นิยาย : Hazard Trap ร้ายสุดก็บอดี้การ์ดผมนี่แหละ

อ่าน 420
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
9 บท
แต่งเมื่อ:
วันที่ 5 มี.ค. 2561 08:39 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง ้เล่มเล็ก
เริ่มเข้าขีดเขียน (20)
เด็กใหม่ (1)
เด็กใหม่ (1)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

บท 1. บทนำ

เขียนเมื่อ วันที่ 5 มี.ค. 2561 09:33 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 10 มี.ค. 2561 07:27 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

มาเฟีย เป็นกลุ่มคน หรือสมาชิกของกลุ่มคน ที่รวมตัวกันเพื่อประกอบมิจฉาชีพในการทำมาหากิน เป็นชื่อเรียกของกลุ่มสังคมที่ผิดกฎหมายอย่างลับๆ อาชีพที่เก็บส่วย เก็บค่าคุ้มครอง ค้าของผิดกฏหมาย เลี้ยงมือปืน ยาเสพติด ใครๆก็รู้ว่ากลุ่มมาเฟียมีอิทธิพลอำนาจขนาดไหนจึงไม่มีใครกล้ายุ่งและเข้ามาข้องเกี่ยวด้วย และผมก็เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มมาเฟียเพราะผมคือทายาทรุ่นต่อไปที่จะต้องดูเเลและรักษาศักดิ์ศรีของตระกูลมาเฟียไว้ แต่ผมไม่ได้เหมือนทายาทรุ่นก่อนๆหรอกนะที่จะต้องโหดเถื่อนน่ะและก็ไม่ใช่ว่าผมจะชอบการเป็นมาเฟียด้วย ผมออกจะเบื่อด้วยซ้ำเพราะมาเฟียน่ะไม่ได้มานั่งว่างๆหรอกนะมาเฟียอย่างผมก็มีงานที่ถูกกฎหมายให้ทำเหมือนกันโดยเฉพาะไอ้แฟ้มงานที่เต็มโต๊ะผมไปหมดนี่ด้วย

ก็อก ก็อก

 

"เข้ามา!"

"หัวหน้าครับคุณหนูเอม่ามาขอพบครับ"

"บอกเธอว่าผมไม่ว่างคุย"

 

ยัยนี่อีกแล้วเหรอเนี่ยไม่รู้ว่าจะมาหาอะไรกันทุกวันตั้งแต่ผมมาจีนครั้งแรกก็มียัยเอม่านี่ตามตอแยสารพัดแถมยังชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวผมไปซะหมด บอดี้การ์ดก้มหัวให้ผมก่อนจะเดินออกไปสักพักก็มีเสียงโวยวายก่อนเจ้าตัวจะเดินปึงปังเดินเข้ามาในห้องทำงานผม

 

"ทำไมเอม่าถึงพบคุณไม่ได้ล่ะคะ!"

"เอม่าเธอน่าจะเห็นนะว่าฉันยุ่งอยู่เลิกทำตัวน่ารำคาญ แล้วออกจากห้องทำงานผมได้แล้ว เพราะผมไม่มีสมาธิ"

"แต่เอม่ามาบอกเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านคาล์วสั่งนะคะ"

"คำสั่งท่านพ่องั้นเหรอ?"

 

ผมเงยหน้ามองเอม่าพร้อมกับขมวดคิ้ว คำสั่งของพ่อแต่ทำไมพ่อถึงไม่มาบอกผมตรงๆล่ะ ยัยเอม่าคงไปขอมาบอกฉันเองสินะ ผมพยักหน้าให้เอม่าพูดต่อเธอเดินเข้ามาหาผมก่อนจะเดินเข้ามานั่งบนโต๊ะแล้วโน้มตัวลงมาใกล้ผม"อยากรู้คุณต้องอยู่กับเอม่าทั้งคืนนะค่ะ"

 

"เอม่า!"

"ก็ได้ค่ะทำไมต้องดุด้วยล่ะค่ะ หึ! ท่านคาล์วสั่งให้มาบอกคุณว่าวันศุกร์นี้คุณต้องขึ้นเครื่องบินไปศึกษาต่อที่ไทยค่ะ"

"ห้ะ!!"

