น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : Eternal Blood : Black Witch Dimension

อ่าน 122
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
6 chapter
แต่งเมื่อ:
วันที่ 6 พ.ย. 2560 14:27 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง kent
ขีดเขียนดีเด่น (363)
เด็กหัดเขียน (98)
เด็กหัดอ่าน (86)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

chapter 1. หนึ่งวันที่ต่างออกไปจากเดิม

เขียนเมื่อ วันที่ 6 พ.ย. 2560 14:33 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 6 พ.ย. 2560 23:02 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

“ที่นี่…ที่ไหนกัน?”

“ตัวข้านั้นตอนนี้อยู่ที่ใดกัน?”

เสียงสงสัยดังขึ้นด้านในป่าลึกที่ทั้งมืดและดังอยู่ตลอดเวลาไม่มีเสียงของสัตว์หรือแม้แต่แมลงส่งเสียงออกมา ถ้าให้กล่าวว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่จนไม่อาจจะมีสิ่งใดสามารถที่จะส่งเสียงออกมาได้อย่างชัดเจนโดยไม่ถูกเสียงของมันกลบ มันคงเป็นลมพายุที่พัดกระหน่ำถาถมกันไม่หยุดหย่อน

อาณาจักรแห่งนี้กำลังอยู่ในช่วงฤดูหนาวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี และเมื่อผ่านวันนี้ไปได้ ที่แห่งนี้และอีกหลายบริเวณก็จะได้พบแสงตะวันที่อบอุ่นอีกครั้ง

ภายใต้ลมพายุที่หนาวเย็นจนอุณหภูมิติดลบและรุนแรงเกินจะต้านทานไว้ มีเด็กหญิงผู้หนึ่ง สวมชุดสีเขียวกำลังเดินวนไปมาเหมือนกำลังหาทางออกจากป่าที่เต็มไปด้วยลมหนาว

เธอผู้มีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า และผิวขาวดุจดังหิมะ เมื่อเดินหาทางออกในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยมาได้สักระยะแล้วก็เหมือนอยากจะยอมแพ้

“หิมะพวกนี้น่ารำคาญจริง”

เสียงของเด็กหญิงไม่ได้ถูกลมหนาวกลบ หรือพูดให้ถูกเสียงของเธอคงเป็นเพียงแค่เสียงเดียวเท่านั้นที่ลมหนาวกลบไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้น…นอนสักหน่อยแล้วกัน”

เรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตัวเธอในวันพรุ่งนี้จัดการ เธอกล่าวอย่างขี้เกียจเมื่อตัดสินใจได้ว่าจะนอนก่อน

เด็กหญิงเดินมายังต้นไม้ที่อยู่ใจกลางซึ่งเป็นต้นที่ยืนต้นสูงที่สุดแล้วเริ่มล้มตัวลงนอนยังต้นไม้ต้นนั้นทันที

ดวงจันทร์ยังคงส่องแสงและราตรีอันหนาวเหน็บนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป

 

ณ หมู่บ้านเอลฟ์แห่งหนึ่ง ในอาณาจักรเอลิส

เช้าตรูของวันใหม่ได้เข้ามาถึง พร้อมวันแรกของฤดูใบไม้ผลิหลังจากที่ได้อดทนต่อฤดูหนาวมานาน ในที่สุดมันก็ได้ผ่านพ้นไป เช้าวันใหม่ของอาณาจักรเอลิสก็ได้มาถึง พร้อมกับแสงของดวงอาทิตย์ที่อบอุ่น

ชายผู้หนึ่งได้เปิดประตูออกมารับลมแล้วพร้อมที่จะทำงานตามกิจวัตรประจำวันของเขา

ชายผู้นี้มีนามว่า คีติ ชาว ทำอาชีพเก็บเห็ดขายและเพาะปลูกมัน

แต่ไม่ใช่เพียงแค่เขาที่ตื่นออกมารับวันใหม่ตอนเช้าตรูแบบนี้ คนในหมู่บ้านคนอื่นๆ ก็เริ่มที่จะออกมาทำกิจวัตรของตัวเองกันแล้วเหมือนกัน

เมื่อได้อดทนกับฤดูหนาวที่แสนจะยาวนานและรุนแรงที่สุดมาได้ ก็ได้ถึงเวลาแล้วที่วันสุดท้ายของฤดูหนาวจะมาเยือน ชาวเดินออกจากบ้านพร้อมกับถุงเก็บเห็ด กระเป๋าสายคาดที่ทำจากหนังถูกๆ และมืดสั้นอันเก่งของเขา

ตามปกติเขาและคนอื่นๆ จะเดินขึ้นไปยังเนินเขาที่ซึ่งมีป่ายืนต้นสูงเพื่อเก็บเห็ดไว้ขาย แต่ดูเหมือนวันนี้จะมีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่คิดจะทำอย่างนั้น

“ชาววันนี้จะไปเก็บเห็ดรึ?”

เสียงเรียกของชายแก่ผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลังของเขาขณะกำลังจะออกเดิน

ชาวหันกลับไปพร้อมยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี

“ตามนั้นเลยครับท่านผู้นำ”

ลุงคนนี้เป็นผู้นำหมู่บ้านคนปัจจุบันที่ได้รับสืบทอดต่อมาจากบิดาของเขา สายตาของชายแก่มองตรงไปยังชาวที่ตื่นตัวกับเช้าวันใหม่

“ช่างขยันขันแข็งจริงนะ ฤดูหนาวเพิ่งจะผ่านพ้นไปเอง ถ้าหากลูกชายของข้าเป็นแบบเจ้าก็คงจะดีไม่น้อย เจ้านั่นมีดีแต่นำพามาแต่ซึ่งปัญหา วันๆ ก็มีแต่ไปเที่ยวเล่นกับ ไอ้เจ้าพวกมนุษย์

“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนตัวเองก็ได้นะครับ”

