น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : ห้องสามเดอะซีรี่ย์

อ่าน 664
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
20 ตอน
แต่งเมื่อ:
วันที่ 30 พ.ค. 2560 12:14 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง มุมฉาก
ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (3)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 2. แฟนเก่าของชิดชนก

เขียนเมื่อ วันที่ 2 มิ.ย. 2560 09:18 น.
«•
•»

     แฟนเก่าของชิดชนก

     เวลา 1 ทุ่มตรงเย็นวันศุกร์ปลายเดือนพฤษจิกายน ควรเป็นเวลาที่เด็กมัธยมอย่างพวกเราได้ร่าเริงใจ นั่นก็เพราะจะได้หยุดเรียนถึง 2 วัน ลาขาดจากอาจารย์ประจำชั้นจอมเฮี๊ยบ แต่วันศุกร์นี้ไม่ได้เป็นเช่นวันศุกร์ที่แล้วหรือวันศุกร์ถัดไป เพราะเป็นวันศุกร์ที่ไม่ใช่วันศุกร์ธรรมดานะเออ หรือจะเรียกว่าวันศุกร์พิเศษใส่ไข่ด้วยก็เข้าที ก่อนที่เพื่อน ๆ จะงงกันมากไปกว่านี้ ผมขอเฉลยปริศนาดีกว่า ที่วันศุกร์นี้ไม่ได้เป็นเหมือนวันศุกร์อื่น ๆ เพราะเป็นวันศุกร์ซึ่งมีงานเลี้ยงส่งนายอำเภอที่โรงเรียน

      เป็นเรื่องแปลกประหลาดพอสมควร ที่มีการโยกย้ายข้าราชการในเดือนนี้ ทั้งที่ปรกติจะทำกันช่วงเดือนกันยายน เข้าใจว่านายอำเภอคงทำงานเข้าหูเข้าตาเจ้านาย จึงมีคำสั่งโยกย้ายเข้าไปประจำในกระทรวงตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม นั่นหมายถึงเรามีนายอำเภอตัวเป็น ๆ นั่งเก้าอี้แค่เพียง 2 เดือน หลังจากไม่เคยมีมานานด้วยสาเหตุที่ไม่มีสาเหตุ เก้าอี้ตัวเดิมจึงว่างเช่นเดิมเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน อำเภอไกลปืนเที่ยงก็เป็นแบบนี้แหละผมคิดในใจ

      ถึงตอนนี้ภายในงานเลี้ยงค่อนข้างคึกคัก วงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนทำการแสดงอยู่บนเวที นายอำเภอ 2 เดือนของเราเดินกลับมาที่โต๊ะวีไอพี แขกในโต๊ะลุกขึ้นยืนเสียงแซ่ซ้องดังขึ้นระงม ผู้คนมากมายในงานพากันพูดคุยยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนตัวผมยืนทำหน้าที่ตัวเองอย่างแข็งขัน ด้วยใบหน้าเหมือนตูดลิงกับหัวใจแสนห่อเหี่ยว ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะกระติกน้ำแข็งในมือขวา หรือจะเพราะที่เปิดขวดโซดาในมือซ้ายก็เห็นจะไม่ถูก ที่ผมต้องตกอยู่ในสภาพพระเอกละครหลังข่าวนั้น เป็นเพราะแม่สาวผมม้าตากลมที่ยืนถัดไป 3 แถวต่างหาก

     เธอคือชิดชนกเพื่อนสาวร่วมห้องเรียนนี่แหละ และเป็นลูกสาวคนเดียวของเฮียอ๋าจากร้านเมียจ๋าพาณิชย์ ใช่แล้วครับเพื่อน ๆ ทุกคน ผมคนนี้กำลังอกหักดังเปาะ ไม่มีกระจิตกระใจอยากทำอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น นาทีนี้ผมอยากวิ่งฝ่าสายฝนพลางร้องให้ขี้มูกโป่ง ให้เหมือนมิวสิควิดีโอเพลงเรือเจ๊กควรออกจากฝั่งของพี่เตงบอดี้สลิม ทว่าด้วยความที่เป็นหัวหน้าห้องของอาจารย์สมพิศ  ทำให้ผมต้องแบกภาระพนักงานชงเหล้าโต๊ะวีไอพี

     พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ไม่ว่าแขกต้องการผสมเหล้าชนิดไหนหนาบางเท่าไหร่ ผมสามารถหลับตาทำได้แม้ดวงใจจะบอกว่าช้ำ เมื่อชิดชนกเดินผ่านพร้อมไก่สามอย่างในมือ ผมก็รีบเมินหน้าไปทางอื่นทำไม่รู้ไม่ชี้ คล้อยหลังหน่อยเดียวผมเหลียวมองเธอพลางถอนใจ เจ้าตัวคงไม่รู้สินะว่ามีคนเฝ้าแอบมองตั้งแต่เมื่อวาน เรื่องที่เกิดขึ้นมีสาเหตุที่มาที่ไปนะครับ ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ผมจะกลายเป็นโรคจิตถ้ำมองเสียเมื่อไหร่ อยากรู้ใช่ไหมล่ะว่าทำไม อะไร และอย่างไร ถ้าเพื่อน ๆ ทุกคนอยากรู้ผมจะเล่าให้ฟัง

