น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : 春に雪が降っている。- ใบไม้ผลิท่ามกลางหิมะโปรย

อ่าน 551
วิจารณ์ 2
แนว:
จำนวน:
28 chapter
แต่งเมื่อ:
วันที่ 18 เม.ย. 2560 20:07 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง ตีสี่
ขีดเขียนหน้าใหม่ (59)
เด็กใหม่ (3)
เด็กใหม่ (1)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

chapter 1.

เขียนเมื่อ วันที่ 18 เม.ย. 2560 20:17 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 18 เม.ย. 2560 20:19 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

 

春に雪が降っている。

ใบไม้ผลิท่ามกลางหิมะโปรย 

 

 

Chapter 1

ฮารุโตะเงยหน้ามองหมู่อาคารเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง  ปีนี้เขามีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ ถึงกำหนดระยะเวลาที่เด็กกำพร้าเช่นเขาจะต้องออกจากบ้านอุปภัมภ์ เมื่อปีก่อนเขายังนึกหวั่นกลัวต่ออนาคตในภายภาคหน้า อนาคตที่ไม่อาจคาดเดา  แต่กระนั้นเมื่อเขาสอบชิงทุนของมหาวิทยาลัยได้ ความหวังที่แสนรำไรของเขาก็เรืองรองขึ้น 

เด็กหนุ่มเหมือนเด็กกำพร้าคนอื่นๆ  เขาวาดหวังว่าสักวันเขาคงจะมีบ้านหลังเล็กๆสักหลัง มีครอบครัวที่อบอุ่น มีเงินเก็บมีเงินใช้สอย มีเงินซื้อเสื้อผ้าสวยๆหรือของที่อยากได้  และในที่สุดเด็กหนุ่มก็สามารถเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางที่ทำให้ความฝันของเขาสำเร็จเป็นจริงได้

เขาอดที่จะยกยิ้มไม่ได้

มิอุระ ฮารุโตะก้าวเท้าไปตามทางเดิน พลางสอดส่ายสายตามองไปรอบๆตัวด้วยความตื่นเต้น  สถานที่ที่แสนกว้างใหญ่ให้ความรู้สึกราวกับว่าตัวตนของเขากำลังหดเล็กลง ทั้งตื่นเต้นและแสนประหม่ายามยืนอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย

ฮารุโตะล้วงกระดาษแผ่นเล็กออกจากกระเป๋ากางเกงตัวเก่า อ่านรายละเอียดภายในกระดาษที่เขาจดจำได้ขึ้นใจซ้ำอีกครั้ง สูดลมหายใจเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเก็บกระดาษแผ่นนั้นลงกระเป๋าและก้าวเดินต่อไป

สำหรับพิธีเปิดการศึกษาในวันนี้  ถูกจัดขึ้นที่โถงหอประชุมใหญ่ซึ่งคราคร่ำไปด้วยนักศึกษาหลากหลายสาขาวิชา เก้าอี้นั่งบางแถวถูกจับจองจนเต็ม ฮารุโตะกวาดสายตามองหาที่นั่งด้วยความประหม่าเช่นเดิม เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นเสียงเรียกก็ดังขึ้นข้างตัว

"เรียนคณะอะไรครับ"

ฮารุโตะหันไปหา เขาสบตากับอีกฝ่ายเพียงแค่ชั่ววินาทีก็ต้องก้มหน้าหลบสายตาด้วยความประดักประเดิดขัดเขิน แม้จะเห็นอีกฝ่ายแค่เสี้ยววินาที แต่ฮารุโตะกลับเห็นชัดเจนถึงความแตกต่างของตนกับร่างเพรียวสมส่วนตรงหน้า ผิวขาวสะอาด ชุดสูทเข้ารูปที่ยังดูใหม่เอี่ยม นั่นทำให้ฮารุโตะกระหวัดถึงเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ เสื้อตัวนี้แม้จะถูกซักรีดอย่างสะอาด แต่ก็เป็นเสื้อผ้าเก่าที่มีผู้ใจดีบริจาคให้บ้านอุปถัมภ์

"ค...คณะวิทยาศาสตร์ครับ"

"คณะวิทยาศาสตร์อยู่แถวบีนะครับ เก้าอี้แถวที่สามถึงห้ายังว่างอยู่"

ฮารุโตะเหลือบตามองตามปลายมือที่ชี้ไปยังทิศทางดังกล่าว ก่อนจะก้มศีรษะให้อีกฝ่ายซ้ำๆและรีบเดินจากมา เดินมาถึงแถวเก้าอี้ที่นั่ง เด็กหนุ่มยังละล้าละลัง เก้าอี้นั่งที่ว่างมีมากก็จริง แต่ในใจของฮารุโตะเขาไม่อยากนั่งคนเดียว ถ้าคิดหาเพื่อนที่จะใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยร่วมกันมันก็ควรเริ่มตั้งแต่ตอนนี้

เด็กหนุ่มมองไปยังเก้าอี้ที่มีนักศึกษาคนอื่นๆจับจองอยู่แล้ว มือของเขาชื้นเหงื่อ สองขายังแข็งนิ่งอยู่กับที่ขณะที่สายตาก็จับจ้องอยู่กับกลุ่มนักศึกษาที่ยังคงจับกลุ่มคุยกันรอเวลาที่พิธีเปิดการศึกษากำลังจะเริ่ม

ในที่สุดฮารุโตะก็หันหลังกลับเดินตรงไปยังเก้าอี้ว่างและนั่งลงอย่างโดดเดี่ยว เขาก้มหน้าลงมองมือที่วางอยู่บนตัก สองไหล่ลู่ลงจนดูเหมือนร่างกายของเขาจะหดเล็กลงกว่าเดิม

พิธีเปิดการศึกษาผ่านไปโดยที่ฮารุโตะไม่รู้เรื่องมากนัก ความหดหู่ครอบงำจิตใจจนอยากก้าวไปให้พ้นสถานที่แห่งนี้ เขาก้มหน้าก้มตาก้าวเท้าตามฝูงชนออกไปด้านนอก ถูกชนถูกผลักดันจนเซล้มและยังถูกเหยียบซ้ำ ผู้กระทำได้แต่กล่าวขอโทษอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะก้าวเท้าจากไป ฮารุโตะจึงได้แต่พยายามพยุงตัวเองลุกขึ้น เดินเลี่ยงไปหาที่นั่งข้างทาง กางเกงแสลคสีดำที่เขาตั้งใจรีดจนเรียบเมื่อคืนปรากฏเป็นรอยรองเท้าชัดเจน เด็กหนุ่มพยายามปัดรอยเลอะนั้นออก หัวตาร้อนขึ้นพร้อมกับรู้สึกถึงน้ำตาที่รื้นอยู่ขอบตา ฮารุโตะนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นครู่ใหญ่ นานพอที่อารมณ์หม่นหมองซึ่งยึดอยู่เต็มพื้นที่ในหัวใจเบาบางลง เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู จึงได้เห็นว่าเวลาล่วงเลยมาจนอาจจะทำให้เขาเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศของคณะสาย

ฮารุโตะมาถึงห้องเรียนด้วยอาการกระหืดกระหอบ เมื่อเขาเลื่อนประตูเปิดเข้าไป นักศึกษาเกือบทั้งชั้นเรียนก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว เด็กหนุ่มถึงกับนิ่งงันไปด้วยอาการทำอะไรไม่ถูก กระทั่งมีเสียงเรียกให้เขาไปรับเอกสาร ได้เอกสารแนะแนวการเรียนแล้ว เขาจึงเดินเลียบผนังห้องฝั่งประตูทางเข้าไปถึงโต๊ะที่อยู่ค่อนมาด้านหลัง พอเห็นว่ามีที่ว่างเหลืออยู่จึงนั่งลง เสียงพูดคุยรอบตัวดังขึ้นเบาๆ และหลังจากนั้นไม่นาน เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้อง ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

อาจารย์ที่แนะแนวกล่าวถึงรายละเอียดในเอกสารและวิชาบังคับสำหรับนักศึกษา ฮารุโตะเลือกเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ ภาคการศึกษานี้เขาต้องลงเรียนวิชาปฏิบัติการณ์หนึ่งตัว และวิชาที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เลือกอีกสองตัวเป็นวิชาบังคับ นอกจากนั้นเป็นวิชาบังคับเลือก แต่ในวิชาบังคับเลือกก็มีวิชาที่นักศึกษาปีหนึ่งต้องลงอีกสี่ตัว นั่นเท่ากับว่าปีนี้เขาต้องเรียนอย่างน้อยก็เจ็ดวิชาแล้ว จำนวนหน่วยกิตยังเหลือให้เขาลงเพิ่ม เขาจึงเปิดดูวิชาที่ต้องเรียนในปีสอง เห็นมีวิชาปฏิบัติการณ์ที่ต้องลงเรียนสามตัว วินาทีนั้น เขาอยากจะลงทะเบียนเรียนวิชาทฤษฎีเสียให้ครบ แต่มานึกลังเลตรงที่ เขาจะต้องทำงานพิเศษไปด้วย

ฮารุโตะคิดอย่างลังเลแม้ว่าชั่วโมงปฐมนิเทศเพื่อแนะแนวการศึกษาได้จบลงแล้วก็ตาม อันที่จริงแล้วยังมีเวลาเหลืออีกสองสามวันก่อนชั่วโมงของแต่ละวิชาจะเริ่ม แต่เขาตั้งใจว่าจะลงทะเบียนเรียนให้เสร็จภายในวันนี้ ฮารุโตะเพิ่งย้ายมาจากจังหวัดอื่น แม้ว่าจะหาห้องเช่าได้แล้วแต่ก็มีของอื่นอีกมากที่ต้องซื้อ หลังจากคิดวนเวียนด้วยความลังเลอยู่นาน เขาจึงตัดสินใจยึดเรื่องเรียนเป็นหลัก เรื่องงานพิเศษไว้คิดทีหลังแล้วกัน เด็กหนุ่มคิด

 

วิชาแรกสำหรับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของฮารุโตะเริ่มด้วยวิชาปฏิบัติการ ‘การทดลองพื้นฐาน’ ซึ่งถูกกำหนดให้มีการเรียนการสอนตอนคาบเช้าวันจันทร์ คณะวิทยาศาสตร์มีหลายสาขาวิชาก็จริง แต่วิชาที่เป็นวิชาเอกของคณะจะถูกคณะบังคับกลายๆให้รวมกลุ่มเรียนเฉพาะสาขานั้นๆ ซึ่งเด็กหนุ่มไม่เดือดร้อนกับการบังคับเช่นนี้ เพราะเขายังหาเพื่อนในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้สักคน

"สวัสดีครับ นักศึกษาทุกคน"หลังกล่าวทักทาย อาจารย์หนุ่มผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำวิชาพูดถึงรายละเอียดเนื้อหาที่จะมีการเรียนการสอน วิธีการทำรายงาน การส่งงานรวมถึงการสอบ

"รายชื่อสมาชิกของแต่ละกลุ่มถูกติดไว้บนบอร์ดหน้าห้องเรียน สำหรับใครที่เข้าเรียนสายจะถูกตัดคะแนนรายงานแล็ปคนละสองคะแนน" เมื่อพูดถึงตรงนี้เสียงพูดคุยก็ดังฮือฮาขึ้นทันที

