น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : I Choose You Baby! ประกาศรักจับใจยัยตัวดี

อ่าน 290
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
5 chapter
แต่งเมื่อ:
วันที่ 19 ธ.ค. 2560 15:20 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง วาเลน
ขีดเขียนหน้าใหม่ (32)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

chapter 2. Nice to meet you (again).

เขียนเมื่อ วันที่ 22 ธ.ค. 2560 22:31 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 11 ม.ค. 2561 19:21 น. โดย เจ้าของบทความ )

«•
•»

Chapter 2

Nice to meet you (again).

 

          วันนี้ช่างเป็นวันดีวันที่ฉันตั้งตารอคอยมาเป็นเดือนเพื่อการเข้าเป็นเฟรชชี่กับเขาบ้างแม้ว่าจะไม่มีเพื่อนในระดับสายอาชีพเข้ามาเรียนต่อด้วยสักคนแต่ฉันก็ไม่ได้หนักใจอะไรกับการต้องหาเพื่อนใหม่ และตอนนี้ฉันก็ได้เพื่อนผู้ชายสายแบ๊วมาหนึ่งคนชื่อว่า ‘เปเป้’ และเพราะความเป็นคณะวิศวะซึ่งมีประชากรผู้ชายมากกว่าผู้หญิงหลายเท่าตัว ฉันกับเปเป้จึงอยู่ด้วยกันแทนที่จะไปรวมกลุ่มกับผู้ชายตัวใหญ่บึกบึนทั้งหลายและตอนนี้ก็เป็นช่วงบ่ายของการรับน้องที่หลายคนรอคอยหลังจากปฐมนิเทศกันไปเมื่อเช้านี้

“พี่ต้องบอกว่ายินดีต้อนรับน้องๆ ทุกคนเข้าสู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ของเรา แม้จะแบ่งออกเป็นหลายสาขาแต่เราก็มีเลือดวิศวะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพี่อยากให้น้องๆ ทุกคนเป็นเพื่อนและรู้จักกันไว้โดยยังไม่แยกสาขาในตอนนี้” พี่เตี้ยหน้าโหดกล่าวเปิดงาน “และตอนนี้พี่ขอแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการก่อนนะครับในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่ปีสองคณะวิศวกรรมศาสตร์ พี่ชื่อว่า ‘พี่นิดหน่อย’...”

เมื่อเสียงแนะนำชื่อของพี่เตี้ยสิ้นสุดลงเพียงเสี้ยววินาทีของความเงียบก็ถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะของเหล่าน้องใหม่ ก็หน้าพี่เขาโคตรโหดถึงจะตัวเตี้ยแต่ชื่อ ‘นิดหน่อย’ นี่มันดูแบ๊วเกินไปสำหรับพี่เขาน่ะ

“หัวเราะอะไรกัน!” พี่นิดหน่อยตะโกนลั่นทำให้หลายคนที่หัวเราะอยู่ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจและเสียงหัวเราะก็เริ่มเบาลงเมื่อทุกคนต่างพากันกลั้นหัวเราะเพราะหน้าโหดๆ ของแกที่ดูจริงจังเหลือเกิน “ชื่อพี่มันตลกนักหรือไง! ถ้างั้นเอาป้ายไปเขียนชื่อตัวโตๆ แล้วแขวนไว้ที่คอเลยนะ ใครชื่อตลกกว่าพี่โดนออกมาหน้าแถวแน่!”

และแล้วมหกรรมเขียนป้ายชื่อก็เกิดขึ้น พี่ๆ ช่วยกันแจกป้ายพร้อมปากกาให้เหล่าน้องใหม่ซึ่งใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าที่ทุกคนจะเขียนชื่อเสร็จ จากนั้นก็เริ่มลุกขึ้นแนะนำตัวกับสาขาของตัวเองพร้อมเสียงเชียร์ของรุ่นพี่จากสาขาต่างๆ ที่มารอรับน้องของตัวเองอยู่ และในที่สุดการแนะนำตัวก็ไล่เรื่อยมาจนถึงฉันซึ่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“หวัดดีค่ะ ชื่อ ‘คูเปอร์’ นะคะ อยู่สาขายานยนต์ค่ะ” ฉันแนะนำตัวพร้อมยกมือไหว้ทั่วทุกทิศให้กับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ร่วมกันตบมือและผิวปากเป็นการต้อนรับ ฉันจึงใช้โอกาสนี้ส่งยิ้มให้พี่ๆ เพื่อเป็นการวางตัวเป็นน้องที่น่าเอ็นดูกับเหล่ารุ่นพี่ไว้ก่อน

กึก!

แต่แล้วสายตาของฉันพลันไปสะดุดเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาดูคุ้นเคยแม้จะมองจากที่ไกลๆ ก็ยังดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด มันเหมือนกับ...

...ไอ้โอปป้าหน้ากวนโอ๊ยนั่นที่ฉันเกือบหักแขนเขาในงานแข่งรถไงล่ะ!