                   ---------------------------------------------

     คาบสุดท้ายของการเรียนเมื่อวานนี้ พวกเราได้รับอนุญาติให้หยุดเรียนวิชาพละศึกษา ทุกคนยิ้มแป้นแค่ไม่กี่วินาทีก็ต้องเศร้าสลด เมื่ออาจารย์สมพิศสั่งให้ทำงานอื่นซึ่งเสียเหงื่อไม่แพ้กัน ผม ทรงเดช และอำนาจ เดินนำแถวขบวนไปยังริมสนามฟุตบอล ตรงนั้นเองอาจารย์วิบูลย์ยืนจังก้ารอต้อนรับอยู่ เขาเป็นอาจารย์สอนวิชาพละศึกษาที่เก่งที่สุดของโรงเรีย แต่ร่างกายผอมกะหร่องไร้ซึ่งกล้ามเนื้อใกล้เคียงจิ้งจกตากแห้ง ด้านหลังอาจารย์วิบูลย์ปรากฎรถสิบล้อหัวยาวคันหนึ่ง คนงาน 2 คนกำลังลำเลียงเก้าอี้พลาสติกลงจากรถ นักเรียนทุกคนต่างจ้องมองด้วยความแปลกใจ

     “เอ้า…นักเรียนชายขนของลงมาให้หมดนะ เวลาขนโต๊ะกลมให้คอยระวังด้วยล่ะ ใครทำเสียหายตัดคะแนนจิตพิสัยทันที ส่วนนักเรียนหญิงให้ขนเก้าอี้ไปตั้งตามจุดนะ แต่รอพวกผู้ชายตั้งโต๊ะกลมให้เสร็จก่อนนะ เดี๋ยวจะมั่ว”

     ไม่ทันที่ใครจะเอ่ยถามอาจารย์วิบูลย์ก็รีบเฉลย อำนาจถามกลับพลางเกาหัวสีหน้างุนงง

     “แล้วทำไมพวกผม ต้องเอาไปตั้งด้วยล่ะครับอาจารย์”

     “ถ้านายไม่เอาไปตั้ง แล้วมันจะเหาะไปได้เองหรือ” อาจารย์วิบูลย์ตอบแบบเคือง ๆ

     “มันเหาะไปไม่ได้หรอกครับอาจารย์ แต่จะเอาไปตั้งทำไมในเมื่อมีงานพรุ่งนี้”

     อำนาจเป็นคนถามคำถามเช่นเคย เขาหันมาสบตาผมราวกับต้องการความคิดเห็น แต่อำนาจลืมไปว่าตัวเองเรียนเก่งที่สุดในห้อง ในเมื่อเจ้าตัวไม่รู้แล้วผมเนี่ยนะจะตอบได้ ผมจึงตอบกลับไปด้วยสายตาบ้างว่าตรูไม่รู้ ก็เดินมาด้วยกันแท้ ๆ ถามคนอื่นดีกว่าไหม ตาตี่ ๆ หลังแว่นตาสุดเชยเผยความผิดหวังให้ปรากฎ อำนาจจึงหันไปตั้งคำถามในแววตากับทรงเดชบ้าง ก่อนทรงเดชจะตอบคำตอบในแววตากลับมานั้น ก็ดันมีคนพูดตัดหน้าเสียก่อน

     “อาจารย์วิบูลย์ให้ตั้งตามจุด พวกเธอก็เอาไปตั้งสิยะ มีปัญหาอะไรกันนักหนา”

     อาจารย์สมพิศจอมเฮี๊ยบเป็นคนพูดสอด หล่อนคงเดินตามหลังมาเพื่อประกบพวกเรา นักเรียนทั้งห้องมองซ้ายมองขวากันเลิกลั่ก เพราะคำตอบที่เพิ่งได้รับมันถือเป็นคำตอบหรือเปล่านะ นิตยาสาวผมหยักโศกดวงตาซุกซนทำท่าจะเอ่ยถาม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจสะกิดให้ผมเป็นหนังหน้าไฟแทน นอกจากนิตยาจะโยนขี้มาให้แล้ว นักเรียนหญิงทั้งหมดต่างจ้องมองใบหน้าผมด้วย เป็นพลังงานแฝงที่ไม่มีตัวตน แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ในเมื่อไม่มีทางเลือกผมจึงจำเป็นต้องทำตาม

     “อาจารย์สมพิศครับ ถ้าเราขนโต๊ะเก้าอี้ไปตั้งกันก่อน พรุ่งนี้เช้าจะเข้าแถวเครพธงชาติไม่ได้”

     “ใช่ครับ ผมน่ะยังไงก็ได้ แต่กลัวว่าเก้าอี้จะร้อนแดด” ทรงเดชช่วยพูดเสริมอย่างชาญฉลาด

     “ใครบอกล่ะยะว่าให้ตั้งคาไว้ เสร็จแล้วก็เก็บกลับที่เดิม” อาจารย์ประจำชั้นตอบกลับหน้าตาย

     “เก็บกลับที่เดิม !” อำนาจอุทานด้วยสงสัย “ยังไงครับอาจารย์ผมไม่เข้าใจ”

     “ทำไมปัญหาเยอะจัง เดี๋ยวบอกให้เอง” อาจารย์วิบูลย์เดินเข้าใกล้แล้วพูดต่อ “พรุ่งนี้มีงานเลี้ยงส่งตอน 6 โมงเย็นใช่ไหม ส่วนตอนบ่ายมีซ้อมแปรขบวนกีฬาเขตของเด็กม.1 ใช่ไหม เพราะนั้น…เราจะตั้งโต๊ะกันตอน 5 โมงเย็น ก่อนเวลาเริ่มงานเพียงชั่วโมงเดียวใช่ไหม ท่านผอ.จึงอยากให้ซ้อมตั้งโต๊ะให้คล่องมือ พรุ่งนี้ทำจริงจะได้ไม่มีปัญหาเข้าใจใช่ไหม”

