเบื่อหน่ายที่ไม่รู้ที่มาเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของผม

     ผมเริ่มเบื่อที่จะต้องถูกถ่ายรูปเสียแล้วสิ

      

     “ฉลองที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ มาถ่ายรูปกับแม่รูปหนึ่งมา”

     คุณแม่ไม่ได้พกกล้องดิจิตัลที่กินเนื้อที่ในกระเป๋าอีกแล้ว ท่านเริ่มเปลี่ยนไปใช้โทรศัพท์มือถือจอสัมผัสที่มีขนาดกะทัดรัดและสามารถทำอะไรได้มากกว่าการถ่ายรูปตั้งแต่สามปีก่อน แล้วตอนนี้พวกเราก็มาอยู่ที่ชายหาดน้ำใส เพื่อฉลองในโอกาสที่ผมกำลังจะเข้าเรียนปริญญาตรีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

     แค่นั่งมองคลื่นที่กระทบหาดทรายก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก แต่ก็มีเพียงอย่างเดียวที่ขัดจังหวะความสุขของผม นั่นก็คือ… กล้องมือถือที่หันมาทางผม

     เพียงได้เห็นเลนส์กล้องหันมาทางผม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะถ่ายรูปหรือแค่ถือเอาไว้เฉยๆ ผมก็ไม่พอใจสุดๆ แล้ว

     “ผมขอไม่ถ่ายได้ไหมครับ”

     “ถ่ายรูปสิ พวกเราไม่ได้มาที่นี่กันบ่อยๆ นะ อย่างน้อยก็จะได้รู้ไงว่าพวกเรามาที่นี่แล้ว”

     คุณแม่ยังคงเรียกให้ผมไปถ่ายรูปอยู่หลายครั้ง ส่วนผมก็ยังคงส่ายหน้ายืนอยู่ที่เดิม ไม่เข้าไปถ่ายรูปสักที

     เวลาผ่านไปนานเข้า สถานการณ์ก็เริ่มเลวร้ายลง ผมเริ่มมีปากเสียงกับคุณแม่แล้ว

     “เมื่อก่อนนี้ให้ถ่ายอะไร ลูกก็ยิ้มแล้วก็ให้ถ่ายตลอด แต่ตอนนี้เป็นอะไรไปแล้ว

     “ก็ผมไม่อยากถ่ายรูป เอะอะอะไรก็จะให้ถ่ายรูปๆ อย่างเดียว จะถ่ายอะไรเยอะแยะ”

     “พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง”

     “จะให้บอกอีกกี่ครั้งถึงจะพอ ก็ผมไม่อยากถ่ายรูป อยากถ่ายรูปนักใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ถ่ายซะให้พอ แล้วไม่ต้องเรียกให้ผมไปถ่ายรูปอีกนะ!”

     หลังจากนั้นผมก็ยอมให้คุณแม่ถ่ายรูปด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง แล้วผมก็ไม่ยอมพูดกันดีๆ อีกเลยจนกลับถึงบ้าน

      

     หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่หันกล้องหรืออะไรก็ตามที่สามารถถ่ายรูปได้มาทางผม ความรำคาญก็ปรากฏขึ้นในใจของผมอยู่ตลอด หรือถ้าเป็นไปได้ ผมก็มักจะหลีกเลี่ยงแต่เนิ่นๆ หากจะมีตัวผมติดอยู่ในรูปถ่ายนั้น ผมก็แค่รู้สึกหงุดหงิดแล้วก็พยายามไม่สนใจมันแล้วก็มองผ่านไปเท่านั้นเอง

     ยกเว้นแต่จะเป็นภาพที่ถูกถ่ายจากระยะไกลมากๆ และไม่ได้โฟกัสไปที่ตัวผมก็จะปล่อยมันไป

