น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : นักเขียนที่รัก

อ่าน 185
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 ตอน
แต่งเมื่อ:
วันที่ 12 ม.ค. 2560 16:03 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง Annakan
ขีดเขียนหน้าใหม่ (43)
เด็กใหม่ (3)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. ตอน 1-5

เขียนเมื่อ วันที่ 12 ม.ค. 2560 16:05 น.

ตอนที่ 1 นางสาวมณี

          “ตรงนั้นห้ามวาง” เสียงแหลมแปดหลอดผ่าขึ้นมากลางห้องครัว

          “ก็มันว่างอยู่” มือเล็กๆ กระตุกและหยิบของชิ้นนั้นมาถือไว้เหมือนเดิม

          “ตรงนั้นเอาไว้วางกล่องใส่อาหารหมา” เจ้าบ้านพูดเสียงเรียบนิ่ง

          “งั้นเอาวางตรงนี้นะ” เธอแทรกถุงมะละกอแบบหั่นชิ้นลงไปที่ชั้นล่างสุดของตู้เย็น

          “มณี นวสุวรรณ” หญิงสาววัยสามสิบสามปีเธอไม่มีชื่อเล่นใครๆ ต่างก็เรียกเธอว่ามณี เธอทำงานที่บริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่งซึ่งเจ้าของบริษัทก็คือพี่สาวไม่ใช่ใครที่ไหน ที่ทำงานกับที่พักของเธอก็คือที่เดียวกันชั้นหนึ่งคือออฟฟิศชั้นสองคือห้องพักของเธอและชั้นสามคือที่พักของพี่สาวและพี่เขย หลายๆ คนอิจฉาความโชคดีที่เธอไม่ต้องลำบากยุ่งยากในการเดินทางไปทำงานแค่ตื่นมาอาบน้ำแล้วเดินลงมาชั้นล่างก็เริ่มงานได้ทันที

          “คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า” มณีเบื่อระอากับชีวิตที่ถูกจำกัดทุกอย่างแบบนี้เหลือเกิน ไม่ว่าเธอจะหยิบจับอะไรในบ้านหลังนี้เป็นต้องโดนสกัดด้วยถ้อยคำถากถางจากพี่สาวเสมอ เธอไม่เคยบอกใครถึงเรื่องที่บ่อนทำลายสุขภาพจิตมาตลอดสิบปีมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ก็คือ “สมหญิง” เพื่อนสนิท  

          “คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก” ก็เป็นอีกสำนวนที่เหมาะกับนางสาวมณี ความอดทนของเธอตลอดเวลาสิบปีกำลังจะสิ้นสุดลงหญิงสาวเริ่มเก็บหอมรอมริบด้วยการเขียนอีบุ๊คขายและตอนนี้ทุกอย่างก็กำลังไปได้ดี มณีมีเงินเก็บพอจะไปวางมัดจำบ้านหลังใหม่แล้วแต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดตอนนี้ของเธอก็คือ

          “จะย้ายไปอยู่ที่ไหนดี” มณีถามตัวเองและก็มีหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเธอได้

          “ว่างไหม” หญิงสาวต่อสายหาสมหญิงเพื่อนรักสุดสวาทขาดใจที่คบกันมาตั้งแต่สมัยกระโปรงบานขาสั้นแต่ถึงจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วขาของเธอก็ยังสั้นอยู่เหมือนเดิมเลยนะ

          เขาหมายถึงกางเกงขาสั้นไม่ใช่ขาสั้นแบบความสูงน้อยจ้ะนางสาวมณี

          “ว่าง มีไร” สมหญิงตอบมาตามสาย

          “ฉันจะลาออกจากงานแล้วไปอยู่ที่อื่น” มณีรอฟังว่าคุณเพื่อนจะว่ายังไง

          “แล้วจะออกเมื่อไหร่จะไปอยู่ที่ไหน แมวล่ะ” สมหญิงถามมารัวๆ ยิ่งกว่าฝ่ายสอบสวน

          “ยังไม่รู้อ่ะแค่ตัดสินใจแล้ว” เธอไม่ได้บอกใครเพราะไม่มีเพื่อนที่ไหนอยู่แล้วนอกจากสมหญิงแต่กับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวเธอก็ยังไม่ได้เอ่ยปากเพราะอยากรอให้ทุกอย่างมันแน่นอนซะก่อนและฟางเส้นสุดท้ายมันก็มาถึงในที่สุด

          วันนี้เธอวิ่งไปซื้อผลไม้จากรถที่ผ่านหน้าบ้านมันคือมะลอกอหนึ่งชิ้นเล็กๆ เธอกะจะเอาไว้กินตอนเย็นเลยเอาไปแช่ไว้ก่อนแล้วพี่สาวแสนดีก็แว๊ดใส่ว่าเธอวางถุงผลไม้ตรงนั้นไม่ได้เพราะนางจะเอาไว้วางอาหารหมา จริงๆ เธอไม่มีสิทธิ์จะใช้ตู้เย็นเลยมากกว่าไม่ว่าจะเอาอะไรไปวางไว้พอเปิดมาอีกทีทุกอย่างจะย้ายที่เสมอซึ่งมันเป็นฝีมือใครไม่ได้นอกจากพี่สาวของเธอ

          ทั้งบ้านมีแค่เธอ พี่สาวและพี่เขยตัวพี่เขยนั้นไม่เคยหยิบจับอะไรอยู่แล้วเธอเอือมระอากับความขี้เกียจระดับเหรียญทองของคนบ้านนี้มากมันไม่ต่างอะไรกับคนพิการเลย จานชามไม่เคยล้างบ้านช่องไม่เคยปัดกวาดมีแต่เธอที่ต้องตื่นแต่ไก่โห่มาหยิบจับทำนั่นทำนี่อยู่คนเดียวมานานหลายปีมณีเบื่อและเริ่มจะหมดความอดทนขึ้นเรื่อยๆ

          ยังไม่นับรวมการทำงานด้วยกันทุกวันวันละแปดชั่วโมงตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ หนึ่งปีหลังมานี้พี่สาวเธอเพิ่มระดับความน่ารำคาญเข้าขั้นสูงสุดจนกู่ไม่กลับ

          “ฮัลโหล ยังอยู่ไหม” สมหญิงเรียกเพื่อนที่อยู่ๆ ก็เงียบไป

          “อยู่ คิดอะไรเพลินไปหน่อยยังไม่รู้เลยแต่คิดไว้ว่าน่าจะเป็นหัวหิน” มณีตอบ

          “ทำไมต้องหัวหิน” สมหญิงถาม

          “ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพมากจะให้กลับไปอยู่ก็ไม่ไหวนะแก” มณีมาอยู่เกาะสมุยได้สิบปีแล้วและมันก็ทำให้วิถีชีวิตของเธอเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น เธอไม่ชินกับความสับสนวุ่นวายในเมืองใหญ่จะไปไหนมาไหนรถราก็แสนจะติดขัด

          “ก็เตรียมตัวเดี๋ยวจะช่วยหาห้อง”

          “เออ แค่นี้ก่อนนะแล้วค่ำๆ จะโทรไปอีกที” มณีกดวางสายแล้วเตรียมตัวไปทำงานช่วงบ่าย ที่เธอไม่ยอมออกจากบริษัทสักทีเพราะว่าแมวนั่นแหละ อยู่ที่นี่เธอสามารถทำงานและเล่นกับแมวได้ในเวลาเดียวกันมันเป็นความสุขเดียวในชีวิตที่ช่วยให้เธอผ่านแต่ละวันไปได้แบบที่ไม่คลุ้มคลั่งเสียสติไปซะก่อน

          และตอนนี้เธอต้องดิ้นรนเพื่อหาทางรอดให้ตัวเองครั้งใหญ่เธอต้องหาห้องเช่าที่สามารถเลี้ยงแมวได้ ต้องเตรียมหารถรับจ้างที่จะพาเธอ แมวและของใช้ทั้งหมดข้ามจากเกาะไปสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ เมื่อคิดว่าจะต้องจากแมวไปมันก็เศร้ามากแต่เมื่อถึงเวลามันก็ต้องไปเพราะเธอไม่สามารถทนอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้อีกแล้ว เธอกลัวจิตหลุดคว้ามีดมาไล่ฟันพี่สาวในไส้เข้าสักวันเพราะยิ่งนานพี่เธอยิ่งไร้สติมากขึ้นทุกที

