น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : THE HIDDEN SCENE

อ่าน 52
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
6 chapter
แต่งเมื่อ:
วันที่ 10 พ.ย. 2560 11:50 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง Pukkie
หัดอ่านหัดเขียน (6)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

chapter 2. The Visiting

เขียนเมื่อ วันที่ 12 พ.ย. 2560 20:18 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 12 พ.ย. 2560 20:31 น. โดย เจ้าของบทความ )

«•
•»

     ฉันเคยหลอกลวงพวกเขามาก่อน ไม่แปลกใจว่าทำไมอาร์ซี่ต้องโกรธขนาดนั้น

ตอนอายุสิบหกฉันหวังจะตีสนิทกับเขาและวางแผนถึงขึ้นแต่งงานและบงการตระกูลเดวิยงเสียเอง ฉันไม่เคยลืมว่าพวกเขาทำอะไรไว้กับเราแม่ลูกบ้าง อีกอย่าง ครึ่งในในตัวฉันก็มีเลือดของพ่อ ฉันมีสิทธิ์ในตำแหน่งหัวหน้าตระกูลเต็มเปี่ยม ถ้าครอบงำอาร์ซี่ได้ฉันจะเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดคนหนึ่งในเมือง ถึงตอนนั้นจะทำลายสองตระกูลก็ยังไม่สาย แต่ฉันต้องกลับมาคิดใหม่เพราะอาร์ซี่เป็นคนฉลาด ระแวดระวังและไม่ยอมให้ใครหลอกได้ง่ายๆ เขาสร้างระยะห่างกับฉันจนฉันต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปหาพี่ชายของเขาแทน

มันเกือบจะสำเร็จอยู่แล้วถ้าไม่เกิดไอ้คดีบ้านั่นขึ้นมาซะก่อน

     ฉันยืนดูบอร์ดที่ผนังห้อง จ้องอยู่นานเพื่อจะคิดให้ออกว่าใครคือฆาตกรตัวจริง ฉันเอารูปของคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นมาแปะพร้อมเขียนชื่อกำกับใต้ล่าง จากนั้นก็โยงความสัมพันธ์ลงมาเป็นลำดับขั้น ทำอย่างกับตัวเองเป็นสายสืบในหน่วยงานไหนซักหน่วยและกำลังจนปัญญา แก้ปัญหาไม่ตก ก็ดูสิ ทั้งเดวิยง ออร์ซินีและเกรแฮมมีญาติเป็นโขยง บางคนก็ยืนยันที่อยู่แน่ชัดของตัวเองไม่ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนิทกับคนในคฤหาสน์เดวิยงพอที่จะเดินเข้านอกออกในได้ เพราะฉะนั้นก็เหลือแต่คนใกล้ตัวฌากส์(นี่เป็นข้อสันนิฐานของตำรวจ) ซึ่งทุกอย่างมันเลยพุ่งเป้ามาที่ฉัน แต่ใครจะรู้ล่ะ ช่วงที่ฉันเดินหายเข้าไปในบ้านอาจจะมีไอ้ฆาตกรโรคจิตโผล่มาลงมือภายในเสี้ยววินาทีก็ได้ ฌากส์สุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เขาชอบหน้ามืด วิงเวียนอยู่บ่อยๆและไม่ได้เป็นผู้ชายบ้าพลังเหมือนอาร์ซี่ มันทำให้เขาเป็นเป้าหมายที่กำจัดได้ง่ายมากๆ

เสียงออดทุเรศๆดังจนห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน “แม่งเอ๊ย ตกใจหมด”

ฉันเบื่อที่จะต้องทนฟังเสียงแสบแก้วหูของมันเวลามีคนมาหาซะจริง แต่พราะฉันจน ต้องทำงานให้พอค่าอยู่ค่ากินเลยต้องทนซุกตัวอยู่ในอพาร์ทเม้นท์รูหนูเก่าโทรมแห่งนี้ เอ้อ คงไม่มีใครคิดหรอกว่าโฮป คนที่มีตำแหน่งสำคัญของเมืองจะนอนในห้องที่ไม่ใหญ่ไปกว่าห้องเก็บของในคฤหาสน์ออร์ซินีเลย