     มีเพียงรูปเดียวที่ผมเต็มใจยิ้มให้กับกล้องก็คือ ภาพถ่ายในวันรับปริญญา

     ทั้งที่เรื่องในวันนั้นก็ผ่านมานานแล้ว ผมก็ยังมีนิสัยที่ไม่ชอบการถูกถ่ายรูปอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปกับใครหรือในโอกาสอะไรก็ตาม อาจรุนแรงเข้าขั้นรังเกียจแม้แต่จะเห็นเลนส์กล้องหันมาเลยด้วยซ้ำ

     บางครั้งผมก็ยังแอบน้อยใจตัวเองอยู่เลย ถ้าหากว่าคุณแม่ของผมยอมลดนิสัยคลั่งการถ่ายรูปลงสักนิด ผมก็อาจจะไม่ได้เกลียดการถูกถ่ายรูปเหมือนกับตอนนี้ก็ได้ แล้วก็อาจจะมีรูปถ่ายตอนที่ผมกำลังยิ้มถูกเก็บเอาไว้มากกว่านี้ก็ได้

     ผมคิดเข้าข้างตัวเองอย่างนั้นมาตลอด

     แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานนัก ผมก็ได้รู้ว่าความคิดนั้นผิดโดยสิ้นเชิง

     ผมไม่ได้เกลียดการถ่ายรูป แต่ผมเกลียดตัวเองที่ทำใจให้ชอบการถ่ายรูปไม่ลงต่างหาก

      

     เวลาผ่านไปอีกหลายปี จนกระทั่งมาถึงวันที่ผมจะต้องพบกับเรื่องที่เศราที่สุดในชีวิต

     วันนี้เอง…

     ผมกำลังนั่งทำงานอยู่ในบริษัท แต่แล้วโทรศัพท์สั่นจนกระทบกับโต๊ะทำงานเกิดเสียงดัง ผมที่กำลังจดจ่ออยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ต้องหันไปหยิบมือถือของผมขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของพ่อซึ่งตามปกติแล้วท่านจะไม่โทรเข้ามาในเวลาอย่างนี้ ยกเว้นจะเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ เท่านั้น

     “มีอะไรหรือเปล่าครับ โทรเข้ามาในเวลาอย่างนี้”

     ผมกดรับสายแล้วเอาโทรศัพท์แนบหู ในขณะที่ยังละสายตาไปจากงานที่กำลังทำอยู่ไม่ได้เลย

     “ลูกทำใจดีๆ เอาไว้นะ คือว่าแม่น่ะ… แม่ของลูกน่ะ…”

     “เกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่เหรอครับ”

     คำพูดที่ขาดหายของคุณพ่อทำให้ผมรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา ผมพยายามจะไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวที่จะต้องถาม คุณพ่อที่ถือสายอยู่ทำเสียงลำบากใจมาก แล้วสิ่งที่ออกจากปากของคุณพ่อก็ทำให้ผมเผลอทำโทรศัพท์หล่นลงพื้น แล้วสายก็ถูกตัดไป โดยที่เรี่ยวแรงที่ใช้ประคองหลังให้อยู่นิ่งพ้นจากเก้าอี้ก็ถูกตัดลงไปด้วยเช่นกัน

     คุณแม่ป่วยมาได้สักพักแล้ว แถมอาการก็ยังทรุดหนักมากจน แต่ว่าปิดเป็นความลับไม่ให้ผมรู้มาโดยตลอด

     ผมเองก็ไม่ได้กลับบ้านมาเป็นเวลานานจึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย ครั้งล่าสุดที่คุยกับคุณแม่ก็ก็ยังมีน้ำเสียงที่แข็งแรงอยู่เลย ดูเหมือนว่าคุณแม่จะขอร้องไม่ให้ใครเล่าเรื่องที่ท่านกำลังป่วยหนักให้ผมรู้ และอาการของท่านก็แย่ลงมากในขณะที่พวกเรากำลังคุยกันอยู่นี้เอง

      