ฉันสะดุดยิ้มอยู่ที่เขาอย่างไม่ได้ตั้งใจและยิ่งอยากมุดหน้าลงดินเข้าไปใหญ่ เมื่อนายโอปป้าโบกมือพร้อมส่งรอยยิ้มกวนประสาทมาให้ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าเขาต้องจำฉันได้อย่างแม่นยำเช่นกัน ฉันจึงรีบหันไปยิ้มให้เพื่อนอย่างเป็นมิตรเก็บอาการปอดแหกไว้อย่างมิดชิดแล้วรีบนั่งลงในทันใด

ตายๆๆ  ทุกอย่างจะมาพังตั้งแต่วันแรกไม่ได้นะ T^T

“ฮัลโหลลล~ เอฟรีวันนน เราชื่อ ‘เปเป้’ อยู่สาขายานยนต์เช่นกันค่า~” เสียงแนะนำตัวของเปเป้ช่วยบรรเทาอาการปอดแหกของฉันลงได้เมื่อเสียงหัวเราะรอบตัวอื้ออึงขึ้น

“น้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” พี่นิดเอ่ยถามหน้านิ่งทำให้พวกเกรียนโห่ร้องเป็นเสียงเชียร์อย่างถูกอกถูกใจ

“เป็นตุ๊ดค่ะ!” เปเป้ตอบกลับอย่างภูมิอกภูมิใจไม่น้อยจนฉันกลัวใจพี่นิดจะคิดว่านางเป้มันกวนทีนพี่เขาหรือเปล่า แต่พี่นิดกลับหัวเราะเสียงดังลั่นเป็นครั้งแรกพลางชี้นิ้วมาที่เปเป้

“เออๆ มันต้องแบบนี้ เป็นก็บอกว่าเป็น! ไม่ต้องแอ๊บให้เสียเพื่อน! เด็กวิศวะต้องกล้าหาญต้องภูมิใจในตัวเองแบบนี้ ไอ้พวกที่หัวเราะเพื่อนน่ะแมนนักหรือไงฮะ!” เสียงหัวเราะเงียบลงอีกครั้ง “ไม่ว่าจะเป็นหญิงเป็นชายหรือเพศไหนๆ ถ้าเข้ามาในรั้วมหา’ลัยนี้แล้วก็ถือว่าเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกันทุกคน เข้าใจไหม!”

ทุกคนตอบรับกลับไปให้พี่นิดที่ดูจริงจังมากกับเรื่องนี้

“เข้าใจก็ดี...ดูอย่างพี่เปิ้ลที่ชอบผู้หญิง พี่ยังเป็นเพื่อนกับมันได้เลย เห็นรึเปล่า” พี่นิดเดินไปกอดคอพี่ทอมหน้าตาน่าเอ็นดูที่เป็นเพื่อนตัวเอง

“ช่วยพูดความจริงด้วยครับคุณนิดว่าคุณจีบไอ้เปิ้ลไม่ติดเพราะตอนแรกคิดว่ามันเป็นแค่ผู้หญิงห้าว”

เสียงฮาดังลั่นลานหน้าคณะทำให้อีพี่นิดหน้าโหดเก็บอาการเขินไว้ไม่อยู่ รีบวิ่งเข้าไปปิดปากเพื่อนผู้ชายที่ตะโกนแหวกเข้ามากลางวงจึงทำให้ฉันเห็นว่ารุ่นพี่คนนั้นก็คือ นายโอปป้า! T^T

และแล้วความกลัวในใจก็เริ่มส่อเค้าแน่ชัดว่าเขาเป็นรุ่นพี่คณะฉันอย่างแน่นอน ไอ้เปอร์คนนี้ขอวิงวอนกับสิ่งใดๆ ในโลกหล้าอันศักดิ์สิทธิ์เลยว่าขอให้เป็นคนละสาขา ขอให้ไอ้เปอร์คนนี้อยู่รอดปลอดภัยในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ไปได้ให้พ้นสี่ปีด้วยเถิดดด~

 


 

‘สาขาวิศวกรรมยานยนต์’

ป้ายตัวใหญ่เท่าฝาบ้านห้อยหราอยู่เหนือโต๊ะที่ตั้งอยู่แยกกันเพื่อให้ทุกคนไปลงชื่อตามโต๊ะสาขาของตัวเอง ส่วนฉันกับผองเพื่อนคือ ‘เปเป้’ ’เล็กน้อย’ ‘นัด’ และ ‘ดิว’ ต่างไปลงชื่อมาเรียบร้อยแล้วเพื่อเฝ้ารอการรับน้องสาขาของวันนี้ หลังจากเมื่อวานเป็นการรับน้องรวมทั้งคณะเพื่อเป็นการแนะนำคณะวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น

แปะ! แปะ! แปะ!

