น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

เรื่องสั้น : ทิศทาง

อ่าน 2,288
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 23 ก.ค. 2554 15:13 น.
ผู้แต่ง งัวทะเลทราย
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (1)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. ตอนเดียวจบ

เขียนเมื่อ วันที่ 23 ก.ค. 2554 15:16 น.

ทิศทาง

 

“ เมื่อคุณเดินไปตามเส้นทางที่ทอดอยู่ต่อหน้าตัวคุณ คุณเคยถามตัวเองรึเปล่าว่า เส้นทางที่คุณกำลังเยียบย่ำและมุ่งเดินไปอยู่นั้น มุ่งไปสู่ที่ไหน  หากคุณตอบตัวเองกับคำถามนี้ได้แล้ว ก็จงถามตัวเองต่ออีกครั้งหนึ่งว่าคุณมาเส้นทางนี้เพื่ออะไร  และเมื่อคุณหาคำตอบทั้งสองข้อนั้นได้อย่างดีเยี่ยมจนคุณพอใจแล้ว สุดท้ายคุณจงนั่งลงที่ริมทางแล้วถามตัวเองเป็นคำถามสุดท้ายว่า ใครคือคนที่เลือกเส้นทาง ”

 

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นจากมุมลึกของโลกทางทิศตะวันออก แสงแรกแห่งเช้าวันใหม่ส่องแสงแห่งความสดใสไปทั่วพื้นโลกขับไล่ความหนาวเหน็บและมืดมนของยามค่ำคืนไปจนสิ้น  ผู้คนเริ่มตื่นนอน ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อมาปฏิบัติกิจวัตรและหน้าที่ของแต่ล่ะบุคคล

 

พ่อคนหนึ่งลุกขึ้นจากเตียงนอนที่ปราศจากแม่อยู่เคียงข้าง แล้วมานั่งอยู่ริมเตียงพักหนึ่งเพื่อตั้งสตินึกคิดว่าตัวตื่นแล้วและห้ามนอนอีกไม่ว่าจะง่วงแค่ไหน จนสักพักพ่อก็เหลือบไปมองนาฬิกาที่อยู่บนโต๊ะหัวเตียงซึ่งเป็นนาฬิกาสีแดงทรงกลม มีขาตั้งสี่ขา ทำจากเหล็กและดูเหมือนมันจะเก่ามากแล้ว เข็มสั้นสีเหลืองของนาฬิกาหยุดนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่เลขห้า และเข็มยาวหยุดอยู่ที่เลขแปด และในขณะเดียวกันเข็มเล็กๆยาวๆก็เดินอย่างรวดเร็วต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน พ่อมองที่นาฬิกาอยู่นานกว่าจะปรับสายตาที่ขุ่นมัวจากการเพิ่งตื่นนอนให้มองชัดได้ จนเมื่อทราบแล้วว่าตอนที่ตัวเองตื่นนั้นคือเวลา ตี ห้า สี่สิบนาที  พ่อก็ลุกขึ้นจากการนั่งที่ขอบเตียง เพื่อมายืดเส้นยืดสายให้หายง่วงด้วยกายบริหารแบบง่ายๆที่มีสอนตามฟรีทีวีช่วงบ่ายๆของวันอีกสักสองสามท่า

 

พ่อที่หายง่วงแล้วจากการบริหารกายก็หันกลับไปที่เตียงนอนของตัวเองซึ่งมีสภาพย่ำแย่มาก ผ้าปูเตียงหลุดลุ้ยและผ้าห่มก็กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบอีก แม้จะดูแย่มากเพียงใดพ่อก็จัดการเก็บทุกอย่างให้เข้าที่เสร็จเรียบร้อยโดยใช้เวลาไม่นาน เมื่อเก็บเตียงเสร็จแล้วพ่อก็ออกจากห้องนอนของตัวเองมายังบริเวณชั้นสองของบ้าน จากนั้นก็เดินลงบันไดบ้านมายังชั้นล่าง เข้าไปยังห้องเสื้อผ้าที่อยู่ใต้บันได และหยิบผ้าเช็ดตัวสีดำมาหนึ่งผืน  พร้อมกับเสื้อผ้าใหม่สำหรับเช้าวันใหม่หนึ่งชุด จากนั้นก็มุ่งตรงต่อไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลนักเพื่อประกอบกิจการชำระร่างกายให้สะอาด