หน้าของชายแก่ดูจะไม่สบอารมณ์นัก

“เปลี่ยนตัวเองรึ ข้าคงตายอีกสักสองรอบ ข้าหวังอยากให้เจ้ามาเป็นลูกชายของข้าแทนด้วยซ้ำ เจ้าคงเข้าใจนะ”

“…ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่สำหรับตอนนี้คงไม่ครับ อีกอย่างนะครับอย่าได้พูดแบบนั้นเลยครับ ถ้าหากเจ้าตัวได้ยินเข้าจะรู้สึกไม่ดีนะครับ”

“ก็ช่างมันปะไร”

ชายแก่กลับมามีสีหน้าที่ดีขึ้น แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงจริงจัง ชาวรู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับท่านผู้นำหมู่บ้านเกี่ยวกับการสืบทอดตำแหน่งผู้นำคนต่อไป

เพราะเนื่องจากลูกชายแท้ๆ ของผู้นำคนปัจจุบันนั้นขาดปัจจัยหลายอย่างซึ่งทำให้เขาไม่มีคุณสมบัติมากพอให้รับตำแหน่งนี้ ชาวจึงเป็นคนเดียวต่อจากลูกชายของท่านผู้นำที่เห็นว่าเหมาะสมพอที่จะได้รับตำแหน่งนี้

และนั้นก็เป็นเหตุผลที่น่าลำบากใจของชาวผู้ซึ่งถูกยอมรับจากสายตาของลุงคนนี้

“ข้าแก่มากแล้ว เจ้าคงจะเข้าใจนะ?”

“ครับผมเข้าใจ”

แต่ชาวไม่ได้ต้องการจะเป็นผู้นำของหมู่บ้านคนต่อไป เจ้าตัวเพียงแค่อยากจะใช้ชีวิตสงบๆ ของตัวเองโดยไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบที่ดูจะเยอะเกินตัวเขา

สีหน้าที่ยิ้มแย้มแต่แฝงความความรู้สึกตึกเครียดคงถูกมองออก ชายแก่จึงขยับไม้เท้าแล้วหันเดินไปพลางพูดขึ้น

“เข้าไปเก็บเห็ดในป่าก็ระวังๆ หน่อยละ”

ชาวได้ยินอย่างนั้นก็ตอบรับอย่างเริงร่า

“ครับ!”

ถ้าไม่ติดเรื่องกวนใจเรื่องหนึ่งในใจของเขาแล้วล่ะก็

รอยยิ้มนั้นคงจะเป็นรอยยิ้มที่ดีกว่านี้

 

ป่าที่ซึ่งเผ่าเอลฟ์อย่างชาวใช้สร้างรายได้และดำรงชีวิตอยู่มีอายุมากกว่าพันปี ต้นไม้ที่มีอายุมากนี้ยืนต้นสูงจนยากที่จะเงยขึ้นไปมองถึงยอดของต้นได้ ชาวที่ถือถุงเก็บเห็ดอยู่ กำลังมองหาเห็ดตามพื้นอย่างตั้งใจ

“ห้าสิบ หกสิบ แปดสิบ ร้อยหนึ่งแล้วค่อยกลับแล้วกัน”

ระหว่างที่เดินเก็บเห็ดในป่าเรื่อยๆ เวลาก็ได้ล่วงเลยมาแล้วจนถึงเที่ยงวัน ในเวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะหยุดทำไร่ทำสวนแล้วพักกินข้าวก่อนที่จะทำงานกันต่อจนถึงเย็น

หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีนักสำหรับพวกมนุษย์

พวกเขาลือกันและสั่งสอนลูกหลานของตัวเองว่าหมู่บ้านแห่งนี้ที่มีแต่พวกเอลฟ์อาศัยกัน มีแต่พวกป่าเถื่อนและไร้ซึ่งมนุษย์สยธรรม

เพราะเมื่อนานมาแล้วได้เกิดสงครามขึ้นระหว่างเผ่าเอลฟ์และเผ่ามนุษย์เหตุเพราะแย่งชิงดินแดนกัน

เอลฟ์ได้แพ้สงครามครั้งก่อนที่จะก่อตั้งอาณาจักรแห่งนี้ขึ้น

อาณาจักรเอลิส

หลังแพ้สงครามเอลฟ์ถูกกีกกันจากผู้คนที่ไม่ใช่เอลฟ์

หมู่บ้าน ร้านค้าและตามที่ต่างๆ ไม่ให้การต้อนรับผู้ที่มีหูประหลาดแตกต่างจากคนปกติ หลังจากนั้นไม่นานถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน ความรู้สึกและการกระทำที่ปฏิบัติต่อเผ่าเอลฟ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง

จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายแยกออกจากกันแล้วมาอาศัยกันคนละที่อย่างสงบสุข แต่ด้วยสาเหตุเพราะแพ้สงครามประชากรเผ่าเอลฟ์ที่มีจำนวนน้อยลงอย่างมากอยู่แล้ว ก็ได้ลดลงเรื่อยๆ อย่างน่ากลัว ด้วยสาเหตุที่เผ่าเอลฟ์ทุกคนต่างก็รู้และไม่อย่างที่จะพูดถึงมันอีก

และด้วยเหตุผลเหล่านั้นเผ่าเอลฟ์จึงแทบจะไม่มีอิสระและต้องทำงานอย่างหนักเพื่อใช้หนี้และเพื่อดำรงชีวิตคงอยู่ต่อไปอย่างยากลำบาก

ซึ่งหนีไม่พ้นต้องให้ชีวิตของชาวลำบากตามไปด้วย

หลังจากนี้ชาวจะต้องไปปลูกมันต่อ

แต่รอยยิ้มของชาวยังคงอยู่บนใบหน้าของเขา เพราะเขามีความฝันว่าสักวันหนึ่งเผ่าเอลฟ์และมนุษย์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขอีกครั้งหนึ่ง

และตลอดไป…

แต่เพราะโชคชะตาหรือเพียงแค่ความบังเอิญกัน ตัวของเขาจึงได้เดินเก็บเห็ดลึกเข้ามาได้ถึงเพียงนี้

ตัวเขาเหมือนจะยังไม่รู้ตัวแต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาลึกถึงใจกลางของป่า

“หนึ่งร้อยและ…?”