ฉันหยิบสเวตเตอร์มาสวมทับเสื้อใส่นอนอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินไปมองที่ตาแมวเพื่อดูว่าใครมา

ผลัวะ

“ถ้าได้ยืนข้างนอกอีกแม้แต่นาทีเดียว ฉันจะถีบไอ้ประตูบ้านี่ให้พังเลย”

“เข้ามาแล้วหยุดแหกปากทีเถอะ” ฉันดึงเสื้อเวอร์จิลก่อนจะปิดประตูไล่หลังอย่างเสียอารมณ์ “ถ่อมาทำไมถึงนี่ยะ เลิกส่งคนตามฉันเหมือนพวกโรคจิตสักที”

“ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงนะ” เขาสะบัดหน้าเหมือนคุณชาย ดูเอาแต่ใจซะไม่มี “ร้อนอ่ะเชล เธอทนอยู่ในไอ้เตาอบโสโครกนี่ได้ยังไง”

ฉันกลอกตา “นายชักจะพูดจาเหมือนแม้ดเขาไปทุกที ขอร้องล่ะ สุภาพหน่อย”

“อย่าทำจมูกย่นแบบนั้นนะ เห็นแล้วนึกถึงอาร์ซี่ขึ้นมาเลย” เขาโบกไม้โบกมือ

“อาร์ซี่ไม่เคยทำจมูกย่น อันที่จริงเขาแทบไม่แสดงสีหน้าอะไรต่อคนภายนอกด้วยซ้ำ”

“ก็จริง หมอนั่นอาจจะขี้เกียจฉีดโบท็อกซ์ตอนแก่ก็ได้”

ฉันทำเสียงในลำคอก่อนจะกระชากหนังสือนิยายที่วางแหมะบนโซฟาออกจากมือเขา “ไม่ต้องทำตัวเป็นนักสำรวจได้ไหม”

“ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอมีรสนิยมยังไงหลังจากเราไม่ได้เจอกันหนึ่งปี”

ฉันยักไหล่ “ฉันคงไม่ได้อ่านบทกวีฝรั่งเศสอะไรหรอก นายสบายใจเถอะ”

“เธอนี่ชอบประชดประชันจังนะ” เขานั่งบนโซฟาของฉัน ท่าทางระมัดระวังเหมือนมันจะกัดตูดเขาได้ อะไรอีกล่ะเนี่ย 

“นายทำท่าทางเหมือนโดนบังคับให้กินฉี่ตัวเองเลย”

“เปรียบเทียบได้แย่มาก เธอไร้มารยาทขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

ฉันกลอกตาอีกรอบ เขาเลยยกมือยอมแพ้ “ก็ได้ๆ เรามาพูดเรื่องสำคัญกันดีกว่า”

“อาฮะ”

“เธอหิวมั้ย”

“ฮะ” ฉันทำหน้างงๆ “นั่นคือเรื่องสำคัญเหรอ”

“เปล่า ฉันแค่อยากแน่ใจว่าเธอจะไม่หิวระหว่างที่ฉันพูด”

“เลิกจุ้นจ้านสักทีได้มั้ยเนี่ย นายไม่ใช่พ่อฉันนะ” ฉันทำเสียงทีเล่นทีจริงจนเขายิ้มออกมา ปกติเวอร์จิลไม่ค่อยยิ้มนะ คือเวลามีอะไรมาขัดใจเขาจะทำหน้านิ่วโดยอัตโนมัติ และตามปกติมันก็มีเรื่องขัดใจเขาตลอดแหละ

“โอเค ฉันแค่อยากจะถามว่าเธอกลับมาทำไม”

