นิยาย : กลลวงกระตุกหัวใจ ให้หลงรัก

อ่าน 526
วิจารณ์ 1
แนว:
จำนวน:
4 บท
แต่งเมื่อ:
วันที่ 18 พ.ย. 2560 19:22 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง Dinสอสี
หัดอ่านหัดเขียน (6)
เด็กใหม่ (2)
เด็กใหม่ (2)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

บท 2. หนี

เขียนเมื่อ วันที่ 20 พ.ย. 2560 23:12 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 21 พ.ย. 2560 06:46 น. โดย เจ้าของบทความ )

«•
•»

                  หลังจากวันนั้นนี่ก็ผ่านมา 2วันแล้ว ฉันคิดทบทวนเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนในสมองมันรู้สึกสับสนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าฉันจะกิน จะนอน จะเดิน หรือจะทำอะไรก็ตาม ภายในใจของฉันมันรู้สึกอึดอัดเหมือนมันกำลังถูกกักขังและไร้ทางออก 

          ฉันไม่อยากแต่งงานนั่นคือความคิดที่วนเวียนในหัวของฉันไม่จบไม่สิ้น แต่ทุกครั้งมันก็จะมีอีกความคิดผุดขึ้นมาเสมอนั่นก็คือ มันเป็นคำสั่งของพ่อแกต้องทำนะลูกโซ่ ฉันรู้สึกว่าแต่ละวันของฉันที่ผ่านไปนั้นช่างเนิ่นนานและไร้ซึ่งความสุข ฉันเอาแต่จมปลักอยู่กับความคิดเดิมๆซ้ำๆเถียงกับตัวเองก็หลายหนว่าไอ้สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่เนี่ยมันถูกแล้วจริงๆน่ะหรอ

          ฉันทรุดตัวนอนลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า ทั้งๆที่วันนี้ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่างแต่กลับรู้สึกเหนื่อยเอามากๆ การบังคับฝืนใจตัวเองให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่ต้องการมันรู้สึกแบบนี้เอง ฉันยกมือก่ายหยน้าผากแล้วหลับตาลงช้าๆฉันหวังว่ามันจะทำให้ฉันสบายใจขึ้นบ้าง ไม่คิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับฉัน ฉันคิดว่าพ่อจะเข้าใจฉันสะอีก 

          'ฟังนะบางครั้งคนเราก็ต้องทำตามใจของตัวเองบ้างชีวิตมันถึงจะมีความสุข'

          'วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ไม่ได้วิธีนี้แค่วิธีเดียวนะลูกโซ่ อย่าลืมสิ'

          'แกโอเคจริงๆหรอที่เลือกแบบนี้' คำพูดของพวกพี่ๆผุดขึ้นในหัวฉันราวกับดอกเห็ดส่งผลให้ฉันกำมือแน่นอย่างชั่งใจระหว่างสิ่งที่หัวใจต้องการ กับคำสั่งของพ่อที่ฉันทำตามมาตั้งแต่เด็ก ฉันสุูดหายใจเข้าและออกเพื่อผ่อนคลายแล้วลืมตาขึ้น โอเคฉันคิดออกละ ถ้าฉันแต่งงานตามคำสั่งของพ่อชีวิตฉันคงไม่มีความสุขแน่ๆเพราะฉันไม่ได้เป็นคนเลือกเอง ฉันไม่ได้รักเขาคนนั้น แต่งงานกันไปยังไงก็ไม่มีความสุขแล้วพอไม่มีความสุขอยู่กันไม่รอดชีวิตคู่ก็จะพังพินาศและถึงตอนนั้นธุรกิจขอพ่อก็จะต้องมีผผลกระทบอยู่ดี ถ้างั้นฉันควรจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมก่อนที่มันจะลามไปทั่ว มันน่าจะดีกว่าการฦืนบังคับตัวเองให้แต่งงานไปทั้งๆที่ใจไม่ต้องการ