     “ซ้อมตั้งโต๊ะงานเลี้ยง !” นักเรียนทุกคนตะโกนประสานเสียงโดยพร้อมเพรียง

     “ถูกต้อง ซ้อมตั้งโต๊ะงานเลี้ยง เข้าใจแล้วใช่ไหม งั้นก็เริ่มเลย” อาจารย์วิบูลย์ดันหลังนักเรียนชายที่ยืนนิ่ง

     “แต่อาจารย์คะ เราจำเป็นจะต้องซ้อมด้วยเหรอคะ” นิตยาคงทนไม่ไหวจึงถามขึ้นมาเอง

     “จำเป็นสิยะ ถ้าเธอไม่เคยคลานมาก่อนแล้วจะเดินได้เหรอ คิดสิคิด” อาจารย์สมพิศแว้งกลับ

     “แต่อาจารย์คะ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องคลานเลยนะคะ” นิตยาพยายามแย้งอีกครั้ง

     “เกี่ยวไม่เกี่ยวก็ต้องซ้อม อาจารย์วิบูลย์ทำจุดไว้แล้ว พวกเธอก็เอาไปตั้งตามนั้น หัวหน้าห้องถ่ายรูปเป็นหลักฐานให้ด้วย เสร็จแล้วค่อยขนกลับที่เดิมเข้าใจนะ เราไปประชุมกันเถอะค่ะอาจารย์วิบูลย์”

     หลังออกคำสั่งเด็ดขาดเป็นที่เรียบร้อย อาจารย์ทั้งสองคนจึงเดินจากไปตามทางเดิน ทิ้งให้นักเรียนเผชิญหน้ากับความโชคร้าย ซึ่งจะว่าไปนี่ไม่ใช่ความโชดร้ายครั้งแรก ลางบอกเหตุมีตั้งแต่ทราบข่าวท่านนายอำเภอ อาจารย์สมพิศได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ หลังเคยสร้างผลงานยอดเยี่ยมในคอนเสิร์ตพี่เตงบอดี้สลัม แล้วหล่อนก็เลือกนักเรียนตัวเองมาคอยช่วยงาน นั่นคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ของพวกเรา

     รถสิบล้อหัวยาวจากไปหลังเสร็จหน้าที่ตัวเอง ทิ้งเด็กนักเรียนสี่สิบกว่าคนยืนเก้ ๆ กัง ๆ ริมสนามฟุตบอล แดดยามบ่ายที่ร้อนระอุเป็นตัวเร่งปฎิกิริยา ทุกคนจึงเริ่มทำงานตามโชดชะตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ โต๊ะกลมทำจากไม้เนื้อแข็งและหนาจำนวน 6 แผ่นตีประกบ ตกแต่งเป็นรูปวงกลมตีไม้แปรเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยม ขาโต๊ะทำจากไม้แปรตีเป็นรูปกากบาท เวลาใช้ให้นำมาเสียบตรงฐานของโต๊ะกลมอีกที เมื่อนักเรียนขายตั้งโต๊ะกลมจำนวน 40 ตัวแล้วเสร็จ นักเรียนหญิงจึงได้นำเก้าอี้พลาสติกมาตั้งรายล้อม อุปกรณ์ทั้งหมดเป็นของศาลเจ้าประจำอำเภอ สามารถใช้งานได้ดีแม้จะดูไม่เข้ากันเลย หัวหน้าห้องซึ่งก็คือผมเองทำการถ่ายภาพจนแล้วเสร็จ ก่อนมารวมกลุ่มกับเพื่อนที่นั่งหอบแดดใต้ต้นก้ามปู

     “เหนื่อยชะมัดยาด ทำไมโต๊ะมันใหญ่ขนาดนี้” อำนาจบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด

     “ใหญ่อย่างเดียวที่ไหน หนักอย่างกับหิน เอ๊ะ ! หรือว่ามันเป็นหิน” ทรงเดชบ่นตามไม่รีรอ

     “หยุดบ่นเสียทีเถอะน่า มันเป็นไม้เก่าเลยหนักนายอย่ามั่ว พักเอาแรงซักสิบนาทีค่อยยกกลับ”

     ผมพูดตัดบทไปมองภาพในกล้องไป โต๊ะทั้ง 40 ชุดถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับอาจารย์วิบูลย์ ที่ใช้เด็กห้องอื่นนำปูนขาวมาโรยเป็นจุดให้ ผมแค่สงสัยว่าในวันพรุ่งนี้ ปูนขาวมันจะยังอยู่อีกหรือ

     “ยายแก้วหน้าม้าเดินไปไหนฟระ แบบนี้กินแรงเพื่อนนี่หว่า…ใช้ไม่ได้”

     อำนาจพูดไปหอบไปพลางชี้ไม้ชี้มือไป หน้าขาวซีดของเขามีเม็ดเหงื่อจำนวนมหาศาล ผมมองตามจึงพบกับโจทย์เก่าของเพื่อนรัก ชิดชนกเพื่อนร่วมห้องที่ผมแอบมีใจให้ สาวผมม้าตาโตเดินแยกตัวออกมาจากกลุ่ม สีหน้าเธอดูผิดปรกติไปจากทุกวี่วัน จังหวะที่ชิดชนกหันมามองด้านหลัง จึงเห็นแววตาเธอมีความกังวลไม่ก็สับสน

     “เดี๋ยวเราไปตามให้เอง นายก็เลิกตอแยกับเธอเสียที”

