น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

เรื่องสั้น : แม่เฒ่า

อ่าน 1,743
วิจารณ์ 7
แนว:
จำนวน:
1 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 10 เม.ย. 2555 22:11 น.
ผู้แต่ง อิสรชัย
หัดอ่านหัดเขียน (10)
เด็กใหม่ (4)
เด็กใหม่ (5)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1.

เขียนเมื่อ วันที่ 10 เม.ย. 2555 22:20 น.

         แม่เฒ่านั่งอยู่ใต้ถุนบ้านมาตลอดสิบปีโดยไม่ได้เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้าน เพราะวัยชราที่อายุใกล้เก้าสิบปีอีกไม่นาน ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินขึ้นไปบนขึ้นบ้านได้  การนั่ง นอนอยู่ชั้นล่างจึงเป็นภาพที่เห็นเจนตาและรับรู้ทั่วกันของคนในหมู่บ้านและชุมชน  มีห้องที่กั้นเป็นห้องจากบริเวณใต้ถุนเดิมที่เคยเป็นลานโล่ง ทางพัดผ่านของลมและเป็นที่นั่งเล่นของลูกหลาน ลูกชายได้ก่อผนังอิฐบล็อกกั้นเพื่อให้เป็นที่นอนของแม่เฒ่าในเวลาต่อมา  เมื่อแม่เฒ่าเดินขึ้นบนบ้านไม่ไหว  ยามค่ำคืนแม่เฒ่าจึงนอนอยู่ชั้นล่างเพียงเดียวดาย  เพราะลูกชายและหลานสาวต่างขึ้นไปนอนอยู่ชั้นบน ยามมืดค่ำหลังกินข้าวเสร็จสรรพ  ทุกคนต่างพากันขึ้นไปดูโทรทัศน์อยู่บนบ้าน ยามนี้ในความคิดของแม่เฒ่าน่าจะมีลูกหลานมานั่งพูดคุย ถามสารทุกข์ด้วยกัน แต่สิ่งที่แม่เฒ่าคิดนานๆ ถึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง  การอยู่อย่างเดียวดายจึงเป็นเรื่องปกติของทุกวัน แม่เฒ่าคิดว่าลูกชายคงเหนื่อยจากการทำงาน  เมื่อกลับมาบ้านถึงอยากพักผ่อนการพูดคุยจึงมีเพียงถามคำสองคำเท่านั้น แม่เฒ่ารู้ว่าสีหน้าของลูกชายเมื่อกลับมาถึงบ้านเหมือนแบกโลกไว้ทั้งโลกเพียงพอเดียว 

          คำถามทุกวันที่ลูกชายถามถึงเมื่อเจอหน้าแม่เฒ่า  เป็นคำถามที่แม่เฒ่ารู้ไว้ล่วงหน้าทุกวัน  “แม่กินข้าวแล้วไหม้”  คำตอบของแม่เฒ่าก็ไม่ต่างไปจากทุกวันเช่นกัน  “เออ กูกินแล้ว” 

          แม่เฒ่ามองหน้าลูกเพื่ออยากรู้ว่าลูกชายมีคำถาม มีเรื่องที่จะคุยอีกหรือไม่ แต่ลูกชายเงียบแล้วเดินขึ้นบ้านไป แม่เฒ่าถอนหายใจเหมือนมีก้อนอะไรมากั้นขวางลมหายใจทำให้เกิดการติดขัดแต่เป็นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป แม่เฒ่าสงสารลูกชายหลังจากมี่เมียหนีหายไปจากบ้านลูกชายเงียบลงไปมาก แม้จะเคยสอบถามถึงเรื่องของลูกสะใภ้ที่หายหน้าไป แม่เฒ่าก็ถามถึงเพียงครั้งเดียวแล้วก็ไม่เคยถามอีกเลย เพราะแม่เฒ่ารู้ดีว่านั้นคือความทุกข์ของลูกชายของนาง

