น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : วิมายปุระ

อ่าน 1,279
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
5 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 5 ต.ค. 2558 14:21 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง Acloud
ขีดเขียนเต็มตัว (219)
เด็กใหม่ (6)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. วิมายนี้สีชมภู

เขียนเมื่อ วันที่ 5 ต.ค. 2558 14:30 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 5 ต.ค. 2558 14:42 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

...บันทายวิมายสร้างเปนเทวาลัยขอมโตยหินสีชมภูคาก้อนเหลี่ยมสลักจารึกรักของข้านั้นคู่ฟ้า.......ด้วยความโอหังแห่งข้า  แลด้วยความอหังการ์แห่งบรรดาสูเจ้า ข้าฯ ขอก้มลงกราบเท้าเพื่อขอขมาลาโทษต่อบรรดาสูเจ้าทั้งหลาย.....มา ณ โอกาสนี้.......

ปราสาทหินพิมาย : ปราสาทหินใหญ่ที่สุดในประเทศเปิดเวลา ๐๘.๓๐-๑๘.๐๐ น.ค่าเข้าชมคนไทย ๑๐ บาท ชาวต่างชาติ ๔๐ บาทโทร.   ๐-๔๔๔๗-๑๕๖๘ เป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีรูปแบบศิลปกรรมขอมแบบบาปวนและนครวัดที่มีความงดงาม เชื่อว่าเป็นต้นแบบในการสร้างนครวัดในเขมรปราสาทหินแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมืองพิมายซึ่งเป็นเมืองโบราณที่สำคัญของภูมิภาคมีเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับเมืองสำคัญทางตอนเหนือของลาวและทางตอนใต้ของขอม เมื่อชมปราสาทหินพิมายแล้วควรแวะชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ซึ่งจัดเก็บโบราณวัตถุที่สำคัญจากปราสาทแห่งนี้ไว้ พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บริเวณใกล้กันประวัติ : สร้างเพื่อเป็นพุทธสถานในลัทธิมหายาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในยุคที่อาณาจักรขอมแผ่อิทธิพลมายังภูมิภาคนี้ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๑)มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรขอมใน พ.ศ. ๒๔๗๙ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและเริ่มบูรณะในปี พ.ศ.๒๔๙๔และ พ.ศ.๒๔๙๗กรมศิลปากรได้บูรณะองค์ปรางประธานอีกครั้ง โดยได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาลฝรั่งเศษ จนแล้วเสร็จในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๑๒  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ ได้กำหนดให้เมืองโบราณพิมายและปราสาทหินพิมายเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ในปี พ.ศ.๒๕๒๙ โดยมีการอนุรักษ์และบูรณะเป็นอย่างดีที่ตั้งและการเดินทาง : อำเภอพิมายห่างจากโคราชประมาณ ๖๐ กม.รถยนต์ส่วนตัวจากตัวเมืองโคราชใช้ถนนมิตรภาพ หรือทางหลวงหมายเลข ๒โคราช-ขอนแก่นประมาณ ๕๐ กม.พบทางแยกตลาดแคให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๐๖ อีก ๑๐ กม.  จะถึงปราสาทหินพิมายซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองพิมายรถประจำทาง ขึ้นรถโดยสารโคราช-พิมาย ที่สถานีขนส่งแห่งที่ ๒ ในตัวเมืองโคราชมีทั้งรถปรับอากากาศและรถธรรมดา รถจอดหน้าปราสาทหินพิมายสิ่งน่าสนใจ : ปราสาทหินพิมาย หันหน้าไปทางทิศใต้ไปทางที่ตั้งของเมืองพระนคร  ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรขอมปราสาทหิน    พิมายมีแบบแปลนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๕๖๕ ม.ยาว๑,๐๓๐ ม.ล้อมรอบด้วยคูน้ำมีประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ภายในบริเวณปราสาทหิน มีโบราณสถานที่น่าสนใจหลายแห่งโดยเริ่มตั้งแต่ทางเข้าตามลำดับดังนี้คลังเงิน จากประตูชัยเข้าไปก่อนถึงตัวปรางค์จะเห็นคลังเงินอยู่ทางทิศตะวันตก หรือทางด้านซ้ายมือปัจจุบัน อาคารคลังเงินเหลือเพียงซากฐานอาคารขนาดใหญ่ ที่เรียกอาคารหลังนี้ว่า คลังเงิน เพราะเคยพบเหรียญสำริดโบราณซึ่งด้านหนึ่งเป็นรูปครุฑหรือหงส์อีกด้านอีกด้านเป็นอักษรโบราณ นอกจากนี้ยังพบทับหลังจำหลักเป็นรูปคนกำลังหลั่งน้ำมอบม้าแก่พราหมณ์สะพานนาค เป็นทางที่ทอดนำไปสู่ตัวปรางค์มีนาคทอดตัวยาวเป็นราวบันได ชูเศียรทั้งเจ็ดแผ่พังพานเปล่งรัศมีอย่างสวยงาม นาคเป็นสัตว์มงคลที่พบตามโบราณสถาน ที่ได้รับอิทธิพลจากคติของศาสนาฮินดู หรือพราหมณ์ซึ่งเชื่อว่านาคทอดร่างเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ที่เชิงบันไดนาคทั้งสองข้างมีสิงห์จำหลักจากหินประดับอยู่ข้างละตัว สิงห์มีท่าทางองอาจเสมือนเป็นผู้พิทักษ์โบราณสถานลักษณะทางศิลปกรรมของสิงห์และนาคนี้ คล้ายศิลปะที่นครวัดที่สร้างในช่วงรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (พ.ศ.๑๖๕๖-๑๖๘๘)ซุ้มประตู หรือโคปุระชั้นนอก มีทั้งหมดสี่ด้านอยู่กึ่งกลางแนวกำแพงลักษณะสร้างเหมือนกันทุกด้าน คือมีฐานกว้างสามคูหามีเสาศิลา ช่องลมประดับข้างละสองช่อง เคยพบทับหลังชิ้นหนึ่งที่โคปุระทิศตะวันตก สลักเป็นรูปขบวนแห่พระพุทธรูปนาคปรกประดิษฐานบนคานหาม ทับหลังชิ้นนี้ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายพระระเบียง เมื่อมาถึงระเบียงก็ถือว่าเข้าสู่เขตชั้นในของปราสาทหินแล้ว พระระเบียงแต่ละด้านมีซุ้มประตูหรือโคปุระชั้นในอยู่กึ่งกลางที่น่าสนใจ คือกรอบประตูด้านทิศใต้ที่มีจารึกบนแผ่นหินเป็นอักษรเขมรโบราณกล่าวถึงการสร้างเมืองพิมาย และการสร้างรูปเคาพร จากพระระเบียงจะเข้าสู่ชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของปราสาทพิมาย มีปรางค์สามองค์ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน คือปรางค์ประธานปรางค์พรหมทัต และปรางค์หินแดงปรางค์ประธาน มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ หันหน้าไปทางทิศใต้ต่างจากปราสาทขอมแห่งอื่นๆ สันนิษฐานว่าหันไปทางเมืองพระนคร สลักลวดลายต่างๆ เช่น ลายกลีบบัว ลายประจำยาม ก่อด้วยหินทรายสีขาวทำเป็นชั้นซ้อนขึ้นไปห้าชั้น ส่วนยอดสลักเป็นรูปครุฑแบกทั้งสี่ทิศ เหนือขึ้นไปสลักเป็นรูปเทพประจำทิศต่างๆและรูปดอกบัว ทับหลังและหน้าบันที่ประดับองค์ปรางค์ประธานส่วนใหญ่เล่าเรื่องรามายณะ และคติความเชื่อในศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ เช่นหน้าบันทิศใต้ หรือด้านหน้าก่อนเดินเข้าในองค์ปรางค์เป็นภาพ   ศิวนาฏราชหรือพระศิวะฟ้อนรำ ๑๐๘ ท่าในศาสนาฮินดูเชื่อว่า  เมื่อใดที่พระศิวะฟ้อนรำผิดจังหวะ เมื่อนั้นโลกจะเกิดกลียุค นอกจากนี้ยังมีทับหลังที่จำหลักภาพอันเป็นหลักฐานสำคัญว่าปราสาทหินพิมาย เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา คือภาพพุทธประวัติตอน " มารวิชัย"  และพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนาลัทธิมหายานปรางค์พรหมทัต ก่อด้วยศิลาแลง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๑) เมื่อคราวที่พระองค์ทรงบูรณะปราสาทหินพิมาย ภายในปรางค์พบประติมากรรมศิลารูปบุคคลขนาดใหญ่นั่งขัดสมาธิ ชาวบ้านเรียกกันว่าท้าวพรหมทัต แต่นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นพระบรมรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และพบผู้หญิงนั่งคุกเข่าที่ชาวบ้านเรียกว่า  นางอรพิมพ์ ในตำนานอรพิมพ์ ปาจิตต ซึ่งเป็นเรื่องเล่าในท้องถิ่น จนกลายเป็นชื่อบ้านนามเมืองในย่านพิมาย เช่นคำว่า"พี่ชายมา"ในเรื่องที่จะเล่าต่อไปก็เชื่อกันว่าเป็นที่มาของชื่อ "พิมาย" นางอรพิมพ์ เป็นลูกสาวชาวบ้านหน้าตาสะสวย เมื่ออายุได้ ๑๖ ปีได้อยู่กินกับปาจิตต แห่งเมืองพรหมพันธุ์นคร ระหว่างที่สามีไม่อยู่ พรหมทัตกุมารกษัตริย์เมืองแห่งหนึ่ง ได้เสด็จประพาสป่ามา พบนางอรพิมพ์โดยบังเอิญ จึงได้เอานางไปอยู่ด้วย แต่เมื่อพรหมทัตกุมารเข้าใกล้นางจะร้อนเป็นไฟ เมื่อปาจิตตกุมารกลับมาได้ออกตามหาและได้ใช้อุบายว่า เป็นพี่ชายมาพบน้องสาว นางอรพิมพ์จึงบอกกับพรหมทัตกุมารว่า" พี่ชายมา"และสามารถปลิดชีวิตพรหมทัตกุมารได้สำเร็จแล้วพากันหนีออกมาได้ จึงเป็นเรื่องเล่าขานกันสืบมาปรางค์หินแดง ตั้งอยู่ด้านขวาของปรางค์ประธาน ก่อด้วยหินทรายสีแดง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ในสมัยพระเจ้าวรมันที่ ๒ ซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกายและ ได้พบศิวลึงค์ในหอพราหมณ์ซึ่งตั้งอยู่ติดกับปรางค์หินแดงถึงเจ็ดองค์ จึงสันนิษฐานว่าจะเป็นสถานที่ที่ประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์บรรณาลัย เป็นอาคารก่อด้วยหินทราย สีแดงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูง ตั้งอยู่ใกล้ซุ้มประตูทิศตะวันตก นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นที่เก็บรักษาตำราทางศาสนา หรืออาจจะเป็นที่ประทับของกษัตริย์ที่เสด็จมาทรงประกอบพิธีกรรมสระน้ำ หรือบาราย โบราณสถานเขมรมักมีสระน้ำหรือภาษาเขมรเรียกว่า บาราย เป็นสระที่ขุดขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้อุปโภคบริโภค บางคนก็เชื่อว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมบริเวณเมืองพิมายมีบารายอยู่หลายแห่ง ที่อยู่ในกำแพงเมืองคือ สระแก้ว สระพรุ่ง และสระขวัญ นอกกำแพงเมืองคือ สระเพลง อยู่ทางทิศตะวันออก สระโบสถ์ อยู่ทางทิศตะวันตกประตูชัย เป็นหนึ่งในประตูเมืองซึ่งมีอยู่ทางสี่ทิศ ประตูชัยอยู่ทางด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมายรับกับถนนโบราณที่ทอดมาจากเมืองพระนครในเขมร มีแผนผังการก่อสร้างเหมือนกันทุกประตู คือเจาะเป็นช่องสูงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยศิลาแลงด้านข้างทั้งสองด้านของประตูมีห้องอยู่สามห้อง เทคนิคการสร้างอยู่ในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และสันนิษฐานว่าคงได้รับการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นภายหลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กุฏิฤาษี บริเวณที่ตั้งกุฏิฤาษีเป็นจุดสิ้นสุดของถนนโบราณที่มีต้นทางจากเมืองพระนครในเขมร แต่ไม่เหลือร่องรอยถนนไว้ให้เห็นเพราะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน กุฏิฤาษีเชื่อว่าเป็นอโรคยาศาลสร้างขึ้นช่วงรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองแห่งอาณาจักรขอม พระองค์โปรดเกล้าให้สร้างอโรคยาศาลตามเส้นทางโบราณไว้จำนวนมาก ปัจจุบันเหลือเพียงซากกำแพงศิลาแลงกับปราสาทเท่านั้นท่านางสระผม เป็นโบราณสถานนอกกำแพงเมือง ตั้งอยู่ริมลำน้ำเค็มทางทิศใต้ของเมือง เดิมทีเป็นเพียงเนินดินใหญ่ที่มีเศษภาชนะดินเผาและเศษกระเบื้อง กระทั่งได้รับการขุดแต่งใน พ.ศ.๒๕๓๑จึงพอเห็นรูปรอยว่าเป็นอาคารทรงกากบาทก่อด้วยศิลาแลงมีฐานเป็นชั้นๆ และพบร่องรอยหลุมขนาดเล็กอยู่ที่มุมอาคารทุกจุดนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าคงเป็น ศาลาจัตุรมุขซึ่งเป็นท่ารับเสด็จเจ้านายทางฝั่งพิมายเพราะเป็นท่าน้ำแห่งเดียวที่อยู่ในแนวถนนโบราณ ห่างจากท่านางสระผมไปเล็กน้อยมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๒๐๐ ม ยาว ๔๐๐ ม.เรียกว่าสระช่องแมว แต่ไม่ปรากฎเรื่องราวว่ามีความสำคัญใด

....ปราสาทหินวิมายสีชมภู......