          ขอโทษนะคะพ่อ ครั้งนี้มันเกินกว่าที่หนูจะยอมรับได้จริงๆ หนูจะตอบแทนพระคุณของพ่อด้วยวิธีอื่นแทนแล้วกันนะคะ เพราะหนูอยากแต่งงานกับคนที่หนูเลือกและรักเขา หนูไม่อยากแต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้ ขอโทษนะคะ ฉันบอกขอโทษพ่อในใจด้วยความรู้สึกผิดที่ครั้งนี้ฉันไ่สามารถทำตามคำสั่งของพ่อได้ เอาว่ะ!เป็นไงเป็นกันลองดูสักตั้ง! คิดได้แบนั้นฉันก็ไม่รอช้ารีบลุกจากเตียงแล้วตรงไปยังตู้เสื้อผ้าจากนั้นก็เก็บใส่กระเป๋าในพอดีไม่ใหญ่ไม่เล็ก ฉันจัดการเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าและของใช้จำเป็นอีกบางส่วนเพราะเอาไปเยอะมันลำบากต่อการหลบหนี ฉันต้องการหลบหนีภายในคือนวันนี้ ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงรีบหนี? คำตอบคือหากฉันยังอยู่ที่นี่ต่อแล้วรอวันเวลาผ่านไปงานแต่งก็จะยิ่งถูกเตรียมการมากขึ้น และถ้าฉันรอหนีวันแต่งพ่อก็จะต้องเสียหน้าต่อสายตาสื่อมวลชน ดังนั้นยิ่งหนีไวยิ่งส่งดี เราต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลมอย่างที่ฉันบอกในตอนแรก

                    อีกเหตุผลหนึ่งคือถ้าฉันหนีไปตอนนี้งานแต่งก็จะชะงักและต้องถูกยกเลิกเป็นแน่ แถมสื่อก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ ฉันจึงไม่สามารถรอช้าได้ ฉันมีทางเดียวคือต้องหนีเท่านั้นเจรจากับพ่อไปก็ไม่มีทางเปลี่ยนความคิดของท่านได้ เมื่อเก็บของเสร็จเสต็ปต่อไปที่ฉันต้องทำคือการตัดผมที่ยาวประบ่าให้สั้นลง ฉันคิดว่าจะตัดทรงคล้ายๆนักร้องเกาหลีที่เป็นแบบซอยสไลด์ละต้นคอมีผมิดหน้าผาก และที่ฉันคิดไว้คือในระหว่างที่หนีฉันจะใช้ผ้าพันนหน้าอกให้มันแบนไปด้วย เนื่องเนื่องจากฉันหนีออกจากบ้านด้วยตัวคนเดียว นี่คือการเผชิญกับโลกภายนอกโดยไร้ซึ่งพี่น้องและคนรู้จักของฉัน

                    ฉันไม่รู้ว่าเมื่อหนีออกจากบ้านไปแล้วฉันจะต้องไปพบเจออะไรบ้าง อีกอย่างฉันเป็นผู้หญิง ฉันเคยอ่านเจอเขาบอกว่าหน้าอกของผู้หญิงอาจทำให้เกิดอันตรายและนำมาซึ่งภัยคุกคามได้ ฉันคิดว่าการพันหน้าอกให้มันดูแบนๆไว้ก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า และมันจะดีมากถ้าคนที่พบเห็นฉันคิดว่าฉันเป็นผู้นชายเพราะยังไงมันก็ดูปลอดภัยกว่าจริงมั้ยล่ะ?

                    ฉันไม่รอช้ารีบตรงดิ่งไปหาพี่เพทายทันที เพราะฉันตัดผมเองไม่เป็น ฉันเดินมาหยุดหน้าห้องพี่เพทายแล้วยกมือเคาะประตูตามารยาทไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปร่งในชุดสูตเต็มยศพร้อมไปทำงาน 

                    "ไง มีอะไรก็พูดมาเลย พอดีพี่จะต้องไปเคลียร์งานที่บริษัทต่อ"พี่เพทายพูดไปผูกเนคไทที่คอไปด้วย แหมใช้เวลาได้คุ้มค่าจริงๆพี่ฉันฃ

                    "ช่วยตัดผมให้ลูกโซ่หน่อย"

                    "นี่เห็นพี่เป็นช่างตัดผมส่วนตัวของเธอรึไง? ตั้งแต่ขึ้นม.ต้นเธอก็ใช้พี่ตัดผมให้เป็นประจำเลย หัดเข้าร้านตัดบ้างสิ" พี่เพทายบ่นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