          มาฟังความรันทดของมณีแบบจัดเต็มกันดีกว่าที่บ้านก็อย่างที่บอกมีกันแค่สามคนและในบ้านมีแมวสามตัว ตัวนึงสีส้มตัวนึงสีขาวและตัวสุดท้ายลายเปรอะสีน้ำตาลชื่อฟุยุคือแมวของเธอที่อยู่มาก่อนแต่วันนึงพี่สาวก็รับแมวจรมาเลี้ยงคือตัวสีขาวและคลอดลูกออกมาเป็นตัวสีส้มและเจ้าสองตัวนี้ก็เข้ากับแมวเธอไม่ได้สรุปคือฟุยุโดนเนรเทศไปอยู่แต่ในห้องทั้งที่เมื่อก่อนเดินเล่นได้ทั่วบ้าน มณีก็ก้มหน้ายอมรับมันจะพูดอะไรได้ก็เธอมันแค่คนอาศัย

          และอยู่ไปอยู่มาก็มีแมวจรกึ่งถาวรสองตัวมานอนหลังบ้านพี่สาวใจดีก็รับเลี้ยงทำบ้านให้เจ้าสองตัวนั้นสรุปสุดท้ายคือ ทุกเช้ามณีต้องตื่นมาก่อนใครเพื่อกวาดถูบ้าน ล้างส้วมแมว ให้อาหารแมวเธอทำมันแบบนี้มากว่าห้าปีโดยไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากใครเลย

          และความขัดแย้งระหว่างเธอกับพี่สาวและพี่เขยก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะเรื่องแมวนี่แหละ มณีไม่ได้มองเจ้าสี่ขาเป็นแค่สัตว์เลี้ยงแต่เธอมองเจ้าขนปุยพวกนี้เป็นคนในครอบครัวพูดได้เต็มปากว่าเธอรักแมวมากกว่าพี่สาวในไส้ซะอีก

          ตัวอย่างความขัดแย้งที่หนึ่ง เวลาพี่สาวกับพี่เขยไม่อยู่เธอก็จะปล่อยฟุยุออกมานอกห้องแล้วให้เจ้าส้มกับเจ้าขาวอยู่ในออฟฟิศโดยมันมีประตูกระจกกั้นไว้ ครั้งนึงเมื่อทั้งคู่กลับมาโดยที่ฟุยุยังไม่ได้เข้าห้องเธอย้ำแล้วว่าฟุยุอยู่ข้างนอกให้เปิดประตูดีๆ เธอกำลังทำงานติดพันยังลุกไปไม่ได้ ผลที่ได้คือพี่สาวเปิดประตูอ้าซ่าปล่อยเจ้าสองตัววิ่งไปกัดแมวของเธอ ดีว่าแผลไม่ได้มากมายอะไรและแน่นอนที่ความผิดตกอยู่กับมณี เธอโดนพี่สาวด่าชุดใหญ่ว่าเป็นความผิดเธอที่ปล่อยฟุยุออกมาและนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ฟุยุได้ออกจากห้อง

          ตัวอย่างที่สองค่ำคืนนึงที่แสนสุนทรีเธอกำลังดื่มด่ำกับมื้อเย็นของตัวเองแล้วพี่เขยก็โทรเข้ามา

          “แมวทำขวดเหล้าแตกกลับมาเก็บด้วย” และมณีจะทำอะไรได้นอกจากรีบกินๆ ให้เสร็จแล้วบึ่งรถกลับมา ขวดเหล้าบนตู้เย็นแตกกระจัดกระจายเต็มห้องครัว สิ่งที่พี่เขยทำคือยืนมองโดยไม่ได้หยิบจับอะไรสักนิดส่วนพี่สาวที่มาถึงไล่ๆ กันก็ยื่นที่ตักขยะมาให้แล้วเดินขึ้นห้องไป

          สิ่งที่เจ็บกว่าการโดนคนนอกครอบครัวมองเหมือนขี้ข้าคือพี่ในไส้แท้ๆ ก็คิดว่าเราเป็นแบบนั้นเช่นกัน

          และสุดท้ายที่เจ็บกว่าก็คือพี่เขยตีเจ้าแมวสองแม่ลูกอย่างแรงต่อหน้าเธอ มันเป็นการกระทำที่เจ็บปวดเหมือนโดนมีดกรีดหัวใจเธอรู้ว่าแมวทำผิดการทำลายข้าวของต้องโดนลงโทษแต่มันไม่ควรทำเพราะอารมณ์ แรงมือที่ฟาดลงไปบนตัวของเจ้าเหมียวพี่เขยฟาดไปสุดแรงถ้าจะทำโทษก็แค่ตีให้พอหลาบจำไม่ใช่กะเอาให้ตายแบบนั้น

          และก็มีอีกมากมายหลายสิ่งยิบย่อยจุกจิกที่ทำให้มณีตัดสินใจลาจากครอบครัวของตัวเองในที่สุด ความอดทนตลอดสิบปีความเจ็บช้ำอันแสนยาวนานใกล้จะจบลงแล้ว ขอเวลาอีกหนึ่งเดือนให้เธอจัดการทุกอย่างให้เสร็จแล้วเธอจะประกาศแบบฟ้าผ่าเอาให้อึ้งกันทั้งพี่เขยและพี่สาว

ตอนที่ 2 วางแผน

          เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องวางแผนให้รัดกุมก่อนจะหาที่อยู่ใหม่บนฝั่งเธอต้องเคลียร์ชีวิตบนเกาะให้เสร็จสิ้นเสียก่อนและอย่างแรกที่ต้องทำก็คือ

          “คุณหมอคะอีกกี่เดือนถึงจะเอาออกได้คะ” มณีบึ่งไปร้านหมอฟันเป็นลำดับแรกเพราะเธอดัดฟันอยู่ จากที่เคยถามแบบไม่ได้จริงจังอะไรแต่ตอนนี้เธอต้องการคำตอบที่แน่ชัดเพราะถ้ามันนานอีกเป็นปีๆ เธอจะได้ขอประวัติไปให้หมอคนใหม่

          “อีกสามเดือนก็ถอดแล้วครับ” คุณหมอตอบ

          เรื่องสำคัญอันดับหนึ่งเป็นอันเคลียร์และมันก็เป็นคำตอบของแผนการทั้งหมด เธอจะอยู่จัดฟันให้เสร็จแล้วค่อยย้ายสำมะโนครัวขึ้นฝั่ง ระหว่างที่รอก็หาบ้านใหม่ไปพลางๆ ซึ่งมันนำพาความยุ่งยากและหวาดหวั่นมาให้เธอเหลือเกิน

          “บ้านเช่าเดือนละสามพันพร้อมที่จอดรถ” เธอกดเข้าไปดูรายละเอียดแล้วก็กดปิดแทบไม่ทันสภาพบ้านผีสิงมาก เธอมั่นใจเลยว่าแค่ก้าวขาเข้าไปผีต้องมานั่งเกาะที่ไหล่แน่นอน ถ่ายรูปมาลงใจคอจะไม่กวาดหยากไย่หน่อยหรือไร เจ้าของบ้านนี่ใจเด็ดมาก

          “บ้านเช่าเดือนละห้าพันพร้อมสระว่ายน้ำ” เมื่ออ่านรายละเอียดดีๆ ก็จำต้องตัดใจอีกครั้งเพราะมันคือหมู่บ้านจัดสรรที่เจ้าของบ้านปล่อยให้เช่าแบบรายวัน มณีค้นหาข้อมูลลึกๆ ก็พบว่าบ้านพักในหัวหินจะปล่อยให้เช่า 4-20 คนต่อหลังแล้วแต่ว่ามีกี่ห้องนอน เพราะหัวหินใกล้กรุงเทพมากวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ชาวกรุงจะมาพักผ่อนเฮฮาปาร์ตี้ปิ้งย่างกัน นั่นหมายความว่าเธอจะมีเพื่อนบ้านที่สังสรรค์ตลอดวันและอาจลากยาวไปตลอดคืนแน่ๆ สัปดาห์ละสามวัน

          “แค่คิดก็สยองแล้ว” มณีกดปิดไปอีกครั้งและคราวนี้เธอปิดคอมไปเลยเพราะยิ่งหาก็ยิ่งเครียด แผนต่อมาที่วางไว้ก็คือพอลาออกจากงานค่อยไปดูด้วยตาเลยดีกว่าดูจากรูปก็ไม่ได้ความอะไรเท่าไหร่

