นิยาย : Bloodhunt : บลัดฮันท์/ล่าโหดกระหายเลือด

อ่าน 102
วิจารณ์ 1
แนว:
จำนวน:
3 Part
แต่งเมื่อ:
วันที่ 9 ก.พ. 2561 23:19 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง เอเดน
หัดอ่านหัดเขียน (10)
เด็กใหม่ (1)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

Part 1. The Hunter/เมื่อนักล่ามาเยื่อน

เขียนเมื่อ วันที่ 9 ก.พ. 2561 23:29 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 12 ก.พ. 2561 01:04 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

 

     ดวงจันทร์หลบซ่อนลับหายไปในม้านหมอกสีคราม เช่นเดียวกับเสียงร้องของกบคางคกหรือจะจิ้งหรีด. ทอดทิ้งให้มีเพียงความเดียวดายของสายฝนและกลิ่นอันชุ่มชื่นของดินแท้.

 

ฟ้าคำรามเมื่อทำเลงของหยดน้ำตกหนักขึ้น. บรรยากาศตัดผ่านไร่ร้างอันน่าขนลุกนี้ดั่งส่งลางร้ายให้แก่ใครก็ตามที่คิดจะสารจร.

และในทุกๆมุมมืดของโลกเรา กลับเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายเฝ้ารออยู่.

มันมีมากกว่าบรรยากาศหรือค่ำคืนที่เป็นเหตุผลให้ชาวบ้านจากไคทาสตาวล์หลีกเลี่ยงใช้ถนนเส้นนี้.

 

หยาดฝนหยดจากชุดโคทยาวของชายหนุ่ม.

ด้วยผิวขาวซีดเหมือนศพ และผมแสนรุงรังชุ่มเปียกน้ำ, ดำประกายเงาเป็นเหมือนสีของขนนกอีกา.

บนหลังของเขาแบกอาวุธดาบถึงสามเล่ม.

และเมื่อเขายื่นอยู่ท่ามกลางความมืดใต้เงาของกิ่งไม้ที่ตายลาจากไป, คู่ของดวงตาสีฟ้าใสไร้วิญญาณจับจ้องตรงพิ้นโคลน.

หากเป็นดวงตาเปล่าๆของคนธรรมดาก็จะบอกมันไปได้เพียงแต่ว่ามีดินโคลนหรือกรวดหิน. แต่จากตาของโครว์, 'บลัดฮันเตอร์’ ผู้ล่าอสูร แล้วนั้น, เขาสามารถมองเห็นผ่านทะลุกำบังของความมืดนี้ไปได้อย่างชัดเจน.

ไม่ช้าตามนั้นเอง, เขาก็ก้มยองลง, สังเกตุดูมันอีกใกล้ๆ.

ถึงสีแดงเปร่งของเลือดลอยอยู่ในหลุมบ่อน้ำขัง,

หมายความว่าเขาใกล้ถึง ‘มัน’ แล้ว.

 

ดาบทั้งสามนั้นขยับตามเมื่อเขาลุกยืนขึ้น.

บนถนน, โครว์ดุดเดินต่อตามร่องรอยที่ค้นเจอ.

ผักและผลไม้กระจาดกระจายตามพื้นดิน.

เจ้าหนอนแมลงวันเหมือนกับเส้นเข็มคลานทิ้มแทงเนื้อแอปเปิ้ลน้ำตาลดำบอบช้ำ. และก็เช่นกันกับซากศพของม้านอนจมในมหาสมุทรของหมื่นพันหนอนเน่า.

 

“รถลากถูกทิ้งปักจมดินตรงกับที่บอกเอาไว้... เกวียนเสบียงของคูสแลนด์.”

 

ผู้ว่าจ้างของเขาคือ มิคาเอล คูสแลนด์, ข้าราชสำนักชั้นปานกลางของประเทศเพียตร้า ผู้พึ่งได้เป็นเจ้าของเหมืองแร่เหล็กดำคนใหม่ในไคทาสตาวล์.