                    "โธ่ พี่เพทายพี่ชายสุดที่เลิฟของน้อง พี่ก็รู้นี่ว่าทำไมลูกโซ่ถึงไม่เข้าร้านตัดผม" ฉันส่งยิ้มหวานให้พี่ชายของตัวเอง เรื่องนี้มันเ็นอดีตฝังใจสมัยประถม ประมาณป.5 ได้มั้งถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นผมของฉันยาวแค่เอวซึ่งฉันรักและหวงหนผมของฉันมากในวัยเด็ก

                     พ่อของฉันพาฉันไปเข้าร้านตัดผม นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันเข้าร้านเพื่อไปตัดผม ฉันจำได้ว่าฉันบอกเจ้าของร้านด้วยถ้อยคำที่เสียงดังฟังชัดว่า 'อย่าตัดผมของหนูออกเยอะนะคะ เอาถึงแค่กลางหลังพอแล้วค่ะ' และด้วยความไว้ใจและมั่นใจในตัวเจ้าของร้านทำให้ฉันเผลอหลับด้วยความง่วง แต่พอตื่นขึ้นมาฉันก็นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ๆไม่รู้ว่าเจ้าของร้านตัดเพลินหรือเหตุอันใดก็ไม่ทราบ เจ้าของร้านตัดผมของฉันจนเหลือแค่ประบ่า

                     ฉันช็อคมาก ฉันสตั้นอยู่หน้ากระจกและนำตาของฉันมันเริ่มคลอออกมา ฉันหันไปบอกเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงสั่นๆว่า 'ทำไมตัดผมของหนูออกเยอะจังคะ หนูบอกแล้วไงว่าเอาถึงแค่กลางหลัง' เมื่อพูดจบฉันคิดว่าเจ้าของร้านจะปลอบหรือขอโทษที่ตัดผมฉันออกเยอะเกินกว่าที่สั่ง แต่เปล่าเลย เจ้าของ้รานส่งยิ้มหวานให้ฉันแล้วบอกฉันว่า 'เด็กๆไว้ผมยาวจะทำให้สมองทึบนะจ๊ะ เพราะสารอาหารมันจะไปเลี้ยงเส้นผมแทนสมอง' พอเจ้าของร้านพูดจบฉันก็ปล่อยโฮ หลังจากวันนั้นเวลาฉันเข้าร้ารทำผมฉันจะไม่เคยสั่งตัด เพราะฉันกลัวเขาตัดเพลิน มันฝังใจ

                      "จริงๆผมเธอมันก็สั้นอยู่แล้ว จะตัดอีกทำไม"

                      "เอาน่า อยากเปลี่ยนลุค อากาศมันร้อน" ฉันเลือกที่จะตอบเลี่ยงความจริง เพราะฉันจะไม่บอกใครเรื่องการหนี

                      "โอเคๆ งั้นเธอเข้าไปนั่งรอเลย"ฉันพยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องพี่เพทายไปนั่งประจำที่ ซึ่งมันคือที่ที่พี่เพทายทำไว้เป็นมุมตัดผมให้ฉันโดยเฉพาะ

                      "แล้วเอาทรงไหน?"

                      "ทรงนี้" ฉันส่งรูปในโทรศัพท์ให้พี่เพทายดู ซึ่งพี่แกก็ขมวดคิ้วยุ่งเลย

                      "เอาสั้นแบบนี้เลยหรอ?"

                      "ใช่ เอาแบบนี้เลย"ฉันตอบอย่างแน่วแน่ ถึงแม้ทรงที่ตัดมันจะไม่ได้สั้นเหมือนทรงผมผู้ชายทั่วไป แต่มันก็ทำให้ลุคของฉันดูสตรองมากว่าเก่า

                      "แต่อีกสี่เดือนแกก็จะแต่งงานแล้ว นี่คิดจะตัดผมสั้นจนดูคล้ายผู้ชายแบบนี้เนี่ยนะ นี่ถ้าแกไม่ใช่ผู้หญิงที่มีใบหน้าหวานบางทีการทำทรงนี้อาจจะทำให้คนอื่นๆคิดว่าแกเป็นผู้ชายได้เลยนะ"

                      "ดูคล้ายผู้ชายก็ดีเหมือนกัน อีกอย่างลูกโซ่แค่อยากลองทำตามสิ่งที่หัวใจต้องการดูบ้าง แบบที่พี่แนะนำไง" ฉันคลี่ยิ้มออกมา พอตัดผมเสร็จฉันก็ต้องเตรียมตัวหนี ส่วนเรื่องจะหนีไปที่ไหนอันนี้ยังไม่รู้ คิดไว้ว่าจะไปหาห้องเช่าอยู่แล้วก็หางานทำสักพักที่สำคัญมันอยู่ตรงที่ฉันจะอยู่ยังไงโดยไม่ให้คนของพ่อหาเจอ พองานแต่งถูกยกเลิกฉันค่อยกลับบ้าน