"คะแนนรายงานครั้งละห้าคะแนน ถ้าโดนหักสองคะแนนนี่แทบจะไม่เหลืออะไรเลยนะ โหดว่ะ" ฮารุโตะพยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่าคนพูดจะไม่ได้พูดกับตนก็ตาม

"สำหรับวันนี้จะยังไม่มีการเรียนการสอน และอาทิตย์หน้าก่อนเริ่มเรียนจะมีพรีเทสต์[1]ขอให้นักศึกษาอ่านทำความเข้าใจการทดลองที่หนึ่งในหนังสือมาด้วย วันนี้เลิกคลาสได้"

สิ้นเสียงอาจารย์ประจำวิชา นักศึกษาแต่ละคนต่างก็ทยอยเดินออกจากห้อง ปกติชั่วโมงเรียนวิชาการทดลองพื้นฐานจะเริ่มตั้งแต่เก้าโมงเช้ายาวไปถึงเที่ยง แต่เนื่องจากวันนี้เป็นคาบแรกของการเรียนที่กว่าจะเริ่มคลาสก็ตอนสิบโมง กระนั้นฮารุโตะยังมีเวลาว่างร่วมสองชั่วโมงกว่าจะถึงวิชาเรียนคาบบ่าย เด็กหนุ่มรอจนคนที่เดินออกจากห้องเริ่มซา จึงได้เดินไปดูบอร์ดประกาศที่หน้าห้องบ้าง

"นี่นายอยู่กลุ่มไหนหรือ"เสียงเรียกพร้อมแรงสะกิดที่ไหล่ทำให้ฮารุโตะหันไปมอง สบสายตาสองสาวที่ยืนตรงหน้าเพียงชั่ววินาที เขาก็หลุบสายตามองพื้น ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า

"ก..กลุ่มสิบห้า"

"กลุ่มเดียวกันเลย ฉันชื่ออาคาริ มิสะ ส่วนนี่ ซูซุกิ จิเอะจัง"

ฮารุโตะเงยหน้ามองเธอทั้งสองคน ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ...เพื่อน เขากำลังจะมีเพื่อน

"ผม...มิอุระ ฮารุโตะครับ"รอยยิ้มยินดียังคงเกลื่อนอยู่บนใบหน้า ในหัวใจของฮารุโตะพองโตอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกราวกับว่าพลังในร่างกายท่วมท้นขึ้นมาอย่างประหลาด ความยินดีในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ กลับทำให้เรื่องหม่นหมองที่เขาต้องเผชิญในช่วงหลายวันมานี้มลายหายไปอย่างน่าประหลาด

"นี่มิอุระซังจะไปไหนอีกหรือเปล่า เราสองคนว่าจะไปกินข้าวอยู่พอดี ไปด้วยกันไหม"

ฮารุโตะผงกศีรษะตอบรับอย่างไม่ต้องคิด เขาเดินตามหญิงสาวสองคนที่ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องคุยกันไม่หยุดหย่อน บางครั้งเธอทั้งสองก็หันมาถามเขาบ้างชวนเขาคุยบ้าง  นั่นยิ่งทำให้ฮารุโตะรู้สึกมีความสุขยิ่งขึ้นไปอีกสักร้อยเท่า

ที่โรงอาหารคนข้างน้อยบางตา ทำให้ทั้งสามคนสามารถเลือกที่นั่งได้อย่างถูกใจ

"ผมนำข้าวกล่องมา เดี๋ยวจะนั่งรอที่โต๊ะนะครับ"ฮารุโตะพูด หญิงสาวสองคนมองหน้าเขาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับและเดินไปซื้ออาหารของตน

ฮารุโตะปลดเป้ออกจากบ่า เปิดกระเป๋าหยิบกล่องข้าวที่ตื่นมาทำเมื่อตอนเช้าออกมา นั่งรออยู่ชั่วครู่ ทั้งมิสะและจิเอะก็เดินกลับมา พอทั้งสองคนนั่งลงและลงมือทาน ฮารุโตะถึงได้เริ่มทานของตัวเองบ้าง

"ข้าวกล่องนี่ใครทำให้เหรอ"มิสะเอ่ยถามเชิงชวนคุย

"ไม่มีครับ ผมทำเอง"ฮารุโตะตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ

"อ่อ หน้าตาน่าทานดีนะ"เธอพูดชม

"เอ่อ ล... ลองทานดูไหมครับ" ฮารุโตะออกปากชวนด้วยความกล้าๆกลัวๆ เขาไม่เคยสนิทกับใครถึงขั้นร่วมโต๊ะทานข้าวด้วยกัน จึงไม่แน่ใจนักกับการกระทำของตนเอง แต่กระนั้น เขายังอยากจะพยายามเพื่อให้ตนสนิทสนมกับอีกฝ่ายมากขึ้น

"ไม่ดีกว่าเกรงใจน่ะ"เธอกล่าวปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม พลางเอ่ยปากถามอีกสองสามประโยคก่อนจะหันไปสนใจอาหารตรงหน้าของตน ระหว่างทานมิสะกับจิเอะได้หยิบยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคุยกันตลอดเวลา ซึ่งในหลายๆหัวข้อสนทนาเหล่านั้น บางเรื่องเป็นเรื่องที่ฮารุโตะไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน  บางเรื่องฮารุโตะไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเธอทั้งสองพูดถึงสิ่งใด เด็กหนุ่มจึงได้แต่นั่งฟังและทานอาหารไปเงียบๆ ถึงกระนั้นเขายังคงรู้สึกยินดีที่อย่างน้อยตนได้ทานอาหารร่วมโต๊ะกับคนที่ต่อไปเขาคงเรียกพวกเธอว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปาก

 

หลังจากที่รู้ผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มิอุระ ฮารุโตะได้หาห้องเช่าเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนักเป็นที่อยู่อาศัย เพราะรู้ตัวอยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งต้องออกมาใช้ชีวิตอยู่เพียงตัวคนเดียว เขาจึงพยายามเก็บเงินไว้ก้อนหนึ่งเพื่อเป็นกองทุนสำหรับตั้งต้นชีวิต อันที่จริงใช่ว่าทุกคนเมื่ออายุสิบแปดปีแล้วจะต้องออกจากบ้านอุปถัมภ์ในทันทีทันใด บางคนยังคงอาศัยอยู่ที่นั่นจนกว่าจะขยับขยายได้โดยแลกเปลี่ยนกับเงินเล็กๆน้อยๆจำนวนหนึ่ง บ้างก็อยู่ทำงานที่นั่นเพื่อดูเด็กเล็กรุ่นต่อๆไป แต่สำหรับฮารุโตะแล้ว เขาไม่ได้มีความทรงจำที่ดีต่อบ้านอุปถัมภ์มากนัก ดังนั้นเมื่อมีสิทธิ์ก้าวเท้าสู่โลกภายนอกเขาจึงเริ่มทำทันที

แม้จะได้รับทุนการศึกษา แต่ทุนดังกล่าวก็ครอบคลุมแค่เพียงค่าหน่วยกิต หนังสือเรียนและกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัยเท่านั้น ฮารุโตะจึงต้องหางานทำเพื่อหารายได้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากทำงานพิเศษในร้านอาหาร นั่นเป็นสิ่งที่ฮารุโตะคิด เพราะนอกจากจะได้เงินจากการทำงานแล้ว ถ้าเจ้าของร้านใจดี เขาอาจจะได้รับการปันอาหารที่เหลือจากการขายด้วย

ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มเคยทำงานในร้านอาหารมาบ้างแล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบมีตั้งแต่รับออเดอร์ เสิร์ฟ ล้างจาน ทำความสะอาด ทิ้งขยะและอีกจิปาถะที่แล้วแต่ใครจะใช้ การทำงานหนักไม่ใช่ปัญหาสำหรับฮารุโตะ แม้ว่าเขาจะโดนตำหนิจากลูกค้าอยู่บ่อยครั้ง เพราะความเชื่องช้าซุ่มซ่ามแต่เขายังพยายามทำงานอย่างอดทน จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนำถาดอาหารไปเสิร์ฟแล้วเกิดเหตุการณ์สะดุดเท้าตัวเอง ด้วยความที่พยายามจะคว้าหลักพยุงตัว มันจึงกลายเป็นดึงโต๊ะที่ลูกค้านั่งอยู่ให้ล้มระเนระนาดไปแทน สุดท้ายเขาจึงโดนไล่ออก โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันมาจากความคึกคะนองของคนบางคนที่จงใจจะกลั่นแกล้งให้ฮารุโตะต้องเดือดร้อน

แต่นั่นก็เป็นเรื่องของเมื่อก่อน และถึงแม้จะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ก็ต้องรีบหางานใหม่ เด็กหนุ่มบอกตัวเองเช่นนั้น หลังหมดชั่วโมงเรียนฮารุโตะจึงเดินเรื่อยเปื่อยไปภายในเมือง สายตามองหาป้ายประกาศรับสมัครงาน ก่อนจะแวะเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของสดไปทำอาหาร  หลังจากหยิบตะกร้ามาถือก็เดินตรงดิ่งไปยังโซนอาหารลดราคา ฮารุโตะเลือกผักและเนื้อสัตว์สองสามอย่างใส่ตระกร้าแล้วจึงเดินไปชำระเงิน

เมื่อเดินออกมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต เขายังคงสอดส่ายสายตาหาป้ายรับสมัครงานไปเรื่อยๆ และอีกสิบนาทีหลังจากนั้นฮารุโตะได้พบแผ่นประกาศรับสมัครพนักงานขนาดเท่าแผ่นเอสี่ติดอยู่บนผนังกระจกของร้านสะดวกซื้อ ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในร้าน พลันนึกถึงถุงใส่อาหารสดในมือขึ้นมาได้เสียก่อน เด็กหนุ่มจึงเปลี่ยนใจเดินกลับไปห้องพักเพื่อเก็บของที่ซื้อมา และเดินกลับมายังร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง

การสัมภาษณ์งานในช่วงต้นเป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องด้วยฮารุโตะเคยทำงานพิเศษมาบ้างแล้ว นอกจากนี้เด็กหนุ่มยังเป็นนักเรียนทุน จึงเป็นการยืนยันความประพฤติได้ในระดับหนึ่ง ทว่าคำถามพื้นฐานบางคำถามกลับทำให้เด็กหนุ่มนิ่งเงียบครุ่นคิดอยู่นาน

"มีอะไรหรือเปล่า"

"เอ่อ..."

"ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ แค่พูดมาตามตรงเท่านั้น"ผู้จัดการร้านเห็นว่าเด็กหนุ่มเอาแต่เงียบจึงได้ถามย้ำ ฮารุโตะได้แต่ทำสีหน้าลำบากใจก่อนจะพูดออกไปตามตรง ด้วยจนหนทางในการหาคำพูดโกหก

"ผ... ผมโดนไล่ออกเพราะไปทำอาหารหกใส่ลูกค้าครับ" เสียงสั่นเครือได้แต่อ้อมแอ้มกล่าวออกไป เขาไม่กล้าเงยหน้ามองสบตาอีกฝ่ายยามที่พูดประโยคนั้น เพราะรู้ว่าตนคงต้องผิดหวังจากการสมัครงานครั้งนี้ หัวตาของเด็กหนุ่มจึงร้อนผ่าว

"ก็เป็นเรื่องที่แย่จริงๆล่ะนะ"

น้ำตาหยดแหมะลงหลังมือที่วางอยู่บนตัก ฮารุโตะจึงได้แต่ก้มหน้าลงต่ำยิ่งกว่าเดิม ไม่กล้ายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา เพราะกลัวว่าผู้สูงวัยกว่าจะรู้ว่าตนร้องไห้

"แต่ว่าร้านสะดวกซื้อมีงานหลายอย่างที่ไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง หรือถึงจะเป็นแคชเชียร์ ก็ใช้แค่ความละเอียดรอบคอบและอ่อนน้อมต่อลูกค้า ถึงจะซุ่มซ่ามไปบ้างก็คงไม่เป็นอะไรหรอกนะ เธอคิดว่าพอจะทำได้ไหมล่ะ"

หลังจากทำความเข้าใจกับความหมายในคำพูดของอีกฝ่ายอยู่ชั่วครู่ เด็กหนุ่มก็ผงกศีรษะรับอย่างรวดเร็ว ยกยิ้มกว้างอย่างดีใจ แล้วบอกออกไปว่าตนจะตั้งใจทำงานอย่างดีที่สุด

คืนนั้นเด็กหนุ่มนอนหลับสนิท ทั้งยังรู้สึกว่าตนเองฝันดีมากๆ แม้ว่าตอนตื่นขึ้นมาในรุ่งเช้าอีกวันจะจำไม่ได้ก็ตาม ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตอนที่เปิดประตูออกไปภายนอกห้อง  ท้องฟ้าที่เขาเห็นเป็นสีฟ้าครามใส จนรู้สึกว่าวันนี้ต้องมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ฮารุโตะค่อนข้างจะชอบอากาศในฤดูใบไม้ผลิมากกว่าฤดูอื่น เพราะกำลังเย็นสบายไม่หนาวเกินไปอย่างฤดูหนาว หรือร้อนมากอย่างในฤดูร้อน เป็นฤดูที่ไม่ต้องพึ่งทั้งเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องทำความร้อน เด็กหนุ่มจึงเดินทอดน่องเรื่อยๆชมนกชมไม้ไปตามทางเดินของมหาวิทยาลัย

“อารมณ์ดีจริงนะ”

ทั้งที่เป็นวันดีๆแท้ๆ ฮารุโตะได้แต่บ่นในใจ สองเท้าหยุดชะงักเมื่อร่างสูงใหญ่ของเจ้ากรรมนายเวรตลอดกาลยืนขวางอยู่ตรงหน้า ขนาบข้างซ้ายขวาด้วยลูกกะจ๊อกตัวโตที่ยืนเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย

“ไม่มีอะไรนี่”ฮารุโตะตอบเสียงเบา

“ไม่มีอะไรได้อย่างไรกัน ก็เห็นอยู่ว่านายกำลังอารมณ์ดี ไหนๆดูสิว่ามีน่าตื่นเต้นบ้าง”อีกฝ่ายเดินเข้ามากอดคออย่างถือสนิทก่อนจะเปิดกระเป๋าสะพายรื้อดูสิ่งของด้านในอย่างไม่คิดที่จะขออนุญาตเจ้าของสักคำ

“โอ๊ะ ข้าวกล่อง พอดีเลยเมื่อเช้าฉันไม่ได้กินข้าวมา ขอละกัน”ฝ่ามือใหญ่หยิบข้าวกล่องที่ว่าโยนไปให้ลูกกะจ๊อกคนหนึ่งถือหน้าตาเฉย และเจ้าคนนั้นก็หัวเราะอย่างชอบใจด้วยซ้ำ

“จะว่าไปตอนเที่ยงฉันก็ยังไม่มีเงินกินข้าวด้วย ไหนเอากระเป๋า’ตังค์มาสิ”ไม่แค่พูดเท่านั้น อีกฝ่ายยังล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเขาและหยิบกระเป๋าเงินออกมาหน้าตาเฉย

ฮารุโตะรีบคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้

“อย่าเอาไปเลยนะ”เด็กหนุ่มร้องขอ “ซากุราอิซังเอาข้าวกล่องสำหรับกลางวันของผมไปแล้ว ถ้ายังเอาเงินไปอีกกลางวันนี้ผมจะทานอะไรล่ะ”

“ก็ไปขอคนอื่นสิ”คู่กรณีตอบกลับมาอย่างมักง่าย วงแขนที่เคยพาดวางอยู่บนบ่าเริ่มจะรัดคอแน่นขึ้น เมื่อฮารุโตะดิ้นรนพยายามยื้อแย้งกระเป๋าเงินกลับคืนมาคนที่มีร่างกายสูงใหญ่กว่าจึงยกกระเป๋าหนังเทียมเก่าๆสีดำขึ้นสูง เปิดดูจำนวนเงินข้างใน

“อะไรกันมีแค่พันเยนเองเหรอ”

“อืมน้อยจะตาย ซากุราอิซังเอาไปซื้ออะไรกินไม่อิ่มหรอก” ฮารุโตะพยายามพูดผสมโรงเผื่ออีกฝ่ายจะรู้สึกว่ามันไม่มีค่าขึ้นมาบ้าง

“นั่นสินะ”ฝ่ายนั้นหันมายิ้มให้จนฮารุโตะใจชื้น ก่อนจะถูกผลักจนล้มลงกับพื้นตามด้วยกระเป๋าเงินที่ลอยมากระทบศีรษะ เด็กหนุ่มรีบความมันขึ้นมาเปิดดูข้างใน แบงค์พันเยนหายไปแล้ว

“แต่พอดีฉันชอบแย่งของของคนอื่นด้วยสิ ขอบใจนะทีเลี้ยงข้าว” ซากุราอิ ชุนพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ฮารุโตะได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างด้วยความคับแค้น เขาคิดว่าการย้ายมาเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ จะไม่ต้องเจออีกฝ่ายแล้วแท้ๆ ทำไมคนอย่างนั้นถึงได้มาเข้าเรียนที่นี่ได้นะ ในหัวของฮารุโตะตอนนี้มีแต่ความไม่เข้าใจ เขาถอนหายใจออกมาเพื่อกดความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาอยู่ที่ขอบตา ก่อนจะพยายามลุกขึ้นยืน แต่ต้องล้มทรุดลงไปกับพื้นอีกครั้ง  ความเจ็บปวดที่ข้อเท้าแล่นริ้วเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว บีบรัดเพิ่มความหน่วงหนักจนน้ำร้อนๆที่อุตส่าห์ข่มกลืนเมื่อสักครู่ล้นขอบตาอีกครั้ง ฉับพลันฮารุโตะก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ เจ้าของเสียงฝีเท้านั้นย่อตัวลงนั่งไม่ห่างนัก เด็กหนุ่มจึงก้มหน้าให้ต่ำยิ่งกว่าเดิม

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

ฮารุโตะสั่นศีรษะพยายามเต็มที่ที่จะไม่ร้องไห้ออกมา เขายกหลังมือขึ้นปาดกึ่งปากกึ่งจมูก และออกปากตอบกลับไปว่า

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง”พลางเงยหน้ายกยิ้มอย่างขอบคุณให้อีกฝ่าย เด็กหนุ่มเก็บรวบรวมข้าวของใส่กระเป๋า ลุกขึ้นยืนโดยมีฝ่ามือของผู้ใจดีคนดังกล่าวช่วยพยุง

“บาดเจ็บหรือ ไปห้องพยาบาลไหม”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่ข้อเท้าพลิก นั่งพักสักครู่ก็คงหาย”

“แต่ถ้าไปห้องพยาบาล นวดยาแล้วพันผ้าไว้ก็จะหายเร็วขึ้นนะ”

ฮารุโตะยังคงเงียบไม่ตอบรับ จนอีกคนต้องถามต่อ “มีเรียนกี่โมงล่ะ”

“เก้าโมงเช้าครับ”

“ยังเหลือเวลาอีกเยอะ ไปเถอะ เดี๋ยวฉันพาไป”เจ้าของคำพูดกล่าวออกมาหลังจากก้มมองนาฬิกา เห็นว่าเป็นเวลาแค่แปดโมงกว่าๆ เขาดึงกระเป๋าของฮารุโตะมาถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างจับต้นแขนของเด็กหนุ่ม พยุงร่างที่สูงแค่ปลายคางตรงไปยังห้องพยาบาล

อันที่จริงจะเรียกว่าห้องพยาบาลก็ไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่าห้องพักอาจารย์จึงจะถูกต้องมากกว่า คงเพราะเห็นว่าอาการของฮารุโตะไม่ได้หนักหนาอย่างที่เจ้าตัวว่า  ถ้าจะให้พาไปยังโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่อีกฝากหนึ่งคงต้องเดินกันเหงื่อตก กรณีที่เจ็บป่วยเล็กน้อย นักศึกษาส่วนใหญ่จึงใช้บริการชุดพยาบาลที่มีประจำอยู่ในห้องพักอาจารย์เสียแทน

“ขอรบกวนหน่อยนะครับ”ทันทีเยี่ยมหน้าเข้าไป อาจารย์ประจำเวรช่วงเช้าก็เดินเข้ามาหา

“เป็นอะไรมาหรือจ๊ะ”

“รุ่นน้องเขาขาพลิกนะครับ ผมจะขอยานวดกับผ้าเทปนะครับ”

“ให้ครูทำให้ไหม”

“อ่อ ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง”

มาถึงตอนนี้ ฮารุโตะจึงพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย เด็กหนุ่มถูกพามานั่งบนเก้าอี้ที่วางอยู่ติดกับประตู รุ่นพี่หนุ่มคนนั้นหันไปช่วยรับกล่องปฐมพยาบาลซึ่งอาจารย์หยิบออกมาจากตู้ แล้วเดินตรงเข้ามาหา ฮารุโตะมองคนที่ย่อตัวลงนั่งตรงหน้าด้วยความสงสัย พอเห็นฝ่ายนั้นจับข้อของตนจึงร้อนรนชักเท้ากลับ พลางเอ่ยปฏิเสธ

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมทำเองได้”ฮารุโตะนึกเกรงใจที่คนไม่สนิทกันต้องมาทำให้ถึงขนาดนี้

“นวดข้อเท้าเองน่ะมันไม่ถนัดหรอกนะ ให้คนอื่นทำให้น่ะสะดวกกว่าอยู่แล้ว และฉันก็ไม่ถือด้วย หรือว่านายเท้าเหม็นมากจนไม่กล้าถอดถุงเท้า”

“ไม่...”กำลังจะตอบปฏิเสธแต่นึกขึ้นได้เสียก่อนว่าไม่เคยมีใครบอกว่าเท้าของเขาเหม็นหรือไม่ จึงได้ลังเลเปลี่ยนเป็นคำตอบอื่น “ไม่รู้เหมือนกันครับ ไม่เคยมีใครบอก” พอดีกับชายหนุ่มรุ่นพี่ช่วยถอดรองเท้าของเขาเสร็จ

“อา เท้าเหม็นจริงด้วย”อีกฝ่ายทำหน้าแหยงแล้วหันหนี ฮารุโตะจึงลนลานขึ้นมาอีกครั้ง

“อ๊ะจริงหรือครับ ถ้าอย่างนั้นผมทำเองดีกว่า”ว่าพลางจะชักเท้ากลับแต่มืออบอุ่นนั้นกลับยึดข้อเท้าของเขาไว้เสียแน่น