"ใช่ค่ะ ท่านคาล์วยังสั่งอีกว่าไม่มีแต่อะไรทั้งสิ้นและท่านจะไม่เปลี่ยนใจแน่นอน"

 

ผมตกใจทันทีที่ได้ยินเอม่าบอกเเบบนั้นไหนพ่อบอกว่าถ้าผมมาสืบทอดตระกูลตอผมไม่จำเป็นต้องเรียนต่อให้สูงนิ แค่อ่านออกเขียนได้ในภาษาต่างๆก็พอไง เอม่าพูดแค่นั้นก่อนจะส่งจุ๊บให้ผมแล้วเดินออกจากห้องทำงานไป นี่มันเรื่องอะไรวะเนี่ยยัยเอม่าคงไม่กล้าโกหกผมอยู่แล้วและอีกอย่างถ้าพ่อพูดหรือสั่งอะไรแล้วไม่มีวันคืนคำแน่นอน ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรหาพ่อที่ตอนนี้คงจะอยู่อเมริกา ผมมรอสักพักปลายสายก็กดรับสาย

 

[ว่าไงธัน]

 

 

"พ่อไหนพ่อบอกว่าไม่ต้องเรียนต่อไงถ้าผมสืบทอดตระกูลต่อ"

 

 

[นั่นมันตั้งนานแล้วนะ และอีกอย่างสมัยนี่ถ้าไม่ได้เรียนหนังสือมาก็อยู่ไม่รอดหรอกนะธัน]

 

"แต่พ่อสัญญากับผมแล้วนี่"

 

[สัญญาก็มีวันตัดขาดสัญญาเหมือนกันน่ะเเหละ]

 

 

"แต่ผมไม่อยากไปนิ!!"

 

 

[แกเอาแต่ใจแบบนี้ไงฉันถึงอยากให้แกไปน่ะ]

 

ผมได้ยินแค่นั้นก็รีบตัดสายแล้วมองโทรศัพท์อย่างอารมณ์เสีย สัญญาก็มีวันตัดขาดสัญญางั้นเหรอนี่มันข้ออ้างชัดๆผมคงต้องไปจริงๆสินะ ก็เเค่เรียนให้มันจบๆไปที่จริงผมก็ไม่ได้เกลียดการเรียนหรอกแต่เเค่รำคาญพวกในโรงเรียนที่เอาแต่จ้องมองผมเหมือนกับตอนที่ผมเรียนครั้งแรกพวกผู้หญิงก็ต่างเข้ามาตอแยผม ไม่ใช่ว่าผมไม่สนใจผู้หญิงหรือเป็นเกย์อะไรทำนองนั้นหรอกอย่าคิดเชียวแต่พวกผู้หญิงที่เข้ามาก็แค่เห็นว่าผมรวยและมีอำนาจแค่นั้นแหละ ผมรีบเดินออกมาจากห้องทำงานก็เห็นว่าไอ้ไลน์เพื่อนสนิทของผมนั่งอ่านหนังสือรออยู่ที่โซฟาด้านนอก"ไอ้ไลน์แกมาทำอะไรวะ?"ไอ้ไลน์เงยหน้าขึ้นมามองผม

 

"มาหาแกน่ะเเหละ"

"มาหาฉันเรื่องอะไร?"

"นี่แกอย่าบอกนะว่าลืมเรื่องที่แกให้ฉันหาบอดี้การ์ดส่วนตัวให้น่ะ"

"อ๋อแล้วแกหาได้ใหม"

"บอดี้การ์ดที่นิสัยแบบนั้นหายากวะ"

"ขนาดแกยังหาไม่ได้เลยเหรอวะเนี่ย ก็อีเเค่คนที่เก่งต่อสู้ใช้ปืนเป็นมีความรู้พื้นฐานเรื่องปืนทำอาหารเป็นงานบ้านได้ และก็ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่องานน่ะนะ"

"ผู้ชายที่ทำอาหารและเก่งต่อสู้หายากนะเว้ย"

"ฉันก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายเสมอไปนิ"