เหล่าเฟรชชี่ที่นั่งรวมกันอยู่บริเวณสนามหญ้าด้านหลังตึกซึ่งติดกับบ่อน้ำเขียวอี๋ของคณะวิศวะ หันเหความสนใจไปยังเสียงปรบมือของเหล่ารุ่นพี่ที่เรียกให้น้องๆ สาขายานยนต์ที่เหลืออยู่ไม่ถึงร้อยคนเงียบเสียงลงเพื่อเข้าการรับน้องอย่างเต็มรูปแบบ

 “เอาละๆ เลิกคุยกันได้แล้ว น้องๆ คงรู้จักพี่จากเมื่อวานนี้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นพี่คงไม่ต้องแนะนำตัวอีกให้เสียเวลา งั้นพี่จะให้พี่คนอื่นแนะนำตัวกับน้องอย่างรวดเร็ว”

ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นพี่นิดหน่อยหน้าโหดซึ่งอยู่สาขาเดียวกับฉัน ที่สำคัญดูเหมือนว่าพี่แกจะสนิทกับไอ้พี่โอปป้านั่นด้วย ตอนนี้ฉันจึงแทบคลั่งสอดส่องหาใบหน้าหล่อเกาหลีของหมอนั่นอย่างหวาดหวั่นแต่...

ไม่มี! โอ้~ ขอบคุณพระเจ้า!

ดูเหมือนฉันคงได้หายใจสะดวกขึ้นก็คราวนี้ เมื่อเห็นว่าไม่มีเป้าหมายที่มองหา ฉันก็กลับมามีสมาธิจดจ่ออยู่กับการแนะนำตัวของพี่ๆ ได้อีกครั้งและสนุกสนานไปพร้อมเพื่อนได้เต็มที่เสียที

“ครบแล้วนะ” เสียงพี่นิดเอ่ยถามเพื่อนเมื่อพี่คนสุดท้ายแนะนำตัวกับพวกเราเสร็จสิ้น

“เดี๋ยวๆ ขาดโยไปคนนะ”

“อ้าว! ไอ้โย! ไอ้โยชิอยู่ไหนวะ”

โย -- โยชิ!

ม่ายยยย~ ชื่อนี้มันเกลื่อนกลาดขนาดนั้นเลยหรือไงกัน!

ยังไม่ทันรันทดกับชีวิตตัวเองไปมากกว่านี้ไอ้ตัวกำหนดชะตาชีวิตของฉันก็เดินหล่อมาแต่ไกล ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขารวมทั้งฉันที่อยากจะปล่อยให้น้ำตาไหลพรากออกมาด้วยความรันทดยิ่งในชีวิต YOY

“โทษทีๆ พอดีไปคุยธุระมานิดหน่อย เอ่อ...โอะไฮโยโกะไซมัสครับน้องๆ ทุกคน พี่ชื่อโยชินะครับหล่อรวยนิสัยดีมีอะไรปรึกษาพี่ได้เลยนะครับ” นายโอปป้าหน้าเกาหลีแต่ทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่นพร้อมส่งรอยยิ้มแสนดีให้น้องๆ ที่ปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้องพร้อมเสียงกรีดร้องต้อนรับของเปเป้ที่ออกหน้าออกตาซะเหลือเกินทำให้หมอนั่นหันมาส่งยิ้มให้เปเป้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉัน

โอ๊ย! นางเป้จะมาแรดอะไรตอนนี้ TUT เขาเห็นฉันอะเห็นแน่ๆ เกลียดรอยยิ้มมีเลศนัยของไอ้บ้านี่มากบอกเลย!

“แกๆ หล่อเนอะเปอร์ ขอให้เขาเป็นพี่รหัสฉันเหอะบนบานศาลกล่าว สาธุ!”

เออ! สาธุด้วยคน...ขอให้ไปให้พ้นให้พ้นจากฉันเถิดดด T^T

“พอแล้วๆ เอาเป็นว่ารู้จักกันหมดแล้วนะ จำหน้ากันไว้ให้ดีมีอะไรปรึกษาพวกพี่ได้ทุกคน พี่ต้องบอกว่าวันนี้เราจะไม่รับน้องอะไรที่มันหนักหนามากนักคงแค่มีกิจกรรมสนุกๆ ให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น เพื่อที่เราจะไปจัดเต็มกันในวันสุดสัปดาห์นี้ซึ่งจัดที่บ้านไร่ทัศนาสถานที่จัดกิจกกรรมรับน้องของสาขาเราในปีนี้ ส่วนกำหนดการของกิจกรรมพี่จะบอกให้ทราบอีกทีในเย็นนี้เข้าใจนะทุกคน”

ทุกคนขานรับอย่างกระตือรือร้นคงมีแต่ฉันที่เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วในตอนนี้ วันหยุดอันแสนสุขของฉันยังต้องมารับชะตากรรมนี้ต่ออีกเหรอเนี่ยยยย

~ชีวิตแค่โดนทำร้ายย~ แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย -- กรีดแขนไม่ช่วยอารายยยย~YOY

 


 

          ตอนนี้ในโรงอาหารกลางแสนหรูหราของมหาวิทยาลัยแออัดไปด้วยนักศึกษาที่มาหาอะไรรองท้องในเวลาเดียวกัน พวกฉันจึงเลือกนั่งในทำเลที่ใกล้กับทางออกและร้านอาหารพอดีซึ่งมันสะดวกและสามารถมองเห็นคนเข้าออกจากที่นี่ได้ชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความเห็นของเปเป้ที่บอกว่ามันเป็นนาทีทองของการสอดส่องเพชรน้ำดีของมหาวิทยาลัย (แต่พวกเราเรียกว่าอาการบ้าผู้ชายนั่นแหละ)