“ล้อเล่นน่า เชื่อคนง่ายนะเนี่ย”

ฮารุโตะเฝ้ามองหนุ่มรุ่นพี่ที่บรรจงนวดเท้าให้เขาอย่างเบามือ บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบ แว่วเสียงรถราและเสียงพูดคุยดังมาจากที่ไกลๆ เด็กหนุ่มนึกอยากจะหยิบยกหัวข้อสนทนาขึ้นมาพูดคุย แต่จนปัญญาที่จะคิด กระนั้นก็อดรู้สึกดีใจไม่ได้ว่า วันดีๆเช่นนี้ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมดแม้จะเจอเรื่องให้ขุ่นข้องอย่างเมื่อเช้าก็ตาม

รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกบอกให้ลองลุกขึ้นยืนเสียแล้ว

“รุ่นพี่เก่งจังครับ ไม่รู้สึกเจ็บเลย”เขาบอกไปเมื่อได้ลองขยับเท้าและก้าวเดิน

“ก็นะ เป็นนักกีฬาเรื่องแบบนี้ต้องเรียนรู้เป็นพื้นฐานอยู่แล้วน่ะ เอ่อ.. ฉันต้องไปแล้วนะ แล้วไว้เจอ”

ยังไม่ทันได้ตอบรับอีกฝ่ายก็วิ่งหายไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มรู้สึกงุนงง... ยังไม่ได้ขอบคุณเลยนั่นคือสิ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิด และการที่ได้เจอรุ่นพี่คนนี้ทำให้วันดีๆที่ถูกซากุราอิทำลายไปไม่ได้ย่ำแย่เกินไปนัก

กระนั้นในเมื่อหมดคาบเรียนช่วงเช้าจึงทำให้ฮารุโตะนึกถึงสิ่งสำคัญขึ้นมาได้ ซากุราอิ ชุนไม่ได้แค่ทำลายการเริ่มต้นวันด้วยบรรยากาศดีๆของเขาเท่านั้น แต่ยังนำข้าวกล่องสำหรับมื้อกลางวันกับเงินค่าใช้จ่ายของวันนี้ไปด้วย

“มิอุระคุงไปกินข้าวกันเถอะ”ทั้งที่อาคาริซังอุตส่าห์ชวนแท้ๆ ฮารุโตะได้แต่คิดในใจ

“ขอโทษนะ พอดีวันนี้มีธุระนิดหน่อย  พวกเธอสองคนไปกินกันได้เลย”เด็กหนุ่มออกปากปฏิเสธคำชวนของอาคาริ มิสะและซูซุกิ จิเอะ

“เอาอย่างนั้นหรือ”

“อืม ต้องขอโทษด้วยนะ”

“ไม่เป็นไร อย่างไรถ้าเสร็จธุระแล้วจะตามมาก็ได้นะ”

“อือ”ฮารุโตะโบกมือให้หญิงสาวทั้งสองคนพลางยกยิ้มให้บางๆ แต่พอคิดได้ว่านี่เป็นเวลาอาหารแล้ว ท้องก็ร้องขึ้นมาทันที ทำอย่างไรดีนะ เด็กหนุ่มได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจ แม้สมัยมัธยมจะโดนชุน กลั่นแกล้งอยู่บ่อยครั้งแต่เขาไม่เคยเดือนร้อนเรื่องอาหารกลางวัน เพราะทางโรงเรียนเป็นผู้จัดเตรียมไว้ให้ อย่างมากก็แค่โดนแย่งกับข้าวแต่ไม่ถึงขั้นกับอดทั้งมื้ออย่างนี้

เมื่อเดินผ่านก๊อกน้ำสาธารณะ เด็กหนุ่มจึงแวะดื่มน้ำเพื่อประทังความหิวซึ่งนั่นทำให้เสียงท้องซึ่งร้องครวญครางอยู่เงียบสงบลงได้  อดแค่มื้อเดียวมันไม่เป็นอะไรหรอก ฮารุโตะคิดเช่นนั้นในใจ พอนึกย้อนกลับไปฮารุโตะจึงคิดว่าตนเองช่างโชคดีจริงๆที่ได้อยู่บ้านอุปถัมภ์ ถึงจะไม่ได้เที่ยวเล่นแบบเด็กคนอื่นๆ มีแต่เสื้อผ้าเก่าๆที่รับบริจาคมา และถึงตัวเขาจะไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก แต่ก็ไม่เคยต้องอดข้าวเลย การออกมาอยู่คนเดียวแบบนี้ยังเป็นเรื่องที่ลำบากกว่าเสียอีก เพราะต้องพยายามหาเงินเองเพื่อใช้สำหรับค่าห้องพักและค่าอาหารการกิน ไหนจะยังค่าเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้อีก

เด็กหนุ่มถอนหายใจ การใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ

 

ฮารุโตะตื่นเต้นกับการเริ่มต้นทำงานวันแรกเป็นอย่างมาก ถึงจะเคยทำงานพาร์ทไทม์มาก่อนแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกตื่นเต้นยามที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆยังคงมีอยู่เสมอ  ความตื่นเต้นนั้นทำให้เรื่องหม่นหมองในความคิดจางหายไปอย่างรวดเร็ว ฮารุโตะพุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังรายละเอียดเนื้อหางานตรงหน้า เด็กหนุ่มรู้ตัวดีกว่าตนเป็นคนหัวช้า จึงได้ทดแทนส่วนที่ขาดหายไปด้วยความพยายามที่มากขึ้น

“วันนี้ตั้งใจทำงานดีมากนะ”

“ขอบคุณมากครับ”ฮารุโตะตอบรับอย่างกระตือรือร้นเมื่อได้รับคำชมจากผู้จัดการร้าน

“งานร้านสะดวกซื้อค่อนข้างจะมีรายละเอียดเยอะ เรามีพนักงานแค่ไม่กี่คนประจำร้านซึ่งเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เราจึงไม่มีการแบ่งว่าหน้าที่ใครหน้าที่มัน ทุกคนต้องดูแลร้านได้เหมือนกัน หวังว่าเธอจะพยายามและอดทนทำงานนี้นานๆนะ”

“ครับ แน่นอนครับ”เด็กหนุ่มตอบรับอย่างหนักแน่น  หัวใจพองฟูขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกรู้สึกถึงเรี่ยวแรงมากมายมหาศาลภายในร่างกาย ความเมื่อยล้าจากการยืนตลอดหลายชั่วโมงในการทำงานอันตรธานไปสิ้น

ในค่ำคืนนั้นฮารุโตะนอนหลับอย่างมีความสุขและตื่นเช้าขึ้นมาด้วยอารมณ์แจ่มใส  หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยเด็กหนุ่มจึงหันมาจัดเตรียมอาหารเช้าและอาหารกลางวันสำหรับวันนี้  เมื่อวานหลังเลิกงานเขาได้รับชุดอาหารสำเร็จรูปที่ขายไม่หมดมาเล็กน้อยแต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับตัวเขาซึ่งใช้ชีวิตอาศัยอยู่เพียงลำพัง  ข้าวของเครื่องใช้ในห้องก็มีแต่สิ่งของที่จำเป็นอย่างเช่นตู้เย็นขนาดเล็ก เตาแก็ส หม้อหุงข้าว กระทะก้นตื้นและหม้อใบย่อมอย่างละใบ จานชามสองสามใบ พัดลมตัวเล็กสำหรับหน้าร้อนและฮีทเตอร์ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างล้วนแต่เป็นของมือสองที่เด็กหนุ่มตะเวนเดินหาอยู่หลายต่อหลายเที่ยว

เด็กหนุ่มนำอาหารใส่ถ้วยปิดฝาก่อนวางลงในหม้อที่ใส่น้ำไว้เล็กน้อยเปิดไฟเพื่ออุ่นอาหารแล้วหันมาแกะข้าวห่อสาหร่ายใส่เข้าปาก กว่าจะกินข้าวปั้นหมดก็ครู่ใหญ่ น้ำในหม้อเดือดพล่านจนเห็นไอน้ำลอยออกมาจากรูระบายอากาศบนฝาหม้อ ฮารุโตะแกะฟิล์มพลาสติกที่ห่อถาดกุ้งเทมปุระออกแล้วหันไปยกหม้อลงจากเตา ตั้งกระทะเทน้ำมันพืชลงไปขณะรอให้น้ำมันร้อนก็หันไปเปิดฝาหม้อที่เพิ่งยกลงไปเมื่อสักครู่ ไอร้อนสีขาวพวยพุ่งออกมาแทบทันที จากนั้นจึงหันกลับมาจับตะเกียบคีบตัวกุ้งลงอุ่นบนเตา เสียงน้ำมันร้อนดังฉ่าๆ เพราะอาหารนั้นสุกอยู่แล้วเขาจึงใช้ตะเกียบพลิกกลับอาหารบ่อยๆแค่ให้ความร้อนกระจายทั่วทั้งชิ้นก่อนจะยกขึ้นพักไว้บนจาน จากนั้นจึงจัดอาหารลงกล่อง หน้าตาของอาหารกลางวันนี้น่าทานเสียจนเขารู้สึกว่าอยากจะให้ถึงช่วงเวลาพักเร็วๆ

อากาศช่วงเดือนเมษายนนับว่ากำลังเย็นสบาย  ต้นพลัมกำลังผลิใบอ่อนในขณะที่ต้นซากุระซึ่งปลูกอยู่ทั่วมหาวิทยาลัยยังคงชูดอกชูช่อบานสวย ฮารุโตะชะงักเท้ากะทันหันเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เด็กหนุ่มร่างเล็กบางหันซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังอยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย เขาไม่รู้ว่าชุนเรียนอยู่คณะไหนเพราะฉะนั้นจึงเดาไม่ออกว่าเช้านี้จะมีโอกาสได้เจออีกฝ่ายหรือไม่ ขณะที่ยืนลังเลอยู่ตรงนั้นพลันรู้สึกถึงฝ่ามือที่มาสัมผัสบริเวณไหล่ให้สะดุ้งเฮือก

“ขอโทษทีไม่คิดว่านายจะตกใจขนาดนั้น”

ฮารุโตะหันไปมองเมื่อเห็นว่าเป็นรุ่นพี่ผู้ใจดีคนที่พบเมื่อวานจึงลอบถอนหายใจด้วยความเบาใจก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

“สวัสดีครับ”

“อืม หวัดดี ว่าแต่มายืนทำอะไรตรงนี้ละฉันเห็นนายยืนอยู่ตั้งนานแล้ว”

ฮารุโตะสั่นศีรษะปฏิเสธเสียงค่อย“ป…เปล่าครับ”

“อย่างนั้นเดินไปด้วยกันไหม”

“ครับ”เขาพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น คาดเดาได้ว่าต่อให้เจอซากุราอิซังจริงๆอีกฝ่ายคงไม่กล้าเข้ามาระรานเขาแน่ๆ

“ฉันโมริ เอคิจินายชื่ออะไรล่ะ”

“เอ่อ… มิอุระ ฮารุโตะครับ”

“อยู่คณะอะไรล่ะ”

