น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : My Life เพราะชีวิตไม่ได้สวยงามเสมอ

อ่าน 109
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 ตอน
แต่งเมื่อ:
วันที่ 10 ก.ย. 2560 16:00 น.
ผู้แต่ง Raining
เริ่มเข้าขีดเขียน (25)
เด็กใหม่ (1)
เด็กใหม่ (1)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. หนทาง

เขียนเมื่อ วันที่ 10 ต.ค. 2560 10:53 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 17 ต.ค. 2560 18:38 น. โดย เจ้าของบทความ )

บทที่ 1

อดีตที่ไม่น่าจดจำ (1)

     เพล้ง!

     "นี่แกทำแบบนี้ได้ยังไงกันพาย! แกไม่มีสมองคิดแล้วรึไง!?"
     "แม่.. แม่ฟังหนูก่อน หนูอธิบายได้นะ!"
     เสียงเอะอะโวยวายจากหญิงสาวสองคนดังสนั่นไปทั่วทุกซอกทุกมุมของบริเวณบ้านหลังใหญ่ตั้งแต่เช้าตรู่ ทำให้ฉันที่เพิ่งตื่นนอนลงมาจากห้องนอนบนชั้นสอง ถึงกับงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านของตัวเองกันแน่
     ฉันค่อยๆเดินขยี้ตาอย่างงัวเงียไปชะเง้อหน้ามองหาต้นเหตุของเสียงนั่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากห้องรับแขก ก่อนที่จะเดินตรงไปหาห้องนั้นทันที เพื่อค้นหาที่มาของเสียงตามต้นเสียงที่ได้ยิน
     "แกไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหละพาย ฉันไม่อยากได้ยินคำแก้ตัว! เพราะทุกอย่างที่มีมันฟ้องอยู่แล้วว่าแกทำอะไรลงไปบ้าง!"
     แต่ก่อนที่ฉันจะเดินไปถึง เสียงของแม่ก็ตะโกนดังออกมาจนถึงบริเวณทางเดินที่ฉันยืนอยู่ ฉันยืนขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย พร้อมกับค่อยๆย่างกายเข้าไปแอบมองที่กำแพงข้างประตู
     ร่างของแม่และพี่สาวปรากฎแก่สายตาฉันเข้าอย่างจัง โดยที่แม่นั้นกำลังยืนด่าพี่อย่างเกรี้ยวกราดสุดฤทธิ์ ส่วนพี่สาวก็ได้แต่นั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่ที่โซฟาปานจะขาดใจ
     สภาพห้องในตอนนั้นเต็มไปด้วยเศษกระจกมากมายที่แตกละเอียด พร้อมด้วยที่ตรวจครรภ์หนึ่งอันตกกระเด็นออกมาจนเกือบถึงหน้าประตูห้อง โดยที่ที่ตรวจครรภ์อันนั้นมีผลลัพท์ออกมาเป็นขีดแดงๆเกิดขึ้นสองขีด ฉันมองดูเหตุการณ์นั้นด้วยความตกตะลึงและสับสน ตั้งใจจะเข้าไปช่วยห้าม แต่ก็ต้องชะงัก เมื่ออีกใจหนึ่งก็อยากจะรอฟังว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง ฉันจึงทำได้แต่ยืนแอบฟังอยู่ตรงที่เดิมต่อไป
     "แม่ฟังหนูก่อนนะ ฮึก.. หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูไม่ได้อยากให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น หนูขอโทษนะแม่ หนูขอโทษจริงๆ" พี่พายพูดด้วยเสียงสั่นเครือ พลางยกมือขึ้นไหว้แม่ด้วยมืออันสั่นเทา
