น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

เรื่องสั้น : บทสับสนคนแก้ใจ

อ่าน 536
วิจารณ์ 1
แนว:
จำนวน:
1 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 3 ธ.ค. 2557 17:36 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง นายน่าเบื่อ
ขีดเขียนดีเด่น (313)
เด็กเข้าเรียน (205)
เด็กหัดอ่าน (100)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1.

เขียนเมื่อ วันที่ 3 ธ.ค. 2557 17:40 น.

บทสับสนคนแก้ใจ

          จอคอมส่องแสงสว่างในห้องมืดที่เงียบสงบ ผมกำลังนั่งมองจอด้วยความรู้สึกสับสนปนกันไปหมด แม้ยามนี้เวลาจะเดินไปเลื่อย ๆ ด้วยความแน่นอนที่ผู้คนยอมรับไว้ในตัวเลข หากแต่มันไม่ได้สำคัญกับผมเลย ขณะที่นั่งมองจอคอมเบื้องหน้า ไม่มีความรู้สึกว่าจะลุกออกไปที่ไหน   เบื้องหน้าคือความอยากที่จะกดนิ้วลงไปอย่างลังเล แสงนัว ๆ หน้าจอกับห้องมืด ๆ ทำให้ผมนั่งถอนใจอีกหน หน้าจอคอมที่เดิม

 

            ผ่านมาไม่นานในความรู้สึกเลยกับหลายอย่างในหนึ่งอาทิตย์  ผมห่างหายกับการเขียนไปหนึ่งอาทิตย์ มันก็ไม่นานหรอกถ้าจะเทียบกับเวลาเอื่อยเฉื่อยทั้งชีวิตที่ใช้มา หากแต่ในความรู้สึกครั้งนี้มันต่างออกไป  เหมือนหัวใจที่อ่อนแรงลงกับเหตุการณ์บ้า ๆ สร้างความสนเทให้มากกว่าความเท่บนหน้ากระดาษ เรื่องราวของความรักมันเย็นชืดเพียงผ่านความสับสน นี้ชีวิตผมแปลผันไปเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้นเอง   ยิ่งนึกเท่าไหร่ก็ยิ่งมองหน้าจอคอมที่เปิดโปรแกรมไมโครซอฟท์ เวิร์ด ค้างไว ณ ช่วงความคิดแบบนี้ที่สับสนเกินจะเขียนอะไรลงไปบนหน้ากระดาษว่างเปล่า ก็คิดไว้แล้วเหมือนกันว่าคงไม่สามารถพิมพ์อะไรได้หรอก   ถ้าพิมพ์ได้มันคงไม่ค่อยมีสาระที่จะทำให้ใครอ่านมีความสุข

 

            เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มตกลงเพื่อหลบไปอีกซีกโลก ภายในห้องของผมแสงก็ลดลงเช่นกัน ผมแปลกใจทีเดียวที่ตัวเองยังสนใจรอบรอบตัว   สิ่งเหล่านั้นยังคงให้ความรู้สึกอันแสนถวิลหา สัปดาห์หนึ่งแล้วที่ไม่ได้มองอะไรรอบข้างอย่างเพลินจิต   ในตัวตนสั่นไหวมากกว่าจะจับต้องสัมผัสอ่อนโยนของความรู้สึก   คงมีเพียงคลื่นความหวนหาไห้ใจหล่นไปในความวังเวง ผมพึ่งค้นพบในเวลาที่แสงแดดในห้องคล้อยต่ำลง เหมือนการแต้มสีที่ไม่สละสลวย แต่ก็กลมกลืนกันอย่างแปลกประหลาด   สีดำของความมืด และแสงสีแดงของดวงตะวัน   แม้สุดท้ายทุกแสงใดจะถูกกลื่นกลับไปในความมืดมิด แต่ผมก็พบความมืดที่กำลังจะจุดแสงใหม่ หนึ่งสัปดาห์ที่ปล่อยให้ความวังเวงครอบครองสุขในตัวตนไว้   มันช่างเป็นห้วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงให้ตัวผมแปลกออกไป     แปลกไปในโลกที่สนเท ลืมเลือนแม้เศษกระดาษอันสำคัญยิ่ง   เศษกระดาษที่จดบทเดี่ยวดายของชีวิตชิ้นนั้น ผมก็พึ่งรู้ว่ามันสำคัญก็ตอนที่แสงของทั้งห้อง เหลือเพียง แสงจางหน้าจอคอม