“วิทยาศาสตร์ครับ”

แม้ลักษณะการสนทนาจะเป็นไปในรูปแบบของการถามตอบที่ผู้ตั้งคำถามนั้นเป็นเอคิจิเสียส่วนใหญ่ แต่บรรยากาศการสนทนาระหว่างคนทั้งคู่ก็ไม่ได้ย่ำแย่เกินไปนัก อาจเพราะเอคิจิเป็นบุคคลจำพวกมนุษยสัมพันธ์ดีก็เป็นได้

การเรียนในวันนั้นของฮารุโตะเป็นไปอย่างราบรื่นเนื่องเพราะเพิ่งเริ่มการศึกษาใหม่ ทั้งวิชาต่างๆยังคงเป็นวิชาพื้นฐานที่เคยเรียนมาตั้งแต่สมัยมัธยม รวมถึงการที่เขาได้รู้จักคบหากับอาคาริ มิสะและซูซุกิ จิเอะในฐานะเพื่อน ฮารุโตะจึงค่อยผ่อนคลายความตึงเครียดและความประหม่าลง

“วันนี้ไปหาหนังสือทำรายงานกันที่ห้องสมุดไหม”เด็กหนุ่มเอ่ยชวน ในคาบเรียนช่วงบ่ายของวันนี้อาจารย์ประจำวิชาได้กำหนดหัวข้อให้นักศึกษาทำรายงานกลุ่มโดยแบ่งกลุ่มละสามคนซึ่งลงตัวกับพวกเขาพอดี

“ขอโทษนะวันนี้อาคารินัดกับแฟนไว้คงไปไม่ได้ มิอุระซังเองก็ไม่ต้องรีบหรอกกว่าจะส่งก็ตั้งอาทิตย์หน้า”มิสะพูดก่อนที่จิเอะจะเอ่ยขึ้นมาบ้างว่า

“จิเอะก็ต้องไปทำงานพิเศษ ขอโทษนะไว้วันอื่นละกันเนอะ”ก่อนที่ทั้งสองจะกล่าวลาอย่างรีบร้อนด้วยเหตุผลข้างต้นเด็กหนุ่มจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

กว่าจะถึงเวลาเริ่มงานพิเศษของฮารุโตะตอนหกโมงเย็นยังเป็นเวลาอีกนาน เขาจึงคิดว่าน่าจะแวะไปห้องสมุดเพื่อหาหนังสือเสียหน่อยแม้สมาชิกกลุ่มทั้งสองคนจะไม่ว่างก็ตาม

อาคารหอสมุดของมหาวิทยาลัยเป็นอาคารรูปตัวแอลขนาดใหญ่ โครงสร้างภายนอกแต่ละชั้นเหลื่อมเป็นขั้นคล้ายบันไดอัฒจรรย์ ตัวอาคารเป็นสีน้ำตาลค้ำยันด้วยเสาปูนสีขาวชั้นล่างเป็นโถงกว้างที่มีชุดโต๊ะและเก้าอี้ซึ่งทำจากไม้สีน้ำตาลวางเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่

ท่าทางของเขาคงเงอะงะมากจนมีคนเดินเข้ามาทัก

“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”

เมื่อหันกลับไปมองตามเสียงนั้น ฮารุโตะก็ต้องผงะอย่างตกตะลึง บุคคลตรงหน้าแม้จะเป็นผู้ชายแต่ด้วยใบหน้าได้รูป ดวงตาเรียวยาว จมูกโด่งเป็นสันและปากบางเฉียบสีชมพูระเรื่อ เด็กหนุ่มจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายสวยกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก

ฮารุโตะจึงก้มหน้าลงด้วยความประหม่าเก้อเขิน อาการนี้เป็นนิสัยที่เขามักจะกระทำโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หน้าตาของฮารุโตะมักจะมอมแมมอยู่เสมอ ไม่ก็มีรอยช้ำรอยกระแทกหรือไม่ก็ผมเผ้าที่กระเดิดไม่เป็นทรงด้วยฝีมือของผู้เป็นบิดา เพราะไม่อยากถูกมองด้วยสายตาล้อเลียนเขาจึงมักก้มหน้าหลบสายตาผู้อื่นจนเป็นนิสัย

“ม…ไม่เป็นไรครับ”เพราะความประหม่าตะลึงจึงทำให้เขาเอ่ยปฏิเสธไปอย่างไม่ทันคิด กระนั้นอีกฝ่ายกลับใจดีเกินกว่าจะผละไปเสียดื้อๆ

“อยู่ปีหนึ่งหรือเปล่าครับ พี่เห็นเราดูงงกับหอสมุดของที่นี่ถึงได้เดินเข้ามาถาม ตอนที่พี่เขามาเรียนแรกๆก็งงเหมือนกันนะ ก็ห้องสมุดสมัยเรียนมัธยมไม่ใหญ่ขนาดนี้จริงไหม”

เพราะคำพูดชวนคุยของคู่สนทนา จึงทำให้ฮารุโตะพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย คล้อยตามจนลืมอาการประหม่าที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่

“น้องกำลังหาหนังสืออะไรอยู่หรือครับ”

“การเมืองการปกครองครับ”เด็กหนุ่มเอ่ยถึงประเภทของหนังสือที่จะนำไปอ้างอิงในการทำรายงานในวิชาบังคับเลือก

“อืม…อย่างนั้นตามพี่มาทางนี้นะ”หนุ่มรุ่นพี่เดินนำฮารุโตะไปยังมุมหนึ่งของโถงชั้นล่างที่มีคอมพิวเตอร์วางอยู่เรียงราย ก่อนจะแนะนำวิธีการใช้ระบบค้นหาทั้งยังพาขึ้นไปยังชั้นที่มีหนังสือเล่มที่ต้องการเก็บอยู่ สอนวิธีการดูรหัสตู้หนังสือจนกระทั่งหาหนังสือเล่มที่ต้องการพบ

“ขอบคุณมากนะครับ”ฮารุโตะกล่าวอย่างจริงใจ

“จะว่าไปปีหนึ่งก็จะมีเรียนวิชาเทคโนโลยีและสารสนเทศที่จะสอนวิธีการใช้ห้องสมุดเหมือนกันนะแต่ดูท่าว่าเราจะมาใช้งานเร็วไปหน่อยคงยังไม่ได้เรียนวิชานี้ใช่ไหม ตอนที่พี่อยู่ปีหนึ่งก็เหมือนกันล่ะ มาเดินสำรวจห้องสมุดตั้งแต่วันแรกๆเลย”

รุ่นพี่ปีสามที่แนะนำตัวว่าชื่ออาโอกิ นาโอโตะกล่าวด้วยรอยยิ้มจนฮารุโตะยังต้องยิ้มตาม คุยกันอีกครู่หนึ่งต่างคนจึงต่างแยกย้าย

เด็กหนุ่มกลับไปที่ห้องพักเพื่อเก็บหนังสือและทานอาหารเย็นก่อนจะออกไปทำงานพิเศษ ระหว่างนั้นจึงลองเปิดตารางเรียนดูอีกครั้ง จึงเห็นว่าชั่วโมงเรียนวิชาเทคโนโลยีและสารสนเทศที่นาโอโตะพูดถึงอยู่คาบบ่ายของวันศุกร์ ชั่วโมงเรียนมีแค่สองชั่วโมงหลังจากนั้นก็ว่าง ฮารุโตะรู้สึกว่าคนที่จัดเวลาเรียนช่างเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของเด็กวัยรุ่นดีเหลือเกิน วันศุกร์ก่อนหยุดพักผ่อนก็มีแต่วิชาสบายๆไม่ต้องเคร่งเครียด

 

หลังจากหมดชั่วโมงเรียนในวันศุกร์ฮารุโตะจึงลองชวนเพื่อนร่วมกลุ่มรายงานทั้งสองไปช่วยหาหนังสือทำรายงานอีกครั้งเพราะไหนๆทั้งเขาและพวกเธอก็อยู่ที่หอสมุดอยู่แล้ว จากนั้นต่างคนต่างก็ได้หนังสืออ้างอิงสำหรับทำรายงานคนละเล่มสองเล่มเพื่อนๆร่วมชั้นปีคนอื่นๆก็ทำคล้ายกัน

“น่าจะพอแล้วล่ะ”จิเอะกล่าว “แล้วทำอย่างไรต่อดีล่ะ”

“ก็ต่างคนต่างอ่านและสรุปเนื้อหาที่ต้องใช้กันมา  แล้วค่อยมาสรุปรวมกันอีกครั้งวันจันทร์นะดีไหม”มิสะเสนอความคิดเห็นเมื่อไม่มีใครคัดค้านจึงตกลงกันตามนี้ก่อนจะแยกย้ายกันไป

เสาร์อาทิตย์ฮารุโตะจึงใช้เวลาในการทบทวนหนังสือ อ่านหนังสือและทำสรุปคร่าวๆที่ใช้ในรายงานที่ห้องพักของตนในช่วงกลางวันและออกไปทำงานพิเศษตอนเย็นตามปกติ

ในความคิดแรกๆ ฮารุโตะอยากจะทำงานพิเศษช่วงวันเสาร์อาทิตย์เต็มวันเหมือนกันแต่เมื่อผ่านหนึ่งสัปดาห์ของการเรียนและการทำงานมาแล้วคิดว่าควรจะใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับการทบทวนบทเรียนเสียดีกว่า การทำงานพิเศษในแต่ละวันกว่าจะถึงเวลาเลิกงานก็เที่ยงคืน แต่กว่าจะได้ออกจากที่ทำงานกว่าจะกลับถึงห้องพักและอาบน้ำนอนก็ราวๆตีหนึ่ง ตอนเช้าเขาต้องตื่นไปเรียนแต่เช้า เวลาในการทบทวนบทเรียนในแต่ละวันจึงค่อนข้างน้อย ฮารุโตะอยากจะรักษาระดับผลการเรียนเพื่อให้ได้ทุนทุกปีจึงต้องตั้งใจและพยายามมากกว่าปกติ

เช้าวันจันทร์ในสัปดาห์ใหม่ฮารุโตะจึงพร้อมเต็มที่สำหรับการเรียน เขาทำข้อสอบพรีเทสต์ได้คะแนนในระดับที่น่าพอใจ การทำการทดลองในวันนี้ก็เป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถเขียนสรุปรายงานพร้อมส่งได้ตามเวลา ดังนั้นตอนเที่ยงหลังจากที่พวกเขาทานอาหารกลางวันกันเสร็จฮารุโตะจึงนำสรุปรายงานที่จะต้องส่งวันพุธออกมาวางบนโต๊ะ

“อุ๊ย!!! เห็นสรุปของมิอุระซังแล้วนึกขึ้นได้ เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาอาคาริต้องไปทำธุระกับที่บ้านน่ะไม่มีเวลาได้อ่านหนังสือเลย ถ้าอย่างไรพรุ่งนี้จะรีบนำมาให้ดูนะ”

“ดีเหมือนกันที่เป็นพรุ่งนี้ ของจิเอะก็ยังไม่เสร็จเลย ยากมากอ่านไม่ค่อยเข้าใจเลยล่ะ”

เมื่อทั้งคู่บอกเช่นนั้นฮารุโตะจึงไม่รู้ว่าควรจะกล่าวต่อเช่นไร

“มิอุระซังทำเสร็จแล้วหรือขอดูหน่อยนะ”