ระหว่างที่กำลังจะก้มตัวเก็บเห็ดอันที่ร้อยหนึ่งชาวก็ได้พบกับบางสิ่งบางอย่าง

สายตาของชาวได้จับจองมันอย่างไม่คาดสายตาขณะที่กำลังสงสัยกับสิ่งที่ตนได้เห็น ระหว่างนั้นร่างกายก็พลางขยับก้าวตัวออกไปเพื่อไปค้นหาความจริงที่อยู่ตรงหน้า

“เด็กผู้หญิง?”

ใช่เด็กผู้หญิง

เบื้องหน้าของชาวนั้นคือเด็กหญิงผู้หนึ่งที่กำลังหลับอยู่นะต้นไม้ใหญ่ใจกลางป่าที่ซึ่งล้อมรอบไปด้วยใบหญ้าที่เขียวขจี

ห่างออกไปจากตัวของชาวคือต้นไม้ใหญ่สูงเหนือทุกต้นที่เขาเคยเดินผ่านมา ที่ตั้งอยู่ใจกลางของต้นไม้นั้นมีแสงส่องลงมากระทบเข้ากับตัวของต้นไม้ และได้ส่องผ่านทะลุลงมากระทบกับใบหน้าอันอ่อนหวานของเธอ

ชาวแถบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เหมือนเขาได้ถูกมนต์สะกด บางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่สามารถจะอธิบายได้ แต่เขาก็เข้าใจว่าตัวเขาไม่อาจจะละสายตาจากเธอผู้นี้ได้

ชาวเริ่มเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเพื่อที่จะได้มองเห็นหน้าเธอให้ชัดๆ ระหว่างก้าวเขาดันไปเหยียบกิ่งไม้กิ่งหนึ่งหัก และมันก็เป็นเสียงกิ่งไม้ที่ดังที่สุดในชีวิตของเขาที่ได้เหยียบมา ชาวสะดุ้งความรู้สึกที่ประหม่าและกลัวว่าเธอจะตื่นเพิ่มพูนขึ้นภายในใจของเขา

แต่แล้วแสงที่ส่องเข้าตาเธอก็ได้ทำให้เธอค่อยๆ ตื่นขึ้น

และด้วยความรู้สึกรำคาญแสงที่ส่องเข้าตาตัวเอง เธอใช้มือซ้ายยกขึ้นมาบดบังมันอย่างขี้เกียจพลางใช้อีกมือหนึ่งปิดปากตัวเองที่กำลังจะหาว

เธอหาวยกใหญ่ก่อนที่จะสังเกตเห็นชาวผู้ซึ่งกำลังยืนมองดูเธอกระทำทุกอิริยาบถอย่างเงียบสงบ

ดวงตาสีฟ้าของเธอผู้ซึ่งเพิ่งตื่นมองไปยังชาวเหมือนต้องการจะถามคำถาม แต่ดูท่าฝ่ายชาวจะมีเรื่องอยากจะถามมากกว่า

“ธ เธอเป็นใครกัน? ที่นี่ไม่ใช่ที่ของมนุษย์นะ”

เสียงสั่นเล็กน้อยเหมือนจะนึกคำพูดไม่ทันคงไม่ได้คิดว่าจู่ๆ เธอจะตื่นขึ้น

ท้ายประโยคเหมือนพยายามจะดุการกระทำของเธอผู้ที่มีรูปลักษณ์ของเด็กวัยสิบสองขวบ เด็กหญิงไม่สนใจคำถามแต่กลับจ้องไปยังหูของชาวอย่างสนใจ ชาวรู้ว่าเธอกำลังมองอะไรอยู่จึงจับหูตัวเองอย่างตอบสนองต่อสายตานั้น

“คือหูนี้มัน…”

เขาไม่รู้จะคิดประโยคอะไรมาหลอกเธอเพื่อไม่ให้เธอกลัวเขา เพราะตามความเข้าใจเด็กมนุษย์ทุกคนจะถูกสั่งสอนให้รู้จักกลัวและรังเกียจเผ่าเอลฟ์ทุกคนที่พวกเขาได้เห็น

“หูนั่นมันยาวจังเลยนะ”

เด็กผมทองพูดพลางชี้นิ้ว

เป็นเสียงที่อ่อนหวานเกินคำบรรยาท แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจเรื่องนั้น

“เออ…คือจะว่ายังไงดีละ ตั้งแต่เกิดมาหูมันก็ยาวแบบนี้แล้วละ แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”

“ก็ไม่รู้เหมือนกัน กำลังหลงทางอยู่น่ะ ถ้าไม่รังเกียจจะช่วยนำทางออกไปจากที่นี่ได้ไหม?”

ชาวได้ยินประโยคนั้นเข้าก็ผลิยิ้มออกมาพลางตอบรับไป เมื่อบทสนทนาเริ่มที่จะผ่อนคาย คนขี้กลัวแถมใจเสาะอย่างชาวก็ไม่มีปัญหา

ในตอนแรกเขาคิดว่าเธอจะตกใจกว่านี้ซะอีก แต่ถ้าทุกอย่างราบรี่นแบบนี้ บางทีมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เขาจะได้แสดงให้พวกมนุษย์เห็นว่าเหล่าเอลฟ์ไม่ได้แย่อย่างที่พวกเขาคิดกัน

และเมื่อมองจากการแต่งตัวของเด็กหญิงผู้นี้แล้ว เขาก็เข้าใจทันทีเลยว่าเธอคงเป็นลูกสาวของขุนนางที่ร่ำรวยและมั่งคั่ง อย่างนี้ก็เข้าทางชาวที่อยากจะส่งข่าวลือดีๆ เกี่ยวกับเผ่าเอลฟ์