 

เมื่อเสร็จสิ้นเวลาสามนาทีกว่าไปกับการชำระร่างกายแล้ว พ่อก็ออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพตัวที่แห้งสนิทและสวมใส่ชุดสำหรับวันใหม่เรียบร้อยแล้ว พ่อถือผ้าเช็ดตัวที่เปียกออกไปยังข้างหลังบ้านแล้วนำมันไปต่างไว้กับราวตากผ้าที่ทำจากการขึงลวดให้ตึง เมื่อตากเสร็จแล้ว พ่อก็กลับเข้ามายังข้างในบ้าน แล้วก็ขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้านอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ได้กลับเข้าไปยังห้องนอนของตัวเอง แต่เข้าไปยังห้องอีกห้องที่อยู่ติดกับห้องนอนของตัวเอง ซึ่งมันเป็นห้องของลูกสาวเขา

 

พ่อเดินเข้าไปในห้องของลูกสาว และเห็นลูกสาวกำลังหลับใหลในภวังค์อย่างสุขสบายบนเตียงนอน พ่อเดินเข้าไปข้างๆเตียงของลูกสาว แล้วนั่งลงที่ขอบเตียง พ่อใช้มือที่หยาบกระด่างจับที่ไหล่ข้างหนึ่งของลูกสาวและเขย่าร่างกายของลูกสาวอย่างรุนแรงหลายครั้ง  แล้วก็ตะโกนด้วยเสียงหยาบ กระด่าง แข็ง ดังๆเพื่อปลุกให้ลูกสาวตื่นจากการหลับใหล

 

“ ตื่นๆๆ มันสายแล้ว ลุกขึ้น ลุกขึ้น ได้ยินไหม บอกว่าให้ลุกขึ้น ” พ่อตะโกน

 

ลูกสาวตื่นขึ้นอย่างงัวเงียผสมด้วยอารมณ์โมโหนิดๆเพราะพ่อเป็นเหมือนตัวมารที่มาขัดขวางความสุขของเธอในขณะที่กำลังปล่อยตัวเองไปกับความว่างเปล่าและดำมืดในภวังค์แห่งการหลับใหล

“ อะไร ” ลูกสาวทำเสียงหงุดหงิด

 

“ มาอะไรอีก ตื่นซะที มันสายแล้ว เร็วลุกขึ้น ลุกขึ้น ตื่นๆๆจะนอนหาอะไรนักหนา ” พ่อตะโกนทำเสียงแข็งกระด่างหยาบๆออกคำสั่งกับลูกสาว

 

ลูกสาวเกลียดคำพูดเช่นนี้เหลือเกินมันทำให้เธอรู้สึกอึดอัด พ่อทำยังกับว่าเธอเป็นทาสแล้วพ่อเป็นนาย และเธอต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้ทุกเช้าในตลอดชีวิตของเธอตั้งแต่แม่ทิ้งพ่อไป เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมพ่อต้องปลุกเธอตั้งแต่ตีห้าทุกเช้าเพื่ออาบน้ำไปโรงเรียน ทั้งๆที่ว่ากว่าคนจะไปโรงเรียนกันหนาตาก็ประมาณเกือบแปดโมง และตัวบ้านของเธอก็อยู่ห่างจากโรงเรียนไปไม่กี่ช่วงตึกเท่านั้น เธอตื่นเจ็ดโมงก็ยังไปทันแล้ว แต่พ่อทำตัวอย่างกับกระต่ายตื่นตูม ทำเหมือนกับว่าเวลามันติดจรวดอยู่ตลอดเวลา จนบางที่เธอก็เบื่อมากเช่นกัน

 

ลูกสาวเมื่อได้ยินเสียงการออกคำสั่งของพ่อที่น่ารำคาญก็สะลึมตื่น ลืมตาขึ้นมาเล็กน้อยมองลอดไปที่ช่องหน้าต่างของห้องเธอซึ่งปรากฏแต่เพียง ภาพของท้องฟ้าสีดำปนเทาๆเล็กน้อย แต่ไม่ปรากฏแสงสว่างมากนัก ลูกสาวจึงอนุมานเอาว่านี้คงเป็นเวลาเช้าเกินไปที่จะตื่นขึ้นไปโรงเรียน