อัปสรานางหนึ่งแสร้งแปลงกาย

ด้วยสำคัญมั่นหมายรักษา.........

เทวาลัยสถานที่เป็นหน้าที่สำคัญของดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์เช่นเจ้าจงอย่าได้เผลอเรอปล่อยปละละทิ้งหน้าที่...อันว่าสระช่องแมวที่เพี้ยงแมวตัวน้อยลงมาลอยคอลงเล่นได้....

นางน้อยนางหนึ่งนั่งสระพวงเกศาอันสวยงามดำยาวสลวย....ใช้มือน้อยวักน้ำในคนโทสีอิฐค่อยบรรจงลูบเกศาดำสนิท...คุณชายน้อยนั่งเกือบเป็นแอบหลบมุมอยู่ตรงหลืบกำแพงเทวสถานด้านจตุรมุข มิกล้าแม้กระแอมด้วยกลัวมิได้ยลโฉมนางผมงาม....

ในช่วงเวลาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ตอนที่อาณาจักรเขมรหรือกัมพุชเทศ (กัมโพศ) ยังมิได้รวมตัวเป็นหนึ่งภายใต้อาณาจักรเดียวกัน แต่แยกออกเป็น กลุ่มแว่นแคว้นใหญ่ ๒ กลุ่ม คือกลุ่ม “เจนละบกและกลุ่มเจนละน้ำ” (Jenla Empires) ที่เชื่อกันว่ากลุ่มบ้านเมืองเจนละบก มีอาณาเขตอยู่ในเขตเขมรสูง มีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณปราสาทวัดภู ในขณะที่เจนละน้ำ มีอาณาเขตอยู่ที่นครอีศานปุระ (สมโบร์ไพรกุก) ทางตอนใต้ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบเขมรหรือโตนเลสาบในขณะที่บ้านเมืองบริเวณลุ่มน้ำชีตอนกลางและลุ่มน้ำมูลของภูมิภาคอีสานใต้ “พระเจ้ายโศวรมันที่ ๑” (Yasavarman I) ผู้สถาปนาศูนย์กลางอาณาจักรกัมพุชเทศขึ้นที่เมือง “ศรียโศธรปุระ” หรือ “เมืองพระนครหลวง” ที่ตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของโตนเลสาบ สืบต่อมาจนถึงสมัย “พระเจ้าราเชนทรวรมัน” (Rajendravarman) อำนาจทางการทหาร การปกครองและวัฒนธรรมของอาณาจักรเขมร ได้แผ่ขยายขึ้นมาสู่บ้านเมืองในกลุ่มภูมิภาคอีสานใต้หรือเขมรสูง ครอบครอง ผสมกลมกลืน ซ้อนทับกับชุมชนโบราณแบบทวารวดี บ้านเมืองของทั้งเขมรสูงและเขมรต่ำจึงได้ถูกเชื่อมโยงกันเป็นครั้งแรกอย่างสมบูรณ์การเชื่อมโยงโดยเหตุผลทางการเมืองและทางเศรษฐกิจเพื่อการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติที่เกื้อกูลกันและกันของสองภูมิภาค

ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิด “เส้นทาง” หรือ “ถนน” สัญจรจากเมืองพระนครหลวงยโศธรปุระ มายังภูมิภาคอีสานใต้ ผ่านช่องเขาต่าง ๆ ที่มีอยู่หลายช่อง ของเทือกเขาไม้คาน (พนมดองเร็ก) เช่น ช่องตะโก  อำเภอโนนดินแดง  ช่องตาเพ็ด  ช่องตากิ่ว  และช่องบาระแนะ  ในเขตอำเภอละหานทราย  ช่องจันทร์กะฮอม  ช่องสายตะกู  ช่องจันทร์แดง  ช่องเมฆา  ช่องโอบก ช่องจันทบเพชร ในเขตอำเภอบ้านกรวด ช่องสเม็ด ช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ช่องสะงำ ช่องพระวิหาร ช่องตาเฒ่า จังหวัดศรีสะเกษ หรือช่องเขาสำคัญอย่างช่องตาเมือน ขึ้นสู่บ้านเมืองทางเหนือ

ถนนโบราณในยุคเริ่มแรก ซึ่งเคยเป็นถนนดั้งเดิม “เชื่อมต่อ” ระหว่างบ้านเมืองเก่าแก่ในยุควัฒนธรรมทวารวดี กับชุมชนใหม่ในวัฒนธรรมแบบเขมรที่เข้ามาภายหลัง แนวถนนจะเดินทางตัดตามทางแยก “ลุ่มน้ำสำคัญ” (Basin)  ของภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ลำปลายมาศ ลำปะเทีย ลำทะเมนชัย ลำนางรอง   ห้วยเสว ห้วยจระเข้มาก ลำไทรโยง ลำจักรราช ลำชีน้อย แม่น้ำมูล ฯลฯ ซึ่งแต่ละลำน้ำก็จะพบเมืองโบราณในยุควัฒนธรรมทวารวดีตั้งอยู่ทุกเส้นทาง

หลังพุทธศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา ถนนโบราณเริ่มขยายตัวเป็น “โครงข่าย” (Network) มากขึ้นกว่าแต่เดิม ด้วยเพราะอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรกัมพุชเทศที่ขยายตัวขึ้นสู่อีสานเหนือและภาคตะวันตกที่เมืองลวะปุระ (ลพบุรี) ในภูมิภาคลุ่มป่าสัก –ลพบุรี และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชุมชนโบราณแบบวัฒนธรรมเขมรรุ่นใหม่ จึงไม่ได้ตั้งบ้านเรือนถิ่นฐานซ้อนทับเฉพาะบนเมืองโบราณแบบวัฒนธรรมทวารวดีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มีการตั้งถิ่นฐานชุมชนบนพื้นที่ชัยภูมิใหม่ที่ไม่มีคูน้ำคันดิน หรือสร้างเป็นคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมแทนรูปวงกลม แต่ละชุมชนจะมีการสร้างศาสนสถานประจำชุมชนหรือ “ปราสาทสรุก” อย่างน้อย ๑ แห่ง มีการขุดสระ “บาราย” (สระน้ำขนาดใหญ่) เพื่อประโยชน์ในการเก็บกักน้ำในหน้าแล้งอย่างน้อย ๑ แห่ง

"นางนี้หนีตายกระเสือกกระสนมาหากรรมหารู้ไม่กรรมนำชักให้ทุกข์ตรมใช่นำมาหารักหาใคร่ ดูหน้าตาหมดจดแต่โดดหนีท่าเดียวหลุนลงกองแอ้กกับดินหน้าตาบวมแดงทำท่าจะสลบไสล แต่ยังใจแข็งค่อยเกียกค่อยกายไปในพงษ์ในรกชัฏมาสลบเหมือดคาคบไม้ข้างกองฟางวัวควายของเรา พ่อแลแม่จงพิศดูจักได้เห็นผ่อไปห่อนใช่ขี้ข้า เปนเช่นเจ้านางฝ่ายในพามาถวายตัว นี่คงรู้ฤทธีกันล้างเผ่าพันธุ์นางรุษยามารใจบาปหยาบช้ากันล่ะซี้ โถแม่เอ๋ย กระไรรู้ความใจเด็ดโดดหลุนจากเกวียนเทียมม้านี่คงรู้สึกว่าตั่งกับเตยต่ำน่าเลือกประการใดเปนไผอยู่ตั่งแล้วเปนเช่นนางบำเรอ หาเอาโตยคนหนึ่งน่าจะบรรทมนานโขอยู่จ้ะแม่ข้าไปผ่อวัวคู่ผัวเมียของเราสักนิดชั่วยาม จักรีบคืนกลับเรือนมิรอช้าพับผ่าสิจักต๋ายจักเปนเยี่ยงชู้หลวง บัดเดี๋ยวกูต้องอาญา มิได้ มิน่าโปรดสัตว์ได้บาป ช้างสารงูเห่าข้าเก่าเมียฮัก คบแม่นดี แม่นชั่ว คะเนหยั่งยาก..."

เสียงฟ้าคำรามประกายสายฟ้าแปลบปลาบประหนึ่งร้องบอกร้องเตือนเจ้ามา...อ้ายหนุ่มชาวขอมกัมพุชดั่งลางบอกเหตุร้ายเหตุรักใคร่พากันตายในกาลมินานช้า ความตายรออยู่เบื้องหน้าสูเจ้ามาเอยยังมิรู้ความยังคงพิศดูวงพักตร์น่าอภิรมย์รักใคร่ ผมยาวสยายปกเกศเกล้าพาหลวมหลุดรุ่ย หน้าตามอมแมมถูกซับล้างด้วยผ้าลายของแม่ใหญ่ที่ตัดแบ่งเป็นสี่เหลี่ยมเล็กเพี้ยงผ้าเช็ดโทสาเหงื่อไคล้อาบไหลยามเลี้ยงวัวย่ำข้าวเปลือกที่อ้ายมานำมาติดตัวเสมือนยันต์กันตายยามตกอับตกระกำลำบากภยันตราย......แม่ใหญ่ร้องอือออพลางยกไหว้ทั่วทิศาด้วยกลัวเสียงฟ้าเสียงฝนหวั่นไหวกลัวอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

"คิดมากไปละมั่งข้าเปนไรเปนวันพรุ่งเน้อกั๋วใจกั๋วภัยประหลาดบอกไม่ถูก"

เมื่อราวก่อน ๒,๐๐๐ ปีที่แล้ว พัฒนาการขึ้นมาเป็นเมืองโบราณแบบวัฒนธรรมทวารวดี มีหลักฐานการขุดพบโครงกระดูกและเครื่องมือเครื่องใช้บริเวณเกาะเมืองพบชิ้นส่วนของธรรมจักรขนาดใหญ่และรูปเคารพอย่าง “พระพนัสบดี” รวมทั้งปรากฏสถูปเจดีย์แบบเถรวาทที่เรียกกันในยุคหลังว่า “เมรุพรหมทัต” อยู่บริเวณกลางใจของเมืองโบราณ

"สันนิษฐานว่าเมรุนี้ใช้เผาศพเจ้านายหาใช่ พวกข้าสามัญหรืออย่างต่ำต้องขุนน้ำขุนนางขอม ไอ้อย่างที่หน้าดำเป็นตอไม้หุ่นเป็นตอม่อสะพานนี่ไม่ใช่เจ้านะนักศึกษา เขมรขาวเป็นเจ้า ส่วนพวกเขมรสุรินทร์ส่วยอย่างอาจารย์นี่เป็นขี้ข้าอย่าได้สะเออะอย่าได้แหยม เอาล่ะครับกลางภาคนี้เดี๋ยวจะมีงานสาระนิพนธ์ก่อนจบตรีประกอบภาพด้วยพวกโปรแกรมพรีเซนเตชั่นลองส่งหัวข้อเรื่องเข้ามาคุยมาปรับกันก่อนทำจริง"

ประวัติของเพลงโคราชนั้นมีการเล่าขานกันมาว่า มีนายพรานคนหนึ่งชื่อ เพชรน้อย ออกไปล่าสัตว์ ในเขตหนองบุนนาก บ้านหนองบุนนาก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา คืนหนึ่งแกไปพบลูกสาวพญานาค ขึ้นมาจากหนองน้ำ มานั่งร้องเพลงคนเดียว พรานเพชรน้อยได้ยินเสียง จึงแอบเข้าไปฟังใกล้ ๆ แกประทับใจ ในความไพเราะ และเนื้อหาของเพลง จึงจำเนื้อและทำนองมาร้องให้คนอื่นฟัง ลักษณะเพลงที่ร้องเป็นเพลงก้อม หรือเพลงคู่สอง

อันคนเราทุกวัน เปรียบกันกะโคม

พอคนโห่ควันโหม ก็ลอยบนเวหา

พอเมิ้ดควันโคมคืน ก็ต๊กลงพื้นสุธา...ใหญ่

เกษาว่าผม แก่แล้วบานผี

เมื่อผมดำงามดี ก็ลับมาหายดำ

ไม่เป็นผลดีดอกผม จะไม่นิยมมันทำ...ไม

เอ้อเอ่อ....สะรุสะระ อีแม่กะทะขั่วถั่ว

เมิ้ดบุญผัวแล้ว เหมือนไข่ไก่ร่างรัง

เอ้อเอ่อ....สะรุสะระ อีแม่กะทะขั่วหมี่

รู้ว่ากินไม่เมิ้ด มึงจิขั่วมากทำไม

ทำกะต้องกะแต้ง อยู่เหมือนกะแต๋งคอกะติก

ขอให่พี่ซักหน่อย จะเอาไปฝากถ่วยน่ามพริก

สิ้นเสียงเพลงโคราดที่บริเวณงานออกร้านประจำปีของชาวนครราชสีมาที่อยู่ใกล้เคียงเงียบลง จึงเริ่มเกิดมีเสียงดังแกรกกร๊ากทำให้นางน้อยที่กำลังสระผมอยู่เหลียวหน้าเหลียวหลังเหมือนพยายามมองหาทางต้นเสียงอย่างกะทันหัน...