     โดยไม่ฟังว่าอำนาจจะพร่ำบ่นอะไรต่อ ผมรีบลุกแล้วเดินตามไปอย่างเร่งด่วน ชิดชนกหยุดเดินตรงหน้าอาคารสี่ แล้วหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา เธอทำในสิ่งที่ผมต้องตกใจตาค้าง คือใช้มันโทรไปหาใครซักคน ทั้งที่ปรกติเธอมักคอยปรามเพื่อนฝูง เพราะถ้าโดนจับได้จะโดนตัดคะแนนจิตพิสัยทั้งห้อง ผมไม่เข้าใจเลยเป็นเรื่องที่แปลกมาก ชิดชนกทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน แล้วผมก็ตัดสินใจย่องเข้าหาอย่างเงียบกริบ ก่อนมาหลบหลังแทงค์น้ำใหญ่ติดกับต้นหูกวาง

     “เราไม่อยากเชื่อเลย ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะป๋อม”

     สาวผมม้าตากลมคงไม่ทันสังเกตรอบตัว เธอวางสายแล้วยืนนิ่งไม่รู้ว่ามีคนแอบฟัง แล้วชิดชนกก็นั่งลงบนม้านั่งหินอ่อน เสียงถอนหายใจดังขึ้นกระทั่งผมก็ยังได้ยิน ดวงตาคู่งามที่มีน้ำตาเอ่อล้นอยู่ จับจ้องไปยังประตูหลังของโรงเรียน

     “เราจะไปหาเธอนะป๋อม”

     แล้วชิดชนกก็เดินงุด ๆ ไปที่ประตูดังกล่าว ทิ้งให้ผมนั่งเอ๋อเพราะไม่เข้าใจอะไรซักอย่าง ป๋อมคือใครมาจากไหนและทำอะไรอยู่ ทำไมชิดชนกถึงได้รู้จักและมีทีท่าร้อนใจมาก เธอกำลังจะไปหาป๋อมผมควรตามไปดีไหม แล้วผมจะตามไปทำไมหรือผมจะไม่ตามไปดี ผมเฝ้าเวียนถามตัวเองซ้ำแล้วแล้วก็ซ้ำอีก แต่ไม่ได้คำตอบอะไรเลยไม่มีแม้กระทั่งแนวคิด

     “ป๋อมเป็นแฟนเก่าของยายนก ย้ายไปเรียนในกรุงเทพหลายปีแล้ว”

     เสียงทุ้ม ๆ เหน่อ ๆ ดังมาจากหลังหูนี่เอง ทำให้ผมซึ่งเป็นคนบ้าจี้ถึงกับสะดุ้งโหยง หัวของผมได้ชนเข้ากับอะไรซักอย่าง มีเสียงร้องเจี๊ยกดังลั่นตามด้วยเสียงของหนักตกพื้น จึงรีบหันไปมองพร้อมใช้มือสำรวจจุดเกิดเหตุ

     “ทรงเดช ! ตกใจหมดเลยนึกว่าผีหลอก”

     คนร้องเจี๊ยกคือเพื่อนร่วมชั้นชื่อทรงเดช เขาป็นนักบาสทีมโรงเรียนคนเดียวของห้อง เจ้าของคววามสุง 185 เซนติเมตรทำท่าจะร้องให้ เอามือกุมปากตัวเองแน่นเนื่องจากโดนกระแทก เมื่อเข้าใจเป็นที่ชัดเจนผมจึงเริ่มบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

     “นายมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง ใครแฟนเก่าของนก ใครเรียนกรุงเทพ ไม่เห็นอยากรู้”

     “เหรอ ไม่อยากรู้จริง ๆ เหรอ” ทรงเดชตอบกลับแบบประชด เขานั่งบนพื้นพลางเหลือกตามอง

     “งั้นสิ เราจะรู้ไปทำไม” ผมยังคงปากแข็งไม่เปลี่ยนแปลง

     “ไม่อยากรู้แต่พูดกับตัวเองเนี่ยนะ” เจ้าตัวพูดเลียนแบบทันที “เธอกำลังจะไปหาป๋อม ผมควรตามไปไหมนะ แล้วผมจะตามไปทำไม หรือผมจะไม่ตามไปดี ไอ้หมอนี่ถ้าจะบ้า”

     นักบาสคนเก่งยังคงมองค้อนประหลับประเหลือก ริมฝีปากบนเริ่มเจ่อเล็กน้อยเพราะโดนหัวผมนี่แหละชน ส่วนตัวผมเองเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ทรงเดชเดินตามมาและได้ยินสิ่งที่ผมคิดในใจ เพื่อน ๆ คงจะงงว่าทรงเดชรู้ได้อย่างไร นั่นเป็นเพราะผมมักคิดอะไรด้วยการพูดออกมา นับเป็นความคิดส่วนตัวที่มีเสียงดังพอสมควร

     “ตกลงว่านาย…ได้ยินหมดเลยใช่ไหม”

     ผมถามคำถามที่ไม่อยากได้คำตอบ ทรงเดชพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ เมื่อรู้ความจริงเข้าผมเองก็อายม้วนต้วน เป็นเพื่อนก็คงจะอายเหมือนผมนี่แหละน่า แต่ในเมื่อความลับก็แตกไปแล้วนี่ ผมจึงไม่มีอะไรที่จะเสียอีก

     “งั้นเราถามหน่อย ป๋อมคือใคร มาจากไหน เป็นใครกัน รู้จักชิดชนกตอนไหน ทำไมเธอต้องไปหามัน พูด !”