          “ไม่ต้องกลัวนะฟุยุ แม่หาบ้านใหม่ให้เราสองคนได้แน่ๆ” เธอหันไปกอดแมวแล้วก็ลูบหัวเล็กๆ ของเจ้าเหมียว ในใจก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเธอเคยผ่านความลำบากมาแล้วครั้งนึงและจำมันได้ขึ้นใจ สมัยที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ และย้ายไปอยู่คนเดียวเธอได้ทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตคือหนีตามผู้ชาย

          พอผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้มันก็เปลี่ยนชีวิตของมณีไปจนหมดสิ้น ก่อนนั้นเธอเป็นคนหัวอ่อนเชื่อคนง่ายใครพูดอะไรก็เชื่อและคิดว่าทุกคนที่จริงใจด้วยจะตอบแทนมาแบบนั้นเช่นกันแต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลย คนเราสามารถหลอกลวงกันได้อย่างเลือดเย็นที่สุดถึงแม้จะนอนด้วยกันทุกวันและบอกว่ารักกันสุดหัวใจ มณีกลายเป็นเมียน้อยแบบไม่รู้ตัวเพราะหลงเชื่อลมปากของผู้ชายที่เธอรู้ไม่เท่าทัน

         

          มณีในวันนี้จึงไม่มีหัวใจไว้สำหรับความรัก เธอไม่ได้เข็ดไม่ได้ปิดตัวเองหลังจากการเลิกราครั้งนั้นเธอก็ยังมีแฟนและเปิดใจคบหากับใครอยู่หลายคนแต่มณีก็เฉียดใกล้ตำแหน่งเมียน้อยถึงสองครั้งส่วนคนโสดที่มาจีบก็ไม่ตรงใจและเรื่องราวความรักอันช้ำชอกของเธอก็จบลงเมื่อวันที่แมวเดินเข้ามาในชีวิตเธอโสดมาห้าปีเต็มและแสนสบายใจ

          “แม่รักหนูนะ” เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็อุ้มฟุยุมากอดไว้ ต้องขอบคุณเจ้าสี่ขาที่ทำให้เธอค้นพบความรักอันแท้จริงได้ในที่สุด

          “ฟุยุ” แปลว่าฤดูหนาว ลูกสาวของเธอเกิดตอนปลายเดือนธันวาคมเธอจึงตั้งชื่อนี้ให้ แม่ฟุยุมาคลอดลูกไว้สามตัวแล้วก็หายไปดีว่าตอนนั้นเหล่าเหมียวๆ อายุได้หลายเดือนแล้ว สองตัวแรกเป็นตัวผู้ก็มาตายไปซะก่อนเพราะไม่สบายส่วนมากลูกแมวที่เกิดจากแม่แมวจรจะไม่แข็งแรงเพราะตัวแม่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน มณีจึงรักและเอ็นดูฟุยุมากเป็นเธอก็คงจะเศร้าที่ครอบครัวของตัวเองหายไปทีละคนตอนแรกก็แม่ต่อมาก็พี่คนโตสุดท้ายก็พี่คนรอง

          “เรามีเพื่อนมีสังคมแต่สัตว์เลี้ยงมีเราเป็นโลกทั้งใบของเขา” ฟุยุทำให้เธอเข้าใจคำนี้ เธอทำงานเก้าโมงเช้าพอพักเที่ยงก็จะขึ้นไปเล่นกับฟุยุประมาณยี่สิบนาที ฟุยุจะคลอเคลียและโดดมานั่งตักทุกวันไม่มีวันไหนเลยที่ฟุยุจะหมางเมินหรือไม่สนใจ พอเลิกงานเธอก็จะพุ่งตัวไปหาแมวทันทีนอกจากวันไหนที่จะไปข้างนอกเธอก็จะขึ้นไปหาไปกอดแล้วบอกว่าเดี๋ยวมานะ ฟุยุก็จะมองแบบหงอยๆ แล้วกลับไปนอนที่ตัวเอง

         

          “ได้อีเมลไหม” หลังพักเที่ยงมณีก็มาทำงานต่อและเธอก็ต้องสละเวลาไปตอบคำถามงี่เง่าอีกครั้ง

          “ได้ ชื่อเราอยู่ข้างล่างไม่เห็นหรอ” พี่สาวอายุมากกว่าเธอสิบสองปีซึ่งมันแน่นอนอยู่แล้วที่เขาต้องมีประสบการณ์ทำงานมากกว่าแต่หลังๆ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบสมองและวิธีการทำงานของเขา มณีจะได้รับคำถามที่ไม่คาดคิดทุกวันและวันละหลายคำถามด้วยอย่างเช่นเมื่อกี้ ปกติถ้าได้รับอีเมลแล้วต้นทางส่งก็อปปี้ให้คนอื่นด้วยคนที่รับทั้งหมดก็จะเห็นใช่ไหมว่าต้นทางส่งหาใครบ้างแต่ไม่ใช่สำหรับพี่สาวเธอ

          งานของมณีคือจองโรงแรมเวลาทำก็จะส่งก็อปปี้ไปให้พี่สาวด้วยในเนื้อหาก็จะมีชื่อลูกค้า วันเข้าพัก ชื่อโรงแรม แบบห้องที่พักและสิ่งที่เธอต้องตอบพี่สาวเกือบทุกครั้งก็คือลูกค้าพักที่ไหนพักกี่วัน แรกๆ มณีโทษตัวเองว่าคงจะใช้อักษรตัวเล็กไปมณีจึงเปลี่ยนให้มันใหญ่ขึ้นแต่สุดท้ายเธอก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกับขนาดของตัวอักษร พี่สาวเธอเป็นโรคขี้เกียจเขาจะนั่งรออ้าปากพะงาบๆ ให้ข้อมูลมาทะลุเข้าหูแทนที่จะอ่านด้วยตาตัวเอง

          จริงๆ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่การต้องเจอแบบนี้ทุกวันจันทร์ถึงเสาร์เป็นเวลายาวนาหลายปีมันก็เริ่มจะเหลือทนขึ้นทุกวัน หลายๆ ครั้ง เธอก็ทำงานของตัวเองอยู่แต่ก็ต้องหยุดเพื่อตอบคำถามที่มันมีอยู่แล้วในอีเมล

          “อดทน อีกนิดเดียว” มณีบอกตัวเองในใจและก็นั่งทำงานต่อแบบเงียบๆ ทุกวันนี้เธอก็ไม่ต่างอะไรกับอยู่คนเดียว วันหยุดเธอจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องกับฟุยุเพื่อชดเชยกับหกวันที่ทิ้งเจ้าเหมียวให้เหงาหงอย

          มีครั้งนึงเธอไม่สบายแต่ก็ยังลงมาล้างห้องน้ำแมวเทอาหารและเปลี่ยนน้ำให้เหมือนทุกวันแล้วก็ไปวางโน้ตไว้ที่โต๊ะทำงานพี่สาวว่าวันนี้ขอลาเพราะไม่สบาย

          “โทรไปเบอร์ออฟฟิศทำไมไม่รับ” พี่สาวไม่เห็นโน้ตเพราะออกจากบ้านไปแต่เช้าและมณีก็ไม่เห็นด้วยว่ารถพี่สาวไม่อยู่เพราะเธอไม่ได้ใส่แว่นลงมา สำหรับใครที่สายตาสั้นเจ็ดร้อยกว่าคงเข้าใจดีว่าโลกที่ไร้แว่นมันพร่าเลือนเพียงใดสรุปว่าวันนั้นนอกจากพี่สาวจะไม่ไถ่ถามถึงอาการป่วยของน้องสาวแล้วมณีก็ยังโดนด่าเป็นของแถมอีกต่างหาก

          ที่มณีไม่โทรไปบอกเพราะตอนที่ลงมามันเพิ่งเจ็ดโมงนิดๆ เธอไม่อยากรบกวนเวลานอนของพี่สาวและแน่นอนไม่ว่าเธอจะตัดสินใจทำอะไรมันต้องขัดใจพี่ไปทุกอย่าง มณีโดนดุว่าคราวหลังถ้าจะหยุดงานให้โทรมาบอกไม่ใช่ไปวางโน้ตไว้แบบนั้นและเธอมั่นใจว่าถ้าเลือกโทรไปก็โดนด่าอยู่ดี

 

 