“นายไม่อยากเจอฉันเหรอ”

“ไม่เล่นนะเชล” เขานั่งไขว่ห้างวางมาดสุดๆ

“ก็ได้” ฉันเอนตัวพิงพนักโซฟาสีซีดก่อนจะถอนหายใจยาว “ฉันอยากรู้ว่าใครพยายามฆ่าฌากส์น่ะเวอร์จิล เรื่องมันก็มีแค่นั้น”

เขาเอียงคอมองฉันอย่างตั้งใจ “มันไม่สำคัญหรอก เพราะถึงยังไงก็ไม่ใช่เธอ”

“แต่ทุกคนไม่ได้คิดแบบนาย นายก็รู้ว่ามันสำคัญ”

“เพราะพวกเขาเหยียบย่ำเธอใช่ไหม”

“มันก็ไม่ใช่เสียทั้งหมดหรอก” ฉันเงยหน้ามองเพดานสลับกับโทรทัศน์จอเล็กไปมาราวกับคำตอบมันเขียนอยู่บนนั้น “เพราะพวกเขาเหยียบย่ำแม่ต่างหาก ทำไมเหรอ แค่เราเกิดมาในสถานะนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตใจของเราต้องเลวร้ายต่ำทรามไปด้วยนะ นายไม่เข้าใจหรอกเวอร์จิล พวกเขาขับไล่แม่ของฉัน พยายามทำร้ายเธอ กดดันต่างๆนาๆ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนบาปที่บังอาจไปรักพ่อ คนพวกนั้นเรียกแม่ว่านังผู้หญิงแพศยา นั่นเป็นคำที่เลวร้ายมาก” ฉันจ้องบนเพดาน ไม่หรอก ฉันไม่ได้จะร้องไห้ แค่กำลังเค้นความทรงจำแย่ๆพวกนั้นอยู่ต่างหาก “พอเวลาผ่านไป คราวนี้มาถึงฉันบ้าง ฉันอยู่กับฌากส์ เดวิยง ฉันสนิทสนมกับเขา เราเข้ากันได้ดี จนวันนึงมีคนพยายามจะฆ่าเขา คนพวกนั้นเมื่อหาตัวคนทำไม่ได้ก็หันกลับมาเพ่งเล็งฉันแทน ไม่สิ พวกเขาอยากให้เป็นฉันอยู่แล้วต่างหาก”

เวอร์จิลหายใจเสียงเบา “เชล ฉันว่าเราอย่าพูดเรื่องนี้เลย”

“พวกเขาอยากให้นังเด็กโฮปถูกโยนเข้าคุก ชีวิตพังไม่มีดีเพราะมันอยากมาเสนอหน้าอยู่ในวงสังคมของเรา เฮอะ พอเอมิลี่พูดทุกคนเลยเชื่อ หล่อนรวย มีการศึกษาดี หัวสูงและเข้ากับพวกนายได้ ทุกคนก็เลยเชื่อว่าฉันอยากฆ่าฌากส์จริงๆ” เสียงของฉันเกือบจะฟังดูขมขื่น แต่ฉันหยิกตัวเองให้เลิกทำท่าน่าเวทนาเสียที “ฉันจะทำให้พวกนั้นรู้ว่าคนแบบเราไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่คนที่ใช้เงินและอำนาจรังแกคนอื่นต่างหากที่ผิด”

“การทวงความยุติธรรมมันไม่ได้ง่ายหรอกนะที่รัก” เขาวางมือบนมือฉันที่พาดไว้บนตักและลูบมันไปมา “ฉันคนเดียวช่วยเธอไม่ได้”

“ฉันรู้ พอถึงทางแยกนายก็ต้องเลือกที่จะเลี้ยวไปหาออร์ซินี”

“เชลซี”