ฮารุโตะผงกศีรษะรับก่อนจะส่งเอกสารในมือไปให้

“อืมดีเลย อย่างนั้นมิอุระซังเอาไปพิมพ์ไว้ก่อนนะ ไว้ของอาคาริกับจิเอะก็จะพิมพ์มาให้แล้วเอารวมเล่มกันวันพุธเนอะ”

“ให้เราพิมพ์?  เราไม่มีคอมพิวเตอร์แถมยังพิมพ์ไม่เก่งด้วย”ฮารุโตะบอกเสียงเบา ถ้าให้เขาพิมพ์ทั้งหมดของเนื้อหาที่ทำมาจริงๆไม่รู้กี่วันกว่าที่เขาจะพิมพ์เสร็จ ถ้าเป็นอย่างนั้นสู้เขียนด้วยลายมือยังจะง่ายเสียกว่า

“ที่หอสมุดก็มีคอมให้ใช้ ไปใช้ที่นั่นก็ได้นี่นา มิอุระซังไปลองทำดูก่อนนะ”

เมื่อไร้หนทางปฏิเสธเด็กหนุ่มจึงต้องพยักหน้ารับอย่างจำยอม

ดังนั้นหลังจากหมดคาบเรียนตอนบ่ายฮารุโตะจึงไปเข้าใช้บริการห้องคอมพิวเตอร์ของหอสมุดแม้ว่าในสมัยเรียนมัธยมจะมีวิชาเรียนคอมพิวเตอร์อยู่บ้าง แต่เขาไม่ได้เก่งถึงขนาดจะใช้ได้คล่องแคล่ว นอกจากนี้เขาก็เป็นพวกที่ไม่ได้ฝักใฝ่ในเทคโนโลยีเสียเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้กว่าจะพิมพ์ได้แต่ละตัวเขาต้องงมหาตัวอักษรบนแป้นแล้วจิ้มทีละตัวทีละตัว จวนใกล้เวลาเข้าทำงานพิเศษฮารุโตะก็ยังคงพิมพ์ไม่ถึงหน้าด้วยซ้ำ

คืนนั้นฮารุโตะจึงต้องไปนั่งพิมพ์งานโต้รุ่งอยู่ในร้านอินเตอร์เน็ตคาแฟ่หลังเวลาเลิกงานและพยายามอย่างต่อเนื่องอีกหนึ่งวันรายงานในส่วนของฮารุโตะก็เสร็จทันเช้าวันพุธพอดี

เด็กหนุ่มเดินเข้ามหาวิทยาลัยด้วยอาการสะลึมสะลืออ้าปากหาวนอนอยู่บ่อยครั้ง ใต้ขอบตาดำคล้ำและใบหน้าโทรมเซียวเพราะการอดนอนถึงสองคืน แต่อย่างไรงานที่ต้องส่งวันนี้ก็เสร็จ กระนั้นความเบาใจดังกล่าวคงอยู่ได้ไม่นานเนื่องจากรายงานในส่วนของเพื่อนอีกสองคนยังไม่ไปถึงไหน

“ไม่ต้องกังวลหรอกนะเดี๋ยวอาคาริกับจิเอะจะโดดเรียนคาบเช้าไปทำมาให้”อาคาริพูด ท่าทางของเธอดูไร้กังวลอย่างที่กล่าวแต่ฮารุโตะยังอดที่จะห่วงไม่ได้

พอเที่ยงตรงเด็กสาวทั้งสองก็กลับมาหาเขาอีกครัังพร้อมแฟลชไดร์ฟในมือ

“ฝากมิอุระซังรวมเล่มแล้วก็ปริ้นให้ด้วยนะ เดี๋ยวเราสองคนไปกินข้าวก่อน”มิสะกล่าวด้วยรอยยิ้มไร้กังวลเช่นเดิมจนฮารุโตะพอจะเบาใจขึ้นมาบ้าง

เด็กหนุ่มหยิบกระเป๋าขึ้นสะพายบนบ่าและเดินตรงไปยังหอสมุดเพื่อลงทะเบียนเข้าใช้บริการคอมพิวเตอร์หลังจากขลุกอยู่กับมันอยู่สองคืนเขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มที่จะจิ้มดีดได้คล่องขึ้นกว่าเดิมมาก

ข้อมูลในแฟลชไดร์ฟของมิสะมีเยอะจนเด็กหนุ่มตาลาย เขาไล่สายตาวนหาอยู่หลายรอบ จนแล้วจนเล่าก็ยังคงไม่เจอไฟล์ที่น่าจะเกี่ยวข้อง เวลาค่อยๆเดินผ่านไปเรื่อยๆ ฮารุโตะไม่มีโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้นึกอยากจะโทรหาเพื่อนทั้งสองก็ไม่สามารถทำได้เพราะฉะนั้นจึงได้แต่ลองเปิดหาดูทีละไฟล์จนมาถึงไฟล์ที่ชื่อว่า ‘ปลาใหญ่’ จึงจะพบข้อมูลที่มิสะกับจิเอะทำไว้แต่ที่ทั้งสองคนทำไว้กลับมีเนื้อหาเพียงหน้าเดียวซ้ำยังเหมือนกับว่าลอกจากหนังสือมาทั้งดุ้นอีกด้วย

“ไง ทำอะไรอยู่หรือดูเคร่งเครียดจัง”นาโอโตะเอ่ยปากทักไปเช่นนั้นแม้ว่าในความเป็นจริงฮารุโตะกำลังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก็ตาม

“รุ่นพี่อาโอกิ”ฮารุโตะทักเสียงแผ่วก่อนจะหลุบตาลงอย่างเงื่องหงอย

“ไม่มีอะไรหรอกครับผมกำลังทำรายงานอยู่ พอดีผมไม่ค่อยเก่งคอมพิวเตอร์เลยค่อนข้างจะงงๆอยู่นิดหน่อย”

“มีอะไรให้พี่ช่วยไหมล่ะ พี่แนะนำได้นะ”

การที่อีกฝ่ายออกปากอาสาช่วยเหลือทำให้ฮารุโตะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง กระนั้นเขาก็ออกปากปฏิเสธไป

“ไม่เป็นไรหรอกครับเหลืออีกนิดหน่อยมันก็จะเสร็จแล้ว ผมไม่รบกวนรุ่นพี่ดีกว่าครับ”

“เถอะน่าเดี๋ยวพี่ช่วย”นาโอโตะถือวิสาสะนั่งลงข้างๆเด็กหนุ่มรุ่นน้องอย่างไม่ยอมฟังคำปฏิเสธของอีกฝ่าย ขยับเบียดฝ่ายนั้นให้ตนสามารถเห็นบทความบนคอมพิวเตอร์ได้ถนัดแล้วจับเมาส์มาไว้ในมือ

นาโอโตะขมวดคิ้วเมื่ออ่านเนื้อหาจบ สกอร์ลเมาส์[2]ขึ้นลงก็เห็นว่าไฟล์นั้นมีอยู่หน้าเดียว

“มีหน้าเดียวหรือ”อดที่จะออกปากถามไม่ได้

“มีส่วนของผมอยู่ในแฟลชไดร์ฟ”ฮารุโตะชูแฟลชไดร์ฟในมือให้ดู นาโอโตะจึงรับมาเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เปิดหน้าต่างแสดงข้อมูลในไดร์ฟขึ้น พื้นที่ว่างโล่งบรรจุข้อมูลในรูปของเวิร์ดไฟล์อยู่ไฟล์เดียว หนุ่มรุ่นพี่จึงไม่ต้องหันไปถามรุ่นน้องผู้เป็นเจ้าของให้เสียเวลา เอกสารดังกล่าวประกอบด้วยข้อมูลเนื้อหาร่วมสามสิบหน้า

“ส่งวันไหนล่ะ”

“บ่ายนี้ครับ”

นาโอโตะหันไปมองหน้ารุ่นน้องปีหนึ่งแล้วส่งเสียงหัวเราะแปลกๆ เขาคงไม่ต้องพูดต้องบอกอะไรมากมายเพราะเมื่อมองหน้าอีกฝ่ายก็พออนุมานได้ว่าเด็กหนุ่มรุ่นน้องคงจะพยายามหน้าดู

“เอาอย่างนี้เดี๋ยวหาเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตแล้วกัน เร็วและง่ายดี”เขาว่าเช่นนั้นก่อนจะเปิดเว็บบราวเซอร์ซึ่งหน้าต่างที่แสดงขึ้นมาเป็นเว็บค้นหาชื่อดังก่อนจะอธิบายคร่าวๆถึงวิธีการค้นหาการดูและดึงข้อมูลมาใช้

นาโอโตะทั้งจัดหน้าทำรูปเล่มและสั่งพิมพ์ให้จนเสร็จเรียบร้อย ตอนที่รับเล่มรายงานมา ฮารุโตะจึงก้มศีรษะขอบคุณอีกฝ่ายหลายต่อหลายครั้ง นอกจากนี้ยังเหลือเวลาอีกร่วมสิบนาทีให้เขาได้ทานอาหารกลางวัน

หลังจากแยกย้ายกับรุ่นพี่ผู้แสนใจดี ฮารุโตะเดินออกประตูทางด้านหลังของหอสมุดซึ่งบริเวณนั้นมีม้านั่งยาววางอยู่ประปรายภายใต้เงาไม้เถาที่ถูกจัดแต่งให้เลื้อยคลุมคานไม้จนกลายเป็นชายคา บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบไร้ผู้คนกระนั้นเด็กหนุ่มกลับไม่ได้นึกเอะใจสิ่งใด เขานั่งลงบนม้านั่งตัวหนึ่งปลดเป้สะพายหลังเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบข้าวกล่องสำหรับทานอาหารกลาง แต่พอเห็นเล่มรายงานที่นอนนิ่งอยู่ภายในก็ยกยิ้มขึ้นมา นึกคิดในหัวว่าต้องหาของไปตอบแทนรุ่นพี่ผู้แสนใจดีให้ได้

เพิ่งทานข้าวไปไม่กี่คำกลับมีมารมาผจญถึงที่ ฮารุโตะถูกตบศีรษะอย่างแรงจนเกือบหน้าคมำ โชคดีที่บังเอิญว่าเขาถือกล่องข้าวไว้มั่น มันจึงยังคงสภาพเดิมอยู่ในมือ

“ไงกินข้าวทั้งทีไม่รู้จักเรียกเพื่อนฝูงเลยนะ”

ฮารุโตะหันไปมองเจ้าของคำพูดอย่างขุ่นเคือง พบว่าเป็นคู่อริที่เขาเคยนึกค่อนขอดในใจว่าชาติที่แล้วตนคงไปเหยียบตาปลาอีกฝ่ายไว้กระมังถึงได้ตามจองล้างจองผลาญเขาหนักหนา

คงเพราะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่พอใจจึงทำให้โดนตบศีรษะอีกครั้ง