"ซ๋า...เสียงน้ำไหลมาจากสารทิศไหนไม่ปรากฎ...." สักครู่ทุกสรรพเสียงเงียบสนิทพลอยทำให้คุณชายน้อยหรือหม่อมราชวงศ์ชายรณฤทธิ์นั่งหน้านิ่วเสียดายแทบขาดใจ...

จากหน้าจอทีวีที่ทุกผู้คนพบเห็นมีหนังสือหลายเล่มวางอยู่บนโต๊ะทำงานของกรมตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน "สำนักพิมพ์เครือวัฒนาพาณิชย์ทั้งกลุ่มร่วมมือกันผลิตสื่อที่ให้ข้อมูลเท็จแก่เยาวชน นอกจากนี้มีเสียงตามสายเดิมคือสาย จส.๑๐๐ ส่งเสียงรังควานรบกวนชาวบ้านอยู่ในเวลานี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจตอนนี้กำลังเร่งสืบสวนและค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมในการกระทำผิดของกลุ่มคนดังกล่าวอยู่ครับ"

เสียงผู้อำนวยการกองพิสูจ์หลักฐานและหน่วยปราบปราม ๑๙๑ พันตรีสิโรจน์  จุฑาสมิตกล่าวรายงานต่อหน้าสาธารณชนและสื่อมวลชนที่มาทำข่าว

"มหัศจรรย์....ราวกับหลักฐานล่องหนหายตัวได้ไม่ต่างกับน้องเนียงลออของผ๊ม......ผ๊มเป็นคนไทยชื่อหม่อมราชวงศ์รณฤทธิ์.....แซ่ตั้งผ๊มถูกอุปโหลกให้มาเป็นคุณชายคุณชั่วตั้งแต่แรกเกิด...ทั้งที่ต้นตระกูลผ๊มแซ่ตั้ง..แม่ผ๊มก็จีนเหนือเชียงรายเกือบจะเข้ามาทางตัวเมืองแม่ฮ่องสอน...พวกขโมยหลักฐานหรือก่อเสียงรบกวนอีแบบนี้ผ๊มว่าถ้าไม่ระดับสหายสนิทกับท่านสิโรจน์หรือพวกกระผ๊มทำไม่ได๋"

คุณชายหัวเราะร่อราวกับคนเมายาบ้าในชีวิตเสาะหาแต่ความรักที่แท้จริง โหยหาราวกับภักษาที่จำเป็น ผ่านมาคนแล้วคนเล่าไม่เคยมีใครให้รักที่จริงใจและเต็มอิ่ม หัวใจใคร่หาแต่ความรักใคร่มิเว้นวาย...กรุ่นกลิ่นสีเขียวพฤกษชาติโชยเข้าจมูก...กลิ่นเหมือนใบไม้ใบหญ้าที่ไหน.....ทุกคนพยายามสอดส่ายสายตามองหา....."คนอย่างท่านพ่อท่านแม่ผ๊มท่านรอความตายอย่างเดียวสติวิปลาศไปจนหมดจนสิ้น...."

"ปล่อยข้าสมเด็จพี่...น้องปวดหัวเหลือเกิ้นจักเอาช้างเหยียบให้ตายเทียวรึนี่"

เสียงพระนางอังกอร์คร่ำครวญเสียดายเวลาที่ทรงเคยเสวยสุขบนทุกขังของนางในผู้อื่นที่นางชังหน้า ร่ำร้องขอแต่ชีวิตไม่ได้ขาดพระโอษฐ์ พระนางนี้ทรงประชวรเจ็บไข้.....

"ปล่อยคชสารออกจากเพนียด...." สิ้นเสียงนายเพชฌฆาต ช้างพลายตกมันเพราะถูกป้อนยาฝิ่นเดินทะเร่อทะร่าต้อนซ้ายต้อนขวาย่ำตีนของมันทั้งสี่บาทาบนร่างค่อนข้างชราเฒ่าของอดีตพระนางอังกอร์พระโลหิตกระอักออกมาลาดเต็มบริเวณพื้นดินโรงเลี้ยงช้าง ชั่วไม่ถึงยามเดียวนางสิ้นพระชนม์ลงตรงหน้าพระพักตร์ ท้าวเธอพระเหนือหัวแห่งเวียงอังกอร์จึ่งเสด็จเข้าในพระที่ด้านในพระราชฐานแลไม่ทรงสดับรับฟัง....เรื่องราวใด ๆ อันเกี่ยวอันข้องกับพระนางเธอ...อีกเลยจวบจนกระทั่ง....ยามเดือนเจ็ดขึ้นเจ็ดค่ำวันเจ็ด....ทรงประชวรหนักปางสิ้นบุญ...ท้าวเธอจึ่งเกิดนิมิตสร้างผลบุญเพื่อแทนทดบาปกรรมที่ทรงพลาดพลั้งหรือทรงเจตนากระทำขึ้นด้วยกาลทั้งปวง....

"ข้าขอให้สูเพียรสร้างเทวาลัยบันทายไปตามเส้นทางสายปราสาท จัดให้มีบรรณศาลา แลอโรคยาศาลาเพื่อเปนคุณาประโยชน์ต่อผู้สัญจรไปมาตามเส้นทางอังกอร์ธม อังกอร์วัด จวบถึงปลายทางเสียมรัฐ วิมายบันทายสถานศักดิ์สิทธิ์ สูจงจัดทำให้เสียสิ้นทุกสิ่งอันความข้าสั่ง อย่าบกอย่าพร่องแม้แต่สิ่งเพียงเล็กเพียงน่อย...."

ผู้ที่มีจิตใจดีแม้ว่าจะพูดจาฟังดูหยาบคาย ไม่เสนาะหู แต่ไม่แม้แต่เพียงความคิดที่จักทำร้ายใคร "เยี่ยงแม่ข้าแกแต่งตัวสุภาพแม้เสื้อผ้าจะเก่าซ่อมซ่อชุนปะแล่วหลายครั้ง" สิ่งใดที่คนเราประสบต้องแยกออกมากองเรียงไว้สามราย รายแรกคือสิ่งที่ใช้ได้เปนคุณา รายสองคือสิ่งที่ใช้ไม่ได้เปนโทษา รายสามคือสิ่งที่อาจจะเปนโทษาเลือกรอไว้เพื่อสอบทานให้แน่แก่ใจ

อ้ายมานั่งนิ่งงันมาหลายวันเมื่อเมียรักผละตีจากไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า "ข้าแม้นไม่เปนเจ้าเปนนายแต่บิดาเปนด้วยพ่อค้าวานิชย์เพียรส่งข้ามาหมายให้เปนข้ารองบาทบริจารับใช้ใกล้ชิด แรกทีเดียวข้าดีใจยิ่งกว่าได้แก้วเงินแลทอง ครั้นพอยิ่งเดินทางมาใกล้พระนครธมยิ่งฟังหนาหูความนั้นข้าแจ้งต่อพี่มาถ้วนแล่ว แต่ข้ามิคุ้นเคยฤาชินกับความลำบากตรากตรำ ดูแต่เพียงหาบน้ำ จัดเรือน หุงหา ตำข้าวสารข้ายังมิถนัด มันให้เจ็บให้ไข้ปวดไหล่แลกายใจข้ามักใหญ่ย่อมเปนสามัญความคิดของผู้หวังความก้าวหน้าข้าจำลาตัดใจจรหนีจาก" นางได้พร่ำรำพันคราก้าวลงเรือนชั้นเดียวใต้ถุนสูงโย้เย้ไม่แม้แต่เหลียวหลังแลกลับมามองอ้ายมาผัวที่เคยบอกรักใคร่มันนักหนา

อรพิมหรือสาวนางในกาละครั้งโน้นของสมเด็จสุริยชัยวรมันต์ที่เจ็ดนั่งประทับนิ่งเงียบ ด้วยเพลาค่ำมืดทุกสิ่งเงียบงันไร้ผู้คนไร้เสียงโห่ร้องก้องดังไปทั่วบริเวณครามีงานมโหรสพ...ภาพจารึกสลักแห่งนางยังตราตรึง....นางอัปสราประทับนั่งสางพระเกศาท่าพระนางสระผมค่อยบรรจงหวีสางเกศาดำสนิทคงมั่นอยู่ในแผ่นศิลาหาลบเลือน...กาละเวลาล่วงเลยผ่านมาราวสักสองพันปีหรือกว่านั่นดวงวิญญาณยังคงถูกจองจำอยู่ภาพแห่งเจ้านางอรพิม...ฮือ ๆ ๆ

เสียงด่าทอลั่นตำหนักนางในด้วยสุรเสียงโกรธาเหลือแสน..."เยี่ยงมึ้งจัญไรย่อมต้องอาญานี่ผัวเก่าก่อนร่อนชะไรหาใช่พี่ชายมึ้งไม่อีนี่ผิดจารีตมีชู้ชายเข้ามาหามาสู่สมกันในเวียงเอาตัวไปสำเร็จโทษ...แต่ช้าก่อนเยี่ยงมึงต้องเป็นผีเฝ้าบารายองค์บันทายหินสีชมภูด้วยข้ามาพำนักที่เสียมไม่ปรารถนาให้อีนังผู้นี้ร่วมขบวนกลับพระนครธมอังกอร์"

สิ้นพระสุรเสียงดั่งสิ้นใจคราความตายมาถึงจำพรากจากเคหาพระวิสูตรพ่อค้าอังกอร์มาสู่เวียงนครขอมร่วมขบวนเสด็จด้วยหน้าที่ปรนนิบัติพัดวี

องค์พระมาตุจฉาเฒ่าด้วยท่านทรงประชวรตามแผนการณ์เพื่อให้ตนเองมีความสำคัญเพียงพอที่จะเฝ้าติดสอยห้อยตามองค์เหนือหัวสวามีแห่งนางได้ แลทุกคราขบวนเสด็จตามเส้นทางสายปราสาทเพื่อการเวียนบวงสรวงรายปีเวียนจนครบบรรจบสุดท้ายที่เมืองเสียม มิคาดคิดกลับต้องจบชีวิตด้วยอ้ายมาชู้รัก ล้มป่วยไข้ไร้หนทางรักษา สหายจึ่งพามาเพียงขอเบี้ยขออัฐเฟื้องไม่ถึงร้อยเบี้ยตัวหอย

"ขอให้ข้าได้อัฐไปเพียงหาหยูกยามาประทังแลข้าวปลาอาหารจำเป็นพวกข้าสองผัวเมียจนยากก็ยังขัดสนแต่จะไม่พามันมาประสบพบกันเกรงนางจักไม่เชื่อถือไม่ให้..."

ครั้นความแตกเยี่ยงนี้กลายเป็นชะตาชีวิตนางพลันตกอับถึงแก่กาลชีวีอวสานด้วยบังเอิญเหมือนฟ้าลิขิตไว้ให้นางทนทรมานดวงวิญญาณใคร่ไปเสียให้พ้นเวราพ้นกรรมแต่มิอาจฝืนด้วยมนต์สะกดแห่งพระครูบา  

"จงทำหน้าที่รักษาเทวาลัยศักดิ์สิทธิ์ต่อไปจนชั่วกาลปวสานอย่าได้เคลื่อนวิญญาณไปเสียที่ไหนได้"   

เสียงพระครูบาเฒ่าอ่านมนต์อักขราจบเหมือนกรงขังเหล่าวิญญาณนางในมิให้ขัดมิให้ขืนฝืนแม้แต่ดวงชะตาฟ้าลิขิต

"ไปเสียเถิดพระนางอัปสราทั้งหลาย บ่ มีอันใดต้องมาฝืนมากักมาขังพวกท่าน ใคร่ไปผุดใคร่ไปเกิดเสียที หมดสิ้นเวรา สิ้นกรรม กักขังท่านไปใยใช่มีคุณาประโยชน์ ทรมานท่านไปใยใช่ว่ามนุษย์ จักสิ้นเวร จักสิ้นกรรม กรรมใครกรรมมัน บุญใครทำใครได้ กรรมใครทำใครได้"

สิ้นเสียงหลวงตามาพ่อใหญ่แห่งเมืองพิมาย ชาวเมืองโคราดแต่กำเนิด ท่านเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเริ่มจำพรรษาได้หนึ่งพรรษาหลังสุดฝีพายและจำพรรษาเรื่อยมาจวบจนพรรษาที่สิบเอ็ดล่วงเลยมาแล้วในพรรษานี้ พระภิกษุชรามือข้างขวาขาดด้วยถูกตัดสินโทษลักทรัพย์ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติกลางทะเล

"อาตมาร่วมมือกับกลุ่มพรรคพวกลอบวางท่อส่งก๊าซมาที่อ่าวไทยขึ้นที่บริเวณมาบตาพุด จังหวัดระยอง ภายหลังถูกส่งเข้าคุกกลางเมืองสิงคโปร์เจ้าของบริษัทฯ จึงต้องโทษลักทรัพย์ที่นั่นถูกสำเร็จโทษตามกฏหมายมุสลิม ส่วนความแพ่งยังเป็นความกันอยู่แต่ลูกเต้ามันรับอาสาเคลียร์ให้เองด้วยมันคงเวทนาสงสารอาตมาภาพ ตอนนี้อาตมาภาพเลยได้บวชเรียนหาความสงบทางใจเพราะชำระบาปทางโลกมาแล้วส่วนหนึ่งเหลือเพียงแค่เรื่องทรัพย์สินแลหนี้ที่ค้างกับหลวงที่ลูกชายอาตมาภาพมันยืนยันกับพระอุปัชฌาแล้ว ว่าเป็นภาระของมันไม่ใช่ของอาตมาภาพอีกต่อไปแล้ว"

หมูหรือปารมีนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นหลังจากที่ดาราสาวพราวเสน่ห์แม่ม่ายลูกติดหนึ่งคนเข้าแจ้งความขอความเป็นธรรมแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องถูกตัดต่อภาพสื่อลามกอนาจาร

"หมูไม่ได้ต้องการเงินทองชดใช้ค่าเสียหายเพียงแต่ต้องการความเป็นธรรมจากสังคมเท่านั้นเองค่ะมันเป็นภาพตัดต่อ ตอนนี้ลูกชายของหมูกำลังเรียนอยู่ที่อเมริกาโทรมาถามหมูหลายครั้งมากจนหมูบอกว่าไม่ต้องโทรมาแล้วคุณเรียนจบแล้วบินกลับมาเลยก็ได้........พ่อเลี้ยงเค้า....พี่พีรนันท์ คือ....ท่านเป็นเอ้อ สายทางท่านต้นราชวงศ์เดิมเป็นคนที่อัมพวา สมุทรสงครามน่ะค่ะ.........แหมพี่คะหมูมีลูกมีเต้าคงไม่ใช่เมียคนแรกและคนเดียวสมัยนี้เค้าไม่ถือกันแล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่าติดตามแต่ผลงานของหมูดีกว่าอย่าไปใส่ใจเรื่องส่วนตัวกันเลยนะค่ะ คนเราก็ทุกคนแหล่ะค่ะ.....ย่อมต้องมีเรื่องส่วนตัวด้วยกันทุกคนทั้งน้าน..."

หมูเป็นคนเพ้อฝันเพ้อเจ้อแบบเลื่อนลอยแต่น้อยคุ้มใหญ่ฝันว่าเป็นลูกเจ้านายในวังเดิมเขตพระนคร เมืองบางกอก เกิดแต่เจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระโอรสของรัชกาลที่ ๕ 

"สมเด็จพ่อศักดิ์สูงส่งส่วนสมเด็จแม่ของหมูก็งามสมกัน"  

หมูมักพร่ำพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อยเมื่อมีโอกาส   แต่แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นชนิดไม่คาดคิดว่าหมูจะเกิดอาการปราสาทกำเริบ เมื่อถูกหัวหน้างานห้องสมุดประชาชนตำหนิตักเตือนเรื่องการทำหน้าที่บกพร่องไม่รัดกุมรอบคอบ

"ผู้ใช้บริการที่เข้ามาพวกที่เค้ามาซื้อของต้องสุภาพกับเค้ามากกว่านี้เพราะเท่าที่เป็นอยู่นี่ ก็ขายของไม่ค่อยจะได้เลยวัน ๆ รายได้พวกขายของนี่ก็สำคัญมันเป็นผลการดำเนินงานที่เค้าใช้ประเมินศักยภาพและอัตรากำลังของห้องสมุดต้องระวังการใช้คำพูดให้มากกว่านี้หน่อยเข้าใจมั้ยผมไม่ค่อยอยากจะต่อว่าจะด่าอะไรคุณเพราะคุณเป็นผู้ใหญ่กว่าสี่สิบ...จะห้าสิบปีแล้วไม่ใช่เร้อ"

หมูกลืนก้อนสะอื้นก็ไม่ใช่ใครอื่นหรอกแต่เป็นแม่แท้ ๆ ของหมูเองจู่ ๆ ก็เอาทองหุ้มลวดมาแลกกับทองรูปพรรณแหวนลงยาของทางร้านทำเอาหมูเกือบถูกดำเนินคดี แถมรู้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำไปว่าทองคำเก๊แต่แกล้งมั่วเข้ามาซ้างั้น  สุดท้ายเลยเกิดวิวาทกับเพื่อนร่วมงานของหมูเองจนถึงขั้นตบตีกัน    หลังจากวันนั้นทั้งคู่ก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันจนโต้เถียงกันต่อหน้าลูกค้า บางทีก็โมโหอารมณ์ค้างลืมตัวมาใส่อารมณ์กับลูกค้า....

"แม่มึงนั่นแหล่ะผู้หญิงไม่ดีมึงรู้ไว้ตัวมึงเองก็ไม่ต่าง"        

สิ้นเสียงด่าทอถึงแม่แท้ ๆ ของหมูทำให้หมูหน้ามืดฟาดฝ่ามือข้างขวาแบบลืมแบบเข้าใส่หน้าของเบียร์เพื่อนร่วมงานอย่างไม่ต้องยั้งคิด    สุดท้ายก้าวขึ้นโรงพักจำต้องควักเงินคนละห้าร้อยบาทเสียค่าปรับ หลังจากนั้นเบียร์เลยคิดแก้แค้นด้วยการตัดต่อภาพเมื่อครั้งหมูยึดอาชีพถ่ายแบบปกนิตยสารแต่ครั้งวัยรุ่น   จากนั้นช่วยกันนำเอามาตัดต่อกันเองในกลุ่มเพื่อนสนิทแล้วแกล้งนัดแนะกันนำมาจัดพิมพ์เป็นรูปปกนิตยสารฉบับดังเรียกเสียงฮือ ฮา  หวือหวาและสาเหตุหลักมาจากความหึงหวงในตัวท่านชายพีรนันท์ พระนัดดาเจ้า

"อ้อ มึ้งสองคนนี่อยากเป็นภรรยาเจ้า สะใภ้เจ้า"      

เสียงเพื่อนฝูงที่รู้จักทั้งสองคนต่างส่งเสียงตำหนิเชิงแซวเล่นพอให้คลายเครียดเห็นขำ 

"ตอนงานศพป้ารับรองได้พระราชทานเพลิงศพตามธรรมเนียมแล้วอีกอย่างป้ามีพระสุพรรณบัตรรับรองฐานันดรของป้าแอบเก็บไว้แขกที่มางานล้วนแล้วแต่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ทั้งน้านแน่นอนฮะๆ ๆ" 

"ก๊าก......"  

ขำกันรุนแรงคางแทบหลุดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วทั้งสองคนแม่ลูกเลยสวาปามกรรมเสวยตำแหน่งเจ้าไร้สกุล 

"แกเล่นสะถุนมองคนอื่นเค้าเป็นแค่สัตว์แค่ขี้ข้าขี้ครอกเดินตามถนน แต่ผู้ดีหรือผู้ต้องคดียังไม่รู้เล้ยคุณสองคนแม่ลูก"  

นี่คือเหตุและผลที่ทำให้ลูกชายของหมูหรือปารมีเองไม่ยอมเข้าหาแม่และยายแท้ ๆ อย่างหมูและแม่ของหมูเลย

"ระวังนะค่ะ   คุณสวาปามกรรมเข้าไปเสียยิ่งกว่าเสวยกรรมกันอยู่ทุกวันนี้ยังไม่รู้ตัวสวมชุดนักโทษแทนชุดราตรีแบบเจ้าหญิงสวมมงกุฎเมื่อไรล่ะก้อจะมานั่งนึกเสียดายว่าไม่น่าโง่เซ่อบ้าคิดเพ้อเจ้อ หวังสูงกันไปเสียมากมายขนาดนี้ ไร้สาระจริง ๆ เล้ยอ่ะ" 

เสียงยายใจแม่บ้านที่ห้องสมุดยังคงพูดจายั่วเย้ายียวนกวนโทสะสองแม่ลูกเจ้าไร้สกุล.......อย่างยั่วเล่นให้เห็นขำ

"เฮ้อ เหตุผลมันฟังไม่ขึ้นหรอกพูดมาได้ลูกหลานเจ้าสายอัมพวา เวราเอ๋ย ป่วยนี่หว่านี่มันผู้สืบสันดานสายประสาทนี่เน๊าะ ไม่ใช่เส้นทางสายปราสาท ฮ่ะ ๆ ๆ"

"พื้นที่บนระนาบที่ราบแถบชายแดนเลยไปถึงกรุงพนมเปญมีการสะสมหัวกะโหลกศีรษะมนุษย์ไว้ใต้ฐานอาคารก่อสร้างแบบฝรั่งเศสราวมากกว่าร้อยหัวล้วนแต่เป็นมนุษยชาติพันธุ์ฝรั่ง อาเชียน เขมรพื้นเมือง ผลของการเกิดโทสะแลการลุแก่อำนาจมืด อิทธิพลเถื่อน มาเฟียค้ายาที่หนุนหลัง เผลอคิดไปได้ว่า "หากพวกกูตั้งตัวเป็นเจ้าครองเมืองกัมพูชาแลอาเซียนทั้งแถบจรดคาบสมุทรมลายู แลด้วยอำนาจเงิน อำนาจกำลังพลแบบกองทัพปิศาจที่ซาดิสต์ เหี้ยมโหด น่าสะพรึงกลัว เอาเงินเข้าล่อ ขี้คร้านจะตาลุกวาว อยากได้ อยากเป็นสะใภ้ เป็นเขย เป็นเมีย เกี่ยวดองด้วย แต่ถ้าไม่แสดงความเข้มแข็ง ดุดัน เด็ดขาดให้พวกมันเห็นไหนเลยมันจักยอมลดราวาศอกให้พวกเรา ฮะ ๆ ๆ"

การสังหารหมู่ชาวลั้วะในเมืองเวียงจันทน์ การทำลายศาสนาที่กลับถูกมองว่าเป็นสิ่งมอมเมา "พวกพระนี่มันยิ่งทำให้พวกมันไม่ค่อยกล้าทำให้มันดุดัน เข้มแข็งกว่านี้ กลัวบาป บาปเป็นไงว่ะ ไม่เคยเห็น มืเงิน บุญก็มา เงินก็มาเพิ่ม แม่ง โง่ เชื่อในสิ่งที่ไม่มีตัวตน จับต้องได้ก็แต่เงินตรา วัตถุ เวียง วัง เคหาสต์ สิ่งที่ให้ความสุขแก่ตัวเราได้อย่างจริงจัง ไอ้บาปเบิปอย่ามาพูด มากล่าวอ้าง ไร้สาระ แล้วโง่เชื่อไอ้พวกห่มเหลือง เฮ้ย ฆ่ามัน ฆ่าพระให้มันดูสิว่า มันบาปยังไงกันกูจักแสดงให้เห็นกับตาพวกมึงว่าขนาดฆ่าพวกมันที่เป็นพระยังไม่มีผลกรรมอะไรเล้ย มีแต่สุขรอพวกมึ้งอยู่ ฆ่า เว้ย"

 

"ผลกรรมในครั้งนั้นก่อโทษอย่างมหาศาลต่อทั้งภูมิภาคด้านล่างมุสลิมเผาสุเหร่า ด้านบนพุทธเผาวัด ต่างด้าวฝรั่งเผาโบสถ์คริสต์...."