แต่ถ้าหากทำหรืออีกฝ่ายเข้าใจผิดขึ้นมา พวกเขาอาจถูกเข้าใจว่าได้ลักพาตัวลูกสาวขุนนางเผ่ามนุษย์มาทำเรื่องไม่ดีเป็นแน่ อย่างนี้ความสัมพันธ์ของมนุษย์และเอลฟ์จะยิ่งแย่ลงไปอีก

เขาจะทำพลาดไม่ได้

และเช่นเดียวกันเขาจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปไม่ได้เหมือนกัน

“ถ้าอย่างนั้นตามข้ามาเลยนะคุณหนูเดี๋ยวพี่เอลฟ์คนนี้จะพาออกไปจากป่านี้และส่งเธอให้ถึงบ้านเลย”

“บ้านเหรอ? …ช่างมันเถอะเอาเป็นว่าช่วยพาออกไปหน่อยแล้วกันนะมนุษย์

มนุษย์?

ชื่อเรียกที่เผ่าเลอฟ์ใช้เรียกผู้ที่ไม่มีหูยาวเหมือนกับพวกเขา แต่เด็กคนนี้กับเรียกเขาว่ามนุษย์ หรือกำลังเข้าใจผิดเรื่องเผ่าพันธ์อยู่

นั่นเป็นคำตอบไม่กี่อย่างที่ชาวสามารถที่จะคิดได้

นอกเหนือจากนั้นเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าเธอเดินหลงเข้ามาในที่แบบนี้ได้ยังไง แต่เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น เขาไม่จำเป็นที่จะต้องหาคำตอบหรอก

ชาวคิดอย่างนั้น

ชาวคิดได้แค่นั้น…

“ฉันชื่อชาวนะ แล้วเธอชื่ออะไรล่ะคุณหนู?”

ชาวถามพลางยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เด็กหญิงเห็นดังนั้นจึงยิ้มตอบ

“แมรี่…”

เด็กหญิงหยุดไปก่อนที่จะเริ่มพูดชื่อตัวเองใหม่

“แมรี่ โรสค่ะ”

 

กลับมาที่หมู่บ้านเอลฟ์ขณะที่ชาวกำลังจูงมือแมรี่เข้าบ้านเพื่อที่จะได้ไปเตรียมตัวออกเดินทางไปส่งเธอให้ถึงที่หมาย จังหวะนั้นเอง

“เฮ้ยอะไรของแกวะไอ้แก่!”

ก็เกิดเสียงดังขึ้นมาจากกลางหมู่บ้าน ไขขอสงสัยตั้งแต่ทีแรกว่าทำไมลงจากเนินมาแล้วถึงไม่เจอเข้ากับเอลฟ์สักคนเลย

หรือว่าวันนี้จะมีประชุมหมู่บ้าน แต่เสียงแบบนี้มัน

ชาวพยายามที่จะคิดในแง่ดีแต่เมื่อฟังต่อไป เขาก็ไม่คิดแบบเดิมอีกแล้ว

“ข้าไม่ปล่อยแกออกไปก่อปัญหานอกหมู่บ้านอีกแล้ว!”

หนึ่งในเสียงนั้นเป็นเสียงที่เขารู้จักคุ้นเคยดี ชาวรู้ดีว่าถ้าหากให้พวกเอลฟ์เห็นเด็กคนนี้ก็คงรังแต่จะเป็นปัญหาจึงรีบเปิดประตูเข้าไป

“แมรี่อยู่ที่นี่ก่อนนะ พี่จะออกไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น อยู่ที่นี่อย่าออกไปไหนนะ ข้างนอกมันอันตรายเข้าใจนะ?”

“อื้ม”

ได้ยินเสียงข้านรับของเธอเขาก็ดีใจ

ชาวปิดประตูลงกลอนแล้วจึงออกตัววิ่งไปที่ใจกลางของหมู่บ้าน

ไม่นานนักเขาก็มาพบเข้ากับคนสองคนกำลังยืนทะเลาะกันอยู่ หนึ่งในนั้นคือลูกชาบของท่ายผู้นำมีนามว่า อิสเทียอา เอเวล และผู้เป็นพ่อ อิสเทียอา วาฬ ท่านผู้นำคนปัจจุบันกำลังยืนโต้เถียงกับลูกชายของตัวเอง และดูเหมือนว่าจะมีท่าทีที่รุนแรงขึ้น

“แกมันคือความผิดพลาดของข้า ไปคบหาสมาคมกับไอ้เจ้าพวกมนุษย์ทำไมกัน? พวกมันรังแต่จะสร้างความวิบัติให้แก่เอลฟ์!”

“หุบปากตาแก่ มนุษย์คือความก้าวหน้าและความเจริญที่เอลฟ์ไม่สามารถทำได้สำหรับคนที่แพ้สงครามอย่างแกจะไปเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ได้ยังไงฉันจะออกไปจากที่นี่แล้วจะไม่กลับมาอีก!”

“แกไอ้ลูกไม่รักดี”

อิสเทียอา วาฬ เข้าไปจะรั่งตัวลูกชายของเขาแต่ถูกอีกฝ่ายผลักจนล้มลง ชาวเห็นอย่างนั้นก็ไม่นิ่งดูดายรีบเข้าไปประคองตัววาฬพร้อมกับคนหนุ่มแห่งหมู่บ้านเอลฟ์ที่เคารพนับถือวาฬ

ภาพแบบนี้ทำให้เอเวลไม่สบอารมณ์มาก เดาะลิ้นอย่างเจ็บใจพลางชี้ตรงไปที่ชาวผู้ที่กำลังประคองวาฬอยู่

“ทีกับมัน ทำไมทีกับมันแกกับทำตัวดีกับมันกัน ใจดีกับมัน สนใจแต่มัน พูดถึงแต่มัน บอกข้าครั้งแล้วครั้งเล่าว่าอยากจะให้เป็นเหมือนมัน!”