ตอนที่ 3 ระเบิดลง

        มณีขอลาหยุดสองวันแล้วขึ้นฝั่งไปดูบ้านใหม่ที่หัวหินเท่าที่เห็นจากรูปมีที่นี่แหละที่ดูน่าอยู่ที่สุดแต่เธอก็อยากไปเห็นสิ่งแวดล้อมด้วยตาตัวเองเพราะบางทีรูปกับของจริงมันอาจจะคนละเรื่องก็ได้ มณีเลือกวันธรรมดาเพราะคนจะได้ไม่จอแจเธอนัดกับเจ้าของบ้านไว้ตอนบ่ายสองเพราะเผื่อเวลาหลง

          “ค่าน้ำกับค่าไฟ บิลจะมาเสียบไว้ในตู้นะหนูก็ไปจ่ายตามนั้นได้เลย” ป้าศรีเจ้าของบ้านบอกหลังจากพาดูจนทั่ว จริงๆ แค่ไม่กี่นาทีก็เห็นครบทุกอย่างแล้วเพราะมันเป็นบ้านปูนหลังเล็กชั้นเดียวมีห้องนอนแยกเป็นสัดเป็นส่วนพร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานคือตู้เสื้อผ้าเตียงนอนและโต๊ะกระจกสำหรับวางเครื่องประทินโฉม มุมเล็กๆ ตรงประตูหลังเป็นเคาน์เตอร์ปูนสูงประมาณเอวพร้อมอ่างสแตนเลสและก๊อกน้ำ

          “ขอบคุณค่ะป้าศรี” มณีไหว้คุณป้าหลังทำสัญญาและวางมัดจำเรียบร้อย ต้นเดือนเธอจะย้ายเข้า

          “จ่ายเงินมัดจำแล้วนะ” มณีโทรไปบอกสมหญิง

          “ห๊ะ อะไรของแกไหนว่าไปดูเฉยๆ”

          “ก็ดูแล้ว มันโอเคมันชอบก็ตกลงจะเสียงสูงทำไมเนี่ย”

          “แล้วมันปลอดภัยไหม เปลี่ยวรึเปล่า” และอีกสารพัดคำถามที่มณีต้องตอบให้ละเอียดยิบ

          “มีอะไรอีกไหม” มณีถามหลังจากตอบเพื่อนอยู่หลายนาที

          “แล้วนี่ทำอะไรอยู่” สมหญิงถามแต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้ ยังไงเพื่อนเธอก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว

          “กินข้าวอยู่แถวในเมืองร้านน่ารักมาก กลับพรุ่งนี้เพราะไม่ทันรถแล้ว”

          “แล้วแกจะบอกที่บ้านเมื่อไหร่”

          “กลางเดือน” นี่แหละความลำบากใจอันน่าสะพรึงกลัวที่มณีหวาดหวั่นเหลือเกิน

          “บ้านจะแตกไหมแก” สมหญิงรู้ดีถึงอิทธิฤทธิ์ของมลฤดีพี่สาวยัยมณี เธอยังแปลกใจว่าทำไมแม่เพื่อนนักเขียนถึงได้มีน้ำอดน้ำทนมากมายขนาดนั้น เกือบทุกวันเธอจะได้รับรู้เรื่องราวว่ามณีต้องเจอและอดทนกับสิ่งใดตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นเธอคงไม่อยู่ได้นานขนาดนั้นหรอก

          “แตกก็แตก จริงๆ มันน่าจะแตกตั้งนานแล้วป่ะแก ฉันไม่อยู่ให้เขาโขกสับแล้ว”

          “เป็นไงเป็นกัน” เมื่อนึกถึงหน้าพี่สาวไอติมในถ้วยก็กร่อยขึ้นมาทันที

          พอกินขนมเสร็จมณีก็เดินเล่นเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย ไม่บ่อยนักที่เธอจะได้มีเวลาเที่ยวเล่นแบบนี้เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอทำงานจันทร์ถึงเสาร์ วันหยุดก็ต้องปัดกวาดห้องซักผ้าผ่อนนอนเกาพุงแมวเงยหน้ามาอีกทีก็ค่ำแล้ว มื้อเย็นเธอเลือกร้านอาหารเล็กๆ น่ารักติดชายหาดแล้วละเลียดทุกอย่างช้าๆ ดื่มด่ำกับนาทีอันแสนสุขให้เต็มอิ่ม

          “เฮ้อ วันนั้นฉันจะโดนอะไรบ้างนะ” พออาหารหมดสมองก็กลับมาครุ่นคิดเรื่องเดิมอีกครั้ง เธอมั่นใจว่าพี่สาวต้องวีนแตกแน่ๆ มีสารพัดคำพูดที่มณีคาดว่าจะได้ยิน

          “พูดอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม , เป็นพี่น้องกันจะทิ้งกันไปแบบนี้หรอ , คิดแต่ว่าคนอื่นน่ารำคาญแล้วนึกบ้างไหมว่าคนอื่นก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน” ประโยคหลังเธอยังจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ จริงๆ เธอกับพี่สาวทะเลาะกันใหญ่โตมาสองครั้งแล้วด้วยเรื่องไร้สาระจิปาถะแต่มันสะสมมาเนิ่นนานจนในที่สุดก็ถึงจุดระเบิด

          เธอรำคาญการใช้ชีวิตของพี่สาวไล่มาตั้งแต่กลิ่นน้ำหอมที่พี่มักจะเอามาฉีดในออฟฟิศซึ่งกลิ่นมันคละคลุ้งมาก ตอนนั่งทำงานพี่เธอก็จะกระแอมเกือบทั้งวันจนหูเธอจะดับอยู่แล้ว และอีกมากมายหลายอย่างที่เธอไม่ชอบและไม่ถูกจริตซึ่งเธอก็รู้ว่าตัวเธอเองก็มีอะไรที่ขัดใจพี่สาวเช่น เธอเป็นคนไม่เรียบร้อยไม่เจ้าระเบียบ

          พอคนนึงทำอะไรแต่กลับไปขัดใจอีกคนมันก็เป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่มีทางแก้ มณีคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีวิธีไหนดีไปกว่าแยกกันอยู่ให้มันสบายใจกันทุกฝ่าย เธออยากมีพื้นที่เป็นของตัวเองอยากวางอะไรตรงไหนก็ได้อยากให้ฟุยุได้มีพื้นที่วิ่งเล่นกว้างๆ และสุดท้ายเธอเบื่อการทำงานที่นั่นมากเธอไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว 

          เรื่องงานก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เธออยากแยกไปอยู่คนเดียวเพราะตอนนี้เธอเริ่มเขียนหนังสือขายรับออกแบบปกนิยายและจัดหน้าด้วย ซึ่งตอนนี้เธอต้องใช้เวลาหลังเลิกงานคือหกโมงเย็นลากยาวไปจนตีสองในการทำงานเสริมและมันกำลังทำลายสุขภาพเธอให้แย่ลงทุกวัน มณีนอนไม่พอถ้าแพนด้ามาเห็นต้องคิดว่าเธอคือพี่สาวคนโตแน่ๆ ขอบตาของเธอดำคล้ำและระหว่างทำงานเธอก็หาวหวอดหัวมึนตื้อไปหมด

          และวันสำคัญก็มาถึง มณีเลือกวันที่สิบห้ากลางเดือนพอดีเป๊ะ เช้านั้นเธอลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็นอนนิ่งมองเพดานสีครีมอยู่นานสองนาน ในใจคิดไปต่างๆ นาๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

          “เดือนหน้าเราจะย้ายไปอยู่หัวหินนะ” มณีรวบรวมความกล้าพูดมันออกไปในที่สุด เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องกลัวและกังวลขนาดนี้ทั้งที่มันก็เป็นชีวิตของเธอเอง เธออายุสามสิบกว่าแล้วการจะแยกไปอยู่ตามลำพังมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแต่เธอมั่นใจมากว่าพี่สาวต้องทำให้มันเป็นเรื่องได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

          “ไม่พอใจฉันใช่ไหม” พี่สาวตวัดเสียงถามขึ้นมา

          “เปล่า” มณีเลือกที่จะโกหกทั้งที่อยากตอบว่าใช่ใจจะขาด

          “เธอจะไปไหน ไปทำอะไร”  พี่เขยถาม

          “ไปหัวหิน ไปเขียนนิยายไม่ทำงานออฟฟิศแล้ว”

          “เห๊อะ เขียนนิยายจะไปได้สักกี่น้ำ” พี่ของเธอเบ้ปากพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

          “มันก็ได้เดือนละเกือบหมื่นนะจากที่ทำมาครึ่งปีเฉพาะตอนกลางคืนก็ได้ประมาณนั้นตลอด ถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็ได้พอๆ กะเงินเดือนแหละ”