 

รถเสบียงที่ผมสั่งถูกโจมตี และพอผมถามกับคนงานที่รอดตายกลับมา เขากลับไม่เอ่ยปากอะไรเลยสักคำ’

 

นั่นเป็นคำพูดของมิคาเอลเมื่อถามให้เขาออกสืบสวน. มันดูแปลก ณ แต่แรกที่จ้างบลัดฮันท์อย่างเขาให้ส่วมรองเท้านักสืบ. เขาคิดว่ามันคงเป็นเพราะด้วยความหวาดระแวงรืออะไรสักอย่าง.

โครว์เดินเข้าหาศพม้าเพื่อสำรวจสาเหตุการตายของมัน. เหล่าเจ้าหนอนเน่าคลานหลบทันทีเมื่อสายตาเรืองแสงคู่นั้นทอดหา.

“ตายมานับ 3 ถึง 5 วัน, คงเป็นม้าพันธุ์เพเทรียน, อึดและทน-” มันไม่มีมากให้บอกแต่แรก เขาจึงเพียงได้แต่เดาจากโครงขนาดกระดูกกับเศษของเนื้อหนังที่ติดอยู่ตามมัน,

 

“-เครื่องในถูกแถะออกด้วยเคี้ยวกรามใหญ่, ดวงตายังทะเหลือกอยู่. หืม…” เขาชะรอใจและลูบไลตามกระของเคราบางๆบนคางเรียวๆของเขา. “...เธอถูกฉีกกินทั้งเป็น..โดยอสูร.” ฝีหน้านิ่งตายเมื่อสายตาไม่เสาะห่างจากพวงท้องโหว่ๆของมัน.

เป็นเวลามา 3 ปีแล้วที่เขาได้กลายเป็นบลัดฮันท์, จะศพ, ความเจ็บปวดหรือความตาย, เขาได้เห็นพวกมันมากจนพอชินตา.

แน่นอนแล้วว่ามันคืออสูร. เพราะไม่มีสัตว์ป่าไหนมีกรามใหญ่เท่านี้. มันกระโจนโจมตีเกวียนม้าในขณะโดยสารมาด้วยความเร็ว, ก่อให้ล้มคว่ำ, และแถะกินม้าอยู่ในระหว่างที่คนงานหลบหนีรอดไปได้.

 

“อาจจะเป็นแววูฟหรือการ์กอยวัยโต.” ทั้งสองตรงกับในเรื่องของความเร็วและในลักษณะการฉีกกินเหยื่อ, ทุ่งไร่ร้างแห่งนี้เองก็เป็นถิ่นล่าอย่างดีของพวกมันเช่นกัน.

 

เหล่าหนอนเน่าเข้ากลับบ่อนกินทันทีเมื่อเขาหันหลังให้. และจ้องเขมืองไปยังใจกลางทุ่งข้าวโพด ถึงหลังคาของสิ่งปลูกสร้างที่ดูเหมือนโรงนาทำจากไม้. มันเป็นที่เดียวที่เขาคาดออกว่าคือถิ่นอาศัยของอสูรตัวนี้, โครว์ตั้งให้มันเป็นจุดหมายต่อไป.

 

…….

 

เปาะแปะเปาะแปะเปาะแปะเปาะแปะ

 

     และฝนก็ยังไม่หยุดตก, โครว์จำไม่ได้ว่าดินแดนแห่งเพียตร้ามีหน้าฝนหนักขนาดนี้. แต่จริงๆแล้วเขาเองก็ใช่ว่าเดินทางมายังตอนเหนือแบบนี้บ่อยๆ.

เขาอาจจะมีดวงตาสำหรับรายละเอียดและสมองที่จะใช้ประเมินมัน, แต่โครว์กลับขาดความระมัดระวังกว่าที่เขาพยายามแสดงให้เห็น. และด้วยความเป็นหนุ่มในวัยช่วงต้น 20, เขาจึงเป็นคนค่อนข้างใจร้อนเกินกว่าที่ตนคิด.