     ในวันนั้น ผมรีบลางานแล้วเดินทางไปยังโรงพยาบาลที่คุณแม่กำลังรักษาตัวอยู่ แต่ถึงจะอยากไปดูอาการของท่านเร็วๆ สัญญาณไฟจราจรก็ไม่ยอมเปลี่ยนเป็นสีเขียวให้ผมอยู่ดี ผมจึงต้องนั่งอยู่ในรถด้วยหัวใจที่เต็มจนแทบจะระเบิดออกมา แต่ภาพที่ได้เห็นหลังจากที่ไปถึงโรงพยาบาลแล้วก็ทำให้หัวใจที่กำลังสูบฉีดเลือดเต็มแรงหยุดเต้นลงไปชั่วขณะ

     “ทำไมคุณแม่มีสภาพถึงอย่างนี้” ผมพูดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

     สภาพของคุณแม่ทรุดโทรม ทั้งผอมแห้งและมีสายน้ำเกลือ ราวกับว่าน้ำเสียงสดใสฟังชัดที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตาของปีศาจที่ไม่ต้องการให้ผมรับรู้ความเป็นจริงนี้ มือที่ถือกระเป๋าอยู่คลายออกจนของที่ถืออยู่ตกลงที่พื้น ราวกับโลกถูกแต้มด้วยสีเทาไปทั้งใบแล้ว

     ผมทิ้งกระเป๋าวิ่งเข้าไปข้างเตียงแล้วกอดท่านเอาไว้ แต่มือของคุณแม่ไม่มีแรงแม้แต่จะยกขึ้นมากอดเอวผมด้วยซ้ำ

     “ทำไมคุณแม่ถึงไม่บอกผมเรื่องที่คุณแม่ป่วยเลย… ทำไมถึงต้องมาบอกเอาตอนนี้ด้วย… บอกกันอย่างนี้มันกะทันหันไปหน่อยนะ”

     แต่ละคำที่ฝืนพูดออกไปด้วยรอยยิ้ม ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามีน้ำตาไหลลงมาตลอดเวลา แต่เมื่อเอามือปาดตรงใต้ตากลับไม่มีน้ำติดมาเลยสักหยดเดียว มันไหลอยู่ข้างในเป็นสายๆ แต่กลับไม่มีน้ำตา “ของจริง” ไหลลงมาเลยสักนิด

     ผมมันอ่อนแอเกินไปที่จะยอมรับความจริงเรื่องนี้

     ความจริงที่จะได้เผชิญในอนาคตอันใกล้

     ผมนึกบางอย่างขึ้นมาได้ มือของผมล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ผมเปลี่ยนเข้าสู่โหมดถ่ายภาพแล้วหันกล้องหน้าเข้ามาให้จับภาพของผมกับคุณแม่ได้ในเฟรมเดียว แต่ใบหน้าของผมที่ฉายอยู่บนหน้าจอนั้นราวกับจะร้องไห้ออกมา ผมพยายามกลั้นความรู้สึกนั้นเอาไว้แล้ว แต่มันก็ไม่ไหวจริงๆ

     ผมเรียกให้ทุกคนในครอบครัวให้เข้ามาในเฟรม แล้วกลั้นเสียงให้ฟังดูสดใสที่สุด จนสุดท้ายผมก็มีความกล้าพอที่จะพูดมันออกมา

     “พวกเรามาถ่ายรูปด้วยกันนะครับ”

     แล้วเสียงกดชัตเตอร์ก็ดังขึ้น

     หลังจากที่ภาพความทรงจำสุดท้ายถูกบันทึกได้เพียงไม่กี่วัน คุณแม่ก็ตายจากไป

     เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของผม ผมร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาให้ไหลอีกแล้ว ความเศร้าในครั้งนี้เล่นเอาผมไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีก มันฝังผมลงสู่หุบเหวลึกในใจที่ยากแก่การปีนกลับขึ้นมาได้ ถึงขนาดที่ไม่มีกำลังใจที่จะทำงานไปนาน กว่าที่ผมจะทำใจได้ก็ผ่านไปหลายเดือน รูปถ่ายที่เก็บอยู่ในโทรศัพท์ของผมก็ยังอยู่เหมือนเดิม แต่ผมไม่มีความกล้าพอที่จะเปิดมันขึ้นมาดู