พระภิกษุวัยกว่าเจ็ดสิบปีล่วงเลยนั่งสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างยากเย็นด้วยในวัยหนุ่มฉกรรจ์ท่านสูบบุหรี่จัด แม้นในยามสิกขาบทท่านยังจำเป็นต้องสูบบุหรี่เพราะว่าติดบุหรี่จนเข้าขั้นรุนแรงกำลังจะป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

"พ่อของอาตมาภาพเป็นหนึ่งในตัวบงการและร่วมมือในการทำลายล้างชีวิตแลทรัพย์สินของผู้คนสร้างกรรมหนักแม้ในช่วงชีวิตของอาตมาภาพเองจนต้องรับกรรมอย่างที่พวกคุณโยมเห็นคือ มือขวาถูกตัดทิ้งเพราะต้องโทษลักทรัพย์...พ่อของเพื่อน ๆ อาตมาภาพค่อย ๆ เสวยกรรมทีละน้อย ๆ พ่อของอาตมาภาพเองเริ่มเสวยกรรมตามแบบอย่างที่เพื่อนของแกได้รับ บ้างต้องคดี ถูกจำขัง หนีกระเซอะกระเซิง และร้อยเปอร์เซ็นต์สาเหตุของการเดือดร้อนมาจากสันดานโจรที่เลี้ยงไม่เชื่อง ต่างอยากใหญ่ ต่างแก่งแย่ง ต่างหักหลัง ใส่ร้าย ช่วงชิง ไม่มีใครยอมใคร ผลสุดท้ายทุกคนมุ่งที่ตำแหน่งใหญ่ที่สุด อาทิ ประมุขของประเทศหรืออย่างน้อง ๆ ก็นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี แต่ตัวหารมันมากเกินความจำเป็นและตำแหน่งที่ต่างหวังนั่งบัลลังก์ จึงเกิดความขัดแย้ง กลั่นแกล้ง หักหลัง ทรยศสุดท้าย ชีวิตประชาชนเลยพลอยได้รับการชดใช้ไปเองด้วยธรรมชาติแห่งกรรมของพวกแกเอง กรรมมุตนาวัตตะตีโลโก กรรมย่อมสนองผู้ประพฤติกรรม"

หลายวันต่อมาหลวงพ่อมาเริ่มอาพาธจวบจนวาระสุดท้ายใกล้มรณะภาพท่านได้เกิดนิมิตหวนกลับไปในอดีตกาล ลมเย็นพัดพาละอองน้ำฝนที่เพิ่งหยุดตกให้ต้องผิวกายแห่งนาง เจ้าอรพิมนั่งปาดเหงื่อที่ไหลอาบร่างปนเปผสมกับโลหิตที่หลั่งรดบาดแผลทั่วร่างกายล้มเอนกายลงทอดยาวกับพื้นดิน ข้างกายคืออ้ายมาผู้มีร่างชุ่มโชกโลหิตที่ไหลซึมออกมาจากรอยแผลที่ถูกฟาดด้วยแส้หางม้าอาการเจ็บปางตายซ้ำร้ายที่เจ็บอยู่แต่ก่อน เสียงครางร้องก้องระงมเสียงหรีดริ่งเรไรดังไปทั่ว เสียงอึ่งอ่าง กบ เขียด แลคางคก ดัง อื้อ อี้อ บ้างกระโดดแผล๊วไปมาตามโขดหิน ตั๊กแตนกระโดดโลดเต้นไปมาบนยอดหญ้า ร้องรำทำเพลงมีความสุข

เมื่อหลายวันก่อนอ้ายมาเจ็บปางตายถ้าไม่ตัดสินใจมาขอความช่วยเหลือจากนางอรพิมก็ไม่สามารถหาอัฐมาเยียวยามายื้อชีวิตของอ้ายมาได้ แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นว่า ตายเร็วกว่าเดิมไม่ต้องรอเจ็บตายหรือเสียอัฐเสียเวลาไปรักษา....

สังขารของหลวงพ่อมาผู้อาพาธแลมรณะภาพด้วยโรคชราถูกนำขึ้นตั้งสวดและฌาปนกิจตามประเพณีจากนั้นญาติพี่น้องได้นำเถ้ากระดูกและกองอัฐิที่เหลืออยู่ไปเก็บไว้ในเจดีย์วัดใหญ่เมืองโคราด....

"รอวันตาย รอวันเตาว่างไปแล้วกันยายมณี"   เสียงหมูหรือปารมีลูกสาวของแกตะโกนใส่หน้าก่อนที่ยายมณีจะเป็นลมล้มฟุบลงไป

ท่านพีรนันท์ ทรงประทับรอเสวยราชย์สมบัติอยู่ในวังสวนผักกาดซึ่งสร้างขึ้นด้วยน้ำเงินพ่อค้ายาเสพติดนั่งรอตายประชดชีวิตอันเศร้าโศกา  หากทว่าถ้าย้อนลองคิดกลับดูท่านน่าจะเข้าใจมากกว่าเด็กเล็กวัยปฐม

"เข้าใจว่าตี๋โกรธที่พ่อและพวกญาติพี่น้องของผมคือเตี่ยเค้าค้ายาเสพติด ผมเองก็ติดยาผมชื่อสมชาย แซ่ตั้งเป็นญาติกับอาเตี่ยของคุณชายรณฤทธิ์ แซ่ตั้ง"

อันว่า โทสะนาง ในแต่ละนางล้วนรุนแรงเข้มข้นแม้นนางธรณินปิ่นโลกยังกร่ำโศกสลดช้ำใจรันทดจวบจนกาลสิ้นพระชนม์ด้วยโรคลมปัจจุบันยังความเศร้าโศกมาสู่พระสวามีถึงขนาดทรงรับสั่งให้จารึกอักขราขอมสดุดีในพระปรีชาของพระนางท้าวเธอกษัตริยาที่ทรงเป็นผู้ดำริแลนำพาความเจริญมาสู่ขอมจวบจนถึงกาลสิ้นแผ่นดินใหม่ ทรงได้รับการสดุดีพระเกียรติยศในฐานะมหาราชินีและมหาราชขอมทั้งสองพระองค์ในราวช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗

เทวาลัยสถานวิมายก่อด้วยหินแลงสีชมภูหรือสีชมภูคาสวยแปลกตาด้วยแลงที่นี่มีสีสวยกว่าที่ใด ๆ องค์เทวสถานหรือบันทายสถาน ณ ที่แหล่งอื่น หามีแลงสีสวยงามเยี่ยงที่เวียงวิมายหรือวิมายปุระไม่ แม้นมีเพียงแค่แซมคั่นสลับกับแลงสีธรรมชาติที่มีทั่วไปดาษดื่นเห็นกันจนชินตา หามีความสวยงามแปลกวิเศษเท่าเทียมเวียงวิมายหรือบันทายวิมายปุระ

"กอรปกรรมดีนำรักชักพาส่องค์เทวาสถานสถิตย์รักข้าคู่ฟ้า...แลงสีชมภูเทวาสถิตย์ชั่วนิจนิรันดร...แม้นรักข้าอาจมีจริงอยู่แห่งใด ล้วนพาใจข้าฝัน ล้วนพาใจข้าใฝ่หา ข้าใช่ชั่ว ใช่ดี มีปะปน ขอสูเจ้าสื่อองค์เทวาวิศวะกรรมศักดิ์สิทธิ์ คืนรักแท้สู่ข้าแม้นคราเดียว"

องค์เหนือหัวพระเจ้าสุริยชัยวรมันต์ที่เจ็ดแห่งอังกอร์ทรงเลิศล้ำปัญญา สิริโฉม สง่า งามด้วยศุภลักษณ์ ตราตรึงในดวงจิตอิสตรี แต่หากใช่รักแท้ไหนเลยองค์เหนือหัวนั่งบัลลังค์นาคทอง จักโศกา อาดูร เพียงผู้เดียว คำประกาศิตทุกคำล้วนสยบหลายนางงามด้วยเสน่หา ยากจักตัดหทัยจากองค์กษัตริย์หนุ่มงามนักแล

สิ้นคำกล่าวปัจฉิมวาที เสียงฟ้าฟาดเปรี้ยง สายฝนสาดกระหน่ำ ลงกราว เสียงดังซู่ใหญ่ เพียงครู่เดียว ไม่ถึงอึดใจ ท้องฟ้าพลันสว่างไสวดุจไร้เมฆา แสงสว่างของสุริยะฉายส่องสว่างไสว ไปทั่ว แต่ทว่า ร่างงามทรงเสน่ห์เลิศล้ำวัยกว่าแปดสิบกลับบรรทมนิ่งเงียบงันไม่ไหวติง ทรงลาลับจากโลกดุจแสงสุรีย์ศรีที่โศกสลด มืดบังบดมัวหม่นหมอง ไร้แสงนำทางส่องหล้า อันงามสง่า ทรงพระปรีชาเลิศล้ำ หาองค์กษัตริย์หน่อเนื้อเดียวกันเทียมเท่า....

โทสานางในแต่ละนางล้วนมาจากแรงรักใคร่ แรงหึง แรงหวง แรงรุษยา เหลืออิดหนาระอาใจ ย่อมก่อทุกขังแก่ผู้พบเห็น แลผู้ถูกทำร้ายร่างกาย แลจิตใจด้วยถ้อยคำรุนแรง หยาบช้า สามานย์ ก็ดีเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ทำให้......องค์กษัตริย์รูปงามเหนื่อยหน่ายพระราชหฤทัย ล้วนแต่ไร้สาระ ไร้เมตตา ไร้สิ่งที่เรียกว่าดีว่างาม

"กลัวอันใด...ไม่ได้ต้องกลัวบาปอย่างเดียว มีศักดิ์ มีฐานันดร มีเกียรติยศ มีภูมิปัญญา...เพียบพร้อมรูปกายางาม สิเน่หา เลิศล้ำ แต่หากไม่มีหิริ โอตตัปปะ...ย่อมไม่มี ฤาหารักแท้ได้ไม่...รังแต่จะประสบรักเทียม รักเพื่อหวังผลได้ในสิ่งที่เพศตรงข้ามคิดหวัง....ไม่มีรักใด ไม่มีจริงใจใด ที่จะเวียนมาหามาบรรจบ จักประสบรักที่ไม่เที่ยง ไม่จีรัง ทุกสถาน ทุกกาลสมัย ภพใด ชาติใด หาประสบรักแท้ จริงใจแท้ ได้ไม่ ด้วยไม่มีผลบุญดลบันดาลหนุนนำให้พบให้เห็น มีแต่สิ่งที่ไม่จริงไม่เที่ยง แลไม่แท้ รอสูเจ้าอยู่ในภพหน้า ภายภาคหน้า ตลอดกาล แลจักเปนเช่นนี้แล หามีเปนอื่นไปได้ไม่ เปนสัจจะ เปนจริงทุกสิ่งล้วนอนัตตา อนิจจัง แลวัฐฐะสังขารา สาธุ สดับตรับตรองดูกร"

วิมายะฏฏะกะ หรือ บารายวิมาย หรือ บารายพิมาย หลักฐานเป็นเมืองโบราณที่มีคูน้ำและคันดิน(กำแพงเมือง)ล้อมรอบ ๑ - ๓ ชั้นค้นพบมากถึง ๑๕๐ แห่งทั่วอีสานใต้ความหนาแน่นของชุมชนโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีนี้มักจะตั้งอยู่ใกล้ “เส้นทางลำน้ำ” ทั้งในเขตทุ่งกุลาร้องไห้และเขตติดต่อระหว่างจังหวัดนครราชสีมากับจังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยเพราะอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรกัมพุชเทศที่ขยายตัวขึ้นสู่อีสานเหนือและภาคตะวันตกที่เมืองลวะปุระ (ลพบุรี)

ในภูมิภาคลุ่มป่าสัก–ลพบุรี และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชุมชนโบราณแบบวัฒนธรรมเขมรรุ่นใหม่จึงไม่ได้ตั้งบ้านเรือนถิ่นฐานซ้อนทับเฉพาะบนเมืองโบราณแบบวัฒนธรรมทวารวดีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มีการตั้งถิ่นฐานชุมชนบนพื้นที่ชัยภูมิใหม่ที่ไม่มีคูน้ำคันดินหรือสร้างเป็นคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมแทนรูปวงกลม แต่ละชุมชนจะมีการสร้างศาสนสถานประจำชุมชนหรือ“ปราสาทสรุก”อย่างน้อย ๑ แห่งมีการขุดสระ “บาราย”(สระน้ำขนาดใหญ่)เพื่อประโยชน์ในการเก็บกักน้ำในหน้าแล้ง เมืองโบราณพิมายยังเป็นแหล่งหยุดพักกองเกวียนคาราวานเป็นชุมทางการค้าเกลือสินเธาว์ แร่เหล็ก ทองแดง ข้าว ผลไม้และของป่าจากเขตเขมรสูงลงสู่เขตเขมรต่ำ และนำสินค้าจากเขมรต่ำขึ้นสู่เขมรสูง ซึ่งนั่นก็ทำให้เมืองพิมายพัฒนาตัวขึ้นเป็นเมืองใหญ่อย่างรวดเร็ว

บารายยังใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามคติมหานทีสีทันดรที่ล้อมรอบเข้าพระสุเมรุ – เขาไกรลาส ที่ประทับแห่งองค์พระศิวะหรือวิญญาณของบรรพบุรุษที่ไปสถิตรวมกับเทพเจ้าผ่านปราสาทและรูปเคารพ แบบปราสาทแม่บุญตะวันออก หรือปราสาทโลเลย ในประเทศกัมพูชาหรือสร้างตามคติ เกษียรสมุทรที่ล้อมรอบไวยกูณฐ์ ที่ประทับขององค์พระนารายณ์  แบบปราสาทแม่บุญกลางบารายตะวันตก บารายที่สร้างขึ้นในยุคของ “พระเจ้าอินทรวรมันที่ ๒” แห่ง “นครหริหราลัย” หรือ “โลเลย” ในช่วงพุทธต้นศตวรรษที่ ๑๔ มีขนาดความยาว ๓.๘ กิโลเมตร กว้าง ๐.๗๘ กิโลเมตรมีชื่อที่ปรากฏตามจารึกว่า “อินทรฏฎะกะ”  หรือที่กักเก็บน้ำที่ผันมาจากลำน้ำโลเลย(ร่อลวย) ที่ไหลลงมาจากพนมกุเลนอันศักดิ์สิทธิ์