"ผู้หญิงเก่งต่อสู้ก็หายากแถมยังต้องมีพื้นฐานเรื่องปืนอีก ฉันนี่แทบพลิกแผ่นดินหาถามจริงเหอะแกหาไปทำไมวะ"

 

ผมมองมันอย่างเหนื่อยใจเล็กน้อย ที่ผมหาคนแบบนั้นก็เพราะต้องการบอดี้การ์ดส่วนตัวที่ช่วยผมแก้ปัญหาได้ดูแลผมได้และก็ปกป้องผมได้แต่มันคงหายากจริงๆน่ะเเหละขนาดไอ้ไลน์คนที่สืบหาข้อมูลคนเก่งที่สุดในเมืองยังหาไม่ได้เลย แต่ผมก็ยังคิดว่าคนแบบนั้นมันต้องมีสิถึงแม้ไอ้ไลน์จะบอกว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝันก็เถอะผมไม่ใช่ผู้ชายโลกสวยซะหน่อย ผมชวนไอ้ไลน์ไปกินข้าวด้านนอกและคุยเรื่องที่ผมจะไปเรียนต่อที่ไทยไอ้ไลน์ตกใจมากที่ผมยอมไปที่ไทยง่ายๆก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมครั้งนี้ผมถึงยอมทั้งๆที่ผมเป็นคนเอาแต่ใจไม่ยอมอะไรง่ายๆแต่ครั้งนี้ผมอาจจะแค่คิดว่าไปเที่ยวหยุดยาวล่ะมั้ง.....

 

 

 

 

 

 

สนามบินปักกิ่ง

6:40 น.

ผมมาถึงสนามบินก่อนเวลาขาออกลูกน้องออกมาเปิดประตูให้ผมลงผมเดินลงมาจากรถลีมูซีนด้วยความเบื่อ พ่อเดินตามผมลงมาก่อนที่คนกลุ่มใหญ่จะเดินตามผมกับพ่อเข้ามาในสนามบินเจ้าหน้าที่ที่คอยตรวจหน้าประตูมีสีหน้าหวาดกลัว ก่อนจะรีบเดินออกห่างจากประตูไปไกลๆ ทั้งๆที่ผมก็ยิ้มให้พวกเขาแต่ก็ไม่ช่วยอะไรคงเพราะขึ้นชื่อว่ามาเฟียสินะ ผมได้เเต่ถอนหายใจก่อนจะทำธุระเรื่องการบินไปกรุงเทพแล้วมานั่งที่นั่งซึ่งตอนแรกมีคนนั่งอยู่มากพอผมนั่งเท่านั้นเเหละนั่งห่างผมเป็นวาเลย ผมหันมามองพ่อที่ทำเป็นไม่สนใจคนพวกนั้น

 

"ฉันคิดว่าแกจะตั้งใจศึกษานะธันเพราะเเกคือทายาทคนต่อไปเพราะฉะนั้ันแกต้องดูเเลตัวเองให้มีชีวิตรอดพอเเกไปถึงกรุงเทพจะมีลูกน้องของแกรออยู่"

"ครับ"

 

ผมพูดแค่นั้นก็มองไปทางเคาน์เตอร์พอดีกับที่ผู้หญิงคนหนึ่งหันมาสบตาผม เราสบตากันอยู่อย่างนั้นผมเหมือนติดอยู่ในภวังค์เธอมีแววตาสีฟ้าสดใสบ่งบอกว่าเธอเป็นคนต่างชาติผมของถูกรวบขึ้นและปล่อยหน้าม้าลงมา เธอมองผมสักพักแล้วก็หันไปมองด้านหลังผม

 

"ระวัง!!!"

 

ปัง!

ก่อนที่เสียงปืนจะดังเธอวื่งเข้ามาหาผมแล้วผลักผมให้นอนลงราบกับโต๊ะเธอควักปืนออกมาจากกระเป๋าก่อนจะยิงสวนกลับไป ทุกคนในสนามบินต่างวิ่งหนีหลบลูกกระสุนกันใหญ่ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ เธอที่ตอนนี้ทำหน้าเคร่งขรึมพร้อมกับยิงปืนเธอก้มลงมามองผมก่อนจะผลักหัวผมให้ก้มลงตามเดิม