     “ใจเย็นสิโว้ย จะตอบยังไงทัน” ทรงเดชรีบโวยลั่น เขาเล่นตัวนิดหน่อยก่อนเฉลย “นายจำเด็กเราชื่อรัตนาห้อง 6 ได้นะ ตอนประถมรัตนาเรียนห้องเดียวกับนก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ยายนกเป็นแฟนกับนายป๋อม ไปไหนมาไหนด้วยกันจนโดนเพื่อนล้อ เห็นว่าเป็นแฟนกันประมาณ 2 ปีนี่แหละ พอขึ้นมัธยมหมอนั่นก็ย้ายไปเรียนกรุงเทพ” 

     “เป็นแฟนตอนประถม ย้ายไปเรียนกรุงเทพ อืม… แล้วชิดชนกไปหามันที่กรุงเทพทำไม”

     ผมเริ่มต้นวิเคราะห์เรื่องราวด้วยสมองสุดอัจฉริยะ ทำเอาเพื่อนนักบาสส่ายหัวอย่างระอาใจ

     “นกจะไปหามันที่กรุงเทพเนี่ยนะ ไอ้หัวหน้าห้องบ้าเอ๊ย มันคงมาหานกที่นี่มากกว่า”

     “ว่าไงนะ ! มันกล้าเหยียบถ้ำเสือเลยหรือ ?”

     ผมตะโกนใส่หน้าเพื่อนหลังทราบความจริงเข้า เจ้าตัวหลับตาปี๋เพราะเหม็นกลิ่นทุเรียนกวน ชิดชนกโดดเรียนไปหาแฟนเก่า แล้วผมควรทำอย่างไรต่อไปดี เป็นเรื่องสุดยอดวิกฤตที่ต้องตัดสินใจโดยด่วน อำนาจส่งเสียงทักทายพวกเราจึงหันไปมอง เด็กนักเรียนผอมกระหร่องได้เดินเข้ามาสมทบ แล้วในนาทีนี้เองผมก็สามารถตัดสินใจได้

     “อำนาจเพื่อนรัก นายคุมงานทางนี้ไปก่อนนะ เราจะไปตามชิดชนกแล้วจะรีบกลับมา”

     หลังพูดจบผมก็ใส่เกียร์หมาก่อนโกยแนบ ทิ้งภาระอันใหญ่ยิ่งให้เพื่อนรักผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อำนาจยืนปากอ้าตาค้างด้วยความตกตะลึง กว่าเขาจะรู้ตัวคนโยนภาระก็ไม่อยู่แล้ว ผมวิ่งมาหยุดหน้าโรงเรียนพลางกวาดตามองเป้าหมาย แล้วความโชดดีก็มาเยือนผมเป็นครั้งแรก ลูกสาวคนเดียวของเฮียอ๋าขี่จักรยานห่างออกไป 200 เมตร จักรยานสีแดงของเฮียอ๋าหรือจะมาสู้เกียร์หมาของผมได้ ผมเชื่อในใจเช่นนั้นระหว่างวิ่งตามไปอย่างสุดกำลัง

     15 นาทีต่อมาผมก็ตามมาจนเจอตัว แต่ก็เล่นเอาหอบแฮ่ก ๆ หมดเรี่ยวแรงมือไม้อ่อน ชิดชนกจอดจักรยานที่ลานกว้างหน้าบึงหนองโพธิ์ ก่อนก้าวเท้าไปตามทางเดินที่รายรอบสถานที่นี้ บึงหนองโพธิ์คือคลองขนาดใหญ่สุดของอำเภอเรา ทำหน้าที่รับน้ำ ระบายน้ำ กักเก็บน้ำ และให้เด็กจมน้ำ ก่อนหน้านี้เพิ่งมีการขุดลอกคูคลองเพิ่มเติม บึงหนองโพธิ์จึงมีความลึกมากขึ้นถึง 5 เมตร สามารถรองรับมวลน้ำขนาดมหึมาได้อย่างสบาย ตอนนี้น้ำในบึงมีปริมาณมากพอสมควร

     ขณะที่ผมพยายามสูดหายใจให้เต็มปอด ชิดชนกก็เดินท่อม ๆ ไปยังม้านั่งตัวหนึ่ง ตรงนั้นเองมีต้นคูนออกดอกช่อใหญ่สีเหลืองสด ฝักสีดำร่วงหล่นสู่พื้นเมื่อโดนลมฝนพัดผ่าน อีกฝั่งหนึ่งของม้านั่งมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ ดูจากรูปร่างหน้าตาอายุคงไล่เลี่ยกัน นายคนนั้นสวมชุดรด.สีเขียวขี้ม้าสง่างาม ตัวสุงโปรุ่งหุ่นนักกีฬาทว่าผิวขาวซีดเผือก ผมรู้ได้ทันทีจากความสามารถพิเศษเหนือใคร ว่านายคนนี้ต้องชื่อป๋อมอย่างแน่นอน

     ชิดชนกและนายคนนั้นนั่งนิ่งตลอดเวลา บางทีเธอก็หันไปมองเขา บางครั้งเขาก็หันมามองเธอ ทว่าทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกันเลย ผมได้ยินชิดชนกเรียกอีกฝ่ายแล้วก็เงียบเช่นเก่า เป็นเรื่องที่แปลกมากจนถึงมากที่สุด ถ้านี่คือนัดเดทคงจะล่มอย่างไม่ต้องสงสัย ฝ่ายสาวอุตส่าห์โดดเรียนแต่ฝ่ายชายก็ดันเป็นใบ้ ผมแอบมองอยู่ห่าง ๆ พลางคิดในใจไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งเริ่มรู้สึกตัวว่าเราจะซู่มอยู่ไกล ๆ ไปเพื่ออะไร เอ็งย่องไปแอบฟังหลังต้นมะขามเทศไม่ดีกว่าเหรอ ผมจึงรีบสวมวิญญานนินจาฮาโตริทันที และย่องไปถึงเป้าหมายโดยที่อีกฝ่ายไม่ผิดสังเกตุ