“เปอร์ทำไมกินน้อยจังแค่นี้จะอิ่มเหรอ” เล็กน้อยเอ่ยถามฉันที่ซื้อข้าวราดแกงแบบธรรมดาสุดๆ มากินซึ่งสวนทางกับภาพลักษณ์หรูหราของที่นี่

“อือ แค่นี้ก็อิ่มแล้ว”

“คนปกติก็อิ่มไงเปอร์แต่สำหรับเล็กน้อยน่ะคงไม่ถึงครึ่งท้องมันหรอก” เปเป้ล้อเพื่อนตัวโตที่พวกเราทั้งโต๊ะก็หัวเราะเฮฮากันตามประสาซึ่งอยากจะบอกว่าฉันก็กินเยอะพอกับเล็กน้อยแหละ แต่วันนี้ฉันตั้งใจจะลดอาหารเพื่อไว้อาลัยให้ชะตาชีวิตตัวเองเหมือนพวกไถ่โคกระบือไงเผื่อว่าชีวิตจะได้ดีขึ้นกว่านี้น่ะ

“เอ่อ...ขอโทษนะน้องๆ พี่ขอนั่งด้วยคนได้ไหม”

ม่ายยยยย ได้โปรดดด ไปนั่งที่อื่นไกลๆ เถิด TOT

“อ้าว! พี่โยชิ พี่นิด นั่งเลยค่ะที่เหลือเยอะแยะ...พวกแกเขยิบให้พี่เขาหน่อย” นางเปเป้กระตือรือร้นอีกแล้วทั้งที่ก่อนหน้านี้มีผู้ชายที่ไม่มีหน้าตาเป็นต่อแบบนายโอปป้าทำท่าจะขอนั่งด้วยเพราะที่นั่งในโรงอาหารเริ่มมีน้อยลงจากจำนวนนักศึกษาที่เพิ่งพักพร้อมๆ กัน แต่มันบอกให้ทุกคนนั่งให้เต็มโต๊ะเพราะว่าพวกเราห้าคนไม่ใช่ไซซ์มินิดังนั้นจำนวนคนมากก็ย่อมอึดอัดเป็นธรรมดา แต่ดูมันตอนนี้สิ...ระริกระรี้ยิ่งกว่าปลากระดี่! นางตุ๊ดสองมาตรฐาน! เลือกคบเพื่อนผิดคิดไปจนตายยยย T^T

“ขอบใจนะน้องเป้” นายโอปป้าเหลือบมองป้ายชื่อและรีบขอบคุณเปเป้ก่อนหันไปกวักมือเรียกให้พี่นิดนั่งร่วมโต๊ะกับเราอีกคน

“เฮ้ย! ฉันเป็นพี่ว้ากนะเว้ย จะให้มาคลุกคลีกับน้องได้ไง”

ปฏิเสธได้ดีมากค่ะพี่นิดดด >.<

“ว้ากอะไรวะ เขารู้กันทั่วแล้วว่าแกน่ะปัญญาอ่อนสุดในบรรดารุ่นพี่สาขาไอ้นิด แอ๊บไปก็ไม่ขึ้นหรอก เลิกเรื่องมากแล้วมานั่งได้แล้ว” นายโอปป้าส่ายหัวใส่เพื่อนที่อยากทำตัวเป็นพี่ว้ากเหลือเกิน

“จริงเหรอครับพี่...แต่ที่จริงผมก็กลัวพี่นิดนะ” ดิวถามอย่างแปลกใจในขณะที่ฉันเบื่อไอ้คนที่ขัดใจความต้องการของพี่นิดเหลือเกิน

“ไม่ต้องกลัวหรอกน้อง...ว้ากเวิ้กอะไรไม่มีหรอกปีนี้น่ะ” นายโอปป้าบอกแล้วนั่งลงตรงข้ามฉันทำให้พี่นิดจำต้องนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราอีกคน

“เฮ้อ...ปีที่แล้วมีการร้องเรียนเรื่องพี่ว้ากกันเยอะเลยน่ะ ปีนี้พวกพี่ก็เลยคิดว่าไม่ต้องโหดขนาดนั้นจะดีกว่า แม้ว่าพี่จะอยากโหดขนาดไหนก็ทำไม่ได้หรอก แต่พวกน้องนี่ก็มีน้ำใจนะเนี่ยขนาดกลัวพวกพี่ยังยอมให้นั่งด้วยเลย ขอบใจนะน้อง...คิดว่าต้องนั่งพื้นแล้วนะเนี่ยคนโคตรเยอะเลย”

ก็น่าจะไปนั่งพื้นสิ! ฮืออออ ฉันยังกินไปไม่ถึงครึ่งจานเลยด้วยซ้ำ แล้วจะมีกะจิตกะใจกินอะไรในเมื่อไอ้พี่โอปป้าเล่นนั่งตรงข้ามฉันแบบจงใจชัดๆ และฉันก็รู้สึกว่าถูกจ้องมองอยู่จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างใจจดใจจ่อเกินปกติ

“ข้าวที่นี่คงถูกปากน้องๆ ใช่ไหม ดูดิไอ้นิด...น้องคูเปอร์กินใหญ่เลย”

“แค่กๆๆ” จะทักทำไมเนี่ย! ข้าวแทบจะติดคอเลยนะเว้ย!