“ไม่ต้องพูดหรอกน่า ฉันเข้าใจมันดี ตอนนี้นายเป็นหัวหน้าตระกูลแล้วแถมเป็นตั้งแต่ยังหนุ่ม ภาระนายเยอะ แค่ทำตัวสนิทสนมกับฉันนายก็โดนตำหนิจะแย่” ฉันนึกถึงเมื่อตอนยังเด็ก ตอนที่ยังมีโอกาสอยู่ในคฤหาสน์เกรแฮมและเป็นเพื่อนสนิทเมดิสัน ตอนนั้นเวอร์จิลก็ชอบแวะมาที่บ้านด้วย เราสามคนเข้ากันได้ดีรวมถึงอาร์ซี่ที่นานๆจะมาซักครั้งและร่วมเล่นสนุกด้วยกัน พอเวอร์จิลกลับคฤหาสน์เขาจะโดนตำหนิเสมอที่ชอบคลุกคลีกับฉัน เขาชอบเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าขำๆ บอกว่าพ่อกับแม่เวอร์เกินไปตลอด แต่ฉันไม่เคยขำเลย ไม่สักนิดเดียว

“ถึงยังไงเธอก็เป็นน้องสาวของฉัน”

“ฉันเกิดทีหลังนายเดือนเดียว” ฉันเอียงคอ “ทำไมนายถึงปักใจว่าฉันเป็นน้องสาวนัก”

“อะไร เธออยากผลักไสฉันงั้นเหรอ” เขาดึงมือกลับอย่างเสียอารมณ์

“เปล่า แค่สงสัยเฉยๆ”

“ฉันคือเวอร์จิลนะ ฉันเป็นหัวหน้าตระกูลที่ดีที่สุดในเมืองนี้หรืออาจจะในประเทศและในโลกด้วยก็ได้” แววตาเขาเป็นประกายเหมือนเด็ก “หัวหน้าตระกูลออร์ซินีจะทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าถูกต้อง และการปกป้องน้องสาวของเขาก็เป็นเรื่องถูกต้องที่สุดแล้วด้วย เพราะฉะนั้นต่อให้ใครจะพูดอะไรฉันก็ไม่แคร์”

“นายยังเชื่อว่าตัวเองถูกเสมอเหมือนเดิม”

เขาขว้างหมอนใส่ฉันอย่างแรง “ยัยปากเสีย”

“ไม่เคยคิดว่าที่ทำอยู่มันผิด?”

“ไม่”

“ไม่สักนิดเลยเหรอ”

“ไม่” เขากอดอกก่อนจะยืดตัวขึ้น “ฉันถูกเสมอแหละเชล เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย” ว่าแล้วพ่อคนถูกเสมอก็ก้าวยาวๆไปที่ประตู เขาผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นสีลอกล่อนบนผนังและเกร็งตัวเมื่อต้องเอื้อมมือไปดึงลูกบิดแล้วมันลั่นเอียดอาด

“นายโอเคมั้ย” ฉันถามด้วยความเป็นห่วง

“โกโรโกโสจริงๆ ให้ตาย” เขาทำท่าดัดจริตก่อนจะเดินออกไป ฉันถอนหายใจ หยิบโทรศัพท์มาเปิดเพลง สมัยนี้ยังมีคนฟังเพลงของแอโร่ สมิทธ์อยู่หรือเปล่า ฉันโคตรชอบเลยนะ ขอหยาบคายหน่อยเถอะ โดยเฉพาะเพลงเศร้าที่ร้องอย่างร็อคๆเป็นสิ่งที่ฉันโปรดปรานจริงๆ เพลงที่ทำลายคนได้แบบนั้นมันเหมือนกับการกินอาหารอร่อยๆที่เคลือบด้วยยาพิษเลยล่ะ เหมือนความเจ็บปวดบนปลายลิ้น เรารู้ว่ามันอันตรายแต่ก็ยังกินอีก

“เชลซี”

ใครอีก อย่าบอกนะว่าเพื่อนบ้านจะมาบอกให้ฉันเปิดเพลงเบาลง ให้ตาย ความสงบสุขอยู่ไหนกัน!