                      "นี่เธอคงไม่ได้คิดจะหนีออกจากบ้านใช่มั้ย"

                      "เฮ้ยจะบ้าหรอพี่ ลูกโซ่จะหนีได้ไง พี่ก็รู้ชีวิตของลูกโซ่วันๆก็อยู่แต่บ้าน ขืนหนีนะมีหวังหลงแย่เลย" ฉันหัวเราะร่าแม้ในใจจำกำลังร้องไห้อยู่ก็ตาม ฉันลืมคิดเลยว่าวัฏจักรชีวิตของฉันมันวนเวียนอยู่แค่3ที่หลักๆ บ้าน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า แถมตัวฉันเองก็ไม่ค่อยได้ไปไหนด้วย โอ๊ย!ให้ตายเถอะทำไมชีวิตฉันถึงเป็นบบนี้ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วจะให้ถอยมันก็ไม่ทันแล้วอ่ะ

                      "ก็ดี เพราะพี่ก็คิดอยู่แล้วว่า เธอคงไม่คิดทำอะไรบื้อๆแบบนั้น"

                      "นะ... นั่นสิเนอะ" ฉันฝืนยิ้มออกมา มันถอยกลับไม่ได้แล้วลองเสี่ยงกันดูสักครั้ง  บางทีพอพ่อเห็นว่าฉันหนีออกจากบ้านพ่ออาจจะยกเลิกงานแต่งทันทีเลยก็ได้

 

.................15 นาทีผ่านไป..............

 

                     "เสร็จแล้ว"ฉันมองตัวเองในกระจกแล้วยิ้ม เหมือนในแบบเลย ถึงพี่ฉันจะไม่ใช่ช่างตัดผมแต่ฝีมือก็ใช่ย่อย พี่เพทายตัดตรงความต้องการของฉันเสมอ ผมของฉันสั้นลงเยอะ ถ้ามองแบบผิวเผินอาจจะคิดว่าฉันเป็นทอม หรือไม่ก็ผู้ชายตัวเล็กหน้าหวาน

                     "ขอบคุณนะคะพี่เพทาย"ฉันหันไปกอดพี่ชายตัวเองอย่างอ้อนๆซึ่งพี่เพทายก็ลูบหัวฉันด้วยความเอ็นดู

                     "ทำอะไรปุบปับตลอด อ้อใช่ พี่ว่าจะถามเราเรื่องงานแต่ง ที่เธอยอมตกลงทำตามเนี่ยเพราะกลัวว่าถ้าไม่ทำตามพ่อจะโกรธใช่มั้ย"

                     "มันก็ใช่ แล้วพี่ว่าพ่อจะโกรธมั้ย"

                     "โกรธแน่นอน มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เชื่อพี่เดี๋ยวพ่อก็หายพ่อน่ะรักเธอมากนะ ดังนั้นไม่ต้องกังวล" พี่เพทายลูบหัวฉันเป็นเชิงให้กำลังใจว่าทุกอย่างจะโอเค

                     "ถ้างั้นเดี๋ยวลูกโซ่กลับห้องก่อนนะ พี่เพทายต้องรีบไปเคลียร์งานไม่ใช่หรอ"ฉันรีบตัดบทกลัวว่าจะเผลอหลุดปากบอกพีาเพทายเรื่องแผนการหลบหนีคืนนี้ ฉํนไม่อยากลากใครมาเกี่ยว ถ้าพ่อรู้พี่เพทายจะต้องเดือดร้อน

                     "โชคดีนะ"

                     "ค่า"ฉันตอบรับด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

                     ผู้เป็นพี่ชายมองแผ่นหลังน้องสาวที่หายลับไปหลังประตูด้วยสายตาเป็นห่วงอย่างชัดเจน

                     "โชคดีนะลูกโซ่ กล้าที่จะบินออกจากกรงทองได้สักที ขอโทษที่พี่ช่วยอะไรเธอไปมากกว่านี้ไม่ได้..."