เอาวะ! ในเมื่อพี่ตูนก็บอกอยู่ว่า ~กรีดข้อมือก็ไม่ช่วยอะไร~ เพราะงั้นฉันจึงเงยหน้าที่เอ่อไปด้วยน้ำตา (เพราะข้าวติดคอ) เพื่อมองหน้าเขาที่กำลังส่งยิ้มกวนประสาทในแบบประจำตัวมาให้

แกสนุกอะไรนักหนาไม่ทราบบบ -_-^

“ไหวหรือเปล่าเปอร์...อย่าตะกละเหมือนไอ้เล็กน้อยดิเดี๋ยวก็ติดคอตายพอดี” เด็กอีสานนามว่าดิวเอ่ยแซวพลางดันแก้วน้ำของฉันมาให้ ฉันยิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนในขณะที่ทั้งโต๊ะหัวเราะกับมุกของดิวโดยเฉพาะไอ้พี่โยชิที่นั่งยิ้มแฉ่งจับตามองฉันทุกการกระทำ

ยิ้มอะไรฟ่ะ! ก็เพราะแกนั่นแหละ T.T

แม้จะอยากตะกุยหน้าไอ้พี่บ้านี่ให้เลิกยิ้มไปตลอดชีวิตแต่ความเป็นจริงที่ฉันเป็นน้องใหม่ที่ไม่ควรต่อกรกับรุ่นพี่ตั้งแต่เพิ่งเข้าเรียน ฉันจึงตัดสินใจว่าควรจะลุกออกจากโต๊ะไปก่อนดีกว่าเพื่อความปลอดภัย แต่คงต้องหาเหตุผลที่ไม่เสียมารยาทและไม่ดูปอดแหกเกินไปให้ได้เสียก่อน

“อ้าว! นั่นพี่นิกซ์ใช่หรือเปล่าครับพี่โยชิ”

“เออว่ะนั่นนิกซ์นี่หว่า น้องรู้จักไอ้นิกซ์ด้วยเหรอ” พี่นิดยืนยันพลางหันมาถามนัด

“ครับพี่ ผมเป็นแฟนคลับทีมวาร์ปตัวยงเลยครับ ผมไปดูพวกพี่แข่งบ่อยๆ”

“จริงดิ! ขอบใจมากไอ้น้องเดี๋ยวพี่เรียกไอ้นิกซ์มาให้แนะนำตัวเลย ได้เจอเอฟซีทั้งที...ฟีนิกซ์!

ฉันไม่ได้สนใจบทสนทนาเมื่อครู่มากนักเพราะมัวแต่คิดหาวิธีพาตัวเองออกจากโต๊ะแต่พราะไอ้ชื่อที่ฉันจำได้ขึ้นใจยิ่งกว่านายโยชิ ฉันจึงรีบเงยหน้าขึ้นมองเป้าหมายใหม่ที่กำลังเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะของพวกเรา...มันช่างเหมือนเหตุการณ์คืนวิปโยคไม่มีผิด เมื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือคู่กรณีนัมเบอร์วันที่ฉันทำกับเขาร้ายแรงกว่านายโอปป้าหลายเท่านักซึ่งกำลังเดินมาพร้อมกับหนุ่มหล่อคมเข้มอีกคน

ตอนนี้ฉันตระหนักได้แล้วว่าคงฝากชีวิตไว้กับโชคชะตาของตัวเองมากเกินไป TT-TT เมื่อพึ่งโชคชะตาไม่ได้ก็ต้องพึ่งขาของตัวเองนี่แหละเพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ฉันจึงรีบลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบเพื่อจะเผ่นออกจากวงล้อมของศัตรู

“น้องเปอร์จะไปไหนครับ” นายโอปป้าหันมาถามฉันด้วยน้ำเสียงใสซื่อจนทุกสายตาบนโต๊ะหันมองฉันที่ยังถือจานข้าวไว้ในมือแน่น

“เฮ้ย! นั่งกินด้วยกันก่อนดิน้องเปอร์ พวกพี่ไม่กวนหรอก ไม่ต้องเขิน กินเลยๆ” พี่นิดผู้ห่วงน้องเอื้อมมือมาดึงแขนฉันให้นั่งลงตามเดิมโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าสีหน้าของไอ้เปอร์คนนี้ไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าเขินเลยสักนิด

ฉันจำใจต้องนั่งลงที่เดิมโดยมีอริตัวจริงเดินย่างกรายเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีและวิธีเดียวที่ฉันพอจะทำได้ก็คือนั่งเบี่ยงตัวชิดกับเล็กน้อยให้มากที่สุด อย่างน้อยก็อาจจะมีปาฏิหาริย์ทำให้ไอ้หล่อหน้าเลือดมันไม่เห็นฉันก็ได้ แม้ฉันรู้ว่าไอ้พี่โยชิคงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปง่ายๆ หรอก