“มองอย่างนี้หมายความว่าอย่างไรห๊า!!! จะแข็งข้อหรือไง”ทั้งยังตบซ้ำๆจนฮารุโตะมโนภาพขึ้นมาว่าหัวสมองกำลังสั่น วินาทีนั้นเด็กหนุ่มจึงฮึดสู้ขึ้นมา เบี่ยงตัวหลบฝ่ามือใหญ่ของอีกฝ่ายและหันไปใช้มือข้างที่ว่างผลักร่างสูงใหญ่ของซากุราอิ ชุนก่อนจะหันมาหยิบกระเป๋าสะพายก้าวเท้าเพื่อวิ่งหนีส่วนมืออีกข้างยังถือข้าวกล่องไว้แน่น

อันที่จริงแรงผลักของฮารุโตะนั้นน้อยนิดเหมือนแรงมดในความคิดของชุน แต่ที่เขานิ่งไปเพราะอารามตกใจในการกระทำของอีกฝ่าย ใช่ว่าฮารุโตะจะไม่เคยต่อต้านหรือขัดขืนแต่ชุนคิดว่าตนอยู่เหนือกว่าเสมอ จึงไม่ค่อยใส่ใจกับการต่อต้านเล็กน้อยแบบนั้น ฉะนั้นเมื่อตั้งสติได้จึงยื่นแขนไปคว้าคอเสื้อของเด็กหนุ่มร่างเล็กได้ทันท่วงที แรงกระชากนั้นแทบจะทำให้ฮารุโตะหงายหลังติดตรงที่ว่าชุนสามารถล็อคคอของเขาไว้ได้ก่อน

“กล้าดีนักนะ”

ฝ่ามือแข็งแรงของชุนบีบคางของฮารุโตะไว้จนเจ็บร้าวก่อนจะถูกผลักอย่างแรงจนล้มคว่ำลงไปกับพื้น ยังไม่ทันที่จะได้ลุกยืนก็ถูกเหยียบซ้ำที่กลางหลังอีกรอบ เขารู้สึกราวกับถูกทับด้วยภูเขาทั้งลูกไม่ต้องพูดถึงการส่งเสียงร้องแม้แต่หายใจเด็กหนุ่มยังรู้สึกว่าทำได้ลำบาก ทว่า ผู้กระทำกลับยังไม่นึกปรานีกระชากศีรษะของเขาให้เชิดขึ้นมา

“เป็นแค่ไอ้อ่อนก็อย่าทำตัวซ่าใหัมากนักไม่อย่างนั้นจะเจ็บหนักเข้าใจไหม”

เมื่อน้ำหนักบนหลังหายไปฮารุโตะจึงยันตัวลุกขึ้นนั่ง เขาไอเพราะสำลักอากาศ จะเรียกว่าชาชินคงไม่ผิดนักจึงไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้ร่างกายจุกเจ็บและมีแผลถลอกแต่ฮารุโตะได้แต่ทำใจยอมรับมัน เด็กหนุ่มใช้มือปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าพยายามทำให้มันดูดีที่สุด กระนั้นยังดูมอมแมมแบบที่มองปราดครั้งเดียวก็รู้ว่าเขาไปมีเรื่องมา

ฮารุโตะเก็บกระเป๋าขึ้นมาสะพายเก็บกวาดเศษอาหารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาหารกลางวันที่เขาตั้งตารอทุกวัน ซึ่งหกเรี่ยราดบนพื้นลงถังขยะไม่มีเวลาให้ถอดถอนใจมากนัก เขาเร่งก้าวเท้าเพื่อให้ทันคาบเรียนตอนบ่าย

ฮารุโตะเข้าเรียนสายนิดหน่อยเขากวาดสายตามองหามิสะและจิเอะ เห็นทั้งสองคนนั่งอยู่ค่อนไปแถวหลังห้องจึงเดินเข้าไปหาเห็นมีที่ว่างข้างๆ เพื่อนทั้งสองจึงตั้งใจจะเข้าไปนั่งแต่จิเอะกลับเอากระเป๋ามาวางขวางเสียก่อน

“ขอโทษทีนะพอดีเดี๋ยวมีคนมานั่งน่ะ”ฮารุโตะพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

“เอ้อ…รายงานล่ะเอามาสิเดี๋ยวพวกเราเอาไปส่งให้เอง”

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบเล่มรายงานส่งให้แต่โดยดี เขาเดินถัดไปอีกแถวซึ่งยังคงมีที่ว่างแต่ก็โดนไล่อย่างเย็นชาว่าให้ไปนั่งที่อื่น ดังนั้นเขาจึงไปทรุดตัวลงนั่งยังที่ว่างซึ่งทั้งแถวยังไม่มีใครจับจองและนั่นยิ่งทำให้ฮารุโตะรู้สึกตัวว่าตนเองคงเป็นที่รังเกียจเพราะแม้จะมีคนที่เข้าสายกว่าเขา แต่ไม่มีใครสักคนที่เลือกที่นั่งบริเวณที่เขานั่งอยู่เลย

บางครั้งเขาก็เกิดคำถามตัวเขามีอะไรให้น่ารังเกียจนักหนาแค่วันนั้นเสื้อผ้าของเขาสกปรกเพราะโดนทำร้ายเท่านั้น ท่าทีรังเกียจที่มีต่อตัวเขาจะต้องยืนยาวขนาดนั้นเชียวหรือ

ฮารุโตะได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินเข้าชั้นเรียนเดินผ่านมิสะและจิเอะซึ่งที่ว่างข้างๆตัวของพวกเธอมักจะมีคนนั่งเสมอและเดินเลยไปยังที่นั่งซึ่งห่างจากเพื่อนนักศึกษาคนอื่น คงมีแค่วิชาของสาขากับวิชาของคณะเท่านั้นที่พื้นที่ห้องเรียนจำกัดลงจนต้องนั่งรวมกันฮารุโตะได้แต่พยายามทำใจยอมรับแม้จะรู้สึกอึดอัดกับสายตาของคนรอบข้างที่มองมา ฮารุโตะได้แต่ก้มหน้าตาเรียนและบอกตัวเองว่า ‘ไม่เป็นไร’

“ได้ยินเรื่องที่รุ่นพี่ศิลปศาสตร์ชนะรางวัลภาพถ่ายหรือยัง”

“หมายถึงรุ่นพี่นาคามูระ เรย์ใช่ไหม”

“อืมตอนนี้เขามีจัดแสดงที่นิทัศน์ศิลป์ด้วย หมดคาบเรียนตอนบ่ายแล้วไปดูกันไหม”

เสียงสนทนาค่อนข้างชัดเจนในระยะห่างจากที่ฮารุโตะนั่งอยู่ เรียกความสนใจทั้งหมดของเด็กหนุ่ม ที่จับกลุ่มคุยกันอยู่เป็นหญิงสาวราวสี่ถึงห้าคน

“แหมดูภาพหรือดูอย่างอื่น”

“หรือเธอไม่อยากดู”อีกเสียงย้อนทันควัน

“อยากสิจ๊ะ ดังเสียขนาดนั้น”

ฮารุโตะก็นึกสงสัยว่าภาพนั้นมีชื่อเสียงมากขนาดนั้นเชียวหรือ

“แต่จะมีโอกาสได้เจอหรือ”

“ไปมันทุกวันไม่เจอบ้างก็ให้มันรู้ไป”

แต่สำหรับฮารุโตะเขาสงสัยว่า ทำไมถึงจะไม่เจอในเมื่อพวกเธอบอกว่าภาพนั้นถูกจัดแสดที่หอนิทัศน์ศิลป์

หอนิทัศน์ศิลป์เป็นชื่อย่อของอาคารจัดแสดงผลงานนักศึกษาของคณะศิลปศาสตร์  นอกจากจะเป็นอาคารแสดงผลงานยังเป็นอาคารเรียนและลานกิจกรรมในร่ม  ด้วยลักษณะการออกแบบของอาคารที่ทำให้ชั้นสองและชั้นสามเป็นชั้นลอยล้อมรอบพื้นที่ชั้นหนึ่ง

และคงเพราะมีนิทรรศการจัดแสดงผลงานของนักศึกษาอยู่ นักศึกษาของคณะอื่นที่มาชมงานจึงค่อนข้างพลุกพล่าน

ฮารุโตะจับสายสะพายกระเป๋าแน่นด้วยความประหม่ารู้สึกเหมือนตนเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนรอบข้าง

“ขอโทษครับ ขอทางหน่อย”

เด็กหนุ่มสะดุ้งด้วยความตกใจลนลานก้าวเท้าหลบก้มหน้าจนคางชิดอก เหลือบตาขึ้นมองก็เห็นแค่แผ่นหลังที่เดินผ่านไปก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา หลังจากกลั้นหายใจด้วยความตื่นกลัวอยู่นาน เขามองผู้คนซึ่งเดินขวักไขว่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้งและหมุนตัวเดินกลับออกมา บางครั้ง… ฮารุโตะเริ่มคิดในใจถ้าเขามีเพื่อนมาด้วยสักคนเขาคงไม่รู้สึกว่าตนเองอยู่ผิดที่ผิดทางขนาดนี้

แม้จะพยายามทำเป็นนิ่งเฉยแต่สีหน้าของฮารุโตะยังแสดงความหดหู่หม่นหมองออกมา จนวันหนึ่งผู้จัดการร้านเรียกเขาไปตักเตือนเรื่องสีหน้าตอนทำงาน แม้จะบอกว่าไม่ต้องถึงขนาดยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ควรทำหน้าอมทุกข์ถึงขนาดนั้น ฮารุโตะจึงได้ก้มหัวรับปากว่าจะปรับปรุง กระนั้นอีกสองสามวันต่อมากลับมีพนักงานใหม่เพิ่มขึ้น แม้ว่าพนักงานคนดังกล่าวจะถูกจัดเวรให้คาบเกี่ยวระหว่างห้าโมงถึงสี่ทุ่มก็ตาม

“ผมพิจารณาแล้วเห็นว่าช่วงตั้งแต่สี่โมงครึ่งถึงสี่ทุ่มค่อนข้างจะมีลูกค้าเยอะ จึงหาพนักงานมาเสริมอีกคน มิอุระซังในฐานะที่ทำงานมาก่อน ช่วยแนะนำและสอนงานโอตะซังด้วยล่ะ”

“ครับ”ฮารุโตะตอบรับมองหน้าโอตะ อาคิฟุมิที่ยิ้มแย้มให้แล้วจึงยิ้มบางๆตอบกลับแม้ในใจจะค่อนข้างกังวลก็ตาม เด็กหนุ่มรู้ตัวดีว่าเขาเข้ากับคนอื่นได้ไม่ดีมากนัก

“ผมเทรน[3]ครบห้าวันแล้วครับ มาเทรนช่วงกลางวัน”อาคิฟุมิตอบเมื่อเขาถามว่าผ่านการเทรนงานหรือยัง ตอนเขาเริ่มงานช่วงห้าวันแรกจะเป็นการฝึกปฏิบัติงานจริง  ผู้จัดการจะประกบคู่สอนการคิดเงินค่าสินค้าอยู่หน้าเคาน์เตอร์เนื่องจากแต่ละคนจะมีรหัสผู้ใช้งานในการขายสินค้าของแต่ละคนและต้องรับผิดชอบเงินในเคาน์เตอร์กันเอง  ขั้นตอนการทำงานนี้จึงต้องมีการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มงวด

“ถ… ถ้าอย่างนั้นมีอะไรสงสัยก็ถามแล้วกันนะ”

“ครับ”