 

                      ในความมืดมิดแห่งราตรีกาล ฉันยังคงก้าวเท้าไปด้านหน้าด้วยเสียงฝีเท้าที่พยายามให้เงียบที่สุด บนหลังของฉันมีกระเป๋าสัมภาระที่เตรียมไว้ ฉันค่อยๆปีนรั้วบ้านของตัวเองจากทางด้านหลังของตัวบ้าน มันเป็นทางที่ฉันใช้จนชินเวลาแอบหนีการเรียนพิเศษที่บ้านไปเดินห้าง ฉันปีนข้ามรั้วด้วยความชำนาญและมันก็สำเร็จอย่างง่ายดาย ฉันเดินออกไปจากตัวบ้านได้ไม่ไกลนักก็ต้องหยุดชะงักแล้วเท้าเอวอย่างเซ็งๆ ยัยลูกโซ่เอ้ย! ทำไมไม่คิดว่ะ ดึกป่านนี้จะมีรถที่ไหนมันผ่านมา นี่ฉํนไม่อยากจะคิดเลยว่าต้องเดิน และในระหว่างที่ฉันก่นด่าตัวเองในใจก็มีรถคันหนึ่งขับเข้ามาใกล้ฉันแล้วจอดเทียบข้าง กระจกรถถูกเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าของคนขับที่ฉันคุ้นตา และคุ้นเคยมาก แกเป็นคนสวนที่ทำงานให้บ้านฉันมาตั้งแต่ฉันยังเด็กๆ

                      "คุณหนูครับ คุณเพทายให้ผมมารับคุณหนูเพื่อพาไปส่งยังที่ที่คุณเพทายคิดว่าน่าจะปลอดภัยที่สุด เพราะงั้นรีบขึ้นรถเถอะครับ"ลุงคนสวนพูดขึ้นตามสิ่งที่ได้รับคำสั่งมา พี่เพทายนะพี่เพทาย รู้อยู่แล้วแท้ๆว่าฉันจะหนียังจะทำฟอร์มว่าไม่รู้อีก หน้าหมันไส้จริงๆเลย

                      "ขอบคุณลุงมากเลยนะคะ" ฉันเอ่ยและส่งยิ้มให้คุณลุงหลังจากที่ขึ้นมานั่งบนรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                      "ยินดีเสมอครับ คุณหนูจะหลับพักผ่อนก่อนก็ได้นะครับ คุณเพทายบอกสถานที่กับผมไว้แล้ว"

                      "อ๋อค่ะ" สมแล้วที่เป็นพี่เพทาย พอรูู้ว่าฉันจะหนีก็หาที่ๆคิดว่าปลอดภัยที่สุดไว้ให้ แต่ฉันคิดว่าเรื่องที่พักฉันคงต้องหาเอง เพราะพี่เพทายเองก็ช่วยเหลือฉันากไม่ได้ฉันรู้ดี พ่อคอยบอกฉันเสมอว่า ถ้าวันใดคิดจะขัดคำสั่งของพ่อก็จงอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นฉันที่ตอนนี้กำลังขัดคำสั่งพ่อ และเมื่อพ่อทราบเรื่องก็จะทำการตัดขาดจากฉันชั่วขณะ โดยการระงับบัตรเครดิตและห้ามคนรู้จักให้ความช่วยเหลือฉัน หากทราบว่าคนรู้จักคนใดให้การช่วยเหลือฉันคนๆนั้นจะต้องเจอดีจนท้ายที่สุดก็ต้องหยุดให้การช่วยเหลือ ดังนั้นตัวฉันเองก็ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อนเลยหลีกเลี่ยงให้ได้รับความช่วยเหลือจากคนรู้จักน้อยที่สุด เพราะถ้าพ่อรู้มันคงไม่ดีแน่ๆ มันเหมือนเป็นกฏของพ่อฉันที่ทุกคนรับรู้ว่าใครขัดคำสั่งก็จะต้องเจอแบบนี้และฉันเองก็ทราบเรื่องนี้ดี 