          แต่สำหรับเรื่องหลานสาวในใจของแม่เฒ่าอยากจะบอกลูกชายให้รับรู้และคอยสังเกตพฤติกรรมของลูกสาวที่แต่งตัวสวยทุกวัน  มีชายหนุ่มมาส่งหลังจากกลับจากโรงเรียนบ่อยครั้งขึ้นอย่างผิดสังเกต   แม่เฒ่านึกไปถึงวัยเด็กของแม่เฒ่าที่ผู้ใหญ่ห้ามหวีผมในตอนกลางคืน เพราะถ้าใครหวีผมตอนกลางคืน เป็นการสาปแช่ง ปู่ ย่า ตา ยายที่ล่วงลับไปแล้ว  แม่เฒ่าไม่รู้ว่าการหวีผมกลางคืนนั้นเป็นการสาปแช่งอย่างไร  แต่ก็ไม่กล้าทำเพราะไม่อยากทำให้ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ล่วงลับไปแล้วต้องเดือดร้อน

          แม่เฒ่าเคยเตือนหลานในเรื่องนี้ เมื่อเห็นหลานนั่งหวีผมที่ขั้นบันได  แต่สิ่งที่หลานสาวตอบกลับนั้นแม่เฒ่ายังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าครูสอนอย่างนั้นจริงหรือ

          “แม่เฒ่า อย่ามัวไปเชื่อเรื่องเหลวไหล เรื่องไม่เป็นเรื่อง ครูสอนหนูที่โรงเรียนว่าเรื่องหวีผมกลางคืนในสมัยก่อน หรือสมัยของแม่เฒ่าเป็นการหลอกเด็กของคนโบราณ  ที่หาวิธีการไม่ให้เด็กไปเที่ยวตอนกลางคืน  เพราะอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องหวีผมก็ได้”  หลานสาวตอบแม่เฒ่า ก่อนเดินหันหลังขึ้นไปบนบ้าน   แม่เฒ่าไม่รู้ว่าหลานสาวหวีผมต่อหรือไม่ แต่แม่เฒ่าคิดไปถึงคำสอนของแม่ที่สอนแม่เฒ่าหลายต่อหลายเรื่อง แม่เฒ่าเห็นว่าแต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่ดีที่สอนให้ลูกหลานได้คิด ไม่เหมือนเด็กปัจจุบันที่คิดไม่ลึกซึ้งเหมือนเมื่อก่อน

          แม่เฒ่านึกไปถึงคำสอนของแม่ที่ว่าถ้าใครผลัดผ้ากองไว้ไม่เก็บพับให้เรียบร้อยเมื่อมีจิ้งจกตกลงบนผ้า  เจ้าของที่ผลัดผ้ากองไว้เป็นบ้าได้   แม่เฒ่ารู้ว่าถ้านำมาบอกหลานสาวที่ถอดเสื้อผ้าทิ้ง ไม่เก็บเข้าที่  หลานสาวคงเถียงว่าแม่เฒ่าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาพูด

          แต่แม่เฒ่ารู้ดีว่าหลายเรื่องที่หลานสาวต้องรู้ไว้บ้างเป็นต้นว่า  “ถ้าใครกินข้าวในหม้อหุงข้าวโดยไม่ตักใส่จาน เกิดชาติหน้าปากจะใหญ่เท่าปากหม้อ”  ในเรื่องนี้เคยเตือนหลานสาวและถูกหลานสาวหาว่าแม่เฒ่าเอาแต่เรื่องโบราณมาพูดจนน่าเบื่อ

          ระยะหลังแม่เฒ่าไม่ตักเตือนหลานเพราะทุกครั้งหลานสาวจะเถียงและต่อว่าทุกครั้งไป  แม่เฒ่าคิดถึงเพลงกล่อมเด็ก ที่แม่เฒ่าเคยร้องกล่อมให้หลานสาวฟังก่อนนอนตอนเป็นเด็กเล็ก แม่เฒ่าไม่รู้ว่าหลานสาวจะจำได้หรือไม่   แต่แม่เฒ่าไม่เคยลืมและจำได้เสมอ