“ข้าแค่อยากจะให้เจ้าเป็นคนที่ดีกว่านี้ คู่ควรกว่านี้ เพื่อที่-”

“จะอะไรก็ช่างมันแล้ว ข้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว ข้าเกลียดแก ข้าเกลียดมันและข้าก็เกลียดที่นี่ ข้าเกลียดการเป็นเอลฟ์! ข้าเกลียดชีวิตแบบเอลฟ์!!”

เสียงตะโกนนั้นดังสนั่น ทันใดนั้นเองเอเวลก็ชักมีดสั้นของตนขึ้นมา

“เอเวลอย่านะ!”

เสียงของชายแก่ผู้เป็นพ่อเรียกลูกชายของตนเองแต่มันก็ได้สายไปแล้ว มีดสั้นที่เอเวลชักออกมาได้ฟันเข้าที่หูข้างซ้ายของเขาโดยฝีมือของเขาเอง

เลือดไหลออกมาแต่เอเวลก็ไม่สนจนกระทั่งมันหยุดของมันเอง

วาฬแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเช่นเดียวกับทุกคนที่อยู่ตรงนั้น การกระทำของเอเวลมีความหมายเดียวเท่านั้นสำหรับเผ่าเอลฟ์

ตัดความสัมพันธ์ในฐานะของการเป็นเอลฟ์

“เอเวลทำไม ทำไมกัน?”

“ต่อจากนี้ไปอย่ามาเรียกข้าว่าลูกอีก”

ก่อนที่เอเวลที่เจ็บจากการตัดใบหูของตัวเองจะเดินจากไป หางตาของเขาก็ได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่กำลังเกาะกลุ่มอยู่กับคนในหมู่บ้าน

อะไรบางอย่างที่ไม่ควรที่จะอยู่ที่นี่

อะไรบางอย่างที่เผ่าเอลฟ์จะไม่มีวันยอมรับ

อะไรบางอย่างที่ไม่มีหูยาวเหมือนกับพวกเขา

อะไรบางอย่างที่พวกเขาเรียกกันว่า

มนุษย์…

“มนุษย์!?”

เอเวลพูดขึ้นพลางชี้นิ้วตรงไปยังภายในกลุ่มคนที่ยืนชิดติดกันอยู่ พอได้ยินดังนั้นเหล่าเอลฟ์ทั้งหลายจึงตื่นตกใจพลางมองไปในทิศทางที่เอเวลชี้ตามๆ กัน และผู้ที่มีปฏิกริยาตอบรับที่สุดคงหนีไม่พ้นชาวที่แปลกใจมากว่าใคร

เหล่าเอลฟ์ที่ยืนติดกับตัวแมรี่เมื่อรู้ตัวว่าข้างๆ เป็นเด็กสาวเผ่ามนุษย์ก็รีบตีตัวออกห่างเหมือนเธอเป็นสิ่งสกปรก

“มนุษย์มาที่นี่ได้ยังไง?”

“ที่นี่มันหมู่บ้านเอลฟ์นะ”

“เธอเป็นแค่เด็กนิ”

“เด็กผู้หญิงด้วย”

“ฆ่าเธอเลยดีไหม?”

“อาจจะดีก่อนที่เจ้าเด็กนี่จะพาพวกมนุษย์คนอื่นมาที่นี่”

“อันตราย เราควรกำจัดเธอ”

“กำจัด”

“กำจัด”

“กำจัด”

“กำจัด”

“กำจัด”

“กำจัด”

เสียงกระซิบกระซาบของเหล่าเอลฟ์ในหมู่บ้านเริ่มที่จะดังขึ้นเรื่อยๆ ชาวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งเข้าไปกำบังตัวเธอให้ออกห่างจากเอลฟ์คนอื่นๆ และนั่นก็ทำให้เอลฟทั้งหมู่บ้านร้องตกใจ อิสเทียอา วาฬ แทบไม่เชื่อสายตาตนเองเอลฟ์ปกป้องมนุษย์ และที่สำคัญคนที่ยืนข้างเด็กหญิงคนนั้นอย่างเป็นห่วงเป็นใยไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นชาวผู้ซึ่งเขาไว้วางใจที่สุด

เอเวลเห็นช่องโหว่จึงจี้เข้าไปให้ตรงจุดเพื่อซ้ำแผลนั้น

“ฮะๆ ไอ้แก่หน้าโง่ แม้แต่เจ้าชาวยังหักหลังแกเลย มันพามนุษย์เข้ามายังหมู่บ้านของเอลฟ์ แกถูกมันหลอกแล้ว สมน้ำหน้า!!”

เสียงหัวเราะอันหน้ารังเกียจและน่าขยะแขยงดังห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงหัวเราะนั้นได้เงียบไป

เอเวลได้ออกไปจากหมู่บ้านแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ความเงียบงัน และผู้ที่ทำลายความเงียบนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็น อิสเทียอา วาฬ สายตาโกรธเกรี้ยวดุจดังไฟจะลุกขึ้นเผาดวงตาของเขาจ้องมองไปยังชาวและละสายตาไปยังเด็กหญิงผมทองผู้สวมชุดสีเขียวรูปทรงหรูหรา

เหล่าเอลฟ์ทุกคนในหมู่บ้านต่างทำตัวกันไม่ถูกพวกเขาไม่เคยเห็นวาฬทำสีหน้าแบบนี้มาก่อน ชาวใจเต้นจนตัวสั่นแทบจะทำตัวไม่ถูกแล้ว เหมือนเขาได้ทำเรื่องผิดพลาดที่สุดในชีวิตความเป็นเอลฟ์ของเขา

ในใจของเขานั้นคิดเรื่องต่างๆ นาๆ ไปไกลกว่าตอนนี้มาก

ทั้งถูกเนรเทศออกจากหมู่บ้านแห่งนี้

ทั้งถูกแขวนคอเพราะทรยศคนในหมู่บ้าน

ถูกแทงด้วยดาบหรือมีด

ถูกเผาทั้งเป็น

ถูกยิงให้ตายด้วยธนู

ถูกขังไว้ในห้องและปล่อยให้อดตาย

หรือที่แย่ที่สุด

คนที่จะได้รับอันตรายจะไม่ใช่เขา…

แต่เป็นเธอ

ใช่เธอ

เด็กหญิงผู้สวมชุดสีเขียว ผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า และมีผิวขาวดุจดังหิมะ

แมรี่ โรส

เธอนั่นเอง

หนึ่งในคนของหมู่บ้านเอลฟ์คนหนึ่งก้าวออกมาหาวาฬ

“จะให้เราทำยังไงดีกับสองคนนี้ครับ โดยเฉพาะเธอคนนั้น?”