“ปราสาทโลเลย” จึงถือเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นบนกลางเกาะในบารายหลังแรก ลักษณะเป็นปรางค์อิฐสี่หลัง ใช้หินทรายเป็นตัวค้ำยันโครงสร้าง มีท่อรางโสมสูตแยกออกเป็นสี่ทิศ ปราสาททั้งสี่สร้างขึ้นตามคติการ “บูชาบรรพบุรุษ” ในรูปของการเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศิวะพระชายาอุมา พระนารายณ์และพระนางลักษมี กลางสรวงสวรรค์เขาไกรลาสที่มีนทีสีทันดร (สมมุติ) อันได้แก่ “บารายอินทรฏฎะกะ” ล้อมรอบเขาไกรลาส (เกาะสมมุติ)

บารายจะหมายถึง ”มหานทีสีทันดร” ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ที่ประทับแห่งองค์พระศิวะ ส่วนในคติของลัทธิไวษณพนิกายที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงเวลานี้ จะแทนความหมายของ “เกษียรสมุทร” ทะเลน้ำนมที่ล้อมรอบ “ไวยกูณฐ์” ที่ประทับขององค์พระนารายณ์ 

"และนี่คือที่มาของชื่อของผมดอกเตอร์ไวยกูณฐ์ สมุทรโคจร อันมีความหมายถึง ดวงแก้ว" 

อาจารย์ไวยกูณฐ์รูปร่างตัวเตี้ยม่อต้อผิวดำคล้ำแต่งกายดีมีรสนิยมเงินเดือนเกือบสามแสนบาทนัยว่าได้รับเงินส่วนนี้จากทางคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

"เอาล่ะครับ ปราสาทกลางบารายในยุคนี้ เปลี่ยนแปลงคติความเชื่อจากที่เคยเป็นเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับแห่งองค์พระศิวะ หรือ “ไวยกูณฐ์” ที่ประทับแห่งองค์พระนารายณ์  กลายมาเป็น “สระอโนดาต” สระน้ำศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาหิมาลัยในคัมภีร์พุทธศาสนาสายวัชรยาน อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่อันได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสินธุและแม่น้ำพรหมบุตร เมื่อน้ำเต็มในสระใหญ่ น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ก็จะไหลผ่านออกมายังสระเล็กทั้ง ๔ ทิศ ผ่านศีรษะของรูปสลักช้าง สิงห์ เทพเจ้าและม้า เชื่อกันว่าแทนความหมายของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ หากผู้ต้องการน้ำเพื่อการรักษาโรค ก็ต้องเลือกช่องซุ้มน้ำให้ถูกโฉลกกับ ”ธาตุ” ของตน...."

หลังการบรรยายนักศึกษาพากันเดินออกมาจากตัวอาคารที่ทำการคณะโบราณคดี สักพักความมืดเริ่มโรยตัวลงมาทั่วบริเวณ เล่าลือกันมานานแล้วว่าที่วิทยาเขตวังท่าพระ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่พระราชฐานส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงใช้เป็นที่สำราญพระราชหฤทัยสำหรับแสดงละคอนใน ระบำต่าง ๆ ของทางฝ่ายใน และในสมัยต่อมาจึงได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นที่ทำการมหาวิทยาลัยศิลปากรในสมัยพระบาทสมเด็จอนันทมหิดลฯ รัชกาลที่ ๘ หลายครั้งหลายครามีผู้พบเห็นวิญญาณหรือผี อากาศเริ่มขมุกขมัวมาแต่ห้าโมงเย็นแล้วเริ่มมีละอองฝนโปรยปรายลงมาจนถึงเวลาราวสักทุ่มเห็นจะได้สายฝนจึงเริ่มเทลงมาอย่างหนัก แรงพายุ เสียงฟ้าผ่าก้องคำราม ราวกับพระพิรุณทรงพิโรธโกรธกริ้วเสียหนักหนา บริเวณนั้นตามปกติจะไม่ใคร่มีผู้คนสัญจรไปมาในยามดึกยิ่งในวันนี้ฝนตกอย่างหนักจึงยิ่งไม่ใคร่มีผู้คนสัญจรไปมายิ่งขึ้นกว่าเดิม

ดอกเตอร์ไวยกูณฐ์เดินเข้าไปในตัววิมายบันทายอย่างงุนงงด้วยเครื่องแต่งกายโบราณที่เจ้าตัวเองยังประหลาดใจว่า "ทำไมกูแต่งตัวยังงี้รึว่ากูเข้าไปในอดีตชาติของตนเองว่ะที่ปราสาทหินพิมายนี่หว่ามาทำไมว่ะ ระลึกชาติได้รึไงกู"

ภายในกลางลานหินวางทอดเรียงราย องค์กษัตริย์แห่งขอมประทับนั่งงามสง่า ห้อมล้อมด้วยบริวารแลทวยทหารขอมแต่ละท่านนั่งประนมกรด้วยท่าทางนอบน้อม เหล่านางในนั่งพับเพียบก้มลงประณมกรหมอบราบกับพื้นราวกับไม่ไหวติงไม่แม้แต่แหงนหน้าขึ้นมาแม้สักเพียงน้อยต่างเฝ้าก้มหน้างุดด้วยท่าทางเคารพนบนอบ พระครูบานั่งพนมมือบริกรรมคาถาด้วยภาษาขอมโบราณเสียงพึมพำฟังไม่เข้าใจ ไวกูณฐ์ตัดสินใจแอบแฝงกายอยู่ข้างกำแพงแลงพยายามมิให้เกิดเสียงดังด้วยกลัวผู้คนที่อยู่ตรงหน้าจะล่วงรู้ถึงการมาของตน "ทำอะไรกัน อ้อ สงสัยบวงสรวงองค์ศิวะ"

สักพัก องค์กษัตริย์ทรงเคลื่อนพระวรกายเข้าไปภายในองค์เทวสถาน ขบวนข้าราชบริพารตามติดเข้าไปอย่างเงียบเชียบเต็มไปด้วยความยำเกรง ดูน่าเกรงขามหวาดหวั่นไปเสียทุกสิ่ง ไวกูณฐ์อยากตามเข้าไปดูต่อแต่ใจไม่กล้า ตามปกตินิสัยไวกูณฐ์ไม่ใช่คนที่ขลาดกลัวอะไรง่าย ๆ แต่ในเวลานี้ตัวเขาเองกลับรู้สึกครั่นคร้าม ยำเกรง อย่างบอกไม่ถูก จึงสู้ทนอยู่นิ่งสักพักใหญ่เมื่อขบวนส่วนใหญ่เข้าไปภายในคงเหลือแต่บรรดาเหล่าทหารอารักขายืนเรียงรายอยู่โดยรอบองค์ปราสาทเทวาลัย เขาจึงค่อย ๆ ย่องอย่างเงียบที่สุดออกมาเสียจากบริเวณนั้น องค์เทวาลัยตอนนอกฝนตกกระหน่ำหนักสายฝนหนาราวกับม่านน้ำฝนแต่แปลกบริเวณองค์เทวาลัยตอนในกลับไม่มีแม้แต่ละอองฝน ท้องฟ้ามืดครึ้มอึมครึมบอกไม่ถูกว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน มองไม่เห็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์ หรือพระจันทร์  "เวลาอะไรกันนาฬิกาข้อมือไม่รู้หายไปไหนแล้วแต่งกายแบบนี้ได้ยังไงกันว่ะเป็นอะไรกันแน่ว่ะกู"

เสียงสวดมนต์บริกรรมคาถาของพระครูบายังก้องดังอยู่ในโสตประสาท "อาจารย์ฟื้นแล้วเป็นอะไรไปครับหน้ามืดรึไงนี่โรงพยาบาลศิริราชครับลุงที่แกเป็นนักการดูแลอาคารสถานที่พบอาจารย์นอนฟุบอยู่ที่ห้องพักอาจารย์เรียกเท่าไรก็ไม่ฟื้นเลยนำส่งโรงพยาบาลมานี่ล่ะครับ"

หากห้วยแก้วแห้งคลองรักเราไม่กลายผันแปรไม่เปลี่ยนแปลงไม่แปรผันอื่นเป็นสอง......มีลำธารโขดหินเป็นห้องมีเราสองแนบชิดเคียงคู่....ยอดพธู...ชื่นหัวใจ ชื่นดวงแด........ น้ำไหลหลั่งดั่งธารไหลรินยังชื่นแดเหม่อชะแง้แลหายไม่สิ้นใจชื่นฤทัยไม่สร่างซา.........

น้ำเซาะลำห้วยไหลรวมลงเป็นสายลงสู่ลำธารเล็กที่ชาวบ้านกั้นเป็นฝาย เพื่อทดน้ำเข้านาข้าวเหนียวอิสานเคยแห้งแล้งกันดารไม่ค่อยมีน้ำแม้ในยามฤดูฝนหรือในฤดูหน้าน้ำหลากแต่ในวันนี้ด้วยวิธีชลประทานง่าย ๆ แบบแก้มลิงสามารถเปลี่ยนเส้นทางเดินน้ำใหม่ด้วยการขุดร่องน้ำเพื่อเปลี่ยนทิศทางของแหล่งน้ำอื่นให้ไหลเข้ามาในที่แห้งแล้งไร้น้ำ น้ำไม่เพียงพอแก่การเพาะปลูกทุ่งกุลาร้องไห้กลายเป็นทุ่งนาสีทองมาราวสักปีกว่า สายน้ำจากลำน้ำชี ลำน้ำมูล ลำน้ำพองได้เปลี่ยนทิศทางการไหลมาสู่หนองน้ำแห้งขอดนานปีหลายแห่ง............

กุลาเป็นคำที่คนเชียงใหม่ใช้เรียกชาวต่างชาติ แปลว่า แขกขาว เพราะในสมัยก่อนจะมีชาวต่างชาติเข้ามาในเชียงใหม่   และแวะไปเที่ยวที่น้ำตกห้วยแก้ว ในตำนานเล่าไว้ว่ามีกุลาคนหนึ่งได้เข้ามาเที่ยวที่น้ำตกห้วยแก้วเมื่อเข้ามาแล้วเห็นน้ำตกใสมาก ก็นึกว่ามีแก้วอยู่ใต้น้ำ จึงได้พากันกระโดดลงไปเพื่องมเอาแก้วขึ้นมา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครรอดขึ้นมาได้แม้แต่คนเดียวเพราะน้ำในบริเวณนั้นเชี่ยวและลึกมากนิยายเรื่องนี้นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของคำว่า แก้วกุลา

เมขลา หรือ มณีเมขลา เป็นเทพธิดาประจำมหาสมุทร และเป็นนางผู้ถือดวงแก้วล่อให้รามสูรขว้างขวานจนทำให้เกิดฟ้าร้องแต่นางก็โยนแก้วล่อไปล่อมาทำให้เกิดฟ้าแลบแสบตาทั้งนี้จาตุมหาราชิกาได้มอบหมายให้นางปกป้องสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์จากเรืออัปปางโดยปรากฏในชาดกเรื่อง  "พระมหาชนก" ซึ่งเมขลาเข้าช่วยเหลือเจ้าชายมหาชนกจากเรืออัปปาง

๏ เมขลากล้าแกล้ว                            ล่อแก้วแววไว

โยนสว่างเหมือนอย่างไฟ                     ปลาบไนยเนตรมาร

๏ หน้ามืดฮืดฮาด                              เกรี้ยวกราดโกรธทยาน

แค้นนางขว้างขวาน                            เปรี้ยงสท้านโลกา

๏ ฤทธิ์แก้วแคล้วคลาศ                        ยิ่งกริ้วกราดโกรธา

โลดไล่ไขว่คว้า                                 เมขลาล่อเวียน

๏ ยักษ์โถมโจมโจน                            นางก็โยนวิเชียร

หลีกลัดฉวัดเฉวียน                             ล่อเวียนวงวล

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงขวาน                     ก้องสท้านสากล

ไล่นางกลางฝน                                 มืดมนท์ในเมฆา

๏ นวลนางนั้นช่างล่อ                          รั้งรอร่อนรา

เวียนรไวไปมา                                  ในจักรราศีเอย ๚

นางอรพิมเดินโซเซลากร่างน้อยที่อ่อนแรงแทบสิ้นลมหายใจพลางมองตรงไปข้างหน้ารู้สึกรันทดท้อด้วยเปลวแดดเต้นระยิบระยับสะท้อนเข้านัยน์ตาจนต้องรีบหรี่ตาลงเพราะต้านความร้อนแรงของแสงสุริยันต์ไม่ไหวอ้ายมาน่าโมโหเหมือนมันจักแกล้งข้าให้จำอายจำลาตายเสียเป็นแม่นมั่น เลวร้ายเหลือเกิน

"แกล้งกูด้วยอันใดกูยังไม่แจ้งจักสงสารเหนใจกูหามีไม่สาใจนักตายเสียไปเปนเปรต....     เปนสางอย่าผุดอย่าเกิดได้อีกในภพในกาลหน้าอีกเลย"

กุลาขาวนายหนึ่งผ่านมาพบมาประสบนางอรพิมเกิดความเวทนาสงสารเห็นใจ จึ่งช่วยดูแลรักษาในยามยาก อันกุลาขาวนายนี้รอนแรมเรือสำเภาจากแดนไกลมาจากแดนยุโรปเปนแพทยโอสถจึ่งรักษาได้ไม่ยากเย็นอันใดนัก "แม้นจักตอบแทนจงช่วยงานอันที่ข้าไหว้วานใช้สอยแก่เจ้าแล้วกัน"

ท่านแพทยโอสถนามกุลาที่ชาวบ้านพากันขานเรียกได้ใช้ความรู้เรื่องยาสมุนไพรรักษาอาการป่วยของคนไข้คนเจ็บ แต่เบื้องหลังแอบแฝงผลประโยชน์ด้วยการค่อยบรรจงใส่ยากล่อมปราสาทกล่อมจิตใจให้คล้อยตามเห็นเรื่องที่ผิดเป็นชอบ ครั้นพอติดแล้วมีอัฐเบี้ยเท่าใดต้องรีบแจ้นรีบจรมาหาไปเสพไปกิน....นางอรพิมตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเก่าทนเป็นนางบำเรอเปนมือเปนตีนให้แก่แพทยกุลาด้วยอัดอั้นตันใจ น้ำท่วมปาก ปากต่อกรมิได้ แพร่งพรายมิได้

ผลกรรมมาจากการที่นางล่อหลอกสลับร่างกับนางน้องสาวสืบสายเลือดคลานตามกันมาที่หน้าละม้ายคล้ายกันราวกับแฝดอันพญาเพชฌฆาตมองเพียงผิวเผินคิดว่าเปนนาง.....จึ่งลงมือประหารบั่นคอเสียขาดกระเด็นส่วนตัวนางแม้นบาดเจ็บเทียมกันแต่รีบเร้นกายแฝงมากับกองผู้คนที่มามุงดูซุกร่างกับกองเกวียนเทียมวัวออกไป...