 

“ ยังเช้าอยู่เลย  ” ลูกสาวพูดอย่างงัวเงีย

 

“ เช้าบ้าบออะไร มันจะสายแล้วอีกห้านาทีจะเจ็ดโมง เร็วลุกขึ้น ” พ่อพูดเช่นเดิม ตะโกนเสียงดัง หยาบ แข็ง กระด่าง

 

ลูกสาวเบื่อในคำพูดเช่นนี้ของพ่อเหลือเกิน ไม่รู้ว่าพ่อเห็นเธอเป็นเด็กโง่หรือยังไง ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่าเวลาจริงๆมันยังไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็พูดซะเกินจริงเชียว ให้ตายซิเป็นอย่างนี้ได้ทุกวันเลย

 

“ ขออีกสิบห้านาที เดียวตื่น ” ลูกสาวพูด

 

“ อย่ารำไร ลุกขึ้น อย่าต้องให้พูดหลายครั้ง โตๆแล้ว ตื่นเช้าแค่นี้ยังทำไม่ได้แล้วจะไปทำมาหากินอะไรได้ ถ้าเป็นทหารในสงครามป่านนี้โดนฆ่าตายนานแล้ว ” พ่อพูด

 

“ ก็หนูไม่ได้เป็นทหาร  ” ลูกสาวขึ้นเสียงดังใส่พ่อ หลังจากทนไม่ได้กับคำพูดเช่นนี้ของพ่อ พ่อมักจะยกยอตัวเองตลอดเวลา ว่าเคยทำอย่างนู้น ทำอย่างนี้ ชอบพล่ามๆว่าถ้าเป็นทหารในสงครามต้องทำอย่างงั้นอย่างงี้ ไม่งั้นโดนนั้นโดนนี้ ตั้งแต่เกิดมาลูกสาวยังไม่เคยเห็นเลยว่าประเทศนี้มันจะมีสงครามตอนไหน แล้วถ้าเอาจริงๆพ่อก็ไม่เคยผ่านสงครามอะไรซักอย่างเพราะพ่อไม่ใช่ทหารแต่เป็นตำรวจ แต่พ่อก็มักจะพูดเกินจริงในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำเสมอ เรื่องเล่าแต่ละเรื่องของแกจะเหมือนนิยายยกเมฆเรื่องหนึ่งที่แต่งขึ้นเพื่อยกฐานะแกให้เป็นยอดคน ลูกสาวจึงนึกคิดขึ้นมาเล่นๆได้ว่าสงสัยที่พ่อทำลงไปนั้นเพื่อปกปิดปมด้อยที่ว่าชีวิตตัวเองนั้นมันแสนจะเป็นเรื่องที่สุดจะน่าเบื่อและล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แกคงจะเกลียดชีวิตจริงๆตัวเองมากจนทนไม่ได้จึงต้องปรับแต่งมันไปหมด

 

“ อย่ามาขึ้นเสียงกับพ่อนะ พ่อไม่ใช่เพื่อนที่โรงเรียนของแก รีบลุกขึ้นไปอาบน้ำ ถ้าพ่อลงไปชั้นล่างแล้วยังไม่เห็นแกเดินลงมา โดนดีแน่ ” พ่อออกคำสั่งเด็ดขาดเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการตะโตนสียงดังและใส่อารมณ์อย่างจริงจัง

จากนั้นพ่อก็ลุกขึ้นจากขอบเตียงของลูกสาว แล้วเดินไปยังกลางห้องของเธอ จากนั้นก็ยืนนิ่งจ้องมองไปที่ร่างของลูกสาวที่ยังฟุบอยู่กับเตียงนอนของเธอ เพื่อรอดูว่าลูกสาวจะลุกขึ้นมารึเปล่า หรือจะนอนต่อไป หากเป็นอย่างหลังก็ถือว่าลูกสาวขัดค่ำสั่งเขา และเขาจะต้องลงโทษเธอ

 