            หน้าจอส่องแสงสว่างท้าความมืดยามราตรี   ห้องที่มืดมิดไม่ต่างอะไรกับความวังเวงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา   แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไรกับการอกหัก   ใช่แล้วผมอกหักมา   มันเป็นความวังเวงที่แสนสับสน   และมันทำให้ผมหลงลืมหลายสิ่งรอบตัว   คนเราจะอกหักได้ซักกี่ครั้งของชีวิตกัน   แล้วตอนนี้ผมจะเขียนอะไรออกมาดี   มองหน้าเวิร์ดที่ว่างเปล่า กระดาษสีขาวยังไม่มีตัวอักษร   ปลายนิ้วยังไม่ได้กดลงไปบนแป้นพิมพ์   มันเหมือนกับตอนนั้นจริง ๆ   ตอนที่เริ่มเขียนการบรรยายภาพครั้งแรก   ในตอนนั้นผมยังจำภาพนั้นได้ดี   จำช่วงเวลา จำความรู้สึกสับสน   ภาพใบนั้นมีแสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องลงบนตึกเป็นครั้งสุดท้ายของวัน   เป็นภาพใบเก่าของพ่อที่บังเอิญถ่ายโดยไม่รู้ตัว   เมื่อผมมองภาพนั้นครั้งแรก ความรู้สึกยามนั้นเหมือนผมกำลังมองแสงที่สะท้อนออกมา   เหมือนได้กลิ่นลมบนด่านฟ้าตึกต่ำ   ในตอนนั้นก็อยากเขียนเหมือนตอนนี้   อยากจะเขียนอะไรซักอย่างเพื่อให้ภาพนั้นมีความแปลกมากขึ้นไปอีก   แต่แล้วผมก็ทำได้เพียงนั่งจ้องมันเท่านั้น   นั่งจ้องรูปที่สวยแปลกตา รูปที่พ่อถ่ายโดยไม่รู้ตัว นึกแล้วก็รู้สึกขำตัวเอง เพราะจนถึงวันนี้ผมยังเขียนคำบรรยายหลังภาพใบนั้น ด้วยอาการเหมือนนั่งจ้องจอคอมตอนนี้   “สับสน”

 

            ห้วงภวังค์ร้ายกาจเกินจะทำให้ใครหลุดออกมา   ห้วงภวังค์มักลื้อซากความทรงจำ และพาลอยลองไปสู้อนาคตอันไม่แน่นอน   หน้าจอคอมยังส่องแสงมุมหนึ่งของห้องมืด   ผมไม่มีความคิดอยากเปิดไฟในห้องเลย แม้แต่แอร์ก็ยังคงดับนิ่ง   เอาเถอะถือว่าผมประหยัดพลังงาน ประหยัดหัวใจอันร้อนลน   เหมือนลืมวันคืนไปกับสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพึ่งรู้ตอนนี้เองว่าเดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปี   มองดูวันที่ด้วยความเหนื่อยหน่าย ใกล้ปีใหม่อีกแล้ว   เทศกาลที่ต้องอยู่ตามลำพังในปีนี้   กลิ่นความเหงาลอยเบา ๆ ในอากาศ   ความเหงากำลังจะมากดดันให้เห็นเรื่องจริงที่ไม่อาจเปลี่ยน ราตรีสุดท้ายข้ามปีคงจะเหงามากแน่ ๆ   เคยมีกลับจากไป แต่มันก็ไม่ใช้เรื่องใหญ่อะไรในตอนนี้   เพราะยังไงความเหงาก็คือความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตอย่างหนึ่ง   หากผมมองย้อนดูดีดี ความเหงานี้แหละที่สร้างเรื่องราวมากมายให้ผมผ่านช่วงชีวิตเอื่อย ๆ มาได้   รู้สึกว่ามุมปากยิ้มนิดน้อยเวลานึกถึงเรื่องที่เหงามาก   หัวเราะตัวเองดังในใจ   ยังมีหัวใจให้เหงาอีกนาน

 