"พี่อรพิมหากแม้นข้าไม่หลงเชื่อพี่ที่ล่อให้มาเปนพยานปากเอกว่าพี่มิได้กระทำผิดจริงเพียงไม่ถึงเสี้ยวเวลาข้ากลับถูกพี่ใส่ยาให้สลบไม่สมประดีแล้วเอาตัวข้าไปสู่หลักประหารถูกเฆี่ยนตีปางตายทั้งที่ตั้งใจจะมาช่วยเหลือพี่กว่าจะตายแสนปวดเจ็บกายาถูกบั่นคอทิ้งเสียสิ้นชีพแล้วบัดเดียวตัวพี่ดูทีรึ...ฮะ ๆ ๆ"

ยายหมูปารมีคนสวยเดินนวยนาดไปตามร้านขายของมองดูสินค้าระลานตาในห้างใหญ่ติดแอร์เย็นฉ่ำ.....

"ฮัลโหล     สายโทรศัพท์ที่บ้านของหมูหรือค่ะอ้อค่ะใช้ชื่อพี่พีร์สามีใหม่ค่ะ   ทำไมรึค่ะอันนี้ไม่ทราบจะพูดยังไงเอาเป็นว่าคุณต่างหากกำลังหมิ่นประมาทดิฉัน และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพวกท่านคือพี่พีร์สามีของหมูเค้าเป็นพระนัดดาค่ะ"

"ฮัลโหล บ้านสมุนไพรอ้อของเพื่อนพี่พีร์ค่ะ เค้ามีองค์อุปถัมภ์เป็นสมเด็จพระเทพรัตน์เพื่อนเค้าชื่อ พี่ สุชาติ   แสงชูโต"

"อ้อ กองทุนสามสิบบาทรึค่ะ อ้อพ่อของหมูแกเป็นกรรมการหมู่บ้านร่วมมือกับกลุ่มพระประยูรญาติเก่ามาทางสายของพี่พีร์เค้าค่ะแต่แม่ของหมูคอยประสานงานช่วยเหลือให้อยู่พวกเราไม่ได้ค่าจ้างค่าออนแต่ว่าเราทำงานรับใช้พวกท่านรู้สึกมีความสุขมากเลยค่ะ"

"เอางี้ครับผมอยู่ทางนี้เดี๋ยวเชิญมาที่สถานีตำรวจขอคุยด้วยหน่อย เพราะผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ........นี่ครับบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจผมสิบตรีสมพร..."มิไยญาติพี่น้องทั้งในบ้านเดียวกันและที่อยู่นอกบ้านจะติงจะเตือนยังไงทั้งยายมณีแลปารมี ก็ไม่เคยยอมฟังยังคงเดินหน้าถลำตัวลึกลงไปทุกที ๆ กลายเป็นความแพ่งขึ้นมาจนได้เรื่องราวไม่จบแค่นั้น น้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ เอย ล้วนแล้วแต่มาจากบริษัทผี บัตรเครดิต รวมทั้งสารพัดบัตรปลอม เอกสารปลอมมาจากความมีสติอันไม่สมประกอบของยายมณีกับยายปารมีทั้งสิ้น

"ทั้งสองคนแม่ลูกกลายเป็นเครื่องมือรับใช้คอยรองมือรองตีนพวกฝรั่งค้ายาที่มีเงินหนาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์"

ปัญหาบานปลายเสียแล้วยากจักจบได้โดยง่ายดายเป็นความนับสิบปีขึ้นแน่นอน อยู่ดีไม่ว่าดี อยากมี อยากได้ เอารถขโมย บ้านบุกรุกที่ดินวัดวามาแลกเกิดประโยชน์อะไรบ้าง สติไม่ดี ไม่รู้หนังสือ แถมร่วมมือกันหลอกคนในบ้านและญาติพี่น้องที่อยู่นอกบ้านอีกด้วย

นางอรพิมหนีซมซานกลับมาด้วยความระทมทุกข์นึกถึงน้องสาวร่วมอุทรเดียวกันน้ำตาให้ตกใน “พี่ขอโทษนังอรพิน” ร่างน้อยของนางล้มซวนเซครั้งแล้วครั้งเล่ากองกับพื้นนางนั้นพยายามลืมตาขึ้นเพื่อมิยอมให้ตนเองหลับใหลนิรันดร.... นางสามารถฝืนทรงตัวลากขาทั้งสองขาอย่างกระเสือกกระสนได้เพียงอีกสักพัก  พลันนางรู้สึกได้ถึงดวงหน้างามสัมผัสกับบ่อน้ำศิลาแลงจมลงไป นาสิกนางสำลักน้ำเข้าไปเต็มปอด นางนั้นย่อมหายใจไม่ออก แลขาดใจตายในกาลต่อมาชั่วเวลาไม่นานนัก

อับแสงแห่งรักเรา....ดอกเตอร์ไวกูณฐ์นั่งบรรจงเขียนหัวข้อบทความทางวิชาการด้านโบราณคดีในฐานะผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยท่าทางซึมเซาอันข้านั้นเปนพญาเพชฌฆาตด้วยหน้าที่ แต่ด้วยเหตุบังเอิญเกิดขึ้นมาจากเรื่องราวนี้

"ข้าฯ จักกระทำตามเยี่ยงผู้ประหารที่ดีมิให้ขาดตกบกพร่องซึ่งศีลแลธรรมมิให้มีใครติฉินก่นด่า...ถือศีลยึดมั่นจารีตผู้ประหารเจ้าของดาบ...เว้น สุรา ยาสูบ ชำเราหญิง ขบถแผ่นดิน หมิ่นครูบาพระอาจารย์ข้าฯ หวนรำลึกถึงกาลครั้งเมื่อข้าฯ วัยยี่สิบฉกรรจ์ ข้าฯ เฝ้าติดตามแพทยโอสถนามกุลาแขกขาวฝรั่งยุโรป....ด้วยจำเปนใคร่ได้ชีวิตที่ดี  มีวาสนา รับใช้การแผ่นดิน มีอัฐ มีเบี้ยหวัด...จวบจนวัยกว่าห้าสิบปี...ข้าจำประหารนางอรพินด้วยความเข้าใจผิดหน้าตามันละม้ายนางอรพิมพี่สาวข้านั้นได้ติดตามรับใช้มากว่ารัชสมัยแต่หาจำจดใบหน้าของนางในทั้งหลายได้ไม่ แลนางทั้งสองเปนพี่น้องคลานตามกันมาหน้าตาย่อมคล้ายเคียงกันข้าจึ่งแยกไม่ใคร่ได้ตามธรรมเนียมของเพชฌฆาตหากผิดพลาดเยี่ยงนี้ต้องกระทำการอาบัติแล้วเร่งรุดแจ้งต่อองค์เหนือหัวหรือหน่อพระวงศ์ทรงทราบ หากข้าฯ เกรงใจแพทยโอสถกุลาแลใคร่ได้อัฐได้เงินได้ทองได้ยาจากมันที่หาได้ยากยิ่ง...."

อับแสงแห่งรักแลชีวิตของข้าจึงบังเกิดขึ้นตามฮีตครรลองแห่งพญาเพชฌฆาต...และเมื่อข้าพบรักนางหนึ่งเมื่อวัยล่วงมาอีกไม่ถึงปีในวัยหนุ่มใหญ่กว่าหกสิบปี

"นางนั้นเปนธิดาพญาเลี้ยงบิดาค้าเงินค้าทองจะมาทำสะเพร่าจับผลัดจับผลู...แม่นนางชาวบ้านจงเอาเงินเองทองเอาสินมาวาง วงศาคณาญาตินางมีเงินมีบารมีมากมาย ย่อมนำพาความก้าวหน้ามาสู่สูท่าน"

เสียงแม่สื่อผู้นำสาส์นมาบอกรีบรวบรัดเสียให้จบเร็วไว ข้าฯ คิดสะระตะคำนวณผลได้ย่อมมีมากแต่วิสัยข้าฯ หายอมจ่ายอัฐเพื่อการสู่ขอนางใดข้าฯ จึ่งแสร้งวางกลนำก้อนหินศิลาเหลี่ยมมาแปลงสีเปนทองเปนกำเปนเงินเทียมจำนวนที่ครอบครัวนางเรียกร้อง ผลคือข้าฯ ถูกส่งตัวเข้าโรงจำถูกซักความไปมาจนถึงที่จนได้เมื่อความแดงเรื่องนางอรพินที่ข้าฯ แสร้งมุสาเพื่อผลได้ที่ข้าฯ หวังเก็บเกี่ยวจากไอ้กุลาแพทยโอสถแขกขาว แลมันตลบหลังข้าฯ เสียเจ็บ ข้าฯ ถูกบั่นคอทันทีต่อหน้าพระที่หน่อองค์กษัตริย์ไม่มีรีรอ

ครั้นพอภพนี้ดอกเตอร์ไวกูณฐ์กลับมาเจอสภาพเดิมเมื่อแอบเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ผู้คุมในกรมราชทัณฑ์ อาจารย์ไวกูณฐ์หรือนามเดิมว่าพี่หมูหรือสมบูรณ์แอบปลอมแปลงลายเซ็นต์ผู้มีอำนาจลงนามในคุกคลองเปรมหลายครั้ง สุดท้ายเมื่อถูกจับได้จึ่งรีบเผ่นหนีแล้วแฝงเข้ามารับราชการครูที่นี่แทนโดยที่นักศึกษาหลายคนเริ่มระแคะระคายแต่ยังไม่มีหลักฐานระบุชัด....ผูกมัดในการกระทำผิด........เรียกได้ว่ากำลังหลบหนีความผิดหรือหนีคดีอยู่......ซึ่งทุกวันเฮียหมูจะเพียรพยายามทำบุญเพื่อไถ่บาป

"ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ทั้งที่ข้าเคยมีเจตนากระทำกรรม แลไม่มีเจตนากระทำกรรมต่อพวกท่าน"

อับแสงแห่งชีวิตของข้าฯ  น้อย

ดั่งแสงหิ่งห้อยบนต้นลำภูริมตลิ่ง

อับจนเพราะกรรมบันดาลแท้เทียว

วิมายบันทายนี้สีชมภูสีแห่งรักงามข้าฯ แลสู

เพ้ออยู่เพียงลำพังวิมานเดียว.....