          “ลูกสาวเหอ                         ลูกสาวเรือนออก

           หัวนมพึ่งงอก                      บอกพ่อว่าเป็นฝี

          พ่อแม่ไปหาหมอ  มารักษา        หมอบอกอายนะเต็มที

          บอกพ่อว่าเป็นฝี                    ลูกสาวชาวเรือนออก” 

          แม่เฒ่ารู้ดีว่าวันนี้หลานสาวกำลังโตเป็นสาว  วัยกำลังเปลี่ยนแต่การเปลี่ยนแปลงของหลานสาวแม่เฒ่ากลัวเหลือเกิน 

          วันนั้นหลานสาวกลับจากโรงเรียนครึ่งวัน  มีเพื่อนชายมาที่บ้านเมื่อมาถึงทั้งหลานสาวและชายหนุ่มยกมือไหว้แม่เฒ่าแล้วขึ้นเรือนหายไป  แม่เฒ่าจะตามขึ้นไปดูแต่ร่างกายที่เป็นอัมพฤกษ์เดินไม่ค่อยไหว จึงไม่รู้ว่าหลานสาวกับเพื่อนชายคุยเรื่องอะไรอยู่บนบ้าน  แม่เฒ่าเรียกถามแต่กลับถูกหลานสาวตวาด  แม่เฒ่าจึงเงียบเสียงไม่กล้าร้องถาม  เก็บความรู้สึกทุกข์ระทมหม่นหมองในพฤติกรรมที่แม่เฒ่าได้รับคิดอยู่ในใจว่าจะต้องบอกให้ลูกชายได้รับรู้ในพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของหลานสาว  แม่เฒ่ากลัวว่าการกระทำของหลานสาวจะทำให้ลูกชายและแม่เฒ่าอับอายขายหน้า  เพราะหลังจากนั้นหลานสาวนำเพื่อนชายมาบ้านบ่อยครั้ง แม่เฒ่าต้องบอกให้ลูกชายได้ตักเตือนก่อนที่จะสายไป 

          แม่เฒ่ารอลูกชายกลับบ้านเพื่อย่ำเตือนในเรื่องที่คิดเอาไว้  แต่จนค่ำมืดลูกชายจึงเดินโซซัดโซเซกลับมาด้วยฤทธ็ของเหล้าแม่เฒ่ารู้ดีว่าวันนี้ไม่เหมาะสำหรับแจ้งเรื่องที่อยากบอกให้ลูกชายรู้    แม่เฒ่าต้องรอวันพรุ่งนี้ จะดีกว่า  ลูกชายตื่นไปทำงานแม่เฒ่าไม่กล้าพูดกลัวลูกชายไม่สบายใจไปทำงาน  แม่เฒ่าคิดว่ารอไว้ตอนเย็นวันนี้คงไม่สายไปที่จะบอกให้ลูกชายฟัง

          วันนี้หลานสาวมากลับมากับเพื่อนชายอีกแล้วและแสดงพฤติกรรมเหมือนเช่นวันที่ผ่านมา ที่พาชายหนุ่มเดินขึ้นบ้านเงียบหายไปแม่เฒ่าครุ่นคิด แล้วสรุปกับตนเองว่าวันนี้จะต้องหาหนทางขึ้นบันไดไปดูว่าหลานสาวพาชายหนุ่มมาทำไมและอยู่แต่ละครั้งเริ่มใช้เวลานานจนน่าคิดกังวน   แม่เฒ่าประคองตนเองมาถึงบันได  เมื่อถึงบันไดจึงค่อยนั่งแล้วขยับตนเองไปตามบันไดทีละขั้นแม้จะใช้เวลาเนิ่นนานในการพยุงตนเองไปตามขั้นบันได แม่เฒ่าคิดว่าแม่เฒ่าจะต้องทำให้ได้อย่างน้อยจะได้รู้ว่าหลานสาวกับชายหนุ่มที่มานั้นมีพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือไม่  แม่เฒ่าอยากปกป้องให้หลานสาวรู้สิ่งที่สมควรทำและสิ่งที่ไม่สมควรทำ