                     ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างเหม่อลอย ฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไงกันนะ จุดที่ต้องหนีออกจากบ้านของตัวเอง บ้านที่อยู่มาตั้งแต่เด็กๆ ถึงลุงคนสวนจะบอกให้ฉันนอนพักผ่อนแต่ฉันก็ไม่รู้สึกอยากจะหลับลยสักนิด ฉันกำลังคิดอยู่ว่าวันพรุ่งนี้ฉันจะทำอย่างไร ฉันต้องคอยสอดส่องคนของพ่อตลอดเพราะถ้าเจอตัวฉันเมื่อไหร่อาจจะต้องถูกจับตัวกลับไปแต่งงานก็เป็นได้ และไม่รู้ว่าฉันคิดเรื่องพวกนี้ไปนานเท่าไหร่ ด้วยความที่คิดเยอะ คิดมาก คิดซ้ำไปวนมา พอรู้ตัวอีกทีท้องฟ้าด้านนอกจากที่เคยมืดสนิทก็มีแสงสว่างบ่งบอกถึงเช้าวันใหม่ เวลามันผ่านไปเร็วนะ เท่าที่ฉันสังเกตุนะ คิดว่าลุงน่าจะพาฉันข้ามมาอีกจังหวัด รถขับมาสักพักก็ถึงเวลาจอด ลุงคนสวนจอดให้ฉันลงหน้าห้างแห่งหนึ่งที่ฉันไม่คุ้นตา

                     "ถึงแล้วครับคุณหนู ขอโทษที่ผมช่วยคุณหนูได้แค่นี้นะครับ"

                     "แค่นี้ก็ขอบคุุณมากแล้วค่ะ หนูเข้าใจค่ะ"ฉันส่งยิ้มให้ลุงคนสวนที่อุตส่าอดหลับอดนอนขับรถมาส่งฉัน

                     "ที่นี่คุณเพทายบอกว่าคุณท่านไม่ค่อยได้มา และไม่ค่อยส่งคนมาตรวจสอบสักเท่าไหร่ ส่วนนี่เป็นเงินสดที่คุณเพทายฝากมาให้ครับ"ฉันมองเงินในมือลุงคนสวน คาดคะเนจากสายตาแล้วไม่น่าจะต่ำกว่าแสน นี่พี่เพทยกะจะให้ฉันตั้งหลักปักฐานเลยรึไงกันถึงได้ให้เยอะขนาดนี้ ถามว่าเงินจำเป็นมั้ย ตอบเลยว่าจำเป็นมาก ถ้าฉันรับมาฉันก็จะได้อยู่อย่างสบาย

                     "ฝากขอบคุณพี่เพทายด้วยนะคะ แต่หนูรับไว้ไม่ได้ค่ะ ถ้าพ่อรู้พี่เพทายจะเดือดร้อน ขอบคุณลุงมากนะคะที่มาส่ง ขับรถกลับบ้านดีๆนะคะ สวัสดีค่ะ"ฉันรีบพูดขอบคุณและตัดบทอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ลงจากรถอย่างไม่รอช้า ถ้าอยู่ต่อลุงจะต้องเอาเงินนั่นให้ฉันจนได้แน่ๆ ถามว่าทำไมฉันไม่รับ ดูจากเงินแล้วพี่เพทายต้องไปกดจากบัชญีมาให้ฉันแน่ๆซึ่งถ้าพ่อเกิดไปตรวจแล้วพบว่าพี่เพทายกดเงินออกมาเป็นแสนพ่อจะต้องสงสัยเพราะกติพี่เพทายไม่กดเงินไปใช้จ่ายเยอะขนาดนี้และนั่นจะทำให้พี่เพทายเดือนร้อนหนักมากแน่ๆ

                     ถึงพ่อจะตัดขาดจากฉันชั่วขณะแต่ฉันมั่นใจว่าพ่อจะต้องส่งคนมาตามหาตัวฉันเพราะท่านต้องการตัวฉันเพื่อที่จะบังคับให้แต่งงานตามคำสั่ง และการตัดขาดชั่วขณะก็จะเป็นแรงกดดันบีบบังคับให้ฉันยอมกลับไปทำตามคำสั่งของพ่อ แต่ฉันจะไม่ยอมแพ้! ฉันจะทำให้พ่อเห็นว่าฉันอยู่ได้ และฉันจะไม่ยอมกลับไปแต่งงานตามคำสั่งของพ่อ แม้ตอนนี้ฉันจะมีเงินติดตัวอยูู่แค่ 5,000บาท เพราะบัตรฉันถูกระงับตั้งแต่เดือนที่แล้วเนื่อจากใช้งบเกินแล้วมันประจวบเหมาะกับเวลาซวยแบบนี้พอดีเลยเหลือตังอยู่แค่นี้ แต่ก่อนอื่นฉันควรจะมองหาที่พักสะก่อนเพราะเริ่มรู้สึกเพลียๆ นั่นก็นเพราะเมื่อคืนฉันเอาแต่คิดมากจนไม่ได้พักผ่อนอนนี้เลยโดนความง่วงโจมตี ฉันมองหาโรงแรมที่พัก แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นโรงแรมที่เปิดห้องให้เช่าฝั่งตรงข้าม แถมราคาก็ไม่แพง 