     จากตรงนี้เองผมจึงได้รู้ความจริงที่แท้จริงว่า ผมไม่ได้ยินเสียงและมองไม่เห็นชิดชนกอีกต่อไปแล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้ผมเห็นแค่นายคนนั้นเพียงคนเดียว แย่กว่าอยู่ที่เดิมร้อยเท่าพันเท่าหมื่นเท่า สิ่งที่คุณคาดหวังมักตรงข้ามกับความจริงเสมอ ผมได้แต่พูดปลอบใจตัวเองเรื่อยไป พลางเคาะกระโหลกหนา ๆ ที่ภายในนั้นไม่มีสมอง

     20 นาทีต่อจากนั้น ผมมองเห็นแต่นายคนนั้นนายคนนั้นแล้วก็นายคนนั้น เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่สุดสำหรับยอดนักสืบหัวเห็ด กระทั่งวินาทีต่อมาชิดชนกได้ลุกพรวดขึ้นยืน เธอเดินไปยังจักรยานของเฮียอ๋าก่อนปั่นหนีไปหน้าตาเฉย ผมมองม้านั่งตัวเดิมแต่พบกับความว่างเปล่า ไม่มีนายคนนั้นหรือนายคนไหนอีกต่อไปแล้ว จึงออกไปยืนลานกว้างแล้วกวาดตามองรอบด้าน พบเด็กหนุ่มผิวขาวซีดในชุดรด.สีเขียวขี้ม้า กำลังเดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่ริมตลิ่ง หมอนี่ไปทำอะไรตรงนั้นผมเองไม่ทราบได้ ทว่าทำให้คนพบเห็นไม่สบายใจเลย จริงอยู่ว่าบึงหนองโพธิ์ไม่ลึกเหมือนแม่น้ำ แต่น้ำก็สุงท่วมหัวนับว่าอันตรายพอสมควร ขืนหมอนี่พลัดตกลงไปมีหวังได้ฮากันล่ะ ผมเองว่ายน้ำไม่เป็นคงช่วยได้แค่ทางสายตา

     ขณะที่ผมกำลังยืนลังเลใจอยู่นั้นเอง โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นพรั่บๆ ทันควัน อำนาจได้โทรมาโวยวายเพราะมีปัญหาใหญ่มาก โต๊ะตัวกลมหายไป 1 ตัวพร้อมเก้าอี้พลาสติก 4 ตัว ผมจำเป็นต้องรีบกลับไปช่วยเพื่อนรักโดยด่วน แต่ให้ใส่เกียร์หมาอีกรอบคงได้ขาดใจตายแน่ มอเตอร์ไซค์สีชมพูของพี่ท้อแท้ขี่ผ่านมา ผมรีบโบกมือเรียกก่อนสั่งให้ไปส่งที่โรงเรียน เย็นวันนั้นเกิดความชุลมุนวุ่นวายขายปลาช่อน กระทั่งผมลืมชิดชนกและแฟนเก่าไปโดยปริยาย

                   ---------------------------------------------

     แต่ทว่าวันนี้ไม่ใช่วันนั้นหรือวันไหน สาวน้อยหน้าใสที่ผมแอบชอบกำลังยืนอยู่ตรงหน้า เมื่อชิดชนกเดินผ่านพร้อมไก่สามอย่างในมือ ผมก็รีบเมินหน้าไปทางอื่นทำไม่รู้ไม่ชี้ คล้อยหลังหน่อยเดียวผมเหลียวมองเธอพลางถอนใจ เจ้าตัวคงไม่รู้สินะว่ามีคนเฝ้าแอบมองตั้งแต่เมื่อวาน ขณะที่ผมปล่อยใจล่องลอยเป็นพระเอกหนังแขกอยู่นั้น พลันมีใครซักคนเดินชนจากด้านหลังจนเซถลา นักเรียนชายผอมกระหร่องมีสิวประปรายนั่นเอง อำนาจขวดถือน้ำอัดลมไปส่งโต๊ะนักร้องรับเชิญ เมื่อวานนี้อำนาจคงจะโมโหไม่ใช่น้อย ที่ถูกปล่อยเท้งเต้งให้ทำงานใหญ่เพียงลำพัง แถมยังโดนอาจารย์สมพิศทำโทษด้วยการบิดหู อาทิตย์ที่แล้วอำนาจก็เพิ่งติดคุกกวนตาดาโม และเป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่ได้ดูคอนเสิร์ตพี่เตงบอดี้สลิม

     จากนั้นไม่นานนายอำเภอได้เดินขึ้นเวที เพราะมีพิธีกรรมสำคัญหรือไม่สำคัญอะไรนี่แหละ แขกวีไอพีทั้งหมดเดินตามขึ้นเวทีด้วย นับเป็นเวลาเหมาะเจาะที่ผมจะได้ไปง้ออำนาจ เพื่อนรักผู้มีความสุง 155 เซนติเมตรหายไปไหนแล้วนะ ผมเดินตามสะเปะสะปะมาถึงหอประชุมใหญ่ ไม่มีแม้เงาของอำนาจ ไม่มีกระทั่งกลิ่นตด เมื่อผมเลี้ยวกลับหลังก็ต้องสะดุ้งจนเสียจริต สาวน้อยน่ารักดวงตากลมโตยืนห่างไม่ถึงสองศอก ชิดชนกดันโผล่ขึ้นมาดื้อ ๆ ซะงั้น เล่นเอาผมตกใจจนต่อมตุ๊ดทำงาน

     เมื่อเห็นใบหน้าของเธอหัวใจของผมก็แทบละลาย แม้ว่าชิดชนกจะพยายามฝืนยิ้มให้ก็ตาม แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้า เหงา และสูญเสีย ผมไม่เคยเข้าใจผู้หญิงเลยซักนิด ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ

     “เมื่อวานนี้ขอโทษด้วย นายเลยโดนอาจารย์สมพิศทำโทษเพราะเรา” ชิดชนกเอ่ยปากขออภัย

     “เฮ้ย ไม่เป็นไร เราชินแล้ว” ผมรับสมอ้างทันที แม้รู้ดีว่าอำนาจคือคนถูกทำโทษ

     “เราไม่อยากทำแบบนั้นเลย แต่มันจำเป็น อยากฟังคำแก้ตัวไหม” ชิดชนกเอ่ยประโยคเด็ดโดนใจ

     “ก็นะ… ถ้าชิดชนกอยากพูดเราก็ยินดี” ผมแสร้งทำว่าไม่สนใจ ทั้งที่อยากรู้ความจริงจนเส้นกระตุก

     “เรียกเราว่านกเถอะ ไปนั่งตรงนั้นกันดีกว่า เรายืนจนเมื่อยขาแล้ว”

     สาวน้อยผู้ไว้ผมม้าส่งยิ้มเหงา ๆ ให้ เธอนั่งลงบนขอนไม้ใหญ่ผมจึงนั่งตาม ก็นับว่าแปลกดีที่เราพบกันโดยบังเอิญ และแปลกเข้าไปอีกที่เธออยากเล่าเรื่องส่วนตัว ผมไม่รู้หรอกนะว่าเพราะอะไร รู้แต่ว่าเธอน่ารักมากและเศร้ามาก

     “ตอนเรียนประถม เรามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อป๋อม เขาเป็นลูกชายผู้จัดการธนาคารออมสิน ป๋อมไม่มีแม่ส่วนพ่อก็กลับบ้านดึก เลยมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมอยู่บ้าง เพราะเขาไม่มีเพื่อนเลยนายว่าน่าสงสารไหมล่ะ ขึ้นป.5 เราเลยชวนเข้ากลุ่มและพาไปเปิดหูเปิดตา ป๋อมชอบบึงหนองโพธิ์มากไม่รู้เพราะอะไร คุยกันทีไรเขามักบอกว่าอยากไปอีก”

     ชิดชนกหยุดพูดพลางสูดอากาศเฮือกโต ด้านผมแทบลืมหายใจเพราะอยากรู้เรื่องราวต่อ

     “ป๋อมย้ายไปอยู่กรุงเทพหลังเรียนจบป.6 พ่อเขาได้เลื่อนตำแหน่งทำงานที่สำนักงานใหญ่ ที่กรุงเทพป๋อมมีน้าชายพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ทำให้ไม่เหงาและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ป๋อมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมได้ นายว่าเจ๋งไหมล่ะ เขามีอนาคตที่ดีรออยู่เราเองก็ดีใจด้วย แต่เมื่อวานนี้ตอนบ่ายสองโมงกว่า พ่อของป๋อมได้ส่งข้อความมาหาเรา”

     ดวงตาคู่งามของชิดชนกมีน้ำตาไหลเอ่อ พอผมเห็นเข้าก็ดันร้องให้ตามเธอด้วย ชิดชนกสะอื้นเล็กน้อยขณะใช้มือเช็ดน้ำตา เธอพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองและสำเร็จในไม่ช้า

     “เรารู้ว่าโรงเรียนห้ามใช้โทรศัพท์ แต่มันเป็นเรื่องสำคัญมาก” เธอสบตาผมเผยความในใจ “วันพุธที่ผ่านมาป๋อมไปเรียนรด.ตามปรกติ เป็นการฝึกทั่วไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่ก่อนจะเลิกเรียนเขามีอาการหอบหืดกำเริบ ครูฝึกเห็นว่าหนักมากจึงรีบพาส่งโรงพยาบาล เมื่อวานนี้พ่อป๋อมส่งข้อความหาเรา เขาบอกว่า…ป๋อมจากไปแล้วตอนบ่ายสองโมง”

     เสียงดนตรีที่เคยกระหึ่มหูเงียบสงบโดยฉับพลัน ความวุ่นวายของงานเลี้ยงผมมองไม่เห็นซักนิด ป๋อมจากไปแล้วตอนบ่ายสองโมง หมายถึงเขาเสียชีวิตเลยใช่ไหม ผมนึกคนเดียวในใจแต่มันคงจะดังออกมา ชิดชนกพยักหน้าให้คล้ายยืนยันคำตอบ เธอพูดอะไรไม่ออกมีแต่น้ำตา น้ำตา แล้วก็น้ำตา ผมเองซึ่งเป็นชายชาตรีควรกล่าวอะไรเท่ห์ ๆ บ้าง แต่ให้ตายเถอะทำไมผมมองอะไรไม่ชัดเลย ขณะที่ผมใช้ชายเสื้อตัวเองซับดวงตาอยู่นั้น ชิดชนกก็ตั้งหลักได้แล้วดันตัวลุกขึ้นยืน

     “ป๋อมชอบมาบึงหนองโพธิ์มาก เขาบอกว่ามันเงียบสงบแต่ดูลึกลับ เมื่อวานนี้พอทราบข่าวเราก็ไปที่นั่นเลย เราแค่อยากนั่งเป็นเพื่อนป๋อมเป็นครั้งสุดท้าย ต้องขอโทษอีกทีนะที่แอบอู้งาน คืนนี้เราจะทำงานชดเชยสองเท่าแล้วกัน”