     "นี่เหรอที่แกเรียกว่าไม่ได้ตั้งใจ? แกจะปิดฉันไปถึงเมื่อไหร่กันห้ะ! ถ้าฉันไม่บังเอิญไปเจอที่ตรวจครรภ์อันนี้ลืมวางไว้ในห้องน้ำ ฉันคงไม่รู้เลยว่าลูกสาวตัวเองกำลังตั้งท้อง ถ้าแกไม่แสดงอาการแพ้ท้อง ฉันคงกลายเป็นคนโง่หลงเชื่อว่าลูกตัวเองยังปกติดีอยู่อย่างงั้นสินะ! นี่แกเห็นฉันโง่มากใช่มั้ยพาย แกหลอกฉันมาได้ตั้งนานว่าจะออกไปทำรายงานบ้านเพื่อน ขอเงินออกไปเพื่อที่จะซื้อของทำรายงาน แล้วนอนค้างบ้านเพื่อนติวหนังสือสอบ แกจะสอบบ้าสอบบออะไรวะ ในเมื่อแกเองก็โดนรีไทร์ออกมาแล้วตั้ง 2 ปี! แกทำแบบนี้ได้ยังไง แกทำแบบนี้ทำไม!!" แม่พูดใส่อารมณ์อย่างเดือดดาล ก่อนที่หยดน้ำใสๆจะค่อยๆล่วงหล่นลงมาด้วยความเจ็บใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
     "ฮือออ~ หนูขอโทษนะแม่" พี่พายพูด พลางพยายามที่จะลุกเดินเข้าไปจับมือแม่
     "อย่ามาแตะต้องตัวฉัน! แกจะไปไหนก็ไปเลยนะ ไป! ไปให้ไกลๆจากฉันเลยไป!!" แม่ออกปากไล่ พลางผลักไสไล่ส่งพี่ให้ออกไปไกลๆทั้งน้ำตา ฉันยืนมองทั้งคู่ด้วยน้ำตาแอบไหลลงมาเป็นทางอย่างสะเทือนใจ จนฉันทนดูต่อไปไม่ไหว จึงรีบวิ่งเข้าไปหาแม่ที่กำลังผลักร่างพี่อยู่ แล้วดึงร่างแม่ออกมากอดไว้ ก่อนที่จะเอ่ยปากบอกพี่สาวด้วยเสียงที่ดังพอที่จะกลบเสียงไล่ของแม่ได้
     "พี่พายออกไปก่อน เดี๋ยวฉันคุยกับแม่เอง" ฉันว่า พลางส่งสายตาอ้อนวอนไปทางพี่พาย แต่เธอก็ไม่ยอม ยังคงยืนร้องไห้และพร่ำบอกขอโทษแม่อยู่อย่างนั้น
     "ไอ้ลูกไม่รักดี! จะไปตายที่ไหนก็ไปเลยไป!!" ยิ่งแม่พูดตะคอกอะไรออกมา พี่พายก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม รวมถึงฉันด้วยเช่นกัน แต่ต่างกันที่ฉันไม่สะอื้นไห้มากเท่ากับพี่
     "พี่พายออกไปก่อน!" ฉันส่งเสียงตะโกนอีกครั้ง และครั้งนี้พี่สาวก็ยินยอมที่จะจากไปแต่โดยดี แต่ก็ยังทิ้งท้ายคำขอโทษไว้ให้แม่ก่อนที่จะเดินจากไป
     "ขอโทษนะแม่ พายขอโทษ ฮึก.."
     "ออกไป!!!"
     หลังจากที่พี่พายวิ่งร้องไห้ออกไปจากห้อง ร่างของแม่ที่อยู่ในอ้อมกอดฉันก็ถึงกับทรุดลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง และเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันตามแม่ลงไปนั่งที่พื้น พลางโอบกอดแล้วลูบเลาๆที่ไหล่เพื่อเป็นการปลอบใจไปพลางๆ โดยที่ต่างคนต่างก็แข่งกันร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีใครยอมใคร
     "ไม่เป็นไรนะแม่ เดี๋ยวเราค่อยมาหาทางออกกันนะ เรื่องแค่นี้เอง"
     ...แค่นี้จริงๆ
     "แกไม่รู้หรอกว่าฉันเฝ้ารอพี่แกเรียนจบมากแค่ไหน ฉันหวังไว้ว่าถ้ามันเรียนจบจะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับครอบครัวเราได้บ้าง แต่ดูสิ่งที่มันทำสิ มันทำให้เราอับอายขายหน้า แถมยังอาจจะโดนคนรอบข้างตราหน้าว่าพ่อแม่เลี้ยงมันมาให้กลายเป็นเด็กใจแตกอีก แล้วแบบนี้ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน พ่อแกจะรู้สึกยังไงกันถ้าเขากลับมารู้เรื่องแบบนี้!" แม่พูดกับฉันทั้งน้ำตา
     "มันจะไม่เป็นไรนะแม่ ไม่มีใครว่าอะไรพ่อกับแม่หรอก พ่อกับแม่ทำดีที่สุดแล้วนะ เรื่องแบบนี้มันคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก พวกเขาคงจะเข้าใจเรานะแม่นะ" ฉันพูดปลอบ
     "พินอิน ฉันเหลือแกเป็นความหวังสุดท้ายแล้วนะ แกอย่าทำให้ฉันต้องเสียใจอีกคนนึงนะ ถ้าแกทำฉันคงเป็นบ้าตายเลยที่มีแต่ลูกแบบนั้น" แม่พูด พลางหันหน้ามามองตาฉัน แล้วจับไหล่ฉันไว้แน่นอย่างคาดหวัง