แต่แม้ว่ามันจะเป็นนิสัยบวกกับความดูน่าเกรงข้ามของเขา, ลึกๆภายในโครว์กลับเป็นคนมีจิตใจเมตตาและเป็นธรรม.

 

…….

 

    กระบอกลำแสงของดวงจันทร์ตัดผ่านหมอกเมฆสีคราม.

สาดแสงสีเงินอาบทุ่งข้าวโพดจนเกิดเป็นเขียวมรกตดั่งเวทมนตร์.

พืชสวนได้ถูกทิ้งไม่เหลวแลโดยชาวไร่. แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง, ธรรมชาติกลับรอดคงชีพอยู่ได้.

 

เสียงเอียดออดของประตูบานพับเกาะขึ้นสนิมบรรเลงดังเสียดสีแก้วหู.

กลางผื่นไร่ร้างเหมือนป่าช้า, โรงนานี้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเดียวที่ยืนหยัดอยู่ถึงแม้เนื้อไม้จะเสื่อมไปตามกาลเวลา.

ภายใน, เครื่องมือการเกษตร, จอบ, พรวน, หรือจะบัวรดน้ำ, ได้ถูกแหวนไว้ด้วยโซ่เหยื่อมสนิม, เรียงกันเหมือนสายส้อยประดับห้อยลงมาจากเพดานไม้.

ซากศพเน่ากับโครงกระดูกของทั้งสัตว์และมนุษย์ในโรงนาจมอยู่ใต้ดงฟางแห้ง, แสนแดงของเลือดทั้งเก่าทั้งสดเต็มทั่วไปหมด.

มีเพียงอสูรเท่านั้นที่จะเรียกที่นี้ได้ว่าบ้าน.

 

สายฝนกลบเสียงฝีเท้าของเขาในขณะย้องเข้าไป.

จมูกจับถึงกลิ่นเหม็นเน่า. และโครว์ดึงดาบเงินออกมาถือกุมไว้ในกำมือทั้งสอง.

 

คลิกคลิกคลิก คลิก

...เสียงปลุกตื่นขึ้นท่ามกลางความมืด.  

เงาขนาดยักษ์ขยับไหวอยู่บนร่างนอนนิ่งของโคนาที่ยังดูเหมือนมีชีวิตอยู่.

และจากมองดูใกล้ๆ, ถึงหัวสามเหลี่ยมคล้ายกับกิ่งก่าพร้อมเขี้ยวฟันนับร้อยที่ฝังจมลงกลางท้องวัว ตลอดจนลำตัวผอมๆและแขนทั้งหกของมัน. ก็บอกได้ถูกเลยว่าไม่ใช่แววูฟหรือการ์กอย.

 

มันคือ ชริ้งเกอร์. อสูรประเภทแมลง.

เสียงคลิกนั้นกำเนิดจากในลำคอตามธรรมชาติของมัน.

ด้วยแขนหน้าสองข้างยาวใหญ่กว่าทั้งหมด และเกือบจะเท่ากับลำขาที่ใช้ยืนหรือยองนั่งอยู่, เป็นคือใบมีดคมเกียวยักษ์และหัวโค้งงอเหมือนกับพลั่ว (มันถูกออกแบบมาเพื่อกรวดกวนดินหรือหินในอุโมง). นอกจากนี้, ทั้งร่างของมันยังห้อหุ่มไปด้วยเกราะชั้นแข็งเหมือนแมลงเต่าทองอีกด้วย.

แต่ที่โครว์กำลังแปลกใจอยู่คือทำไมมันมากินอยู่อาศัยในโรงนาแบบนี้? ตามปกติชริ้งเกอร์อาศัยอยู่ใต้พิภพและดักกินตามโพรงที่มันขุดขึ้น. มันแทบจะไม่โพร่หัวออกมาหากไม่ถูกขับไล่จากถิ่นหรือหิวกระหายอย่างหนัก. และจากขนาดของร่างที่คงสูงราว 12 ฟุตเองก็บอกได้เลยว่ามันมีอายุเก่าแก่มาก. คงจำศีลมาประมาณร้อยๆกว่าปี!