“ไงไอ้โย ไอ้นิด”

“หวัดดีนิกซ์ หวัดดีคร้าบบบพี่วิน”

“หวัดดีนิด รับน้องเป็นไงบ้างเหนื่อยเลยสิ”

“ไม่เหนื่อยหรอกพี่ น้องๆ น่ารักดี นี่ไง...เด็กเฟรชชี่สาขาผม”

อีพี่นิดดด! จะแนะนำทำมายยยย

เมื่อศัตรูมาประชิดตัวแล้ว ฉันจึงต้องรีบก้มหน้าลงไปสนใจข้าวในจานอีกครั้ง

“สวัสดีค่า/สวัสดีครับ” เมื่อทุกคนเอ่ยสวัสดีแบบน้องใหม่มีมารยาท ฉันจึงต้องเออออทักทายพวกเขาไปด้วยแม้จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นเลยก็ตาม

“อ้าว...นั่นพี่สาวปอร์เช่ไม่ใช่เหรอ”

กึก! ช้อนข้าวแทบจะหลุดออกจากมือเลยทีเดียว ทำไมนะ! ทำไมไอ้พี่หล่อแสนเงียบขรึมหมายเลขสามถึงได้เลิกเป็นใบ้เอาตอนนี้ แถมยังสายตาดีเกินไปทั้งที่ฉันก้มหน้าจนจะสูดข้าวเข้าไปทางจมูกได้อยู่แล้วนะยะ!

“หึ...” เป็นคำเดียวที่ไอ้หล่อออร่าแสดงออกโดยไม่พูดสิ่งใดเพียงแต่แสยะยิ้มแสนอำมหิตมาให้เท่านั้น

“หมายถึงใครอะพี่วิน”

แกจะอยากรู้อยากเห็นไปทำไมตอนนี้นะอีพี่นิด!

“ก็น้องคนนี้ไง”

ฟึ่บ!

ฮือออ ชัดเจน! เขาชี้หน้าฉันเต็มๆ เลยอะ...ขอให้นิ้วกุด Y-Y

“อ๋อ น้องคูเปอร์เหรอ อ้าว...งั้นก็รู้จักกันแล้วสิ” ได้โปรดเถิดพี่นิดสุดที่ร๊ากกก อย่าเปิดประเด็นใหม่เลย

“อืม เคยเจอกันแล้ว...จำพวกพี่ได้หรือเปล่าที่งานคืนนั้นไง”

นี่ถามเพราะไม่รู้จริงๆ หรือเปล่าเนี่ย ฉันเกือบหักแขนเพื่อนเขาขนาดนั้นแถมต่อล้อต่อเถียงฉอดๆ ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ แกล้งกันใช่ไหม ตอบ! ถึงจะหล่อตรงสเปกก็ไม่ให้อภัยหรอกนะยะ T^T

“ฮ่าๆ น้องคงจำไม่ได้หรอกเนอะเจอกันแป๊บเดียวเอง หึหึ”

นั่นไงล่ะไอ้พี่โยชิมันโยนระเบิดมาให้อย่างที่คิดเลย

“งั้นเหรอ” พี่วินทำหน้าสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อและดูเหมือนเป็นโชคดีในโชคร้ายของฉันที่นายออร่ายังคงนิ่งเงียบ ฉันจึงคิดว่าควรอาศัยโอกาสนี้ขอตัวลุกไปก่อนที่หมอนั่นจะเปลี่ยนใจพูดอะไรออกมาอีกคน

“เอ้า! เปอร์แกจะไปไหนอะ อิ่มแล้วเหรอ” เปเป้ถามฉันทันทีที่ลุกขึ้นยืน

“เอ่อ...พอดีหิวน้ำน่ะ”

“ก็นี่ไงน้ำแกอะ”

“ฉันอยากกินน้ำเปล่าอะ...กับข้าวเผ็ดมากเลย” ฉันรีบทำท่าเผ็ดขึ้นมาปัจจุบันทันด่วนเพื่อความสมจริง

“เอาน้ำพี่โยไปเลยครับน้องเปอร์ พี่ยังไม่ได้กิน”

ฟึ่บ!

โธ่ๆๆ ใจกว้างดั่งมหาสมุทรไอ้พี่โยยยย ฉันรู้นะเว้ยว่าแกมีแผน!