          “ออกไปอยู่ข้างนอกต้องจ่ายเองหมดทุกอย่างมีปัญญาหรอ” น้ำเสียงของพี่สาวยังคงแสดงความดูถูกเธออย่างต่อเนื่อง

          “มีแน่ ไม่ต้องห่วงหรอกหรือถ้ามันไม่มีจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมารบกวน” มณีตอบ

          “สรุปว่าที่จะไปเพราะไม่พอใจเพราะไม่อยากอยู่ใช่ไหม” แววตาลุกโชติของพี่สาวและน้ำเสียงที่สั่นเพราะความโมโหยิ่งเติมเชื้อไฟให้มณีเดือดดาลเช่นกัน สรุปว่าพี่สาวโมโหเธอเรื่องอะไรทำไมเขาต้องดูถูกเหยียดหยามสิ่งที่เธอตัดสินใจไปซะทุกอย่าง

          “เออ ไม่อยากอยู่ รำคาญ อึดอัด อยู่มาเกือบสิบปีกูทำงานบ้านคนเดียวตลอดแหกขี้ตาตื่นมาปัดกวาดเช็ดถูเก็บขี้แมว ให้ข้าวแมวทุกวันไม่เคยได้หยุดแล้วแมวใครเป็นคนเก็บมาเลี้ยงกูก็ไม่ได้เก็บแต่กูต้องมารับผิดชอบทุกอย่างเวลากูเอาแมวไปหาหาหมอมึงก็บ่นว่ากูเอาเวลางานไปทำอย่างอื่นพอกูไม่พาไปมึงก็มาฟึดฟัดใส่กู”

          “กูเป็นยิ่งกว่าขี้ข้าอีก มึงรู้ตัวไหมว่ามึงปฏิบัติตัวกับน้องได้เลวแค่ไหน”

          “เชิญมึงอยู่กันเอง ทำกันเอง ไม่ต้องเอากูเข้าไปเกี่ยวอีกกูทำเหี้ยอะไรไปก็ไม่เคยถูกใจใครเลย”

          “อีมณี” พี่สาวแผดเสียงลั่นบ้าน

          “ทำไมอีมลฤดี” มณีตะคอกกลับเสียงดังกว่า

          “กูจะบอกให้ว่ากูโคตรรำคาญมึงเลยมึงกระแอมไอทั้งวันจนหูก็จะดับอยู่แล้วกูต้องทนดมน้ำหอมฉุนๆ ของมึงทุกวัน มึงว่ากุไม่ทำงานตัวมึงเองทำอะไรนั่งเล่นเกมคุยกับเพื่อน”

          “เข้าใจแล้วนะว่ากูอึดอัดแค่ไหน กูมั่นใจว่าวิถีชีวิตกูไม่ได้รบกวนการดำรงชีวิตมึงเพราะกูแทบจะทำตัวเป็นเนื้อเดียวกับฝาผนังอยู่แล้วกูพยายามพูดให้น้อยที่สุด มีปฏิสัมพันธ์กับมึงให้น้อยที่สุดแต่มึงก็หาเรื่องด่ากูได้ทุกวัน อีผี อีวิปริต” มณีตะโกนความในใจที่อัดอั้นมันไว้กว่าสิบปีด้วยความสะใจ เธอทนรองรับอารมณ์ของพี่สาวมามากพอแล้วถึงคราวที่ยัยนั่นจะรับคืนไปบ้าง

          “แล้วของในตู้เย็นกูวางตรงไหนมึงต้องไปจัดใหม่”

          “มึงบ้าหรอ ทุกอย่างในโลกนี้ต้องเป็นแบบที่มึงต้องการเท่านั้นใช่ไหม”

          “เชิญมึงมีชีวิตกันเองสองคน กัดกันให้ตายห่าไปเลย”

          “มึงไม่พอใจเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ” มลฤดีตะคอกหน้าตาแดงก่ำเธอกำลังตกใจน้องสาวตัวเอง

          “เออ กูไม่พอใจทีกูไปเคลื่อนของมึงนิดนึงมึงยังด่ากูเลย กูแทบไม่มีสิทธิ์อะไรในบ้านหลังนี้เลยด้วยซ้ำหน้าที่ของกูคือเป็นขี้ข้ามึงรองรับอารมณ์พวกมึง”

          “กูจะย้ายออกสิ้นเดือน” มณีตะโกนลั่นบ้านครั้งสุดท้ายแล้วเดินขึ้นห้องไปเลย งานการไม่ทำแม่งแล้ววันนี้

          มลฤดีและสามีได้แต่ยืนตัวสั่นและตกตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน

 

 

 

ตอนที่ 4 ย้ายบ้าน

         “ปัง” มณีกระแทกประตูห้องนอนดังโครมจนชั้นวางของสะเทือน ฟุยุตกใจวิ่งหนีไปหลบใต้โต๊ะเขียนหนังสือแล้วมองมาด้วยสายตาวาวเบิกโพลง

          “ฟุยุ มานี่ลูก” มณีสูดหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ เพื่อระงับความโกรธและเรียกสติตัวเอง เนื้อตัวเธอสั่นเทิ้มใบหน้าแดงก่ำและร้อนผ่าวด้วยแรงโทสะ

          “เหมียว” ฟุยุเดินมาอย่างหวาดๆ เธอยื่นมือออกไปให้เจ้าเหมียวไซ้แล้วลูบหัวเบาๆ เพื่อบอกให้แมวเชื่อใจ

          “ไม่ต้องกลัวนะ แม่หายแล้ว” หลังจากได้จับตัวนุ่มๆ ของลูกสาว สติเธอก็กลับมา

          ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำงานจนถึงสิ้นเดือนแต่ในเมื่อมันออกมาเป็นแบบนี้ก็ไม่ทำมันแล้ว นอนมันเฉยๆ ไปครึ่งเดือนนี่แหละ มณีส่งข้อความไปหาพี่เขยว่าเธอลาออกแล้วล้มตัวลงนอน

          “ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด” เสียงมือถือปลุกให้มณีตื่นขึ้นมา

          “อือ มีไร” ไม่มีใครนอกจากสมหญิงเพราะเธอมีเพื่อนแค่คนเดียว

          “โอ๊ย ฉันนี่คันปากอยากเล่าจะแย่ ส่งข้อความไปทำไมไม่อ่านแล้วทำไมเสียงเหมือนหลับอยู่”

          “นี่ๆ  จำยัยพัดชาได้ไหมที่เขาลือกันว่า…”

          “บอกที่บ้านแล้วนะ” มณีพูดนิ่งๆ

          “ห๊ะ แล้วไง” สมหญิงหยุดเม้าท์ทันที     

          “บ้านแตกไง เป็นเรื่องไง พี่กูแม่งชอบดูถูกเขาบอกเขียนนิยายจะไปได้กี่น้ำแกดูเขาพูดเขาไม่เคยให้กำลังใจไม่เคยสนับสนุนอะไรที่ฉันทำเลย”

          “แล้วไงต่อ” สมหญิงถาม

          “นี่ก็สวนกลับระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างออกมากูไม่ทำแล้วงานอ่ะ นอนยาวแม่งยันสิ้นเดือนไปเลย”

          “เฮ้อ แกโอเคยัง”

          “โอเคแล้วแต่ตอนนั้นตัวสั่นมือสั่นเหมือนเจ้าเข้า”

          “เออ แกนอนต่อเหอะ” สมหญิงบอก

          “หึ จะเม้าท์ไรเม้าท์มาดิ” แล้วสมหญิงก็เล่าข่าวกอซซิปสุดแซ่บให้เพื่อนฟัง

 

          “จะไปยังไง” ผ่านไปห้าวันมณีจึงได้เจอพี่สาวโดยบังเอิญตอนเดินลงไปเอาน้ำดื่ม เธอรู้ว่าพี่จะกินข้าวตอนเก้าโมงกับตอนเที่ยงเธอก็เลี่ยงที่จะไปข้างล่างเวลานั้นแต่วันนี้มันจ้ะเอ๋กันพอดี

          “จ้างรถกระบะไว้แล้ว” มณีตอบ

          “จ้างทำไม รถที่บ้านมีตั้งสองคัน”