 

อากาศชื่นหนาวทำให้ไอลอยขึ้นจากปากของโค, เหมือนสัญลักษณ์ลมหายใจสุดท้ายของมัน.

ดาบของโครว์ที่ถืออยู่เป็นดาบเงินสั้นสองคมสำหรับอสูรแห่งเวทมนตร์ต่างๆ. และด้วยวัตถุเงินของใบดาบผุเปราะได้ง่ายจึงทำให้มันไม่เหมาะสมจะใช้ฟาดฟันเกราะหน้าๆของชริ้งเกอร์. นักล่าที่แท้จริงดีสุดในการรู้จักอาวุธและเครื่องมือของตน. เหมือนช่างตีดาบรู้จักค้อนของเขา หรือช่างทอผ้ารู้จักเส้นด้าย.

 

แบบไร้เสียง, โครว์จึงเก็บอาวุธช้าๆ. ในฉับพลันมือของเขาเอื้อมไปหาดาบเล่มที่สามซึ่งเหมาะกับงานมากที่สุด.

และเขาคงจะได้ลงมือโจมตีก่อน หากเจ้าอสูรยักษ์ชริ้งเกอร์ไม่จู่ชงัก. มันเป็นช่วงระหว่างที่เขากำลังจะสลับดาบนี้เองที่แมลงอสูรยักษ์หันหัวมาหาเขา.

โครว์สัมผัสได้ถึงเสียงคลิกที่เริ่มถี่หนักขึ้นบนใบหน้าเมื่อหัวของมันหันเคลื่อนใกล้เข้ามา.

ชริ้งเกอร์มีระบบรับสัมผัสเหมือนค้างคาว. มันใช้คลื่นเสียงคลิกถี่ๆนี้เพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว. แต่ก็แน่นอน, โครว์มิอาจรอให้มันนึกจะกินเขาได้.

ปลายนิ้วของเขาจึงยังค่อยๆเขยิบไปจับด้ามดาบใบเลื่อย. กิ๋ง…

 

ก๊ากกกกกกกกก!!!!

คลื่นเสียงกรีดร้องสุดแสบหูลั่นออกจากปากของนรก. พลังคลื่นเสียงของชริ้งเกอร์ส่งทำลายทุกอย่างในทิศทาง. เสาค้ำโรงนาเปราะร้าวเป็นรอย, ไม้เพดานสะบัดตามเป็นแผ่นๆ, และร่างของโครว์เองที่ถูกอัดเต็มโดยคลื่น, กระเด็นไปยันประตูทางเข้า, ไม่ก่อนที่เขาได้ถือดาบตัดกระดูกเอาไว้ในมือ. 'ฮอนบานิ’.

ดาบคาตานาประเภทโนดาชิ. ใบคมฟันเลื่อยของมันยาวถึง 90 เซนติเมตร. ตีจากเหล็กอีโบนี่, ตัวดาบจึงทนทานกว่าเกร็ดมังกรและเฉียบคมขึ้นอีกในความร้อนของเปลวไฟ.

ดาบสีดำเล่มใหญ่นี้แทบยาวเท่าความสูงของตัวเขาแต่กลับเบาถึงถือเอาไว้ด้วยมือเดียวได้.

ปลายคมของมันจ่อเล็งไปยังเจ้าอสูร และไม่ว่าในความเกลงกลัวหรือดิ้นรนเองนั้น, มันก็ได้พังพนังโรงนาหลบหนีไปและเกือบจะทำลายโรงนาเก่าๆนี้ไปพร้อมๆกัน.

 

“เฮ้อ…” พอทีกับแผนจะลอบโจมตีมันของเขา (ถ้ามันจะเป็นมากถึงกับแผนสะแต่แรก.) และตอนนี้เขาเองก็ต้องกวดล่ามันอีก. โครว์ถอนหายใจก่อนจะไล่ตามมัน.