ลูกสาวรู้แล้วว่าพ่อเอาจริงแน่ เธอรู้จักพ่อดีถ้าเธอไม่ตื่นละก็โดนตีแน่ และเธอจะรู้สึกแย่มากด้วยเพราะเวลาพ่อตีเธอแต่ละครั้ง จะตีหนักมาก จับอะไรได้ก็จะฟาดใส่เธอไม่ยั้ง บ้างครั้งพ่อก็เคยตีเธอด้วยแผ่นเหล็กซึ่งขณะนั้นพ่อกำลังซ่อมมอเตอร์ไซด์เก่าๆของแกอยู่ แล้วเธอก็เข้าไปคุยกับพ่อเพื่อขอให้พ่อไปส่งเธอไปงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน แต่พ่อบอกว่าไม่ไปส่งเพราะกำลังซ่อมมอเตอร์ไซด์อยู่ เธอพยายามจะตื้อเพื่อหวังว่าพ่อจะยอมใจอ่อนไปส่งเธอ แต่สุดท้ายพ่อกลับโมโหและยิบแผ่นเหล็กที่วางข้างๆมาฟาดใส่เธออย่างบ้าคลั่ง ทำอย่างกับเธอไม่ใช่ลูก ทำอย่างกับว่าเธอเป็นแค่สัตว์ไร้ค่าตัวหนึ่งที่คิดจะตีจะฆ่าตอนไหนก็ได้  ฉะนั้นเธอจึงตัดสินใจสลัดความงัวเงียทิ้งไปแล้วลุกออกจากเตียงนอนมานั่งที่ขอบเตียงของตัวเอง

 

“ เก็บที่นอนให้เรียบร้อยแล้วลงไปอาบน้ำ ” พ่อออกคำสั่ง

 

“ ค่ะ พ่อ ” ลูกสาวพยายามจะหาคำพูดมาเถียงอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวพ่อและรู้ว่าถ้าพูดเถียงออกไปต้องเจอกับอะไรบ้าง เริ่มแรกก็จะพูดว่า “ มึงนี้มันชอบเถียงดีนะ ” จากนั้นก็จะเริ่มลงไม้ลงมือกับเธอเพื่อบังคับให้เธออยู่ในโอวาทของพ่อ พ่อคงจะมีความสุขมากที่ได้ทำร้ายลูกสาวหรือคนที่อ่อนแอกว่า เธอจึงต้องจำใจที่จะพูดดีๆออกไปทั้งๆที่ไม่อยากและต้องก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งของพ่อไป พ่อชอบให้ลูกสาวทำตามคำสั่งของพ่ออย่างไม่ต้องตั้งคำถามหรือสงสัยใดๆ แค่ทำตามที่พ่อบอกเป็นพอ อย่าสั่นคลอนอำนาจในสิทธิ์ของพ่อไม่งั้นลูกสาวจบไม่สวยแน่

 

“ ดี พ่อจะไปตลาดซื้อกับข้าวมาให้ ถ้ากลับมายังอาบน้ำแต่งตัวไม่เสร็จอีก เจอดีแน่ ” พ่อออกสั่งสุดท้าย จากนั้นพ่อก็ออกไปจากห้องนอนของลูกสาว

 

ลูกสาวนั่งเซ็งกับอารมณ์เล็กน้อยที่ขอบเตียงนอนของตัวเอง จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วจัดการจัดเก็บผ้าห่ม หมอนและผ้าปูเตียงให้เข้าที่และเรียบร้อย ทั้งหมดใช่เวลาไม่นานนักทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะนี้เป็นสิ่งที่พ่อเคี่ยวเข็ญให้เธอทำตั้งแต่เด็ก และระหว่างที่เธอกำลังจะลงไปชั้นล่างของบ้านนั้น เธอก็ได้ยินเสียงสตาร์ทรถมอเตอร์ไซด์ และขับออกไปจากตัวบ้านของเธอ แสดงว่าพ่อออกไปจับจ่ายข้าวของที่ตลาดแล้ว และก็คงใช้เวลาไม่นานนักเพราะว่า ตลาดอยู่ห่างจากบ้านของเธอไปแค่สี่กิโลเมตรเท่านั้น และอีกอย่างบ่อยครั้งที่พ่อก็ใช้เวลาเดินซื้อของไม่นานนักเพราะพอเป็นคนไม่ชอบเดินเลือกนาน หากเดินไปแล้วเจอของที่ถูกใจก็จะซื้อแล้วก็กลับบ้านทันที และส่วนมากเช้าๆอย่างนี้พ่อมักจะซื้อแต่อาหารจำพวกแกงที่กินได้เลย ไม่ต้องเสียเวลามาทำอะไรต่อที่บ้าน เข้ามาทาน