ฮารุโตะบอกเช่นนั้นก่อนจะหันไปประจำหน้าเคาน์เตอร์เมื่อมีลูกค้าเดินมาชำระเงิน

ช่วงเย็นที่เป็นกะทำงานของเขา ลูกค้ามักจะเยอะเสมออย่างที่ผู้จัดการว่า ช่วงแรกๆที่เขาทำงานมักจะมีลูกค้าต่อแถวยาวจนผู้จัดการต้องเปิดอีกเคาน์เตอร์เพื่อช่วยเขา  ที่เขาเคยรับรู้มา ผู้จัดการจะสลับเวลาทำงานเพื่อตรวจสอบความประพฤติเวลาทำงานของพนักงานทุกคน เนื่องจากพนักงานแต่ละคนจะมีช่วงเวลาสะดวกในการทำงานที่ต่างกัน

รุ่นพี่ที่อยู่กะกลางวันเป็นผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกแล้วแม้สามีจะเป็นเสาหลักที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่เธออยากจะช่วยหาเงินเพิ่มเติมจึงหางานที่ทำเฉพาะกลางวันช่วงที่ลูกไปโรงเรียนและเป็นงานที่ไม่มีโอทีอย่างแน่นอน ส่วนผู้ชายอีกคนที่ทำงานในกะต่อจากเขาก็เป็นนักศึกษาเหมือนกับเขา แต่เป็นพวกที่ไม่ชอบตื่นเช้าและตาสว่างตอนกลางคืนมีวิชาเรียนเฉพาะตอนบ่าย ฮารุโตะเคยได้คุยด้วยครั้งหนึ่งเป็นคนเฮฮาที่มีความเป็นตัวเองสูงมาก

หลังจากที่เขาเข้ามาทำงานผู้จัดการก็เข้างานช่วงเวลาเดียวกับเขาเป็นประจำ ฮารุโตะรู้ตัวว่าตนเองไม่เก่งเท่าคนอื่นทำอะไรก็ช้า เรื่องบางเรื่องเขาต้องทวนซ้ำหลายต่อหลายรอบกว่าจะจำหรือทำได้ เขาจึงได้แต่ทดแทนด้วยความพยายามที่มากกว่าคนอื่นแม้จะโดนตำหนิอยู่บ้างแต่เขาจะพยายามตั้งใจทำงานต่อไป

“รุ่นพี่ผมไปกดอะไรไม่รู้”อาคิฟุมิร้องเรียกเขาจากเคาน์เตอร์ข้างๆ ฮารุโตะจึงเงยหน้าจากของในมือที่กำลังคิดเงินและนำใส่ถุงให้ลูกค้า เขาหันไปมองและบอกให้อีกฝ่ายรอสักครู่ ก่อนจะหันมาเร่งคิดเงินค่าสินค้าของลูกค้า เสร็จแล้วจึงหันไปดูหน้าจอของอาคิฟุมิ เมื่อสอนวิธีแก้เรียบร้อยจึงกลับมาที่เคาน์เตอร์ของตนเอง แถวของลูกค้าเริ่มยาวขึ้น ระหว่างนั้น อาคิฟุมิยังร้องเรียกให้เขาไปช่วยเหลืออยู่เรื่อยๆ

“อ่ะ รุ่นพี่ผมยิงบาร์ผิดไปแล้ว”

ฮารุโตะหันไปมองด้วยความร้อนรนเนื่องจากตนก็ยังติดลูกค้าอยู่ ปกติแล้วถ้าแสกนบาร์โค้ดผิดจะต้องเรียกผู้จัดการมาทำให้ซึ่งเด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่าผู้จัดการยังอยู่ที่ร้านหรือไม่ ยังไม่ทันที่ฮารุโตะจะคิดทำสิ่งใดต่อไปผู้จัดการร้านก็เดินออกมาจากประตูที่เชื่อมกับด้านหลังร้านมาหยุดยืนข้างโอตะ อาคิฟุมิพร้อมกับลงมือจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

พอลูกค้าเริ่มซา ฮารุโตะจึงแว่วได้ยินคำดุของผู้จัดการร้านที่มีต่ออาคิฟุมิ นั่นทำให้เขาอดนึกถึงช่วงเวลาที่เขาโดนดุอยู่เป็นประจำไม่ได้

รู้สึกว่าวันนี้จะค่อนข้างวุ่นวายอยู่ไม่น้อยในความคิดของเด็กหนุ่ม และความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็ทำให้ฮารุโตะผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็วเมื่อหลังได้สัมผัสกับฟูกนอน

รุ่งเช้าวันต่อมาเป็นวันเสาร์ที่ถึงแม้จะเป็นวันหยุดแต่ฮารุโตะยังคงตื่นแต่เช้าเช่นทุกวัน อากาศเริ่มร้อนขึ้นจนเด็กหนุ่มไม่อาจทนอยู่ในห้องพักซึ่งอบอ้าวอย่างมากในช่วงกลางวันได้ เขาจึงย้ายตัวเองไปนั่งทบทวนบทเรียนอยู่ที่หอสมุดของมหาวิทยาลัยนอกจากอากาศจะเย็นสบายเพราะเครื่องปรับอากาศแล้ว ยังมีหนังสืออีกมากมายให้เขาเลือกอ่านยามที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ฮารุโตะพักการอ่านหนังสือช่วงประมาณบ่ายโมงมาทานข้าวกล่องซึ่งตนเตรียมมาที่สวนหย่อมข้างหอสมุดเช่นเดิม แม้จะลังเลใจกลัวที่ต้องเจอซากุราอิ ชุนอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่ามีนักศึกษาคนอื่นนั่งอยู่ประปรายก็พอเบาใจทานอาหารเสร็จจึงรีบกลับไปตากเครื่องปรับอากาศเย็นๆในหอสมุดต่อ รู้ตัวอีกทีเสียงสัญญาณเตือนเวลาปิดหอสมุดก็ดังขึ้นมาเสียแล้ว

ฮารุโตะชะงักเท้าหลังจากที่ก้าวออกมาจากห้องสมุดไปไม่ไกลนัก เขานึกถึงงานนิทรรศการแสดงผลงานนักศึกษาที่อาคารนิทัศน์ศิลป์ แม้ไม่รู้ว่างานแสดงดังกล่าวสิ้นสุดไปหรือยัง แต่เขายังคงก้าวเท้าเปลี่ยนทิศมุ่งหน้าไปยังตึกอาคารในคณะศิลปศาสตร์

ป้ายประกาศหน้างานบอกเวลาปิดตึกตอนหกโมงครึ่งนับว่าเป็นโชคดีของเขา วันนี้เป็นวันเสาร์หอสมุดปิดตอนห้าโมง ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูจึงพบว่ายังพอมีเวลาอยู่นิดหน่อยก่อนถึงเวลาปิด  ภายในตึกวันนี้ร้างผู้คน ฮารุโตะอมยิ้มกับตัวเองที่เหตุการณ์ทุกสิ่งราวกับเป็นใจ

เด็กหนุ่มเดินดูงานศิลปะซึ่งถูกจัดแสดงไว้อย่างเชื่องช้า พื้นที่ชั้นหนึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาพวาดที่มีทั้งวิวทิวทัศน์ทั่วไป ภาพคนหรือภาพที่ฮารุโตะรู้สึกว่าคนวาดน่าจะแค่สีมาป้ายไปป้ายมาซึ่งไม่ว่าเขาจะเอียงซ้ายเอียงขวามองอย่างไรก็ดูไม่ออกว่าเป็นภาพอะไร ชั้นสองค่อนข้างจะแสดงผลงานที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นงานปั้น ภาพวาดหรือภาพถ่ายเขารู้สึกค่อนข้างจะชื่นชอบภาพถ่ายเป็นพิเศษเพราะอย่างน้อยยังดูออกว่ามันคือภาพอะไร จนมาถึงภาพสุดท้ายที่เป็นภาพถ่ายซึ่งได้รับรางวัล ที่ข้างๆภาพนั้นมีป้ายบ่งบอกรายละเอียดงานประกวดภาพถ่ายและชื่อเจ้าของภาพไว้อย่างชัดเจน

“นาคามูระ เรย์”เขาพึมพำอ่านชื่อเจ้าของภาพหลังโดนมนต์สะกดของภาพตรึงสายตาไว้เนิ่นนาน

“ไอ้หนู”เสียงเรียกทำให้ฮารุโตะสะดุ้งหลุดจากภวังค์

“ตึกจะปิดแล้วนะ”

“อ่ะ..ครับ ผมกำลังจะกลับแล้วครับ”ฮารุโตะหันไปมองภาพนั้นอีกครั้งก่อนหมุนตัวกลับ

 

วันอาทิตย์ฮารุโตะมาถึงอาคารนิทัศน์ศิลป์แต่เช้า แต่วันนี้กลับมีคนเดินเข้าออกตึกอย่างคึกคักซ้ำยังถือเฟรมภาพขาตั้งงานปั้นหรือของอื่นๆออกมาด้วย เห็นดังนั้นฮารุโตะจึงหันไปมองป้ายหน้างานอีกครั้ง งานแสดงจัดถึงเมื่อวาน มิน่าที่วันนี้คนพลุกพล่านคงเพราะต่างคนต่างมาเก็บของ

ฮารุโตะมองด้วยความเสียดายมาถึงตอนนี้เด็กหนุ่มนึกอยากได้โทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งก่อนตอนทำรายงานก็ด้วย  เพราะไม่มีโทรศัพท์มือถือจะโทรหามิสะหรือจิเอะก็ไม่สามารถทำได้ มาถึงคราวนี้ถ้าเขามีโทรศัพท์ก็คงถ่ายภาพภาพนั้นไว้ในโทรศัพท์มือถือได้

“แล้วภาพของรุ่นพี่นาคามูระนี่เอาอย่างไรน่ะ”

“เดี๋ยวพี่เขามาเก็บไปเอง เห็นว่าถ่ายงานของชมรมอยู่ในสวน”

คำสนทนาดังกล่าวเรียกความสนใจของฮารุโตะได้เป็นอย่างดี เขายืนลังเลหันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทำท่าไม่รู้ไม่ชี้เดินขึ้นไปบนตึก ภาพนั้นยังอยู่ที่เดิมบนชั้นสอง

กลีบดอกของซากุระราวกับกำลังเคลื่อนไหวร่วงหล่น รอยยิ้มของผู้คนในภาพก็ทำให้ฮารุโตะรู้สึกเหมือนว่าตนได้ยินเสียงหัวเราะขึ้นมาจริงๆ แสงเงาอันนุ่มนวลของภาพตรงหน้ายิ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและเย็นสบายของฤดูใบไม้ผลิ

“ขอโทษนะครับ แต่ผมคงต้องขอเก็บภาพนี้ไปแล้ว”

ฮารุโตะสะดุ้งด้วยความตกใจและทันทีที่เขาได้เห็นใบหน้าผู้เป็นเจ้าของคำพูดนั้นเขาก็ตกหลุมรักอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง

 

 

 

 

[1]พรีเทสต์ (Pre-test): การสอบก่อนเรียน

[2]สกอร์ลเมาส์ (Scroll Mouse): การใช้งานล้อเมาส์

[3]เทรน (Train): ฝึกงานหรือฝึกปฏิบัติ

•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

9.7
โหวต 9.7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 2 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

9.5 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

9.5 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

10 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...