     อย่างน้อยก็จนกว่าที่ผมจะมั่นใจได้ว่าสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในโลกที่ไม่มีคุณแม่อีกต่อไป

      

     เวลาผ่านไปอีกหลายปี

     หลังจากที่สูญเสียคุณแม่ไป ผมก็ยังใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่มีสมาชิกลดลงไปอีกหนึ่งคน

     ผมได้รับการเลื่อนขั้นและได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น มีลูกน้องและภาระรับผิดชอบที่ต้องดูแลเพิ่มขึ้น ผมก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเสียใจอีกต่อไปแล้ว ตัวตนของคุณแม่จะยังอยู่ในความทรงจำของผม และจะไม่มีวันจางหายไป แม้ว่าในวันนี้ผมจะไม่ได้เขม่นกับท่านเรื่องการถ่ายรูปที่ผมไม่ค่อยชอบ หรือเมื่อกลับบ้านมาจะได้พูดคุยกับท่านอีกแล้วก็ตาม

     แล้ววันนี้ก็เป็นวันหยุดที่ผมจะพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

     “ลูกเอ้ย! ตรงนี้สกปรกแล้ว มาทำความสะอาดหน่อย”

     “ครับๆ กำลังจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ” ผมวางมือจากหนังสือที่อ่านค้างอยู่ แล้วรีบไปตามที่คุณพ่อเรียก

     คุณพ่อก็อายุ 50 กว่าเข้าไปแล้ว ศีรษะของท่านมีผมหงอกแซมขึ้นมาทั่วศีรษะ ครั้นจะให้ท่านทำงานบ้านก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ในช่วงวันหยุดไปจนถึงวันธรรมดาที่มีโอกาส ผมก็มักจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ท่านอยู่เสมอ แล้ววันนี้ก็เช่นกัน

     ระหว่างที่กำลังกวาดพื้นอยู่นั้น สายตาของผมก็มองไปเห็นภาพถ่ายของผมตอนที่ไปรับใบปริญญากับพ่อแม่ และภาพที่ถ่ายกันทั้งครอบครัวรวมทั้งคุณย่าทั้งสองคนที่ไปงานรับใบปริญญาไม่ได้ในชุดครุยก็ยังใส่กรอบรูปวางอยู่ที่หน้าโทรทัศน์ซึ่งมีฝุ่นเกาะอยู่เล็กน้อย ผมหยิบทั้งสองภาพขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วจัดวางเอาไว้ที่เก่าอย่างทะนุถนอม

     ผมทำความสะอาดลงไปจนถึงชั้นวางหนังสือใต้โทรทัศน์ มีฝุ่นจับอยู่หนาจนผมต้องลุกขึ้นไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ด แต่จังหวะที่ผมกลับตัวไป ปลายเท้าของผมก็ไปสะกิดเอาอัลบั้มภาพที่วางซ้อนกันอยู่ล้มลงมากองอยู่ที่พื้น มีภาพถ่ายภาพหนึ่งหลุดจากอัลบั้มราวกับจงใจ ผมหยิบมันขึ้นมาดู แล้วตอนนั้นเองที่ภาพความหลังได้ฉายย้อนกลับมาอีกครั้ง

     “รูปถ่ายนี้ ถ้าตอนนั้นมีแข่งชิงที่สามก็คงพอมีลุ้นได้เหรียญบ้างล่ะนะ”