 

ลูกสาวรีบเดินลงมายังชั้นล่างของบ้าน อย่างเร่งรีบ เธอเดินเข้าไปยังห้องเสื้อผ้าใต้บันได แล้วตรงไปยังตู้เสื้อผ้าของเธอ ลูกสาวเปิดออกแล้วยิบเอาเสื้อนักเรียนสีขาว กระโปรง พร้อมด้วยชุดชั้นในและกางเกงในจนครบ จากนั้นก็ไปหยิบผ้าเย็ดจากอีกตู้ตัวหนึ่งมา แล้วลูกสาวก็มุ่งตรงเดินเข้าไปในห้องน้ำอย่างรวดเร็วเพื่อประกอบกิจวัตรการชำระร่างกายในยามเช้า

เวลาผ่านล่วงเลยไปครึ่งชั่วโมงกว่าๆที่ลูกสาวใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำ ก็แน่ละผู้หญิงกับห้องน้ำในตอนเช้าเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลานานอย่างแน่นอน จนกระทั้งพ่อกลับมาถึงบ้านหลังจากจ่ายตลาดเสร็จแล้ว พ่อเดินผ่านเข้ามาทางประตูหน้าของบ้านแล้วเดินผ่านห้องโถงใหญ่ของบ้านที่รวมเอาห้องนั่งเล่นดูทีวีกับห้องกินข้าวเอาไว้ด้วยกัน พ่อผ่านเข้ายังห้องครัวที่อยู่หลังบ้านแล้วสังเกตเห็นว่าลูกสาวไม่ได้อยู่ พ่อไม่ได้กลับบ้านมาแล้วเจอกับลูกสาวที่อยู่ในสภาพพร้อมจะไปโรงเรียน พ่อเดินไปดูที่ห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกับห้องครัวแล้วพบว่ายังคงมีเสียงน้ำไหลและเสียงน้ำกระแทกกับพื้นห้องน้ำอยู่เลย นั้นแสดงว่าเขาใช้เวลาตั้งเกือบสี่สิบนาทีในการจ่ายตลาด แต่กลับมาลูกสาวยังอาบน้ำไม่เสร็จอีก อะไรมันจะนานขนาดนั้น ถ้าเป็นตัวเขาเองการอาบน้ำแค่ห้านาทีก็ถือว่านานเกินไปแล้ว

 

“ นี้ตายอยู่ในห้องน้ำหรือเปล่า รีบออกมาเดียวนี้ มันนานเกินไปแล้ว ” พ่อไปที่ประตูห้องน้ำที่ลูกสาวกำลังอาบน้ำอยู่ แล้วใช้มือทุบประตูอย่างแรง พร้อมกับตะโกนเสียงดังสั่งให้ลูกรีบอาบน้ำเร็ว เขาเริ่มมีอารมณ์โมโหเล็กน้อยกับความไร้ระเบียบวินัยของลูกสาว     

 

“ หนูเป็นผู้หญิงนะพ่อ ” ลูกสาวตอบกลับ ขณะที่กำลังอาบน้ำอย่างสบายตัวอยู่ในห้องน้ำ

 

“ ถ้าเป็นตำรวจทหาร เขาอาบน้ำกันแค่ ห้านาทีเท่านั้นแหล่ะ มันสายแล้วรีบออกมา ” พ่อออกคำสั่งอีกครั้ง แล้วก็ทุบประตูแรงๆหลายๆครั้ง

 

“ หนูเป็นคนธรรมดา เป็นลูกสาวพ่อ ไม่ใช่ทหารหรือตำรวจ ” ลูกสาวเถียงกลับ เพราะเบื่อกับคำพูดที่พ่อชอบพูดว่าถ้าเป็นตำรวจหรือทหารจะต้องทำอย่างงั้นอย่างงี้ ลูกสาวไม่เข้าใจเลยว่าสองอาชีพนี้มันวิจะเศษหรือดีเลิศกว่าอาชีพอื่นตรงไหน ทำไมพ่อต้องย้ำถึงมันอยู่ได้ พูดอย่างกับว่าไม่เห็นเธอเป็นลูกสาว แต่เห็นเธอเป็นผู้ใต้บัญชาการของพ่อมากกว่า