นายโอปป้าทำตัวเป็นพี่ที่ดีรีบเปิดขวดน้ำและใส่หลอดยื่นให้ฉันกินเสร็จสรรพ

“ดูแลน้องดีนะไอ้โย ดูให้มันทั่วถึงด้วยนะครับอย่าเลือกปฏิบัติ”

“ฮ่าๆ ฉันจะพยายามนะไอ้นิด”

“กินข้าวกันต่อเถอะเดี๋ยวฉันกับพี่วินไปนั่งตรงโน้นดีกว่า...เกรงใจน้อง”

“เอางั้นเหรอ...งั้นไว้เจอกัน”

“เออ...ไว้ว่างก็มาแจมที่คณะได้นะเว้ยนิกซ์”

ไปชวนมันทำไม! ตอนนี้ฉันตัดสินใจได้แล้วว่าจะเกลียดอีพี่นิดเป็นเบอร์แรกของบัญชีดำเลย T-T

“อือ... อ้อ...Nice to meet you againนะน้องคูเปอร์ ดีใจที่เราจะได้เจอกัน ‘บ่อยๆ’ นะครับ”

เงียบสนิทจนได้ยินเสียงหายใจ...หลังจากอีตาลูกครึ่งส่งยิ้มบาดใจสาวมาให้พวกเราและเดินจากไปพร้อมด้วยเสียงหัวเราะอันกึกก้องอย่างชอบอกชอบใจของนายโอปป้า เสียงหัวเราะที่คนทั้งโต๊ะคงไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่ามันขำอะไรนักหนา คงมีแต่ฉันที่รู้ว่ามันเป็นการประกาศสงครามของอริตัวยงอย่างพวกเขาน่ะสิ

~อนาคตก็ผ่านพ้นปายยย~YoY ไม่เหลือแล้วอนาคตอันสดใสในรั้วมหาวิทยาลัยที่สาวน้อยอย่างฉันวางไว้ อุตส่าห์ตั้งใจจะอดข้าวเพื่อไถ่บาปให้ชีวิตตัวเองแต่อดทั้งชาติก็คงไม่ช่วยอะไรแล้วแหละ ทำไมฉันต้องซวยซ้ำซวยซ้อนซวยไม่มีโอกาสแก้ตัวขนาดนี้ด้วยนะ

 


 

          ฉันยืนห่อเหี่ยวไร้วิญญาณอยู่หน้ามหาวิทยาลัยเพื่อรอโบกแท็กซี่กลับบ้าน ในหัวก็มีแต่เรื่องของศัตรูคู่อริที่ได้เจอไปเมื่อบ่ายนี้วนเวียนอยู่ในหัวเพราะหลังจากที่ไอ้บ้านั่นประกาศว่ายินดีที่ได้เจอกันอีกครั้ง ฉันก็ถูกกลุ่มเพื่อนรุมถามว่าไปรู้จัก ‘แก๊งวาร์ป’ ได้ไง T^T วาร์ปเวิบอะไรไม่รู้จักทั้งนั้นแหละ ถ้ารู้คงยอมมอบไอ้ปอร์เช่ให้เฮียแขกไปปู้ยี่ปู้ยำแล้วละจะได้ไม่ต้องมาตกที่นั่งลำบากแบบนี้

แถมเรื่องใหญ่สุดตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้นการรับน้องที่ฉันยังคงต้องไปเผชิญกรรมตอนปลายสัปดาห์โดยมีไอ้ออร่าหน้าเลือดที่อยู่ภาคอินเตอร์แต่เสนอหน้ารับคำพี่นิดว่าจะไปกับพวกเราด้วยทำให้เฟรชชี่สาขาเราตื่นเต้นกันยกใหญ่เพราะเขามีฐานะเป็นถึงทายาทของเจ้าของมหาวิทยาลัยเลยน่ะสิ ส่วนฉันก็กลายสภาพเป็นร่างไร้วิญญาณโดยสมบูรณ์แบบเพราะความจริงที่ว่าฉันเสียเปรียบไอ้บ้านั่นทุกประตูเลย

เอี๊ยด!

ฉันละความคิดทุกอย่างในหัวลงทันทีที่มีรถสปอร์ตสีส้มเข้ามาจอดเทียบอยู่ข้างทางเท้าที่ฉันยืนอยู่

ปิ๊นปิ๊น!

เสียงแตรรถดังขึ้นเรียกให้ฉันต้องเดินเข้าไปใกล้ตัวรถเพื่อก้มตัวลงไปมองเจ้าของรถที่กำลังลดกระจกฝั่งซ้ายลง

นาย!” ฉันยืนช็อกไปเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของไอ้หล่อหน้าเลือดนั่น

“เธอ...ขึ้นรถมาคุยกันหน่อย” เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแบบสุดๆ ไม่มีรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งทำเหมือนเมื่อกลางวันนี้หลงเหลืออยู่เลย

“จะคุยอะไรก็ลงมาคุยข้างนอกสิ” ฉันไม่ไว้ใจขึ้นรถไปกับไอ้บ้านี่หรอกนะ

“เธอติดหนี้ฉันอยู่นะยัยบึ้กเพราะฉะนั้นเธอไม่มีทางเลือกหรอก รู้ไว้ซะด้วย”

“ฉันติดหนี้อะไรนายไม่ทราบ”

“หนี้ค่าไถ่รถ เอาของประกันหนี้ฉันไปแถมทำร้ายร่างกายอีก เธอคิดว่าจะชดใช้ให้ฉันยังไงล่ะ”

“นั่นมันไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อย! ไอ้ปอร์มันก็ยอมรับใช้เงินให้นายแล้วด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องหนี้ยังไงนายก็ได้คืนแน่นอนถึงจะช้าหน่อยก็เหอะ ส่วนรถนั่นมันไม่ใช่ของนาย ฉันก็มีสิทธิ์จะเอามันกลับไปคืนลูกค้าอยู่แล้ว”

“แล้วที่เธอทำร้ายร่างกายฉันล่ะยัยถึกบึกบึน!”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย!”