                     ฉันตัดสินใจโดยไม่รอช้ารีบข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ตอนฉันจะเดินข้ามฉันว่าฉันมองรถดีแล้วนะแต่พอเดินไปอีกก้าวฉันกลับเพิ่งสังเกตุเห็นว่าจริงๆบนถนนมันมีรถคันหนึ่งทีกำลังขับพุ่งตรงมาหาฉัน คงเพราะฉันเพลียและง่วงมากทำให้ตาของฉันพร่ามัวจนมองไม่เห็นรถในตอนแรก แต่ตอนนี้ฉันเห็นมันชัดเจนแจ่มแจ๋วเลย ฉันเบิกตากว้างด้วยความตก ฉันควรทำไงดี วิ่งหลบสิลูกโซ่! ฉันคิดแบบนั้นแต่ขาขอฉันมันกลับไม่ยอมขยับ!

                     "กรี๊ดดด!!!"ฉันร้องเสียงหลงเมื่อรถเข้ามาใกล้ฉันจนคิดว่าฉันไม่มีทางรอดแน่ๆ

       ปรี๊ดดดๆ เอี๊ยดดดด!!! เสียงแตรรถและเสียงเบรกดังผสมผสานตีกันมั่วไปหมด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนฉันไม่ทันตั้งตัว รู้ตัวอีกทีตัวของฉันก็ล้มลงกับพื้น ฉันรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่หัวมันทำให้สมองของฉันรู้สึกชาและปวดหนึบๆมันตื้อไปหมด ฉันไม่สามารถขยับตัวได้ทุกอย่างมันหนักอึ้งไปหมด

                      "ชิบแล้วไอ้เวย์กัสเอ้ย!! ชนคนตายเข้าแล้วมั้ยล่ะ!" เสียงสบถจากบุคคลที่คาดว่าน่าจะเป็นคนที่ขับรถชนฉันดังแว่วๆอยู่ข้างๆตัวฉัน ฉันมองไม่เห็นเขาเพราะดวงตาของฉันมันปิดสนิทด้วยความเจ็บและแรงกระแทกที่ได้รับเมื่อกี้ส่งผลให้ฉันลืมตาไม่ขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงได้ยินคำพูดของเขาลอยผ่านหูเข้ามา และฉันเองก็อยากเอ่ยตอบเขาไปจริงๆว่า ฉันยังไม่ตายเว้ย!! ถึงจะคิดแบบนั้นฉันก็ไม่สามารถทำได้เพราะยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากทุกอย่างมันก็ดับวูบลง รวมทั้งสติของฉันที่ค่อยๆเลือยลางหายไป

 

( สำหรับบทนี้มันก็ไม่ค่อยยาวมากนะคะ เพราะไรท์พยายามตัดเนื้อหาบางส่วนออกเพื่อไม่ให้มันยืดเยื้อมากจนเกินไป ส่วนถ้าอยากรู้จักพระเอกของเราให้มากขึ้นก็คงต้องรอตอนหน้า จะมาแบบยาวๆแน่นอนค่ะ สุดท้ายนี้ก็เหมือนเดิมขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ไรท์อาจจะแต่งไม่ได้เรื่องไปบ้างก็ขออภัยจะทำให้เต็มที่ที่สุดค่ะ ยังไงก็คอมเม้นติชมกันได้นะคะ ส่วนเรื่องคำผิดจะหาเวลามาแก้ไขให้นะคะ พบกันใหม่บทหน้าค่าา .........Dinสอสี.......)

 

              รูปนี้คือทรงผมที่ลูกโซ่เอาให้เพทายดูนะคะ ว่านางจะตัดทรงแบบนี้

เว็บขีดเขียน

 

 

                      

«•
•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

7
โหวต 7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 2 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

7 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

7 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

7 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...