น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

เรื่องสั้น : Last Time

อ่าน 627
วิจารณ์ 1
แนว:
จำนวน:
1 chapter (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 12 ส.ค. 2557 18:06 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง Dpain_46208
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

chapter 1. Last Time

เขียนเมื่อ วันที่ 12 ส.ค. 2557 18:22 น.

Last Time

 

 

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

 

เป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน

 

อยู่ยืนยงดำรงไว้ได้ทั้งมวล

 

                เสียงเพลงชาติจากลำโพงของโรงเรียนดังแว่วมาให้ได้ยินแต่ไกล เมื่อผมยกเหลือบไปมองเวลาจากนาฬิกาเรือนโปรด ก็พบว่าตอนนี้แปดโมงตรงแล้ว เพื่อนๆคงจะไปรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธง แต่ผม....กลับมานั่งเหม่ออยู่ที่สระน้ำหลังโรงเรียน

 

“โดดแถวแบบนี้มันไม่ดีนะ รู้รึเปล่า”

 

                เสียงที่ดังขึ้นเหนือหัวทำให้ผมสะดุ้งโหยงและรีบหันขวับไปมองทันทีเพราะกลัวว่าจะเป็นอาจารย์ แต่ก็โล่งอกที่เจ้าของเสียงกลับเป็นรุ่นพี่สาวที่ยืนแบกกล่องขนาดใหญ่ไว้ในอ้อมแขนและส่งยิ้มน้อยๆมาให้ ผมถอนหายใจแล้วเข้าไปช่วยรับกล่องมาถือ

 

“แล้วพี่ละครับ”

 

                ผมถามออกไป

 

“อ๋อ พี่เพิ่งช่วยงานอาจารย์เสร็จแล้วเดินผ่านมาเจอเราเข้าหน่ะ อ๊ะ ขอบคุณนะวางตรงนี้ก่อนก็ได้”

 

                รุ่นพี่สาวยิ้มให้น้อยๆพลางชี้ไปที่พื้นใกล้ๆกับจุดที่ผมเพิ่งจะลุกขึ้นมา เธอรวบกระโปรงนักเรียนสีกรมท่าให้เรียบร้อยก่อนจะนั่งลงตรงบันไดที่ทอดลงไปยังสระน้ำที่มีขนาดใหญ่พอสมควรแล้วหยิบขนมปังจากในกล่องขึ้นมาบิเพื่อโยนลงไป ไม่นานหลังจากที่ขนมปังชิ้นที่สองสัมผัสผิวน้ำปลาน้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ก็พากันขึ้นมาฮุบอาหารที่ลอยอยู่บนผิวน้ำทันที

 

“เล่าให้พี่ฟังก็ได้นะ มีเรื่องที่ไม่สบายใจอยู่ใช่ไหมละ”

 

“ครับ?”

 

                ผมขานรับไปอย่างงงงวยเมื่อจู่ๆคนด้านข้างก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทั้งๆที่สายตาก็ไม่ได้ละจากฝูงปลาตรงหน้า

 

“พี่ชื่อแพรวพลอย เรียกว่าแพรวก็ได้อยู่มอหก แล้วเราล่ะชื่ออะไร”

 

                พี่แพรวหันมาถามผมพร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปากขณะที่ปัดเศษขนมปังออกจากมือหลังจากโยนชิ้นสุดท้ายลงไปแล้ว

 

“ผมชื่อโอมครับ อยู่มอสี่”

 

“แล้วทำไมโอมถึงมานั่งอยู่คนเดียวละ เพื่อนไปไหนหมดแล้ว”

 

                เสียงหวานถามกลับมาด้วยความเป็นห่วง ถ้าจำไม่ผิดเธอคงจะเป็นรุ่นพี่ที่อยู่ห้องเดียวกัน เข็มดีแดงเลือดหมูบนเสื้อแสดงว่าเธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนของโรงเรียน งานที่อุทิศตนเพื่อประโยชน์และความสะดวกสบายของเด็กนักเรียนและโรงเรียน