 

“ เออๆ เถียงเข้าไป มันเก่งนัก ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมยังเถียงคำไม่ตกคำอย่างนี้ โตขึ้นไปมันจะเก่งขนาดไหน ” พ่อตะโกนเสียงดังด้วยอารมณ์โมโหรุนแรง ตอนนี้เขาเดือดดาลแบบสุดๆแล้วจากการเถียงของลูกสาว

 

“ พ่อ ” ลูกสาวพูดเสียงตัดพ้อ สุดท้ายเธอก็ไม่เคยขัดขืนพ่อได้เลย มันต้องลงเอยด้วยการที่เธอต้องทำตามคำสั่งพ่อทุกครั้ง เธอจึงต้องรีบอาบน้ำให้เสร็จอย่างรวดเร็วทันที

 

“ ถ้ายังไม่ออกมาแต่งตัวเดียวนี้เจอดีแน่ ”  พ่อออกคำสั่งเด็ดขาดอีกครั้ง แล้วเดินออกมาจากหน้าห้องน้ำไปจัดการกับแกงที่เพิ่งซื้อมา พ่อเดินไปยังที่เก็บจาน แล้วเอาถ้วยออกมาสามใบมาวางไว้ที่บนเคาท์เตอร์ แล้วก็หยิบแกงที่ซื้อมาสามถุง แล้วก็เปิดถุงและเทแกงที่อยู่ข้างในลงไปในถ้วยสามใบ ขณะที่ทำไปหูก็พลางแอบฟังว่าเสียงน้ำในห้องน้ำหยุดดังหรือยัง เขาไม่เข้าใจเลยกับแค่การอาบน้ำให้เร็วหน่อยมันเป็นเรื่องยากอะไรนักหนา ทำไมลูกสาวเขาถึงไร้ระเบียบและวินัยเช่นนี้  มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะกับการเป็นลูกตำรวจเลย  ตลอดชีวิตการทำงานของเขา  ต้องมีพร้อมในระเบียบวินัยเสมอทำให้เขาทนไม่ได้ที่เห็นการไร้ระเบียบเช่นนี้

 

เสียงน้ำไหลและสาดกระทบกับพื้นเงียบงันลง แล้วจากนั้นพักหนึ่งเสียงปลดกลอนประตูห้องน้ำก็ดังขึ้น แล้วประตูก็เปิดออกพร้อมการปรากฏตัวของลูกสาวที่อยู่ในชุดนักเรียนเรียบร้อยแล้วยกเว้นแค่ไม่ได้ใส่ทุกเท้า

 

“ เสร็จแล้วเหรอคุณนาย ไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าว เดียวจะยกอาหารไปให้ ” พ่อเหลือบไปมองลูกสาวที่เพิ่งออกมาจากห้องช่วงสั้นๆ จากนั้นก็พูดขึ้นขณะหันกลับมาหยิบจานช้อนซ้อมอย่างละสองคู่จากที่เก็บจาน

 

ลูกสาวเดินไปยังห้องเสื้อผ้าใต้บันได เพื่อไปเอาถุงเท้าขาวมาคู่หนึ่ง แล้วเดินไปยังโต๊ะกินข้าวจากนั้นลูกสาวก็เลื่อนเก้าอี้ออกมาหนึ่งตัว ลูกสาวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวนั้น ลูกสาวยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นมา ในมือก็คลี่ถุงเท้าที่มัดเป็นก้อนอยู่นั้นให้ออกมาเป็นข้างๆ จากนั้นลูกสาวก็บรรจงสวมถุงเท้าใส่เท้าของตัวเองที่ละข้างจนเสร็จ

 