วาฬฟังแล้วหยักหน้ารับอย่างเข้าใจ สีหน้าโกรธจัดถึงขนาดขั้นที่ว่าสามารถที่จะฆ่าคนได้ก่อนหน้านี้ได้เลือนหายไปจากใบหน้าของเขาแล้ว ตรงหน้าของชาวและแมรี่ตอนนี้นั้นคือใบหน้าที่สุขุมที่สุดเท่าที่ชาวได้เคยเห็นมาของวาฬเลยก็ว่าได้

“พรุ่งนี้ฉันกับชาวจะพาตัวยัยหนูนี่ส่งถึงบ้านของเธอ”

คนในหมู่บ้านหลายคนคาดการว่าคำสั่งของวาฬจะเป็นอะไรที่รุนแรงหรือโหดร้ายกว่านี้ แต่มันกลับเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลและฟังขึ้นมาก และด้วยเหตุนั้นเองทุกคนจึงลงความเห็นว่า ใครนำปัญหามาก็ควรที่จะจัดการมันซะ

หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ

ทุกคนตกลงที่จะเลือกสันติวิธี

ชาวเกิดอาการงุนงงแต่เท่าที่เขาได้ฟัง เหมือนทุกอย่างจะจบลงด้วยดี มือที่กำลังสั่นอยู่ของเขาได้ถูกมือที่มีขนาดเล็กกว่าจับ ชาวหันไปหาแมรี่แล้วยิ้มให้อย่างดีใจ

“เหมือนทุกอย่างจะจบลงด้วยดีนะ”

“คงประมาณนั้น”

สีหน้าเธอเหมือนจะเบื่อๆ ไม่นานก็หาวอีกครั้ง

เสียงของเด็กหญิงดูเย็นชาแต่ชาวก็ไม่ใส่ใจ เพราะเรื่องที่สำคัญมากกว่านั้นคือการส่งเธอให้ถึงบ้านและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเผ่าเอลฟ์และมนุษย์

“ชาวช่วยตามข้ามาหน่อยได้ไหม? และใช่หนูด้วยนะ”

วาฬพูดสลับมองระหว่างชาวและแมรี่หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสามก็ได้เข้าไปข้างในบ้านของวาฬ

 

ตอนนี้เริ่มที่จะตกเย็นแล้ว ในเวลานี้คนในหมู่บ้านจะหยุดทำงาน ผู้คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะใช้เวลาที่เหลือของตัวเองทำงานอดิเรกหรือไม่บางบ้านก็เป็นครอบครัว ก็ใช้เวลาเหล่านั้นเล่นกับลูกของพวกเขา

หลังจากเจอกับเรื่องการทะเลาะกันของสองพ่อลูก การตัดสายสัมพันธ์ระหว่างเผ่าพันธ์และเรื่องของมนุษย์ผู้ซึ่งหลงเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว

เหล่าเอลฟ์ที่เหนื่อยแรงจากการทำงาน เรื่องพวกนี้ยิ่งทำให้พวกเขาเหนื่อยใจมากขึ้นไปอีก

 ชาร้อนทั้งสามถ้วยถูกวางเอาไว้บนโต๊ะไม้ตั้งอยู่ตรงหน้าของพวกเขาทั้งสามคน วาฬเสริฟชาแล้วจึงเดินมาเลื่อนเก้าอี้นั่ง

“แล้วตกลงเรื่องมันเป็นมายังไงกันล่ะ? เจ้าไปเจอเธอที่ไหน?”

“หลังจากแยกกับท่านผมก็เดินลึกเข้าไปในป่าและก็เจอเธอกำลังหลับอยู่ ณ ต้นไม้ใหญ่กลางป่า เหมือนเธอจะหลงทางผมเลยกะว่าจะอาสาเป็นคนไปส่งเธอเอง แต่กลับต้องมาเจอเรื่องนี้ก่อน”

วาฬมองดูชาวอธิบายก็หยักหน้า

“แล้วเธอล่ะแม่หนูพอที่จะจำอะไรได้บ้างไหม?”

แมรี่ไม่พูดแต่กลับส่ายหน้า วาฬหยักหน้าตอบรับเหมือนเข้าใจ ชาวใช้หางตามองแมรี่อย่างเป็นกังวล เธอไม่ยอมพูดกับวาฬแต่กลับยอมคุยกับตน หรือว่าจะไม่เชื่อใจลุงวาฬกัน?

ชาวคิดในใจ

“เธอจำไม่ได้สินะว่าบ้านเธออยู่ไหน หรือพ่อแม่เธอเป็นใคร?”