 

“ผม....ผมไม่มีเพื่อนอยู่แล้วครับ”

 

                ผมตอบไปด้วยเสียงเบาหวิว ผมสอบชิงทุนเพื่อเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงและดังเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ผมตั้งใจอ่านหนังสือและหาความรู้อยู่เสมอจนในที่สุดก็สามารถสอบเข้าได้อย่างใจหวัง แต่เมื่อเข้ามาเรียนจริงๆกลับเจอเพื่อนที่เห็นแก่ตัวและมักจะถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่อยมา

 

“โอมทะเลาะกับเพื่อนมาเหรอ”

 

“เปล่าหรอกครับ คนพวกนั้นผมไม่นับเป็นเพื่อนหรอก”

 

                พี่แพรวขมวดคิ้วน้อยๆเมื่อได้ยินผมพูดไปอย่างนั้น ผมจึงเริ่มเล่าเรื่องอย่างสุดจะกลั้น

 

“ผมโดนแกล้งมานะครับ เพียงเพราะพวกนั้นอิฉฉาที่ผมเป็นนักเรียนทุนที่สอบเข้ามาด้วยคะแนนสูงสุด คะแนนเรียนผมก็อยู่ในอันดับท็อป”

 

“เพื่อนโอมเขาอาจแค่หยอกเล่นรึเปล่า”

 

“ฉีกสมุด เผาหนังสือแบบนั้นคงไม่เรียนว่าหยอกแล้วละครับ”

 

“....แล้วคุณพ่อคุณแม่รู้เรื่องนี้รึยัง”

 

“ยังครับ....ทั้งสองคนทุกวันนี้ก็ทะเลาะเรื่องไม่เป็นเรื่องกันอยู่แล้ว พ่อผมชอบกินเหล้าแล้วก็เมานะครับพอแม่โวยวายก็ใช้กำลังกับแม่ผมที่เข้าไปห้ามก็มักจะเจ็บตัวไปด้วยทุกครั้ง”

 

                ผมตอบพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วชี้ไปที่รอยจ้ำสีม่วงอ่อนๆตามใบหน้าและแขน

 

“แล้วคุณครูละ”

 

“ผมเคยลองไปปรึกษาแล้วครับแต่เรื่องมันกลับหนักกว่าเดิมอีก .....ถ้าพี่แอมอยู่ก็คงดี เธอเป็นพี่สาวของผมครับแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อประมาณปีก่อน”

 

“....”

 

 “ผมรักพี่สาวผมมาก วันนี้เราไปเล่นน้ำที่น้ำตกกันทั้งครอบครัวแต่ผมที่ว่ายน้ำไม่แข็งถูกกระแสน้ำพัดไปที่ปากน้ำตก พี่แอมเข้ามาช่วยดึงผมขึ้นไปได้แต่ตัวเองกลับผลัดตกจากน้ำตกเสียชีวิต ผมเลยถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตรกรตั้งแต่นั้นมานะครับ”

 

“....โอมไม่ใช่ฆาตรกรหรอกมันเป็นอุบัติเหตุ”

 

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ”

 

                ผมพูดเสียงสั่น พอนึกถึงพี่สาวที่จากไปที่ไรน้ำตาก็เริ่มคลอทันที ผมยกมือขึ้นมาป้ายน้ำตาทิ้งพลางสูดจมูกดังพรืด

 

“ถ้ามีอะไรที่พี่พอจะช่วยได้ก็บอกมาได้เลยนะ”

 

“....”

 

“คิดซะว่าพี่เป็นพี่สาวอีกคนก็แล้วกัน”

 

                ฟี่แพรวบอกด้วยความเป็นห่วงแล้วยื่นห่อทิชชูขนาดเล็กมาให้ซึ่งผมก็กล่าวขอบคุณแล้วรับมาเช็ดน้ำตาน้ำมูกทันที

 

“พี่ไม่ต้องช่วยอะไรหรอกครับ วันนี้....ผมจะจบทุกอย่างเอง”

 

                ผมบอกพี่แพรวหลังจากจัดการกับน้ำตาเสร็จและหยิบกระเป๋าข้างตัวขึ้นมาเปิดให้เธอดู สีหน้าพี่แพรวนั้นซีดลงไปทันทีที่เห็นของที่อยู่ในนั้น

 

ปืนพกสีดำสนิท....