“คิดว่ามันเป็นคำแก้ตัวที่ดีเหรอฮะ! ฉันมีให้เธอเลือกแค่สองทางเท่านั้นแหละที่จะทำให้เธอได้เรียนที่นี่อย่างสงบสุขน่ะ”

นี่มันขู่กันชัดๆ เลยอะแต่ฉันก็พอจะรู้ชะตากรรมตัวเองอยู่หรอกนะว่าต้องเจออะไรแบบนี้แน่ๆ

“ทางเลือกอะไรของนาย” แม้อยากจะตอบโต้อะไรที่มันกล้าหาญกว่านี้แต่เพราะฉันไม่มีทางเลือกมากนักจึงต้องยอมลดราวาศอกลงเสียหน่อย

“ถ้าเธออยากอยู่ที่อาณาจักรของฉันอย่างสงบสุขก็มีสองสถานะให้เธอเลือก... ‘เบ๊’ หรือ ‘ลูกหนี้’

“แล้วมันจะต่างกันตรงไหนไม่ทราบในเมื่อฉันก็ต้องเป็นเหมือนขี้ข้านายอยู่ดีนั่นแหละ!” ฉันแว้ดใส่ไอ้หน้าเลือดทันทีเพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนฉันก็เสียเปรียบโคตรๆ

“รออยู่ตรงนี้”

“ฮะ?” ฉันงุนงงกับคำสั่งของเขามากแต่ยังไม่ทันถามอะไรต่อ เขาก็พารถสปอร์ตคันงามถอยหลังไปไม่กี่เมตรและจู่ๆ ก็ขับผ่านหน้าฉันไปอย่างรวดเร็วจนฉันที่ยืนอยู่บนขอบทางเท้าไม่ทันที่จะก้าวถอยหลังจึงโดนน้ำที่ขังอยู่บนพื้นถนนสาดเข้าใส่จนชุดนักศึกษาเลอะไปเกือบถึงหน้าอก

นี่มัน...ทำบ้าอะไรของมันฟ่ะเนี่ย!

เอี๊ยด!

ฉันเดินลงจากทางเท้าในทันใดที่ไอ้บ้านั่นถอยรถกลับเข้ามาจอดเทียบอยู่ด้านหน้าของฉันตามเดิม ฉันพยายามเปิดประตูรถของไอ้หน้าเลือดแต่เขาล็อกมันไว้ ฉันจึงเตะประตูรถเขาไปสองสามทีก่อนที่เจ้าของรถจะเลื่อนกระจกรถลงมามองฉันอีกครั้ง

“ทำบ้าอะไรของนายฮะไอ้หน้าเลือด!”

“ก็เธออยากรู้ถึงความแตกต่างของเบ๊กับลูกหนี้ไม่ใช่หรือไง”

“แล้วมันจะต่างยังไงฮะไอ้บ้า!” ฉันปรี๊ดแตกแบบสุดๆ จนหยุดคำด่าไว้ไม่ได้แล้ว

“ต่างสิ...เพราะถ้าเป็นเบ๊ก็จะเปื้อนแบบนี้แหละแต่ถ้าเป็นลูกหนี้เธอก็แค่ต้องใช้หนี้แค่นั้นเอง”

“นี่นายขู่ว่าจะแกล้งฉันแบบนี้ใช่ไหมฮะ!”

“เธอเลือกเป็นเบ๊เหรอ”

“ฉันไม่ยอมเป็นเบ๊นายหรอกไอ้หน้าเลือด!”

“อือ...งั้นก็ยอมเป็นลูกหนี้แล้วสินะ”

“ฉันไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละไอ้ --”

“จุ๊ๆ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจสิยัยบึ้ก ฉันว่าเธอยังมีเวลาตัดสินใจอีกเยอะเพราะฉันจะทำให้เธอเห็นความแตกต่างว่าระหว่างเบ๊กับลูกหนี้มันสวรรค์กับนรกเลยล่ะ” รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าของไอ้ออร่าก่อนที่เขาจะเลื่อนกระจกรถขึ้นจนเกือบจะหนีบนิ้วฉันขาดและเคลื่อนรถออกไปทันที

ส่วนฉันก็ได้แต่ยืนแข็งค้างเป็นรูปปั้นที่เปียกโชกไปด้วยน้ำเน่าข้างทางอยู่ตรงนั้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่าเคว้งอยู่ในหัวไม่มีคำใดอธิบายความรู้สึกของฉันได้ มีเพียงความรู้สึกแรงกล้าอย่างหนึ่งผุดขึ้นมากลางใจ...

ปอร์เช่ -- ฉัน -- จะ -- ฆ่าแกกกกก!!!

โทษฐานที่มันชักนำให้ฉันต้องมาพบเจอชะตาชีวิตที่พลิกผันถึงเพียงนี้ TT^TT

 


 

«•
•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...