          “ไม่ต้องลำบากไม่อยากรบกวนไม่อยากเป็นบุญคุณ” มณีตอบแบบไม่แคร์และแน่นอนเธอคิดแบบที่พูด ที่สำคัญเธอไม่มีวันนั่งรถคันเดียวกับพี่สาวครึ่งค่อนวันแน่นอน อีกสิ่งนึงที่ขัดใจเธอเป็นอย่างมากเกี่ยวกับพี่ก็คือการขับรถ

          พี่ของเธอขับรถค่อนข้างช้าและขับขวาตลอดพอใครบีบแตรไล่ก็ด่าพ่อล่อแม่เขา สิ่งต่อมาคือมลฤดีไม่ชอบเปิดไฟเลี้ยวและพฤติกรรมนี้เกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้งแล้วแต่พี่เธอก็ไม่ใส่ใจยังคงขับรถแบบไม่เปิดไฟเลี้ยวเป็นเรื่องปกติแต่พอรถคันหน้าไม่เปิดไฟพี่เธอกลับด่าแบบเอาเป็นเอาตาย มณีเกลียดคนแบบนี้เกลียดคนที่ด่าว่าคนอื่นแต่ก็ทำแบบนั้นเช่นกัน

          และสิ่งสุดท้ายในการขับขี่ของพี่สาวที่ขัดใจมณีก็คือ พี่ไม่เคยหยุดให้ทางใครเลยนั่งรถด้วยกันมาหลายปีไม่มีสักครั้งที่พี่จะมีน้ำใจหยุดให้รถไปก่อนบางคันมาครึ่งคันแล้วพี่เธอก็ยังแหย่หัวรอดไปจนได้

          “มาขนาดนี้แล้วยังหน้าด้านจะไปอีก” พี่มักจะพูดคำนี้เวลามีรถมาตัดหน้า ทำไมเขาไม่คิดบ้างว่ารถคันนั้นก็คิดแบบนี้เหมือนกัน

          มลฤดีได้แต่มองตามหลังน้องสาวไปอย่างงงๆ เธอไม่อยากเชื่อว่ามณีที่เชื่อฟังและแสนหัวอ่อนจะแข็งกร้าวและดุดันได้ขนาดนี้ เธอไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตัวเองเป็นคนแบบนั้นเธอเป็นลูกคนโตชินกับการออกคำสั่งและการเป็นผู้นำแต่เมื่อรู้ตัวทุกอย่างก็สายเกินแก้ซะแล้ว น้องทนอึดอัดมาหลายสิบปีทุกอย่างมันพังจนหมดทางจะแก้ไข

         

          “ระวังหน่อยนะคะกล่องนั้นมีของแตกได้” เช้าวันที่หนึ่งเดือนเมษายนรถที่จ้างไว้มาตรงเวลาเป๊ะ ข้าวของเครื่องใช้มีแค่สี่กล่องใหญ่ หนึ่งกล่องคือหนังสือล้วนๆ อีกสองกล่องคือของใช้ส่วนตัวและของจุกจิกที่เธอสะสมมาตั้งแต่เด็กส่วนกล่องสุดท้ายเป็นเสื้อผ้าและสมบัติชิ้นใหญ่ที่สุดที่ใส่กล่องไม่ได้ก็คือคอนโดของฟุยุที่สูงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร มณีมองของทุกอย่างแล้วก็ไม่อยากเชื่อชีวิตเธอมีแค่สี่กล่องเท่านี้เองนะหรือ

          “ไปนะ” เมื่อทุกอย่างขึ้นไปอยู่บนรถเธอก็บอกลาพี่สาวกับพี่เขยและไปกอดเจ้าขาวและเจ้าส้มเป็นครั้งสุดท้าย เธอรักเจ้าสองตัวนี้ไม่ต่างกับรักฟุยุแต่ก็จำต้องตัดใจ

          “ลาก่อน” มณีพึมพำเบาๆ เมื่อคนขับสตาร์ทรถ

          “แมวหนูจะร้องหน่อยนะคะ” มณีบอกลุงคนขับ

          “ไม่เป็นไรลุงชอบแมว”  ใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงท่าเรือเฟอร์รี่ เมื่อขึ้นมาบนเรือมณีก็ให้ฟุยุออกมาจากกระเป๋าแล้ววางไว้บนตัก

          “เห็นทะเลไหมฟุยุ” มณีลูบหัวแมวน้อยแล้วเหม่อมองไปที่ผืนน้ำไกลสุดลูกหูลูกตา

          “กินน้ำไหม” เธอเตรียมทุกอย่างมาพร้อมหมดทั้งน้ำ อาหาร ทิชชู่ ถุงพลาสติกเผื่อฟุยุทิ้งระเบิด มณีเทน้ำใส่ถ้วยเล็กวางลงที่พื้นแล้วปล่อยฟุยุลงโดยยึดสายจูงแบบคาดอกไว้แน่น

          “เก่งมากลูก” ฟุยุกินน้ำไปเยอะพอสมควรเธอปล่อยให้ลูกสาวเดินดมอะไรไปสักพักแล้วอุ้มกลับมานั่งที่ตักเหมือนเดิมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งเรือก็เทียบฝั่ง

          “ขอหนูกินข้าวหน่อยได้ไหมคะลุง” เที่ยงกว่าเธอก็อยากจะยืดแข้งยืดขาสักหน่อย อีกอย่างจะได้ให้ฟุยุออกมานอกกระเป๋าบ้างเผื่อลูกสาวอยากจะทำธุระส่วนตัว

          “เดี๋ยวแวะปั๊มหน้าแล้วกันใหญ่เบ้อเริ่มเลย” ลุงคนขับชวนเธอคุยเรื่อยๆ ก็คลายความเงียบได้ดีพอสมควรเมื่อท้องอิ่มกันทั้งคนและแมวก็ออกเดินทางต่อ มณีมาถึงบ้านหลังใหม่ตอนบ่ายสองกว่าๆ ป้าศรีมารออยู่แล้ว

          “ขอบคุณค่ะป้า” มณีรับกุญแจมาถือไว้

          “ฟุยุใช่ไหม” พรศรีทักทายแมวในกระเป๋า

          “ใช่ค่ะป้า” มณีเปิดซิปนิดนึงให้ป้าศรีเห็นลูกสาวชัดๆ

          “น่ารักจริง มาๆ ป้าช่วยขนของนะ”

          “ไม่เป็นไรค่ะป้า” มณีรีบบอกเพราะเกรงใจ

          “เห็นป้าแก่แบบนี้แต่ยังกระฉับกระเฉงนะ” มณีจึงไม่อาจปฏิเสธได้ ขนกันไม่กี่เที่ยวก็เสร็จเรียบร้อยมณีให้ค่าแรงลุงคนขับเพิ่มไปเล็กน้อย

          “มีอะไรโทรหาป้าได้นะ” 

          “ค่ะป้า ขอบคุณนะคะ” ลุงขับรถออกไปแล้ว ป้าศรีก็เดินไปแล้วเหลือแค่เธอกับฟุยุยืนอยู่หน้าบ้านหลังเล็ก

          “ถ่ายรูปกันก่อนเนอะ” มณีอุ้มลูกสาวออกมาแล้วปลดสายคาดอกกับสายจูงแล้วเธอกับฟุยุก็ถ่ายรูปแรกด้วยกัน

          “มีคนมาเช่าแล้วน่ารักด้วย” มานพเซลล์แมนหนุ่มที่อยู่ท้ายซอยขับรถผ่านมาพอดีจึงได้เห็นว่ามีเพื่อนร่วมซอยเพิ่มมาอีกคน

          “เข้าบ้านกันนะ” มณีเดินเข้าไปในบ้านหลังเล็กแล้วอยู่ๆ ก็หมดแรงขึ้นมา แค่คิดว่าต้องรื้อของมาจัดใหม่ทั้งหมดก็เหนื่อยนำไปแล้ว

          “ถึงแล้วนะ” เธอเลือกโทรไปบอกเพื่อนก่อนที่จะต้องรับศึกหนัก

          “ไว้ปลายเดือนจะไปหานะ แม่ไม่สบายไปไมได้จริงๆ” สมหญิงยังอดรู้สึกผิดไม่หายที่ไปช่วยเพื่อนย้ายบ้านไม่ได้

          “เออ บอกหลายครั้งแล้วฟุยุไม่งอแงเท่าไหร่โชคดีมากเลย ของมีสี่กล่องแต่ขี้เกียจจัดแค่เห็นก็เหนื่อยแล้ว”

          “ก็ยังไม่ต้องจัด นั่งพักนอนพักไปก่อนก็ได้เอาแต่ของที่จะใช้ออกมา”