“…”

คำตอบของวาฬมีเพียงแค่การส่ายหน้าของแมรี่

วาฬยกถ้วยชาขึ้นมาเป่าก่อนจะดื่มแล้ววางถ้วยชาไว้ที่เดิม ต่อจากนั้นเขาก็เคาะโต๊ะไม้สองสามครั้งก่อนที่จะเอ่ยขึ้น

“เอาเป็นว่าคืนนี้เจ้ารับผิดชอบดูแลเธอแล้วกันนะ ข้าอนุญาติให้แม่หนูนี่อยู่ที่นี่ก่อนได้ พอถึงเช้าวันพรุ่งนี้เราทั้งสามจะออกเดินทางไปยังเมืองหลวงเอลิส คิดว่าคงเป็นที่เดียวที่จะเป็นบ้านของแม่หนูที่แต่งตัวไฮโซแบบนี้ได้”

จริงอย่างที่ อิสเทียอา วาฬได้กล่าว จากการแต่งตัวของแมรี่แล้วแม้แต่การมองดูแบบผ่านๆ ก็คงบอกได้ว่าเธอเป็นลูกสาวของคนฐานะแบบไหน และที่เดียวที่จะตอบสนองความเข้ากันของรูปลักษณ์เหล่านี้ได้คงมีแต่ที่เมืองหลวงเอลิส เมืองหลวงแห่งอาณาจักรแห่งนี้

“ถ้าหากเข้าใจแล้วข้าเองก็มีเรื่องจะว่าอยู่แค่นี้แหละ พวกเจ้าทั้งสองกลับไปพักผ่อนเถอะ”

“เออ…”

“มีอะไรรึชาว?”

ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เขาไม่ควรที่จะก้าวก่าย

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่เข้าควรจะยุ่งด้วย

แต่ว่า

ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเขาคือต้นตอของปัญหานั้นทำให้เขาต้องพูดออกไป

“แล้วเอเวลล่ะครับ?”

“ปล่อยมันไปเถอะ อย่างมันเดี๋ยวก็คงกลับมาพรุ่งนี้ พวกเจ้าออกไปได้แล้วละ”

วาฬมีสีหน้านิ่งเฉยขณะพูด หากแต่ที่จริงแล้วเขาก็ไม่รู้หรอกว่าลูกชายของเขาจะกลับมาหรือเปล่า หน้าของชายแก่เหมือนจะหมดหวังกับเรื่องนั้น

ชาวพูดอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ และเปลี่ยนอะไรไม่ได้

เขาคงต้องปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไป

อย่างน้อยที่สุดเขาก็จะไม่สร้างปัญหาให้วาฬไปมากกว่านี้แล้ว นั่นเป็นเรื่องเดียวที่เขาคิดว่าเขาสามารถที่จะทำได้

“ถ้าอย่างนั้นราตรีสวัสนะครับ”

“เช่นกัน…”

“…”

ตั้งแต่เข้ามาในบ้านของวาฬแมรี่ก็ไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่แม้แต่เปล่งเสียง ชาวเริ่มที่จะสงสัยว่าตกลงที่เธอเงียบเป็นเพราะช็อกกับเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้หรือเป็นเพราะ เธอเป็นแบบนี้อยู่แล้ว

“พรุ่งนี้เจอกันที่หน้าบ้านข้านะ”

“ครับ”

 

กลับมาถึงบ้านของตน คีติ ชาว กำลังทำซุปเห็ดของโปรดของเขาขณะที่แมรี่กำลังนั่งรออยู่ตรงโต๊ะอาหาร ชาวตักซุปลงถ้วยแล้วเสริฟ์ให้แมรี่ที่ถือช้อนรออยู่ แล้ววางของตัวเองเอาไว้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะอาหาร

แมรี่ตักซุปทานโดยไม่เป่าก่อนชาวคิดว่าเธอคงจะหิวมาก ระหว่างคิดอย่างนั้นเขาก็ตักซุปของตัวเองขึ้นมาทานเหมือนกัน

“ดีจังเลยนะพรุ่งนี้ก็จะได้กลับบ้านแล้วเนอะหนูแมรี่”

“หนูไม่มีบ้านอยู่ที่นี่สักหน่อย สถานที่แห่งนี้น่ะนะ”

สถานที่แห่งนี้?

หรือว่าจะหมายถึงไม่ได้เป็นคนของอาณาจักรนี้เหรอ?

แต่ดูจะเป็นไปได้ยากเพราะตอนนี้

กำลังจะเกิดสงครามขึ้นน่ะสิ

“แล้วถ้าอย่างนั้นบ้านของหนูอยู่ไหนกันล่ะ?”

“ในป่าลึก ฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในอีกโลกหนึ่ง…”

“ออ…”

ชาวทำหน้าตาเหมือนจะเข้าใจ แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ได้เข้าใจอะไรที่แมรี่พูดเลย คิดได้แค่ว่าเธออาจจะเป็นเด็กที่มีจินตนาการสูงและเพราะแบบนั้นเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อตามว่าจินตนาการเหล่านั้นก็ได้

ต่างกับความรู้สึกของเขาที่บอกว่า ผิดแล้ว ผิดแล้ว เจ้าตัวกับคิดว่าคิดถูกแล้ว

“ซุปนี่อร่อยจริงๆ เลยว่าไหม”

“อืม”

เหมือนจะหมดเรื่องที่จะชวนคุย ขณะนี้ชาวต้องอดทนกับความทรมานของบรรยากาศที่อึดอัดและเพื่อนตัวน้อยที่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาคนนี้

“อร่อยอย่างนี้คงต้องตักเพิ่มเธอจะเอาด้วยไหม?”

“ไม่ละขอบคุณ”

“…”

ในตอนแรกชาวไม่มีอะไรที่จะเริ่มบทสนทนาเลยคุยเรื่องอาหาร และหากเธอขอเพิ่มจะได้ต่อเวลาให้เขาคิดอะไรขึ้นมาพูดกับเธอได้ แต่พอเธอตอบปฎิเสธเขาเลยต้องมาทานซุปของโปรดทั้งที่อิ่มแล้ว

ชาวลุกขึ้นถือชามเดินไปตักซุปขึ้นจากหม้อหน้าเตาผิง

ทันใดนั้นเองก็เกิดเสียงกระจกแตกขึ้น

“!?”