จากนั้นพ่อก็เดินออกมาจากครัวพร้อมกับถาดใบใหญ่ที่มีแกงสามถ้วย และข้าวสองจาน พ่อเดินตรงมายังโต๊ะกินข้าวแล้ววางถาดเหล็กใบใหญ่นั้นลง เมื่อวางเสร็จพ่อก็จัดแจงวางถ้วยแกงกับจานข้าวให้เรียบร้อย ก็มีมีจานข้าวพร้อมช้อนและส้อมมาวางตรงหน้าของลูกสาว ถ้วยแกงทั้งสามวางอยู่กลางโต๊ะ ส่วนจานข้าวพร้อมช้อนและส้อมอีกใบวางอยู่ที่หัวโต๊ะซึ่งเป็นที่นั่งของพ่อ

 

ลูกสาวมองลงไปเบื้องล่างเห็นจานขาวสีขาวสะอาดที่มีข้าวสวยร้อนๆอยู่บนมัน ลูกสาวหยิบช้อนด้วยมือขวาและหยิบส้อมด้วยมือซ้าย ลูกสาวพร้อมที่จะรับประทานข้าวแล้ว ลูกสาวเอื้อมมือทั้งสองข้างที่มีช้อนและส้อมอยู่ไปยังถ้วยแกงที่อยู่ติดกับลูกสาว ภายในถ้วยนั้นคือ แกงพะโล้หมูหน้าตาน่ากิน ลูกสาวอยากลิ้มรสมันกับข้าวสวยร้อนๆของเธอเหลือเกิน แต่ยังไม่ทันที่ลูกสาวจะใช้ช้อนส้อมจุ่มลงไปในถ้วยแกง เสียงพ่อที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็ดังขึ้น มันทำให้ลูกสาวหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวทันทีราวกับว่าเธอนั้นคือหุ่นยนต์ที่โดนปิดโปรแกรมจากรีโมตที่อยู่ในมือของพ่อ

 

“ เดียวก่อนอย่าเพิ่งกิน  ” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์คือ ดัง หยาบ แข็งและกระด่าง

ลูกสาวหยุดนิ่งในบริบทของร่างกาย แต่ภายในแล้ว หัวของลูกสาวกำลังเกิดคำถามขึ้นมากมาย ลูกสาวเกิดความสงสัยปนไปกับความกลัวว่า เธอทำอะไรผิดอีก ทำไมพ่อถึงได้หยุดการรับประทานของเธอกลางคัน ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของท่าน ทำไม ทำไม เครื่องหมายคำถามพุดขึ้นมาเต็มหัวของลูกสาว พ่อต้องลงโทษลูกสาวแน่ๆเพราะวันนี้วันเดียวลูกสาวทำให้พ่อไม่สบอารมณ์ไปสองครั้งแล้ว ถ้ามีครั้งที่สามต้องจบไม่สวยแน่ๆ ลูกสาวภาวนาในใจขอให้สิ่งศักดิ์ทั้งหลายช่วยดลบันดาลให้มันเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่ที่ลูกสาวคิดด้วยเถิด ลูกสาวไม่อยากถูกทำโทษ

 

“ วันนี้พ่อจะไม่ไปทำงานนะ  ” พ่อพูด

“ ค่ะพ่อ ” ลูกสาวพูด ลูกสาวรู้สึกโลงใจ ลูกสาวรอดพ้นจากการถูกลงโทษแล้ว

“ วันนี้ไปหาเพื่อนพ่อที่โรงพักด้วย หลังเรียนเสร็จแล้ว ” พ่อพูดด้วยลีลาท่าที่เหมือนผู้มีอำนาจกำลังออกคำสั่งต่อผู้อยู่ใต้บัญชา

“ ค่ะพ่อ ” ลูกสาวตอบด้วยน้ำเสียงเบาๆ ในขณะที่ลูกสาวก้มหน้าลงมองจานข้าวไม่สบตามองหน้าพ่อ มือทั้งสองข้างถูกดึงกลับมาวางที่ข้างจานข้าวของลูกสาวอีกครั้ง  ในใจลูกสาวเกิดความสงสัยว่าทำไมพ่อถึงบอกให้ลูกสาวไปหาเพื่อนพ่อที่โรงพัก ลูกสาวสงสัย สงสัยอย่างมาก แต่เธอไม่กล้าถามพ่อเพราะเธอกลัวพ่อโมโหลูกสาวอีก ลูกสาวอาจถูกลงโทษ พ่อไม่ชอบให้ใครมาสงสัยหรือคัดค้านในคำสั่งของพ่อ ลูกสาวจึงตัดสินใจที่จะเลือกเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ลูกสาวเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำสิ่งที่พ่อบอกให้ทำต่อไป  ดีกว่าถูกลงโทษหรือทำให้พ่อไม่พอใจ