          “โอเค แค่นี้ก่อนนะไว้ค่ำๆ จะโทรไปใหม่” มณีเอาผ้าปูที่นอนออกมาจัดแจงปูให้เรียบร้อยแล้วเอาหมอนกับผ้าห่มของฟุยุวางไว้บนเตียง

          “ฟุยุ มานี่ลูก” ลูกสาวเธอยุ่งกับการสำรวจมากแต่ก็เดินมาตามเสียงเรียก

          “ที่นอนหนูนะคะอันเดิมเลย” มณีไม่ได้เอาอะไรไปซักเลยสำหรับของฟุยุเพราะเธออยากให้ลูกสาวชินกับบ้านใหม่อย่างน้อยถ้าไม่ใช่สถานที่ชินกลิ่นก็ยังดีเธอกลัวฟุยุจะเครียด แล้วเธอก็มองรอบห้องเล็กๆ เพื่อหาทำเลวางถ้วยอาหารกับน้ำและกระบะทราย 

          ใช้เวลาไม่กี่นาทีสมบัติของฟุยุก็เข้าที่เข้าทาง มณีมองไปรอบๆ ห้องแล้วก็ยิ้มแก้มปริจะไม่มีใครมาว่าหรือไม่พอใจอีกแล้วต่อไปนี้เธอจะวางอะไรตรงไหนก็ได้จะตื่นจะนอนกี่โมงก็ได้และที่สำคัญที่สุดคือฟุยุจะมีอิสระเต็มที่ไม่ต้องโดนขังอยู่แต่ในห้องนอนอีกแล้ว

 

                                                       

ตอนที่ 5 การปรากฏตัวของเซลล์แมนขี้ตื้อ

        “พี่ตั้มของล็อตนี้ใกล้หมดอายุแล้วผมเอากลับเลยนะขายไม่ดีเลยยี่ห้อนี่ร้านไหนๆ ก็ส่งคืนหมด” มานพเซลล์ขายอาหารและของเล่นสัตว์เลี้ยงออกทำงานเหมือนทุกวัน

          “แฮปปี้ เพท” คือคลินิกที่มานพส่งของให้มาร่วมสิบปีเขาสนิทกับพี่หมอตั้มและพี่หมอจ๋ามาก ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาที่แสนน่ารักและแน่นอนว่ารักหมาแมวและสัตว์เลี้ยงทุกอย่างสุดหัวใจ

          “ขอโทษด้วยนะพี่ก็ไม่ได้เชียร์ให้ลูกค้าซื้อเท่าไหร่” ตั้มบอกเซลล์แมนที่เขาสนิทและเอ็นดูเหมือนน้องชายคนนึง มานพเป็นเด็กหนุ่มที่ขยันขันแข็งและสุภาพ ของอะไรที่ไม่ดีไม่มีทางหลุดมาถึงมือมานพแน่นอน

          “ไม่เป็นไรครับพี่ตั้มผมเข้าใจ ร้านพี่เป็นคลินิกไม่ใช่ร้านขายของจิปาถะโดยตรงแค่ให้เอาของมาวางตั้งหลายปีผมก็ไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้วครับ” เขายังจำได้ดีถึงวันแรกที่เริ่มชีวิตการเป็นเซลล์แมนด้วยความไม่มีประสบการณ์เขาดันเลือกเข้ามาคลินิกรักษาสัตว์เป็นที่แรกแทนที่จะไปร้านขายของสัตว์เลี้ยงโดยตรง

          พี่ตั้มบอกแบบไม่อ้อมค้อมว่าคลินิกของเขาไม่เชียร์ขายของถ้าลูกค้าจะซื้อก็เพราะความสมัครใจ เขาบอกว่ายินดีจะเป็นร้านแรกในใบเปิดงานแต่คงไม่ได้ออเดอร์มากมายอะไรแล้วพี่หมอก็แนะนำว่าควรจะไปร้านไหนบ้าง นับแต่นั้นมานพก็จดจำความเอื้ออาทรของพี่หมอตั้มและพี่หมอจ๋ามาตลอด

          “สวัสดีค่ะเอาแมวมาถ่ายพยาธิค่ะ” มณีมาอยู่บ้านใหม่ได้หนึ่งเดือนแล้ว วันนี้ฟุยุมีนัดถ่ายพยาธิก่อนจะตกลงปลงใจกับบ้านหลังนี้เธอไม่ลืมที่จะดูให้แน่ใจว่าไม่ไกลจากคลินิกสัตว์เลี้ยง

          “ไม่เคยมีประวัติที่นี่ใช่ไหมครับ” หมอตั้มถามลูกค้าตามมารยาทเพราะเขาจำหน้าลูกค้าได้หมดทุกคนและผู้หญิงคนนี้ไม่เคยพาแมวมารักษากับเขาแน่นอน

          “ไม่มีค่ะนี่ค่ะประวัติจากที่เก่า ฟุยุแข็งแรงดีค่ะเจ็ดขวบแล้วไม่เคยป่วยเลย” มณีอุ้มแมวออกมาจากกระเป๋า

          มานพได้ยินเสียงหวานๆ ที่เจ้าของแนะนำสัตว์เลี้ยงตัวเองแล้วก็ถึงกับเคลิ้มผู้หญิงอะไรเสียงเล็กหวานจ๋อยได้ขนาดนั้นแล้วพอเธอคนนั้นพูดกับแมวหัวใจเขาก็แทบละลายเขาแพ้ผู้หญิงที่พูดจ้ะจ๋าคะขากับสัตว์เลี้ยงของตัวเองและพอเขาได้เห็นว่าใครคือเจ้าของเสียงหวานๆ หัวใจก็แทบจะหยุดเต้นเธอคนนั้นที่อยู่ซอยเดียวกับเขานี่นา

          “นพ มานพ” อยู่ๆ เด็กหนุ่มก็ถืออาหารแมวค้างไว้ในมือแล้วอ้าปากหวอ

          “รอสักครู่นะครับ” ตั้มส่งแมวคืนให้ลูกค้า

          “มานพ” หมอตั้มเดินไปเขย่าแขนเซลล์แมนเบาๆ

          “คะ ครับพี่ตั้ม” มานพมองซ้ายมองขวาแล้วงงว่าตัวเองถือกระป๋องอาหารแมวไว้ทำไม

          “เป็นอะไร อยู่ๆ ก็นิ่งไปเหมือนวูบไม่สบายหรอ” ตั้มถามด้วยความเป็นห่วง

          “ขอโทษนะคะ กระป๋องเท่าไหร่คะ” เมื่อมณีเห็นสิ่งที่คุณหมอถือก็รีบปรี่เข้าไปทันที ลูกสาวเธอชอบอาหารยี่ห้อนี้มากแต่ที่เกาะไม่มีขายเธอต้องเสียเงินสั่งออนไลน์บวกค่าส่งอีกบานตะไทมาหลายปีแล้ว

          “สี่สิบห้าบาทครับแต่มันใกล้จะหมดอายุแล้วหมอลดให้เป็นสามกระป๋องร้อยก็ได้”

          “เหมาหมดค่ะ” มณีเอาฟุยุใส่กระเป๋าแล้วกวาดอาหารทุกกระป๋องมาไว้ในอ้อมแขนเหมือนมันมีค่าราคาดั่งเพชรน้ำงาม ไม่ต้องเสียค่าส่งแถมถูกกว่าสิบห้าบาทประหยัดไปได้ตั้งหลายร้อยสวรรค์โปรดจริงๆ

          “อีกสองเดือนจะหมดอายุนะ น้องแมวจะกินทันหรอครับ”

          “ทันค่ะ” มณีกอดกระป๋องอาหารแน่นเหมือนกลัวใครจะมาแย่ง หมอตั้มได้แต่ขำท่าทางของแม่แมว

          “เรียบร้อยแล้วจ้าฟุยุ น่ารักจังเลยแต่ดื้อใช่ไหม” เขาเป็นสัตวแพทย์มาหลายสิบปีดูก็รู้ว่าแมวสาวตัวนี้น่ารักเรียบร้อยแต่ดื้อพอดูแน่ๆ

          “ใช่ค่ะ ยาถ่ายพยาธิเม็ดเดียวก็ต้องอุ้มมาให้หมอป้อนนางดีดดิ้นมาก” มณีกล่าวแล้วลูบหัวเจ้าเหมียว

          “แล้วนี่มายังไงครับอาหารตั้งยี่สิบกระป๋อง ถือไหวหรอ”