 

…….

 

‘สิ่งที่ดีสำหรับอสูรขนาดใหญ่คือเจ้าจะไม่คลาดสายตาจากมันง่ายๆ’ คำสอนของแอช วายด์ฮราท อาจารย์ของเขาฉุดขึ้นมาในหัวระหว่างที่วิ่งไล่ตามเจ้าชริ้งเกอร์ขนาดเท่าต้นสนไปยังทุ่งข้าวโพด.

 

'แล้วสิ่งที่แย่หล่ะ?’ ตัวเขาเองในอดีตเอ่ยถาม.

 

'ก้อนะ ส่วนมากจะต้องใช้หลายๆเสียบดาบกว่ามันจะตาย ฮ้าฮ้าฮ้าฮ้าฮ้า.’ แอชปล่อยขำออกมาให้กับมุขของเขาเอง. แต่โครว์ในปัจจุบัน, ณ ตอนนี้นั้น, ไม่มีเวลาพอจะมาหัวเราะ.

 

เจ้าชริ้งเกอร์วิ่งอย่างเร็วไว. น่าทึ่งสำหรับอสูรที่มีขาหลังเพียงสองข้าง. ต้นข้าวโพดโค้นล้มเป็นแนวยาวตามรอยเส้นทิศที่มันผ่านไป. เหยียบทุ่งเปียกๆแบบนี้ช่างลำบากเล็กน้อยสำหรับเขาที่จะตามติดมันเร็วๆโดยไม่ให้สะดุดกับก้านข้าวโพดบนพื้น.

 

แต่ถึงจะอย่างนั้น, อย่างที่แอชเคยพูดไว้, เขาสามารถเห็นหลังสูงๆเท่าต้นสนของมันได้โดยไม่ต้องเขยิบตาผ่านดงข้าวโพดนี้.

 

อย่างไรก็ตาม, เขากลัวว่ามันจะวิ่งหนีไปถล่มชาวบ้านในไคทาสตาวล์เสียมากกว่า.

 

แผ่นดินไหวเขย่าตัวเขา. สะบัดสะเบเมื่อเงยหน้าเห็นสายฝนกลายเป็นก้านข้าวโพดทยอยหล่นมาจากฟ้า. มันเกิดมาจากที่เจ้าชริ้งเกอร์พยามจะขุดดินหนี. เขาไม่สามารถแม้จะขยับได้สักก้าว. เขาได้แต่จับมองมันและอีกครึ่งท่อนล่างมุดทะลุหายไปในควันตะหลบ. และหลังจากแผ่นดินหยุดสั่นสะท้าน, สิ่งที่เหลือเอาไว้ตรงหน้าของเขาอย่างชัดเจนคือ หลุมที่ทั้งลึกทั้งกว้างบนหน้าแผ่นดิน.

 

แต่จากก้นลึกของความมืด, เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังจะมา…

 

…….

 

ไม่ว่าจะขอบคุณสำหรับเครื่องหมายของแผ่นดินไหวหรือเสียงคลิกที่มันส่งออกมาช่างเป็นเอกลัษณ์, โครว์รีบคลาดสายตาออกก่อนจะวิ่งหลบจากปากเหว. ตรงเวลาพอดิบพอดีกับที่คมตะข้อพุ่งทะยานขึ้นมาจากหลุดนั้น.

 

และต่อในเสี่ยววินาที, อีกใบมีดหนึ่งก็ตามมาเยื่อนพร้อมกับร่างท่อนบนของมัน. เขาบอกไม่ถูกว่าใบหน้าอัปลักษณ์นั้นกำลังแสดงอารมณ์ยังไง. แต่การมอบยิ้มฉีกเขี้ยวของมันให้กับเขาแทบเหมือนกับบอกเขาว่า 'ถึงเวลาตายแล้ว!’.