“ไฮ :)”

ให้ทายว่าใครมา ก. ยัยบ้าเมดิสันที่ใส่แหวนเพชรเป็นประกายทุกนิ้ว ข. ก็ยังเป็นยัยเมดิสันยิ้มแป้นแล้นอยู่ดีแหละ

คำตอบคือถูกทั้งสองข้อ เมดิสันที่แต่งตัวอย่างกับจะไปดาวอังคารยืนอยู่หน้าห้อง มือขวามีแก้วกาแฟยี่ห้อหรู ส่วนมือซ้ายก็ถอดแว่นกัดแดดไม่ต้องเสียเวลาเดาราคาไว้ในมือ

“ไงจ๊ะที่รัก”

“เธอเป็นอะไรหรือเปล่าแม้ด”

“ฉันสิต้องถามเธอ ยัยบื้อ” เมดิสันใช้แว่นตีหัวฉันเบาๆก่อนจะดันตัวเองเข้ามาอย่างถือวิสาสะ และแค่ก้าวแรกเท่านั้นเธอก็ผงะทันที “โอย นี่เธออยู่ในห้องโกโรโกโสแบบนี้ได้ยังไง ย้ายกลับไปคฤหาสน์เราด่วนเลยเชล”

“คำขยายคำนามนั่นเวอร์จิลพูดไปแล้วล่ะ” ฉันไม่สนท่าทางราวกับจะเป็นลมของเพื่อน

“เวอร์จิลมาที่นี่เหรอ”

ฉันพยักหน้าก่อนจะดันเธอไปที่โซฟา

“มาก่อนฉันเนี่ยน่ะ นี่ฉันอุตส่าห์แหกตาตื่นมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าเพื่อจะมาหาเธอก่อนใคร ต้อนรับเธอในเมืองที่แสนสดใส ซาบซ่า แต่หมอนั่นดัน...”

“ตอนนี้มันสิบโมงแล้วแม้ด” ฉันตัดบทกึ่งรำคาญกึ่งขำ คือเธอใช้เวลาแต่งตัวสามชั่วโมงก่อนมาหาฉันน่ะ คงเป็นเพราะแบบนื้ทำให้มาถึงช้ากว่าเวอร์จิลหลายนาที

“นั่นอะไร” เมดิสันทำเป็นลืมๆเรื่องการแต่งตัวนานมหากาฬของเธอมาสนใจโทรทัศน์ของฉันแทน

“เธอไม่รู้จักมันจริงๆเหรอ” ฉันดึงเธอนั่งลง เมดิสันทำหน้าเหมือนจะร้องให้เมื่อเห็นโซฟา

“ฉันรู้ แต่แค่สงสัยว่าเธอทนมองไอ้จอสี่เหลี่ยมเล็กยิ่งกว่ารูตูดมดนี่ได้ยังไง”

ฉันกลอกตาเป็นรอบที่ล้าน “บางทีจอทีวีที่คฤหาสน์ของเธอมันอาจจะใหญ่กว่าห้องนอนฉันด้วยซ้ำ”

“ไม่นะ” เธอทาบมือที่เต็มไปด้วยด้วยแหวนเรียงเป็นตับบนผ้าคลุมไหล่ขนเฟอร์ฟูฟ่องอย่างมีจริตจะก้าน ก่อนจะหันมาอ้าปากพะงาบๆใส่ฉันเหมือนปลากะพง “ไม่นะ

“เลิกทำท่าแบบนั้นเหอะ ตอนนี้เธอไม่ได้กำลังออกงานสังคมอยู่นะ” ฉันดันปากเธอเข้าที่

“แม่บอกให้ฉันฝึกให้ชิน วันนึงเมื่อจอร์ชแต่งงานฉันต้องรับบทพวกนี้แทนเขาด้วยนิดๆหน่อยๆ”