          “มารถสองแถวค่ะ แค่นี้สบายมากขอบคุณนะคะคุณหมอ”

          “ผมไปส่งไหมครับ เราอยู่ซอยเดียวกันผมอยู่ท้ายซอย” มานพรีบเสนอตัวทันที

          “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะเราไปเองได้จริงๆ ค่ะ” มณีบอกปัดอย่างนุ่มนวลใครจะกล้าไปด้วยไม่ได้รู้จักกันสักนิด มานพได้แต่มองตามหลังไปด้วยความเสียดาย

          “เขาจะมาอีกเมื่อไหร่พี่ตั้ม” มานพไปเกาะเคาน์เตอร์ด้วยสายตามุ่งมั่น

          “พี่บอกไม่ได้มันเป็นความลับของลูกค้า” ตั้มแกล้งยั่วให้เด็กหนุ่มใจเสียเล่นๆ

          “พี่ตั้มผมรักเขาตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรกเลยนะ วันนั้นผมเห็นเขายืนถ่ายรูปอยู่หน้าบ้านแล้วผมขับรถผ่านพอดีผมไม่เคยเห็นใครที่ยิ้มแล้วหยุดโลกได้แบบนั้นมาก่อนเลย”

          “ขนาดนั้น” ตั้มยังคงแกล้งเปิดประวัติหมาแมวตัวอื่นไปเรื่อยๆ

          “พี่ตั้ม ได้โปรดนะครับพี่ นะๆ” มานพอ้อนวอน

          “อีกสามเดือน ถ่ายพยาธิเหมือนเดิมเขาจะมาก่อนหรือมาหลังก็ไม่รู้เพราะแค่ถ่ายพยาธิมันไม่จำเป็นต้องตามวันเป๊ะ”

          “เขาชื่ออะไรครับพี่ตั้ม”

          “มณี พี่บอกได้แค่นี้เข้าใจพี่นะ”

          “ขอบคุณครับพี่” มานพยกมือไหว้แล้ววิ่งออกไป

          “ผมถือให้ครับ” มานพแบมือขอถุงอาหาร

          “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ” มณีใจคอไม่ดีเลย ผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรจากเธอ

          “ผมเป็นเซลล์ขายอาหารและของเล่นสัตว์เลี้ยงผมไม่ใช่โจรไม่ใช่คนไม่ดี ให้ผมช่วยนะถือซะว่าเป็นบริการจากร้านก็แล้วกันมันหนักมากนะครับคุณจะได้อุ้มแมวสะดวก” มานพอ้อนวอน

          “ขอบคุณค่ะ” มณียอมส่งถุงให้ชายแปลกหน้าในที่สุด อย่างน้อยนี่มันก็ริมถนนกลางวันแสกๆ คงจะไม่มีอันตรายอะไร

          “ผมชื่อมานพนะครับ”

          “ค่ะ”

          “คุณชื่ออะไรครับ”

          “มณีค่ะ” มานพใจแป๊วกับท่าทางหวาดระแวงของมณี เธอดูระแวดระวังและไม่ไว้ใจในตัวเขาเลยสักนิด

          “รถมาแล้วขอบคุณค่ะ” เมื่อเธอเห็นสองแถวเข้ามาใกล้ก็รีบดึงถุงอาหารกลับมา

          “คันนี้มันไม่ผ่านบ้านเราครับ” มานพหัวเราะหึหึในลำคอ คิดจะหนีละสิรอไปเถอะรถที่ผ่านบ้านนานๆ ถึงจะมาสักคัน

          “ค่ะ” มณีได้แต่ทำหน้ามุ่ย หลังจากยืนรออยู่สิบนาทีเธอก็ไปนั่งรอแทน

          “คุณไปทำงานเถอะค่ะเรารอคนเดียวได้” อีกครั้งที่เธอพยายามเอาถุงกลับมาทั้งหมดนั่นพันกว่าบาทเลยนะทั้งขนม อาหารและของเล่น

          “ไม่เป็นไรครับผมอยากส่งคุณขึ้นรถก่อน” เกือบชั่วโมงที่นั่งรอมณีไม่พูดอะไรกับเขาสักคำเธอเอาแต่ก้มหน้าหรือไม่ก็มองไปอีกทางเพื่อดูว่ารถมารึยัง

          “มาแล้วครับ” เมื่อได้ยินเขาบอกแบบนั้น มณีก็เด้งตัวลุกขึ้นยืนอย่างไว

          “ขอบคุณค่ะ” มณีรับถุงมาแล้วเดินขึ้นรถสองแถวไปด้วยความรวดเร็ว มานพรีบไปที่รถของตัวเองเขาจะไปดักรอเธอที่หน้าปากซอย เมื่อขึ้นรถได้เธอก็แชทคุยกับสมหญิงและเล่าทุกฉากทุกตอนให้เพื่อนฟังแบบไม่มีตกหล่นทุกบทสนทนา

 

          สมหญิง:      หล่อไหมแก

          มณี: ขาวๆ ตี๋ๆ แกน่าจะชอบเกาหลีมาก สูงมากและเด็กมากแน่นอนหน้าใสกิ๊กเลยแก

          สมหญิง: หูย คว้าเลย อยู่ซอยเดียวกันด้วย เริ่ดอ่ะแก

          มณี: แกก็รู้ฉันไม่ปลื้มขาวตี๋เกาหลี

          สมหญิง: ส่งมาให้ฉัน ฉันรับไว้เอง

          มณี: ถึงบ้านแล้วเดี๋ยวโทรไปเม้าท์ เคนะ

 

          “ร้อนไหม ผมซื้อน้ำไว้ให้” เมื่อจ่ายเงินค่ารถและหันกลับมาก็เจอกับผู้ชายคนเดิม

          “ไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ” มณีเดินสาวเท้าหนีอย่างไวแต่ก็ไม่ไวพอ เธอเดินสองก้าวเท่ากับผู้ชายคนนั้นเดินก้าวเดียว

          “ถือให้นะ” คราวนี้ไม่รอเจ้าของอนุญาตเขาดึงมาเลยดื้อๆ

          “น้ำแดงแล้วกัน” มานพตัดสินใจแทนแล้วเปิดกระป๋องส่งให้

          “คุณไม่ทำงานหรอ” นายคนนี้เดาสุ่มถูกซะด้วย เธอชอบน้ำแดง

          “ทำครับแต่แว่บมาแป๊บเดียวไม่เป็นไรหรอกผมส่งของจนถึงค่ำทุกวัน ตอนเย็นๆ ก็เข้าออฟฟิศไปเคลียร์เอกสารอยู่คนเดียว นานๆ จะอู้บ้างไม่สิผมไม่เคยอู้เลยอู้บ้างก็ดีเหมือนกัน”

          “ซื้อมาฝาก” เดินมาถึงหน้าบ้านแล้วเขาก็ยื่นทั้งของแมวและถุงน้ำดื่มสารพัดอย่างให้เธอ

          “ขอบใจนะแต่เราไม่มีตู้เย็น คุณเก็บไว้เถอะ”

          “ไม่มีตู้เย็นก็ไม่มีน้ำเย็นกินนะสิอยู่ได้ไง” มานพถามด้วยความประหลาดใจ

          “ไม่มีก็ไม่กินไงง่ายจะตาย” มณีตอบแล้วยิ้มให้ถ้าเทียบกับสิ่งที่เจอมาตลอดหลายปี การไม่มีตู้เย็นไม่มีโทรทัศน์ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรมากมายมันดีกว่ากันเยอะเพราะตอนที่เธอมีทุกอย่างแต่อยู่ในบ้านของคนอื่นมันไม่มีความสุขเลย

          บ้านหลังเล็กของเธอไม่มีตู้เย็น ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีไมโครเวฟ ไม่มีเตารีด เครื่องใช้ไฟฟ้ามีแค่โน้ตบุ๊กไฟในบ้านและโคมไฟหัวเตียงเท่านั้น

          “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” มณีคืนถุงเครื่องดื่มให้เขาแล้วเดินเข้าบ้าน เมื่อแน่ใจว่าผู้ชายคนนั้นไปแล้วเธอก็ต่อสายด่วนถึงเพื่อนสาวทันที

 

 

ติดตามให้จบได้ในอีบุ๊ค

คลิ๊กชื่อเรื่อง à  นักเขียนที่รัก ß

ราคาเปิดตัวที่ mebmarket 69 บาท

โปรถึงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...