 

เจ้าชริ้งเกอร์ส่งเสียงร้องขึ้นหาสววณ. เขาในตอนนี้รู้แล้วว่ามันไม่ได้พยายามจะหลบหนี. จริงๆแล้วมันวางแผนตั้งหน้าโจมตีเขาตามนิสัยธรรมชาติของมัน, เขาพึ่งจำได้จากตำราที่ถูกบังคับให้อ่านเมื่อย้อนกลับไปตอนสมัยอยู่ในเรเวนฟอร์ต.

 

ใช้แขนเล็กๆทั้งสี่ที่ทรงกำลังฝังยึดเกาะลำตัวทั้งหมดของมันไว้กับพนังของหลุม และกับขาล่างใช้ยันน้ำหนักของลำตัวทั้งหมด. เมื่อบวกกันแล้วเกิดสองกลไกการเคลื่อนไหวของมันที่เป็นไปได้. ท่อนบนของหัวและแขนทำหน้าที่โจมตีกับกินเหยื่อ, ส่วนท่อนล่างช่วยในการเคลื่อนตัวไปรอบๆแนวปากหลุมและลอบจู่โจมเหยื่อร่วมกับท่อนบนเมื่อต้องการ. ทำให้หลุมโพรงที่มันขุดนี้เสมือนป้อมปราการเหล็ก.

 

มันเสี่ยงจะหลบหนีไปขุดอีกโพรงหรือสร้างรังไว้ใกล้ไคทาสตาวล์หากเขาจะปล่อยมันไว้แบบนี้.

 

งั้นหนทางเดียวที่เขามีคือพังทำลายป้อมของมัน.

 

…….

 

ด้วยการคาดเวลาอย่างแม่นยำ, โครว์หลบเหวี่ยงตวัดแขนติดมีดนั้นและทิ้งระยะห่างระหว่างเขากับเจ้าชริ้งเกอร์.

 

ในชั่วพริบตา, โครว์ปาดดาบเบาๆบนฝ่ามือของเขา.



ภายในร่างผีดิบของบลัดฮันท์คือเลือดพิษสีดำของอสูร. เนื่องจากเผ่าพันธุ์อสูรนั้นรู้จักดีในการมีกระบวนการเยี่ยวยาอันฉับพลันของพวกมัน จึงส่งผลให้ยากต่อการจะกำจัด.

 

ทั้งนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมบลัดฮันเตอร์ถึงถูกสร้างขึ้นมา. เพราะเลือดในตัวพวกเขาสามรถหยุดชะงักกระบวนการเดินกระแสโลหิตของพวกมันได้.

 

พวกเขาอวบบรรจุยาพิษนี้ไว้ในตัวเหมือนโองน้ำ. ดั่งกับอาวุธมีชีพ.

 

ระยับเงาและหนืดเหมือนน้ำหมึก.

 

เลือดสีดำของเขาอาบไปทั่วเล่ม. แต่ทั้งหมดไม่ได้ส่งความรู้สึกเจ็บปวดอะไรให้กับเขา. เขากลับรู้สึกขยะแขยงสะมากกว่าที่ต้องนั่งดูให้มั่นใจว่าเลือดอาบชะโลมดาบอย่างทั่วถึง.

 

แน่นอนว่านั่นไม่ได้หยุดชะงักสันชาติญาณของเจ้าอสูรเลย.

 

มันยังคงส่งตวัดจู่โจมเขา. หารู้ไม่ว่ามันตรงเวลากับที่ตัวเขาได้เตรียมพร้อม.

 

โครว์กะจังหวะที่จะให้ชริ้งเกอร์ตวัดโจมมาตรงหน้าเขา.

 

ครั้งนี้เขากลิ้งตัวหลบไปทางซ้าย, และในหนึ่งจังหวะของหัวใจ, ดาบของเขาก็สัมผัสและตัดขาดแขนของมัน.

 

มันส่งเสียงกรีดร้องอันบ้าคลั่งยิ่งดังแสบสะท้านกว่าเมื่อก่อน.