 

เธอเหลือดวงตาที่เบิกโพลงขึ้นมาสบตาผมอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ผมคิดจะทำ

 

“นี้โอมคิดจะทำอะไร พี่เข้าใจนะว่าโอมโกรธมากแต่การที่จะไปทำกับเพื่อนแบบนั้นมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากที่เพื่อนทำร้ายโอมเลยนะ”

 

                เธอพูดด้วยน้ำเสียงรัวและเร็วพลางยื่นมือมาจับไหล่ให้ผมใจเย็น

 

“ตอนแรกผมก็คิดที่จะทำแบบนั้นอยู่เหมือนกันละครับ....แต่พอมาคิดๆดูแล้วถ้ายังต้องกลับมาเจอเรื่องเดิมๆอีกสู้ผมจบลงตรงนี้ยังจะดีซะกว่า”

 

“นี้โอมหมายความว่ายังไง”

 

“ผม....ก็แค่อยากรู้ว่าถ้าผมตายไปจะมีใครไปงานศพผมบ้าง....”

 

“โอม! อย่าทำแบบนั้นเลย คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกยังไงถ้าโอมทำแบบนั้น”

 

                พี่แพรวอุทานด้วยน้ำเสียงตกใจ มือข้างที่จับไหล่บีบเบาๆเป็นเชิงเตือนขณะที่สีหน้ายังตกใจไม่หาย

 

“พ่อแม่....งั้นเหรอครับ”

 

“....”

 

                ผมที่เห็นพี่แพรวพยังหน้าถี่รัวก็แค้นเสียงหัวเราะไปทีนึงแล้วก้มหน้าเพื่อซ่อนน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้งพลางเล่าด้วยน้ำเสียงอู้อี้

 

“เมื่อคืนก่อน ตอนที่ผมกำลังทำการบ้านจู่ๆก็เกิดเสียงโครมครามขึ้นแล้วก็ตามมาด้วยเสียงแว้ดๆแม่

 

‘แกเคยคิดถึงโอมบ้างรึเปล่า

 

นั่นเป็นประโยคแรกที่ผมได้ยินเมื่อเดินผ่านประตูออกมา พร้อมๆกับที่พ่อเงื้อมือขึ้นแล้วฟาดลงไปบนหน้าของแม่

 

เพี๊ยะ!

 

‘อย่าพูดชื่อนั้นให้ได้ยินอีกนะ ก็เพราะมันไม่ใช่รึไงแอมถึงต้องตาย!’

 

‘เอ๊ะ! อย่าไปโทษลูกแบบนั้นน่ะ’

 

ทั้งสองคนเถียงกันราวๆครึ่งชั่วโมงได้ และตัวผมเองก็ไม่กล้าเข้าไปขวางระหว่างสองคนนั้น

 

‘โว๊ย! พอกันทีกูจะไม่ทนกับไอ้ลูกเมียเส็งเคร็งนี้แล้ว!’

 

พอพ่อพูดจบก็หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงมันมีลักษณะคล้ายกระบอกอะไรสักอย่างสีดำ ตอนนั้นผมที่ช็อกอยู่ก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มันมีเสียงดังปังจนหูอื้อและประกายไฟแล่นแปรบออกมาแวบหนึ่ง แล้วแม่ก็ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับของเหลวสีแดงที่ไหลออกมานองเต็มพื้นแล้ว....แล้วพ่อก็หันมันมาที่ผมจากนั้นก็มีเสียงดังปัง ผมรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วร่างและทุกอย่างก็ดำมืดไปหมด....”

 

 

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...