     "จ่ะ พินไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก เชื่อพินสิ" ฉันพูดแล้วส่งยิ้มให้แม่ทั้งน้ำตา แม่มองหน้าฉันแล้วยิ้มออกมาด้วยแววตาที่เศร้าหมอง เธอพยักหน้าเบาๆอย่างยินดีกับคำตอบที่ได้ยิน แล้วหันมากอดฉันแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาชำระความเศร้าในจิตใจให้พอ เพื่อที่นับจากนี้ไปเราจะไม่เสียน้ำตาให้กับเรื่องแบบนี้อีกครั้งนึง
     หลังจากวันนั้น แม่กับพี่ก็ตกลงกันว่าจะเก็บเด็กในท้องของพี่เอาไว้ โดยที่เรื่องนี้จะยังไม่ถึงหูของพ่อที่กำลังเดินทางไปสัมมนาเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารงานและพัฒนาหลักสูตรในมหาลัยที่พ่อทำงานอยู่ในปัจจุบันที่ต่างจังหวัด และในระหว่างนั้นก็จะให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายออกมาเจรจากันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าจะทำยังไงกันต่อไป จนกระทั่งสรุปกันได้ว่าจะให้ทั้งคู่หมั้นหมายกันไว้ และเมื่อไหร่ที่ฝ่ายชายเรียนจบ เขาจะยินยอมที่จะแต่งงานกับพี่พายในทันที
     วันเวลาผ่านไปสักประมาณ 1 สัปดาห์ หนึ่งวันก่อนที่กำหนดการการสัมมนาของพ่อจะสิ้นสุดลง แม่ก็ได้ตัดสินใจโทรไปเล่าเรื่องของพี่พายให้พ่อฟัง เพื่อที่จะตกลงกันเกี่ยวกับเรื่องที่แม่กับทางฝ่ายชายได้นัดหมายกันไว้ในตอนที่พ่อไปทำงาน ซึ่งในตอนแรกพ่อก็แอบมีอาการโกรธและโมโหอยู่บ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ยินยอมที่จะเข้าใจและยอมรับในสิ่งผิดพลาดที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว เขาจะทำทุกอย่างให้มันถูกต้องตามหลักประเพณี เพื่อไม่ให้มีฝ่ายใดเสียหายไปมากกว่านี้
     งานหมั้นของพี่พายจะถูกจัดขึ้นหลังจากที่พ่อของฉันเดินทางกลับมา แต่เมื่อใกล้ถึงวันนั้นจริงๆ เรื่องราวที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น คลื่นพายุแห่งความโศกเศร้าเสียใจลูกใหญ่และหนาแน่นก็ได้ซัดเข้ามาถาโถมใส่ครอบครัวฉันเข้าอย่างจัง จนทำให้ฉันถึงกับเซและแทบหมดแรงที่จะสู้ต่อ เพราะมันช่างไร้หนทางที่จะทำให้มันสามารถฟื้นกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมได้
     ในคืนวันนั้นเองที่ฉันออกมาทำรายงานกลุ่มชิ้นสุดท้ายก่อนสอบไฟนอล เพื่อเป็นการปิดจ๊อบ และสิ้นสุดกับการเป็นนักเรียน ม.ต้น เสียที
     21:35 P.M.
     "นี่แกจะขี่รถกลับเองจริงดิ มันดึกมากแล้วนะเว้ย ค้างที่บ้านฉันก่อนคืนนึงก็ได้ แม่ฉันไม่ว่าอะไรหรอก" น้ำหวาน เพื่อนสนิทหนึ่งในสมาชิกกลุ่มงานของฉันพูดขึ้น
     "เออใช่ ขี่มอไซกลับคนเดียวดึกๆดื่นๆแบบนี้มันอันตรายออก นี่ฉันยังไม่กล้ากลับเลยเนี่ย ว่าจะนอนกับยัยหวานสักคืนนึง แกนอนด้วยกันดิ" เมย์ เพื่อนอีกคนช่วยพูดเชิญชวน
     "ไม่ดีกว่าแก เดี๋ยวคืนนี้พ่อฉันก็จะกลับจากสัมมนาล่ะ แล้วอีกอย่างฉันต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ด้วยอ่ะ ช่วงนี้แกยิ่งเครียดๆอยู่ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นฉันจะได้ช่วยได้ทัน" ฉันว่า ก่อนที่จะเก็บกวาดของทำรายงานให้กลับเข้าที่และเรียบร้อยตามเดิม