ชาวหันกลับไปโดยทันใดแต่ภาพตรงหน้ากลับปรากฏเพียงกระจกหน้าอ่างล้างจานที่แตกร้าวและแมรี่ที่ไม่ได้ขยับจากจุดก่อนหน้าเลย

มีแต่สายตาของเธอเท่านั้นที่จ้องมองตรงไปยังกระจกเงาที่แตกร้าวนั้น

“เกิดอะไรขึ้น?”

ชาวจนปัญญาที่จะหาคำตอบว่าทำไมกระจกเงาอยู่ดีๆ ถึงได้แตก เขามองรอบๆ บ้านของตัวเองแล้วเข้าไปยืนข้างๆ แมรี่เผื่อเกิดอันตรายขึ้น มือขวาเอื้อมไปด้านหลังกำมือไว้ที่ด้ามมีดแน่น

เวลาต่อมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขาผ่อนปรนกริยาและท่าทางของตัวเองลงแล้วกลับมายืนปกติทั้งสับสน และเดินเข้าไปดูกระจกที่แตกอย่างไม่เป็นชิ้นดีเหลือทิ้งไว้แต่เพียงรอยร้าว ตอนนั้นเองแมรี่ก็ได้เอ่ยอะไรบางอย่างขึ้น

“ขอโทษ”

“เมื่อกี้หนูว่าอะไรนะ อย่าได้กังวลไปเลย ถึงจะไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้มันแตก แต่มันไม่ใช่ความผิดของแมรี่หรอกนะ อย่าได้ห่วงไปเลย ฉันไมได้กำลังโกรธอยู่หรอก”

“ที่จริงแล้วหนูเป็นคนทำมันแตกเองแหละ”

ชาวขำในใจ เป็นเด็กที่มีจินตนาการสูงจริงๆ เลยนะ เขาคิด

“แล้วถ้าหากว่าหนูแมรี่เป็นคนทำมันแตก ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าทำมันแตกได้ยังไง?”

“ก็แค่จ้องมันนานไปหน่อยก็เท่านั้นเอง”

“…เหรอ?”

เขาควรที่จะขำหรือไม่ก็ยิ้มให้การอธิบายของเธอที่เหมือนจะล้อเล่น แต่สีหน้าของเธอดูจะไม่ได้เล่นด้วย เหมือนจะบอกว่าตัวเองเป็นคนทำจริง ชาวเริ่มที่จะรู้สึกแปลกๆ จู่ๆ บรรยากาศรอบๆ บ้านของเขาก็เปลี่ยนไป อากาศเริ่มที่จะเย็นลงและตัวของเขาก็เริ่มที่จะหนาว เหมือนกับว่าอุณหภูมิรอบๆ ตัวบ้านได้เปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน

และตั้งแต่ตอนไหนกันก็ไม่รู้ที่เขารู้สึกเกร็งๆ เมื่อต้องสบตากับเธอผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของเขา

ใช่เธอ

แมรี่ โรส

เด็กหญิงที่มีรูปร่างเล็กน่ารักสมวัย 12 ปี ตรงหน้าของเขา

“หนูเป็นคนทำจริงๆ นะ…ฮิๆ”

แมรี่เปลี่ยนมานั่งท่าไขว่ห้างนำมือทั้งสองมาประกบเข้าหากันและจ้องมองมาที่เขาเหมือนจะกลืนกิน

ขณะนั้นเองบรรยากาศรอบๆ ก็เริ่มที่จะย่ำแย่ลงจนรู้สึกเหมือนกับจะถูกเธอดูดเข้าไปหา

ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น และก็ใกล้ขึ้น

ชาวเริ่มตัวสั่นอย่างที่เขาก็ไม่รู้สาเหตุ

หรือที่จริงแล้วเขากลับรู้ดีว่าอะไรคือสาเหตุที่เขาเป็นแบบนี้

เขาพยายามเก็บอาการอย่างยากลำบากเพื่อไม่ให้เผยความอ่อนแอของเขาให้เธอเห็น เขาเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าเธอที่อยู่ตรงหน้าของเขาตอนนี้ จะเป็นเธอคนเดียวกันกับที่อยู่กับเขาจนก่อนจะถึงตอนนี้

พลางทำให้เขาเกิดนึกสงสัยว่าทำไมเธอถึงออกมาจากบ้านได้ทั้งที่เขาก็ได้ลงกลอนแล้ว และตัวบ้านของเขาก็ไม่ได้มีประตูหลังหรือแม้แต่หน้าต่าง

“เธอเป็นใครกันแน่?”

“เป็นใครนั้นไม่ได้สำคัญเท่าเป็นอะไร ตัวของข้านั้นเป็นเพียงหนึ่งเดียวและสิ่งเดียวเท่านั้นตั้งแต่เกิด”

“…”

“ตัวข้านั้นคือ…”

บรรยากาศเหล่านั้นและความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีอยู่ตอนนี้นั้นเหมือนกับจะถาโถมกันเข้ามาหาเขาพร้อมๆ กัน

“แหมๆ ก็ช่วยไม่ได้นิเนอะก็ข้าน่ะเป็นผีดูดเลือดนิเนอะ!”

ระหว่างพูดก็เปลี่ยนมาโพสท่าชูสองนิ้วไว้ที่ตาแลบลิ้นพลางเท้าสเอวและเหมือนจะออกเสียงอะแหะด้วย

ทุกอิริยาบทเธอกำลังทำมันระหว่างที่ตาของเธอได้เปลี่ยนมาเป็นสีแดงดุจดั่งอัญมณี

ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนถูกเยือกแข็งเมื่อได้ยินประโยคนั้น

วินาทีนั้นเองชาวก็ได้รู้สึกตัวแล้วว่าสิ่งที่เขาได้พาเข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้จะเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่ามนุษย์ซะอีก

“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แมรี่ โรส ได้กล่าวแบบนั้นออกไป

 

 

 

•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

10
โหวต 10 /10 คะแนน
จากสมาชิก 1 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

10 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

10 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

10 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...