“ ห้ามแวะไปที่ไหนเด็ดขาด เข้าใจที่พูดไหม ” พ่อพูดด้วยท่าทีเช่นเดิม

“ ค่ะพ่อ ” ลูกสาวตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงเรียกร้องหาอิสรภาพช่วงใกล้หมดลมของนกน้อยในกรงทอง

“ ดีงั้นกินข้าวต่อได้ ” พ่อพูด

“ ค่ะพ่อ ” ลูกสาวตอบ

 

สภาวะเคร่งเครียดและน่าหวาดกลัวที่เหมือนสมัยโลกเผชิญกับสงครามเย็นผ่านไป ชัยชนะตกเป็นของฝ่ายที่อวดศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวและต้องตกเป็นทาส  บรรยากาศที่แสนผ่อนคลายมาเยือนบนโต๊ะอาหาร ลูกสาวรู้สึกพอใจในการกระทำที่สามารถทำให้ตัวเองหลีกห่างจากการปะทุอารมณ์เดือดของพ่อได้อีกครั้ง  ทั้งคู่นั่งทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ลูกสาวรีบทานอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้พ่อต้องมากังวลกับการทำอะไรล้าช้าของลูกสาวอีก

 

เมื่อทั้งคู่ทานเสร็จ พ่อก็นำจานข้าวและถ้วยทั้งสามใบไปล้างที่เคาเตอร์ในครัวหลังบ้าน ลูกสาวลุกออกจาโต๊ะทานข้าวแล้วก็รีบรุดขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน ตรงไปยังห้องของเธอเพื่อหยิบเอากระเป๋าขนาดใหญ่ที่ดูราวว่าจะหนักได้หลายกิโลกรัมของลูกสาวมาสะพายไว้ที่หลัง จากนั้นลูกสาวก็รีบวิ่งออกมาจากห้องของเธอ ลงบันไดเพื่อมายังชั้นล่างของบ้าน ลูกสาวรีบวิ่งไปยังหน้าบ้านอย่างเร็วเพื่อหวังว่าจะให้ทันก่อนพ่อจะไปถึง

 

แต่ถึงแม้ลูกสาวจะรีบเร่งเพียงใดก็ตาม สุดท้ายเมื่อลูกสาวเปิดประตูหน้าบ้านออกไป ภาพแรกที่เธอเห็นก็คือ ภาพของพ่อกำลังขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซด์สีแดงเก่าๆของพ่ออยู่ เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูของลูกสาว พ่อก็หันไปมองภาพของลูกสาวรีบเร่งวิ่งออกมาแล้วก็พูดคำหนึ่งขึ้นทันที่

“ ช้าอีกแล้ว ” พ่อพูด

จากนั้นพ่อก็สตารท์มอเตอร์ไซด์ต่อทันที แค่เพียงครั้งเดียวมอเตอร์ไซด์ก็ติดเครื่องทันที ลูกสาวงยื่นมึนงงในคำพูดของพ่อ ในใจของลูกสาวพุดคำถามขึ้นว่า ลูกสาวจะทำยังไงถึงจะถูกใจพ่อ คำตอบที่หัวใจตอบเธอก็คือ ไม่มีทาง

“ มันสายแล้วนะ จะไปหรือเปล่าโรงเรียนนะ ” พ่อหันมาตะคอกใส่ลูกสาว

ลูกสาวรีบตื่นจากสภาวะมึนงงแล้วรีบรุดกระโดดไปเกาะหลังเบาะทันที จากนั้นมอเตอร์ไซด์เก่าๆสีแดงๆที่มีพ่อและลูกสาวนั่งอยู่ก็ขับเคลื่อนออกไปมุ่งสู่โรงเรียน สิ่งเดียวที่ทิ้งไว้คือ ควันดำจากท่อไอเสียที่มีมากเหลือเกิน

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...