 

จากท่อนลำแขนของเนื้อชมพูและตุ่มกลมกระดูกขาว แผลของมันกลับไม่มีเลือดไหลแต่อย่างใด. ดูเหมือนว่าเลือดพิษของเขาได้หยุดกระบวนการเดินโลหิตโดยดี.

 

โครว์ใช้ช่วงเวลาแห่งความตื้นตระหนกและเสียหลักของมันนี้พุ่งคมดาบทะยานหา. มุ่งจะจบมันให้สิ้นซาก.

 

ฟันคมเลื่อยเชือนปาดลำคอมัน แต่กลับมิอาจหันแยกหัวของมันออกจากตัวได้. เป็นจากความหนาอย่างผิดปกติของเปลือกเกราะหุ้มบริเวณลำคอ, ทำให้ดาบถึงกับเด็งหลุดจากมือเขา. บางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน.

 

โครว์ร่วงหล่น. มือของเขากุมยึดเกาะอยู่กับหลังของมัน.

 

เขาสัมผัสถึงความหวิวตรงฝ่าเท้าทั้งสองเมื่อทอดมองลงดูดาบที่รักตกไปในความมืดอันไม่อาจรู้ได้ว่าก้นหลุมลึกเพียงใด และเสียงกรีดร้องห้อนๆจากด้านบนฟังแล้วสำหรับเขาเหมือนเสียงหัวเราะของจอมปิศาจ.

 

จิตใดๆที่มีตอนนี้ก็นึกคิดจะปรับค่าจ้างเพิ่มจากมิคาลเอลเป็นร้อยเท่าถ้าเขาได้กลับถึงไคทาสตาวร์ทั้งเป็นๆอยู่.

 

มันทุกข์ทรมานเหยื่อ. เมื่อผู้ล่า, ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่, มิอาจฆ่าเหยื่อได้ในฉับพลัน.

 

ในกรณีนี้นั้น, เขาไม่ได้เจตนา. เขาไม่ได้คาดไว้เสียด้วยซ้ำ.

 

ที่โครว์ได้วางแผนไว้, เขากะจะสยบมันในหนึ่งปัดดาบและพยายามรีบปีนกลับขึ้นไปถึงจุดปลอดภัยจากปากเหว. แต่ไม่ต่างจากตอนนี้, เหมือนปีนภูผาที่กำลังพังทะลายลงมา. ร่างของมันกำลังทุรน. เขาเห็นแล้วว่ามันช่างเสียสมดุลขนาดไหนและตัวของทั้งสองก็กำลังจะร่วงหล่นไปหากไม่ทำอะไรสักอย่าง.

 

“มันช่างดูไร้ความเป็นมืออาชีพเสียจริง.” หลังจากเอาความคิดเรื่องเสียดาบของเขาออกไปจากหัว. โครว์กัดฟันไต่ไปตลอดยันแผลที่ระลึกของมันบนลำคอ. แต่ไม่ทันเวลากับที่มันจะมีเรี้ยวแรงพอคงตัวไว้กับโพรงหลุมได้อีก.

 

เมื่อมันสละแขนทั้งหกและขาทั้งสอง, เขาตัดสินใจกระโดดขึ้นเอื้อมสู่ขอบของปากหลุม.

 

แสงแห่งอรุณมาเยือนถนนหยาดน้ำค้าง. เยือนรถเกวียนมาและไข่ของหนอนแมลงวัน. เยือนโรงนาร้างอันทรุดโทรมแทบจะพัง. เยือนทุ่งไร่ร้างสงบนิ่งของป่าช้า.

 

ปลายนิ้วพุดขึ้นแตะกับดิน.

 

มันคือมือของเขาทุลักทุรนดึงตัวขึ้นจากหุบเหว.

 

และเมื่อเท้าสัมผัสพื้นอีกหนหนึ่ง, เขาแลมองไปในความมืดอันว่างเปล่า.

 

เขาสงสัย, ว่าได้เห็นอะไรซ่อนภายใต้กำบังทมิฬนั้นไหม?




•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...