          แม่เฒ่าพยุงตนเองมาขึ้นบันได ค่อยหย่อนตัวลงนั่งและกระเถิบขึ้นทีละขั้น  แล้วพยุงร่างให้ขยับขี้น ขาซ้ายที่เป็นอัมพฤกษ์ทำให้แม่เฒ่ายกขาข้างนั้นขึ้นลำบากเหลือเกิน  แม่เฒ่าต้องใช้กำลังแรงกายที่มีเพื่อให้ขาข้างซ้ายขยับพาดขึ้นแล้วพยุงตัวตามแม่เฒ่ารู้ว่าเหนื่อยล้าอ่อนแรงเป็นอย่างมากในการพยุงขาให้ขยับไปบนบันไดแต่ละขั้น  ความพยายามของแม่เฒ่าทำให้ค่อยๆ นำตัวเองขึ้นบันไดจนมาถึงบันไดขั้นที่สอง  แม่เฒ่านั่งพักเหนื่อยมองบันไดอีกเจ็ดขั้นที่เหลือ แม่เฒ่าจะทำสำเร็จหรือแม่เฒ่าจะต้องพยายามทำให้ได้และจะต้องห้ามปรามพฤติกรรมของหลานถ้าทำสิ่งผิด  แม่เฒ่าจะต้องหยุดและชี้นำสิ่งที่ถูกต้องแก่หลานสาวให้ได้

          ขณะที่แม่เฒ่าพยุงตัวเองจนมาอยู่ที่ขั้นที่ห้า ผู้ชายอีกหนึ่งก็เข้ามาในบ้านเดินขึ้นบันได แม่เฒ่าร้องถามด้วยความสงสัยเพราะเป็นคนแปลกหน้าที่เข้ามาในบ้าน

          “ลูกบาวไปไหน”

          “มาหา อีสาว  เติ่นหลบไปตะ”  ชายหนุ่มบอกแล้วจะเดินขึ้นบันได

          “ช่วยยุงแม่เฒ่าขึ้นบนบ้านด้วยนะลูกบาวแม่เฒ่าจะคุยกับหลาน”  แม่เฒ่าบอกให้เด็กหนุ่มรู้

          “เติ่นอีขึ้นไปทำไหรล่ะ  เด็กๆเขาหนุกกัน เติ่นอยู่ข้างล่างดีแล้ว แก่พรรค์นี้แล้วรู้ไปทำไหร”  เด็กหนุ่มพูดแล้วจะเดินขึ้นบันไดแม่เฒ่าดึงขาเด็กหนุ่มไว้ เด็กหนุ่มสะบัดหลุดแล้วเดินขึ้นบ้านไป

ในขณะที่ร่างของแม่เฒ่ากลับเสียหลักจากการสะบัดของเด็กหนุ่ม ทำให้ร่างของแม่เฒ่าตกลงจากบันไดที่นั่งโดยที่เด็กหนุ่มไม่ได้หันกลับมามองแต่อย่างใด

ข่าวแม่เฒ่าตกบันไดตายเป็นข่าวที่ชาวบ้านสะเทือนใจและตกใจ  หลายต่อหลายคนในหมู่บ้านพากันเดินทางมาแสดงความเสียใจกับหญิงชราอายุมากของหมู่บ้าน 

“แกเดินไม่ได้มานานแล้ว  จะคลานขึ้นบันไดทำไหร”

“เออ... นั่นแหละ น่าสงสาร อยู่บ้านคนเดียวด้วย”

นั้นคือเสียงของชาวบ้านที่แสดงความเวทนาต่อแม่เฒ่า ผู้สูงอายุแห่งหมู่บ้าน

 

                          **************************************

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

9.7
โหวต 9.7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 1 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

10 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

10 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

9 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...