“พี่จอร์ชจะแต่งงานเหรอ” ฉันถามอย่างสนใจ จอร์ชเป็นพี่ชายของเมดิสัน เขาเองก็เป็นคนดีมาก สรุปง่ายๆว่าบ้านเกรแฮมไม่มีใครเป็นพวกเหยียดผิว เหยียดเพศ หลงใหลไปกับความสูงส่งของตัวเองสักคน อาจมีบ้างเป็นบางคน(พวกสายเลือดห่างๆน่ะ) แต่โดยรวมแล้วคนที่คฤหาสน์น่ะดีมาก พวกเขาเมตตาฉันกับแม่มาตลอด

“อืม ส่วนลิซก็กำลังจะโดนจับให้คบกับลูกใครสักคนที่เป็นเจ้าของท่าเรือนี่แหละ” เธอทำหน้าย่นเมื่อพูดถึงน้องสาวซึ่งเป็นคนโปรดของแม่มากกว่า “อย่าไปใส่ใจเลย ว่าแต่เธอเถอะ จะย้ายกลับไปอยู่กับเราเมื่อไหร่”

“ใครบอกว่าฉันจะย้าย”

“อย่ามาทำเป็นทิฐิหน่อยเลยน่า กลับไปหาความสบายกันดีกว่า ทั้งเตียงนุ่มๆที่เธอเคยนอนตอนเด็ก น้ำอุ่นเต็มอ่างใหญ่ ขนมฝีมือป้าฮันนาห์แล้วก็การดูหนังในวันหยุดเป็นตั้งๆเลยนะ” เธอทำหน้าชักชวนให้ฉันคล้อยตามสุดฤทธิ์

ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ “แม้ด ฉันรู้ว่าเธอรักฉัน แต่เราก็มีทางของตัวเองต้องเดิน”

“เธอเองก็รักฉันเหมือนกัน เธออยากกลับไปอยู่กับฉัน” เมดิสันย้ำเสียงแข็ง

“ใช่ ฉันรักเธอ แต่บอกแล้วไงว่าฉันมีทางของตัวเองที่ต้องเดินและมีเรื่องสำคัญต้องทำ”

“ไอ้การสืบบ้าบอนั่นน่ะเหรอ”

“มันไม่บ้าบอนะ เธอมองการที่คนพวกนั้นดูถูกฉันว่าบ้าบอ ไร้สาระเหรอ”

“เปล่าๆ ไม่ใช่นะ ฉันแค่...แค่คิดว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ช่างหัวพวกนั้นสิ เขาอยากจะพูดอะไรก็ตามใจ แต่เธออยู่กับเราได้นะเชล เธอเป็นส่วนหนึ่งของเราตั้งแต่แรก ฉันรักเธอ แม่กับพ่อก็ด้วย ทำไมเราจะดูแลเธอไม่ได้” เธอมองฉันอย่างคาดหวังแบบที่ทำมาตลอด เมดิสันไม่เคยเข้าใจจริงๆว่าฉันเจ็บปวดกับการโดนดูถูกดูแคลนแค่ไหน ใช่ ฉันรักที่จะอยู่กับพวกเขา แต่จริงๆแล้วฉันก็สมเพชตัวเองและไม่อยากให้พวกเกรแฮมมองฉันแบบนั้นด้วย

“เมื่อไรที่ฉันจัดการทุกอย่างได้ ฉันจะกลับไป”

“ไม่จริงหรอก พอเธอจัดการทุกอย่างได้เธอก็จะหายไป”

“ทำไมคิดแบบนั้น”

“ก็ชีวิตเธอเอาแต่วิ่งไปข้างหน้าตลอด” เมดิสันคงพยายามใช้คำที่ดีกว่าคำว่าหนี เธอดูสับสนอย่างน่าสงสาร เพราะที่บ้านไม่เคยบังคับเธอภายใต้กฎเกณฑ์เข้มงวด เธอเลยเป็นคนแสดงออกทางสีหน้าเต็มที่