     ชิดชนกส่งยิ้มเหงา ๆ แล้วเดินจากไป ทิ้งให้ผมร้องให้เป็นเผาเต่าอยู่เพียงลำพัง แขกโต๊ะวีไอพีทั้งหมดกำลังเซิ้งบุญบั้งไฟอยู่บนเวที ทำให้ผมว่างงานไปอีกนานไม่ก็ตลอดทั้งคืน จึงยังไม่จำเป็นต้องกลับเข้าไปในงานเลี้ยง สติมาปัญญาเกิดเป็นคำพูดที่จริงแท้ ผมเริ่มคิดวิเคราะห์คำพูดของชิดชนกโดยถี่ถ้วน เธอบอกว่าป๋อมเสียชีวิตตอนบ่ายสองที่กรุงเทพ แล้วผู้ชายที่ผมเห็นเป็นใครกันล่ะนั่น หรือมันจะเป็นผู้ชายอีกคนที่เธอพยายามปกปิด หรือว่าชิดชนกพูดความจริงออกมาไม่หมดกันแน่ เรื่องราวที่เธอเล่าใหฟังเหมือนละครน้ำเน่าไม่มีผิด ทำให้ผมทั้งงุนงง ลังเล สับสน และไม่เข้าใจซักนิดเดียว

     ทรงเดชบอกว่าป๋อมคือแฟนเก่าของชิดชนก คำพูด 99 เปอร์เซนต์ของทรงเดชล้วนส่งเดชไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ทรงเดชไม่เคยมีหลักฐานมาแสดง แต่เขาอ้างรัตนาด้วยนะเราควรจะเชื่อดีไหม บางทีชิดชนกอาจจะสร้างตัวละครสมมุติขึ้นมา เพื่อหลอกเพื่อนให้ตายใจตั้งแต่ตอนโน้นแล้วก็ได้ ที่เธอแอบไปพบไอ้รด.หน้าขาวซีดนั่น เพราะมันเป็นแฟนใหม่เพิ่งคบกันได้ไม่นาน เพราะก่อนหน้านี้ผมไม่เคยระแคะระคายซักนิดเดียว ต้องใช่แน่…เรื่อราวทั้งหมดต้องเป็นแบบนี้แหละ

     “โว้ย ! ตามหาตัวแทบตาย เรามีของเจ๋งเป้งมาอวดอยากดูไหม”

     ขณะที่ผมกำลังวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลอย่างเป็นรูปธรรม ทรงเดชผู้ชอบพูดส่งเดชก็ส่งเสียงโวยวายแว่วมาแต่ไกล เจ้าของมวลสารหนัก 85 กิโลกรัม วิ่งตรงเข้ามาแล้วหยุดสนิทตรงหน้า ในมือทรงเดชถือโทรศัพท์รุ่นใหม่หน้าจอ 5.5 นิ้ว

     “ดูซะ แล้วนายจะเข้าใจ” เขายื่นโทรศัพท์ในมือให้ ผมรับมาดูแล้ววิจารณ์กลับบ้าง

     “ภาพอะไรเนี่ย มีแต่ผู้ชายกล้ามโตเป็นมัด ๆ หรือว่า… นายชอบแนวนี้”

     “ไม่ใช่โว้ย ให้ดูคนนี้ต่างหาก” ทรงเดชหัวเสียทันที “ไอ้หน้าจืดมุมขวาสุด นั่นแหละ…นายป๋อม”

     ผมพยายามจ้องมองตามที่เพื่อนบอก แต่แสงไฟตรงนั้นมันสลัวจึงเดินไปหน้าหอประชุม ทรงเดชเดินตามติดมาท่าทางยินดีปรีดาเป็นที่สุด ประหนึ่งว่าเขาชนะการแข่งขันบาสเก๊ตบอลระดับโลก

     “เราได้รูปนี้มาจากรัตนา กว่าเธอจะหาได้ต้องใช้ฝีมือพอตัว นายป๋อมอยู่ชมรมมวยปล้ำโรงเรียนเตรียมอุดม และนี่ก็คือภาพถ่ายเมื่อเดือนที่แล้ว เห็นหรือยังว่าหมอนี่หล่อสลัดแค่ไหน ที่นกโดดเรียนไปหาเพราะมันหล่อมากนี่เอง อ้าวเฮ้ย !” ทรงเดชชะงักไปชั่วขณะ เมื่อเห็นคู่สนทนาใส่เกียร์หมาโกยแนบ “จะวิ่งหนีไปไหนวะ แค่หล่อสู้เขาไม่ได้อย่าโดดน้ำตายนะเพื่อน”

     ทรงเดชไม่ได้พูดส่งเดชอีกต่อไป เขายังมีหลักฐานสำคัญมาช่วยยืนยันคำพูด ป๋อมในภาพหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว ทว่าผมไม่ได้เสียใจที่ความหล่อสู้ไม่ได้ หรืออยากโดดน้ำตายให้รู้แล้วรู้รอดหรอกนะครับ ที่ต้องวิ่งออกมาเพราะผะอืดผะอมเต็มกลืน เกิดความปั่นป่วนทั่วท้องน้อย หูอื้อตาลายคล้ายจะเป็นลม แล้วผมก็เริ่มคายของเก่าชนิดหมดใส้หมดพุง

     เมื่อวานนี้ที่ผมตามชิดชนกไปบึงหนองโพธิ์ ผู้ชายสวมชุดรด.หน้าตาเหมือนนายป๋อมไม่มีผิด ขณะที่ผมซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์สีชมพูของพี่ท้อแท้ เขาได้หันมายิ้มทักทายและโบกมือให้เป็นการจากลา

                   ---------------------------------------------

«•
•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

9.2
โหวต 9.2 /10 คะแนน
จากสมาชิก 2 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

9 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

8.5 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

10 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...