     "คงยังเครียดเรื่องพี่แกอยู่อ่ะดิ ใช่ม๊ะ? แล้วเป็นไงมั่งอ่ะ เคลียร์กันได้ลงตัวยัง" เมย์ถาม
     "ก็โอเคในระดับนึงแล้วอ่ะแก แต่มันก็ยังมีความรู้สึกที่มันไม่โอเคติดค้างกันอยู่ดีนั่นแหละ" ฉันบอก
     "เอาน่าแก เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ฝากบอกแม่แกด้วยนะว่าไม่ต้องเครียดหรอก อย่างน้อยๆทางฝ่ายชายเขาก็ยังมีจิตสำนึกที่ดีพอที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำไป ไม่ทิ้งพี่แกกับลูกไปไหน เหมือนอย่างคู่ของใครหลายๆคนที่พอรู้ว่าท้องปุ๊บก็ทิ้งปั๊บอะไรทำนองนั้น" น้ำหวานพูด
     "เออใช่ เดี๋ยวนี้คนแบบนี้หายากนะแก แต่ถ้าจะเอาให้ดีจริงๆก็คงจะต้องเอาที่แบบไม่ทำให้เสียอนาคตแบบนี้อ่ะนะ" เมย์บอก
     "อืมขอบใจพวกแกนะที่คอยให้กำลังใจฉันอยู่เสมอ"
     "ไม่เป็นไรหรอกแก ยังไงเราก็เพื่อนกัน"
     "งั้นฉันกลับก่อนนะแก ไว้เจอกันวันจันทร์" ฉันเอ่ยลา แล้วสะพายกระเป๋าเตรียมตัวกลับ
     "แต่แกจะไม่ค้างจริงๆดิ?" น้ำหวานถามซ้ำอีกครั้ง
     "จริงๆ เอาไว้โอกาสหน้าแล้วกันแก ครั้งนี้ฉันไม่สะดวกจริงๆ" ฉันบอก
     "อืม.. เอางั้นก็ได้! งั้นเดี๋ยวพวกฉันไปส่งหน้าบ้าน"
     "อื้ม! ได้สิ"
     "ขี่รถดีๆนะพิน บายยย~" เมย์พูด พลางโบกมือลาฉันอยู่ที่หน้าบ้านกับน้ำหวาน แล้วยืนรอจนกระทั่งฉันขี่รถออกจากบ้านไปค่อยกลับเข้าบ้านตามเดิม
     รถฟีโน่สีชมพูหวานคันคู่ใจแล่นออกไปตามถนนใหญ่ใจกลางเมืองในยามค่ำคืน ฉันขี่รถไปอย่างชำนาญเส้นทางจนมาถึงสี่แยกที่สัญญาณไฟนั้นมีปัญหา ฉันค่อยๆชะลอรถเพื่อมองดูว่ามีรถคันอื่นแล่นมาหรือเปล่า จนกระทั่งแน่ใจดีแล้วว่าไม่มีรถแล่นมา ฉันจึงบิดคันเร่งอย่างเต็มที่เพื่อที่จะมุ่งหน้ากลับไปบ้านโดยเร็ว
     โฮ่ง! โฮ่ง!
     แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหมาย เมื่ออยู่ๆก็มีสุนัขสองตัววิ่งไล่กันมาจนถึงกลางสี่แยก และวิ่งมาตัดหน้ารถฉันเข้าอย่างจัง จนฉันต้องหักรถหลบสุนัขสองตัวนั้นไปอีกทางในทันที ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถสปอร์ตสีดำคุ้นตากำลังแล่นตรงมาหาฉันจากทางถนนด้านซ้ายด้วยความเร็ว
     และในจังหวะนั้นเอง แสงไฟจากรถฉันก็สาดส่องเข้าไปที่หน้ารถคันนั้น ทำให้ฉันมองเห็นหน้าตาผู้ขับรถได้อย่างชัดเจน ใบหน้าอันคุ้นตา บวกกับรถที่ดูคุ้นเคย ฉันเบิกตากว้างอย่างตกใจและใจหายไปพร้อมๆกัน เมื่อฉันได้พบเข้ากับบุคคลที่ฉันไม่คิดว่าจะเป็นคนที่จะมาขับรถชนกันเองแบบนี้
     ...พ่อ!!
     บรี๊นนนน~ บรี๊นนนน~
     เอี๊ยดดด! โครมม!

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

8
โหวต 8 /10 คะแนน
จากสมาชิก 1 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

7 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

8 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

9 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...