     ภาพถ่ายที่ผมกำลังถืออยู่เป็นภาพตอนที่ผมกำลังออกแรงดึงเชือกในการแข่งขันชักเย่อตอนประถม จนถึงตอนนี้ผมก็ยังจำความรู้สึกที่พ่ายแพ้ในครั้งนั้นได้อยู่เลย รวมถึงฝ่ามือที่แสบเพราะถูกเชือกรูดไปอีก ความทรงจำในสมัยนั้นถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักภายในหัวใจของผม แล้วภาพถ่ายนั้นก็คือกุญแจที่เปิดลิ้นชักนั้นออกมา

     หลังจากนั้น ผมก็ได้เปิดดูอัลบั้มภาพที่คุณแม่สะสมเอาไว้ ถึงจะเป็นภาพถ่ายที่อัดเอาไว้เป็นเวลานานมากแล้ว แต่ก็ยังมีสภาพเหมือนใหม่อยู่เลย ความทรงจำสมัยเด็กถูกฉายซ้ำอีกครั้ง ถึงส่วนใหญ่จะมีแต่เรื่องที่ผมไม่อยากจำเลยสักนิดก็ตาม

      

     หยดน้ำเล็กๆ หยดลงบนรูปถ่าย ผมเพิ่งจะรู้ว่าเป็นน้ำตาของผมก็ตอนที่ยกนิ้วขึ้นปาดขอบตานี่แหละ

     หลังจากที่เปิดดูภาพถ่ายจนถึงหน้าสุดท้ายของอัลบั้ม ด้วยความที่ไม่อยากให้อารมณ์ขาดช่วงลง ผมก็รีบอัลบั้มเล่มอื่นที่กองอยู่บนพื้นทันที แต่เพราะว่าอัลบั้มจำนวนมากบนพื้นนั้นกองรวมกันมั่วไปหมดจึงไม่รู้ว่าเล่มไหนคือเล่มต่อจากเล่มที่ผมเพิ่งเปิดดูจนจบ ผมจึงสุ่มหยิบขึ้นมาเปิดอ่านหนึ่งเล่ม

     แต่เมื่อผมเปิดอัลบั้มนั้นขึ้นมา ภาพถ่ายข้างในนั้นเกือบร้อยรูปกลับไม่มีรูปของผมอยู่เลยสักภาพเดียว

     แล้วยังไม่ใช่แค่เล่มนี้เท่านั้น อัลบั้มส่วนใหญ่ที่กองอยู่ข้างๆ ผมตอนนี้ก็มีเล่มที่มีภาพถ่ายของผมอยู่น้อยมาก โดยเฉพาะรูปถ่ายของผมกับคุณแม่มีเพียงก่อนขึ้นมัธยมปลายเท่านั้น หลังจากที่เข้าเรียนปริญญาตรีก็ไม่มีรูปของผมอีกเลย

     ผมจำได้ว่าคุณแม่มักจะเก็บอัลบั้มภาพเก่าๆ เอาไว้อย่างดีในกล่องกระดาษ

     เมื่อผมค้นหาในนั้นก็พบอัลบั้มที่มีภาพของผมซึ่งถูกแอบถ่ายเก็บเอาไว้ ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนประถมจนกระทั่งเรียนจบลัสมัครเข้าทำงานไปแล้ว ทั้งที่ปกติผมจะต้องรู้สึกหงุดหงิดจนทนไม่ได้ที่ได้เห็นตัวเองในรูปถ่าย แต่ทำไมในวันนี้ผมถึงไม่รู้สึกอย่างนั้นอีกแล้ว น้ำตาของผมกลับไหลมากกว่าเดิม มันไหลพรั่งพรูยิ่งกว่าตอนที่ได้เห็นภาพถ่ายเก่าๆ เสียอีก

     ผมไม่อาจเก็บเสียงเอาไว้ได้อีกแล้ว เสียงของผู้ชายไม่ได้เรื่องคนหนึ่งกำลังดังสะอื้นอยู่ภายในบ้านหลังนี้เอง

 

     ในวันนั้น ผมน่าจะถ่ายรูปกับท่านให้มากกว่านี้นะ

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

10
โหวต 10 /10 คะแนน
จากสมาชิก 1 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

10 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

10 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

10 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...