            แล้วความคิดก็กลับมาจุดเดิมอีกแล้ว หน้าจอที่ว่างเปล่า ความรู้สึกสับสนยังคงมีในหัวใจ สับสนจนไม่รู้จะบอกออกมาเป็นตัวหนังสือได้อย่างไร   ถ้าเปรียบมันคงเหมือนกับความรู้สึกอยากในวัยเด็ก เหมือนตอนเราลงเล่นในแม่น้ำนานสองนานกับเพื่อน   เรามัวเมาหลงระเริง เราลืมความเป็นไปรอบตัว แต่แล้วเราก็กลับมาสู้ความจริง เรามองดูแสงตะวันคล้อยต่ำลงอย่างไม่อยากมอง   ผมในตอนนี้จะเหมือนกับความสับสนนั้นไหม   มองดูหน้าจอคอมว่างเปล่า ทั้งอีกใจก็ไม่อยากมอง แต่แล้วทุกอย่างคงจบลงอย่างเดิม ผมต้องเริ่มกดนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ดเสียที หากยังคงสับสนลังเล ผมก็คงยังไม่ขึ้นจากน้ำ   ผมอาจจะเจอกับคำบ่นมากมายยืดยาว อาจจะเจอกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งนั้นอาจน่ากลัว หรือน่ารัก แล้วแต่ตัวผมในเวลานั้นจะรับรู้เถิด ยังไงตอนนี้ก็ต้องเขียนให้ได้สักนิด แม้ในใจยังสับสน แต่ตอนนี้ปลายนิ้วกดลงบนแป้นคีย์บอร์ดแล้ว

 

            กดลงไปแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียงคำในความคิดออกมาเป็นประโยคแบบไหน เหมือนได้กลิ่นหอมของดอกไม้กลางคืนลอยมา ผ่านโสตอันหนังน้อยปล่อยเบา นี้หรือเรากำลังจะพิมพ์เรื่องราวอันหอมหวานดี ในหัวกำลังสับสนอีกตามเคย น่าเสียดายความกล้าที่กดนิ้วลงไปบนแป้นคีย์บอร์ด มันเหมือนกับตอนนั้นอีกแล้ว ตอนที่กดปลายปากกาลงไปหลังภาพถ่ายใบนั้น ความรู้สึกของผมเริ่มตื่นตัว และแล้วดอกไม้ในโสตก็ไม่ยอมบานออก กลิ่นหอมของดอกกลางคืนที่มาจากไหนก็ไม่รู้ มันยังไม่สามารถแทรกความสับสนได้เลย แต่แล้วก็พบบางอย่างในใจสั่นไหว เศษกระดาษเดียวดายกำลังปลิวในหัวใจสับสน สายลมคือเสียงร้องเรียกความอยากเขียน มือของผมกดลงไปบนแป้นพิมพ์คำ   สู้ประโยค สู่เรื่องราว

เริ่มมันเริ่มต้นอีกหนที่บนนี้

 

            “หน้าจอคอมส่องแสงสว่างในห้องมืดที่เงียบสงบ ผมกำลังนั่งมองจอด้วยความรู้สึกสับสนปนกันไปหมด แม้ยามนี้เวลาจะเดินไปเลื่อย ๆ ด้วยความแน่นอนที่ผู้คนยอมรับไว้ในตัวเลข หากแต่มันไม่ได้สำคัญกับผมเลย ขณะที่นั่งมองจอคอมเบื้องหน้า ไม่มีความรู้สึกว่าจะลุกออกไปที่ไหน   เบื้องหน้าคือ....”

 

 ----------------------------------------------------------------------------

ผมว่าตัวผมน่าเบื่อนะ  สุดท้ายเรื่องเลยออกมาแบบนี้ 

เรื่องนี้พิมพ์สด  พิมพืเสร็จมาเมื่อกี้เลยครับ  ยังมีน้ำหยดเป็นคำผิดเพียบ 

แต่เอาเหอะ  เรื่องนี้ยอมรับว่าระบายอารมณืตัวเอง  มันเลยไม่มีสาระครับ

 

ขอบคุรที่หลงเข้ามาอ่านเรื่องของนายน่าเบื่อคนหนึ่ง  แม้ว่ามันจะไม่ดีมาก  ก้ขอให้เรื่องมันทำให้ท่านผู่อ่าน รู้สึกซักนิดน้อยก็พอแล้ว

กราบสวัสดี 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...