“ฉันหนีเพราะตอนนั้นเราไม่มีทางเลือก เดวิงยงกดดันบ้านของเธอ บอกว่าถ้าไม่ส่งตัวเราไปก็จะขายความลับทั้งหมด จะไม่ทำธุรกิจอะไรกับเกรแฮมเด็ดขาด ส่วนออร์ซินีก็อยากได้แม่กับฉัน พวกเขาคงอยากเอาเราไปเลี้ยงให้เราทรมานเล่นมั้ง แล้วแบบนั้นเราจะไม่หนีได้ยังไง”

“แต่หลังจากเดวิยงกับออร์ซินีเลิกกดดันเราแล้ว เธอก็น่าจะกลับมานี่”

“เธอไม่เข้าใจหรอกว่าคนพวกนั้นเกลียดเราแค่ไหน ข่าวมันไปเร็วมากนะแม้ด คนพูดกันอย่างสนุกปากว่าพ่อของฉันเลือกคนใช้มาเป็นภรรยา เขามาจากตระกูลผู้ดีเชียวนะ” เมดิสันทำเสียงขึ้นจมูก แต่ฉันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน “เวลาไปโรงเรียนเพื่อนก็ล้อฉัน เด็กๆจากเดวิยงและออร์ซินีกลั่นแกล้งฉัน หัวเราะเยาะใส่แบบร้ายกาจ มันคงตลกน่าดูแต่ฉันไม่ขำด้วยเลย เรื่องพวกนั้นมันกลายเป็นปมในใจ ทั้งบีบรัดและห่อหุ้มเหมือนของเหลวหนืดเหนียวให้ฉันไม่สบายตัว แม่ก็รู้ว่าฉันอยู่ไม่ได้เลยต้องพาฉันหนีไป ฉันไม่ได้ต้องการจะทิ้งเธอเลย” ฉันบีบมือเธอ หวังให้เธอเข้าใจและเลิกน้อยใจในเรื่องนี้

“ฉันน่าจะเป็นเด็กผู้หญิงตัวโตนะ จะได้อัดไอ้พวกนั้นให้เละ” เมดิสันเกือบจะร้องไห้ออกมา “เธอจะเป็นลูกใครแล้วมันยังไง ในเมื่อจริงๆแล้วเชลซีนิสัยดีจะตาย เธอไม่เคยขี้ขลาดตาขาว กล้าหาญ ปีนต้นไม้เก่ง มีเรื่องสนุกๆมาให้ฉันเล่นตั้งเยอะแถมยังฉลาดเหลือเชื่อ สอนการบ้านฉันถูกหมดจนครูยังแปลกใจ เธอเป็นคนดี ทำไมพวกเขาต้องเอาแต่สนใจว่าแม่เธอเป็นใคร”

“โธ่เอ๊ย ก็มีแต่เธอคนเดียวแหละที่พูดแบบนี้”

“ไอ้เรื่องฆาตกรรมบ้าๆนั่นก็เหมือนกัน” เสียงเธอกระฟัดกระเฟียดโกรธเกรี้ยว “เธอไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก ไม่เลยสักนิด”

แล้วเมดิสันก็ดึงฉันเข้าไปกอดก่อนจะร้องไห้ออกมาซะเอง ฉันกอดตอบเธออยู่นาน นานมากจนทำให้รู้สึกว่าโลกนี้กำลังจะดับสลายลง มันหมุนช้ามากๆ เลวร้ายกว่าเดิมเยอะจนหัวใจหนึบชาไปหมด

ถ้าจะมีสักคนที่คิดแบบเมดิสันบ้าง สักคนที่รู้ว่าจริงๆแล้วฉันเป็นยังไง ทุกอย่างคงง่ายกว่านี้เยอะเลย

 

**ง่อววว สงสารเชลซีเน้ออออ เม้นให้กำลังใจนางหน่อยนะค้าบบ**

«•
•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...