ธงชาติประเทศกรรมพูชาที่ไม่เหมือนของกัมพูชาหรือขอมแต่เดิม คือมีรูปเขาพระวิหารที่มีสีแดงและน้ำเงินเป็นพื้นเส้นทางยาวขนานกันบ่งบอกถึงความเป็นชาติพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน ไม่ใช่กัมพูชา แต่บูชากรรมชั่ว มีตัวอักษรอยู่สี่คำที่เขียนอยู่ตรงมุมซึ่งในความเป็นจริงสี่คำนี้สามารถหามาสลับเรียงกันได้หลายกลุ่มคำให้มีความหมายหรือกลในการเรียงคำ อาทิ  เช่น  krak(กัมพุช)   keung(กรรม)   kea(การมา)   krong(กรุง) พอนำมาเรียงสลับไปมาจะได้ความหมายว่า ประเทศกรรมบูชา กรรมตามมาแล้ว เมืองแห่งการมารับผลกรรม มีคนคิดประดิดอยู่หลายกลุ่มรวมทั้งอาจารย์ไวกูณฐ์ด้วย

จะกล่าวบทไปเทพไท้สิงสู่อยู่พฤกษาสงสารโสนน้อยเรือนงามกัลยา เกิดมามีเรือนงามหลังน้อยติดกาย เสมือนหนึ่งเจ้าของอาณาประเทศขอบเขตพัทธสีมาน้อยใหญ่ เทวาอารักษ์ทั่วไปกุลาตัวใหญ่เร้นเข้ามา แอบแฝงอยู่ในกรุงศรีบุรีเจ้าของเรือนหนา กุลาแขกขาวหอบเงินมาค้ายาพาเจ้าโสนน้อยซมซาน หนีตายไปทั่วอาณาเขตทุกข์เทวศมามีหลายสถาน อันตัวเราก่อนเก่าเป็นอาจารย์สันดานใช่ชั่วเสียถ้วนไป อาศัยช่วงชุลมุนหลบพานพบพี่น้องเพื่อนรักใคร่ตกระกำลำบากด้วยจนใจ อาศัยมุมอับหลับตาบรรจงคัดลอกราวปลิ้นปลอก แต่ด้วยจนใจดอกไม่หลอกหนา คนดีถูกย่ำยีเสมอมามารยาร้อยแปดเต็มแผ่นดิน จำเรายอมเสี่ยงสำเนียงเจ้าคลุมเครือน้ำตาไม่จบสิ้น หากแม้นไม่เสี่ยงหมดแผ่นดินไร้สิ้นโมโหแลโกรธา จงใจอ่อนนอนหลับคืนสติอันลัทธิดนตรีมานานช้า เราเล่าคลอเคล้าด้วยน้ำตาอุราเรานี้ทุกข์อกตรม ไม่มีที่พึ่งที่ไหนผู้เป็นใหญ่มาจากไหนไม่ด่าวดิ้น อาศัยเพี้ยงแค่รองมือแลรองตีนกุลาขาวพลัดถิ่นทำร้ายกัน จงตรองก่อนอ่อนใจคืนสติ มองดูสินี่ผองพงศ์หรือมิใช่ อันเงินตรามีอำนาจมากฤาไร กระไรเออฟังดูไม่รู้ความ...

"ผมเครียดเห็นพี่น้องคนรู้จักโดนยัดข้อหาให้ผมทุกข์ไม่รู้เรื่องรู้ราว ผมไม่รู้จะพูดยังไงบ้า ๆ ขึ้นมาตอนนี้แก่มากแล้วเริ่มย้อนคิดว่ามันเป็นโทษแต่ถามว่าทำไปทำไมไอ้เงินค่าจ้างมันน้อยเสียยิ่งกว่าค้าขายตามแผงตลาดนัดหนังเร่ ความโก้อะไรก็ไม่ได้มี อาศัยช่วยเหลือพวกพ้องจริง ๆ เพราะผิดกันก็ทั้งนั้นแต่พวกมีเงินหนา มีอำนาจ พวกหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง เค้ามีพระยศมาจากไหนทุกคนรู้เลยยอมเสี่ยงอย่างน้อยก็เหมือนไม้ขีดไฟจุดตัวเองให้มันลุกพรึบให้มีแสงแค่นั้นแวบเดียวก็ยังดีคิดยังงี้กันทั้งน้านไม่ได้ทำผิดแล้วมาแก้ตัวพี่ก็เห็นมันมีอะไรดิบดีมากกว่านี้มั้ยที่พวกผมได้ไม่มีเล้ย...."

ยายมณีกลายเป็นบ้าเพ้อว่าเป็นลูกเจ้าด้วยป่วยเจ็บทางใจ "ฉันไม่ได้ป่วยฉันเป็นพระธิดาท่านจิตรเจริญกับท่านรัชนีเหมือนเจ้าหญิงอนัตตาเซียเมืองไทยนั่นล่ะค้าฉันนี่ล่ะยายพระธิดารัสเซียก็ยังงี้เล้ยเข้าใจมั้ยฝรั่งมาดูฉันแต่เล็กตัวเท่าเมี่ยงเพิ่งพลัดออกจากเวียงจากวังมาราวหกขวบเอ้งท่านยังเสด็จมาดูด้วยห่วงใยทรงล่วงรู้ว่าสมเด็จพ่อของฉันวางแผนการไว้ให้เราคู่กันส่วนเป็นพระราชินีรึยังไงใครจักกล้าบังคับท่านกษัตริย์นี่นะค๊าท่านทรงตัดสินพระทัยเองจะว่าบุญบาปฉันนะพระธิดาฐานันดรศักดิ์ฉันใช่ชั่วคนไทยคิดยังไงก็สุดแท้แต่ถ้าเอานังผู้หญิงอย่างพวกขี้ข้าขี้ครอกลูกเจ็กแต่มีตังค์มาเหนือฉันคิดดู"

เจ้าไม้ขีดไฟก้านน้อยเดียวดาย

จุดแสงแข่งดวงตะวัน....

เพียงแค่เธอนั้นหันมา....

ด้วยรักจริงใจไม่มี....

เพียงแค่ในฝันวิมาน.....

วาดชีวิตเจ้ากลางอากาศวิมานเมฆ

แค่ฝันไปจิตใจจัญไรทำร้ายไผได้

รั้งท้ายคือตนสูเจ้ารับกรรมหนักข้อกว่า....

ส่วนพวกนายธนาคาร พนักงานที่ไม่ซื่อ คิดคด จะมีวิธีการแก้ปัญหาชีวิตและแก้แค้นต่อสังคมที่ไม่ยอมแลกเปลี่ยนโทษทางอาญามาเป็นแพ่งให้พวกตนแบบง่าย ๆ ขี้หมากองเดียวจังซี้ "เช้านี้ผู้การมีตังค์ไอ้พวกหน้าโง่มันมาฝากตังค์จริงราวสักสองล้านกว่าครับ"เสียงลูกน้องสำนึกรายงานเพื่อดูปฏิกิริยาผู้จัดการสาขาดีเด่นที่หักหลังลูกน้องในกำมือด้วยการแสดงความซื่อสัตย์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"ต่อไปนี้ไม่ต้องให้กูสั่งความอีกมึงคอยเช็คเช้านี้มีเงินจริงเท่าไรรีบแลกให้หมดไม่ต้องเหลือหรือเหลือก็น้อยที่สุดแล้วทบไปแลกดอลล่าร์จริงไปเพื่อให้มันมั่นคงต่อพวกเรากูจำสวมบทหักหลังแต่เพื่อยืดเวลาให้พวกเราหายใจต่อได้มากขึ้นกว่าเดิมอย่าคิดหรือมองกูแบบนั้นไอ้ห่ากูน้อยใจกูแก่แล้ว...แล้วเอาเงินที่พวกเราทำขึ้นมาประกาศไปแล้วเวบ......ธนาคารชาติรูปแบบเหมือนเปะไม่ต้องกลัวอีกนานเข้าใจมั้ยแต่ระหว่างรอต้องแบบนี้...ดอลล่าร์มันมั่นคงกว่าอยู่แล้ว"

แต่สำนึกลูกน้องรู้ว่านี่มันจอมหักหลังได้แต่ทำทีซื่อและเชื่องแต่รู้ทันกันไม่ใช่ไม่รู้เท่าทันอับแสงแห่งรักลองไปดูวันที่เริ่มประกาศใช้ธนบัตรรูปแบบใหม่นั่นคือปฐมฤกษ์ของแผนการณ์เอาเงินจริงรีบแลกเงินดอลล่าร์แล้วเอาเงินธนบัตรรูปแบบใหม่มาใส่ตู้เอทีเอ็ม ให้เบิกตามเคาเตอร์คนรู้คิดจะต้องสังเกตุได้ว่าลายเซ็นในธนบัตรมันแปลกประหลาดไม่รู้ใครที่ไหนมาลงนามเป็นผู้มีอำนาจได้มั้ยผลปรากฏไม่รู้ว่าใครชื่อนี้นามสกุลนี้มีอำนาจเกี่ยวข้องอะไรกับธนาคารแห่งประเทศไทย ดูสิอับแสงแห่งรักเรารึไม่เคยสังเกตสังกาอะไรบ้างมั้ย ใครลงนาม เค้าคือใคร เคยคิด เคยไต่ถามธนาคารกันบ้างมั้ย?จนทุกวันนี้ยังไม่รู้แน่ว่านำไปซ่อนไว้ที่ไหนเห็นสำนึกผิดบาปกันหลายผู้บ่าวผู้สาว      

"บางทีอาจนำไปฝากบัญชีฝากล่วงหน้าประเภทต่าง ๆ ของธนาคาร หวั่งหลี จำกัด หรือ  สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ จำกัด" 

หลายปีก่อนเกือบจะสิบปีมาแล้วเด็กวัยยี่สิบสามสิบต้น ๆ ราวสักหกคนทำการอัตวิบากกรรมยิงตัวตายกลางศาลประท้วงชะตาชีวิตของตนเองด้วยคดีบัตรเครดิต การอนุมัติวงเงินเครดิตปลอมมนุษย์เราต่างคนต่างมีหนึ่งชีวิตเราทำร้ายเค้าได้เค้าย่อมทำร้ายเราได้มิหนำซ้ำธรรมดาวิสัยของการแก้แค้นย่อมจักต้องหนักกว่ารุนแรงกว่า

เหนือหัวอังกอร์ชอบออกป่าล่าสัตว์แต่รุ่นหนุ่ม ทุกครายามฝึกปรืองานทัพแลกองพลทหารหาญชาวขอมท่านรุดเข้าป่าเพื่อหากวางหาเก้งหาสารพัดสิ่งอันมาเปนภักษา พากันหุงหาต้มแกงกินเปนมื้อเปนภักษาเสวยแต่องค์กษัตร์ย์ไล่เรียงลงมายังหน่อองค์แลไพร่พลด้วยรักใคร่ห่วงใยเหมือนสหายร่วมน้ำพิพัตย์ "อันว่าเขากวาง เขาสัตว์จำพวกจำเปนแก่การเข้าโอสถต้องเร่งจัดหามาลองปรุงเข้าโอสถดู ด้วยนับวันไข้เจ็บนานาเพิ่มพูนทวีคูณขึ้น"

วิมานไวกูณฐ์ดวงแก้วที่เหล่านางในฝันใฝ่นั้นล้วนมาจากความละโมบของผู้หนุนนาง อันตัวนางเองย่อมแสวงหาความดีความงามมาสู่ชีวิตหาใช่เรื่องผิดบาป หากความรุษยารุนแรงย่อมก่อให้เกิดโทษ เกิดความชังแลเสียงติฉินต่อราชสำนักถึงความเหี้ยมโหดผิดวิสัยอิสตรีสามานย์ปกติ

"หน่อเนื้อนาบุญของขอมแม่นแล่วนักองค์โอรสแห่งข้า"    

พระนางอังกอร์รับสั่งแต่ครั้งก่อนถูกประหารชีวิต ทรงประทับนั่งยิ้มหัวท่าทางเลื่อนลอยพลางทอดพระเนครโอรสหนุ่มวัยกว่าสิบหกชันษาแต่แล้วนักองค์หนุ่มท่านกลับหนีออกจากเวียงพระนครธม

"ขอนมัสการพระคุณเจ้าอนุเคราะห์บรรพชาข้าฯน้อย"

นักองค์หนุ่มท่านทรงเลื่อมใสในร่มพระพุทธศาสนาจวบจนสิ้นอายุขัย ด้วยล่วงรู้ว่านี่เองไวกูณฐ์วิมานอันจีรัง เหนือหัวอังกอร์ทรงประทับนั่งมองด้วยความยินดีและเกิดปีติ 

"กำลังสมาธิของเจ้าเณรมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออัปปนาสมาธิเกิด มีสติรู้ว่าเกิดว่าสภาวะต่าง ๆ ดับหายไป มีสติ สัมปชัญญะ เกิดขึ้น เจ้าเณรจิตย่อมตั้งมั่นอยู่ รู้ชัดในสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งภายในกายและภายนอกได้"

สยามพยายามสร้างอิทธิพลในกัมพูชาโดยให้นักองค์ด้วงมาครองเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ ในขณะเดียวกันเวียดนามก็เพิ่มระดับการแทรกแซงกัมพูชามากขึ้น จนนักองค์จันทร์แทบจะไม่มีอำนาจที่แท้จริงจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๓๗๘ รวมพระชนม์ได้ ๔๔ พรรษา พระองค์ไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดาที่เวียดนามได้สนับสนุนให้เป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์หลังจากที่เวียดนามสนับสนุนการก่อกบฏของเจ้าอนุวงศ์ใน พ.ศ. ๒๓๖๗ – ๒๓๖๘ รวมทั้งนโยบายของจักรพรรดิมิญหมั่งที่ต้องการรวมกัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามอย่างเปิดเผย ทำให้ความขัดแย้งระหว่างสยามกับเวียดนามรุนแรงขึ้น เมื่อเกิดกบฏต่อต้านราชสำนักเว้ในกัมพูชา รัชกาลที่ ๓ จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยส่งทหารเข้าไปในกัมพูชาเพื่อสนับสนุนฝ่ายกบฏ นักองค์ด้วงพระอนุชาของนักองค์จันทร์เสด็จไปเป็นกษัตริย์กัมพูชาระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๓ – ๒๓๖๔ ในช่วงแรก สยามเป็นฝ่ายได้เปรียบในการรบจนเวียดนามต้องนำนักองค์จันทร์หนีไปเวียดนาม แต่ในช่วงท้าย การประสานระหว่างทัพบกและทัพเรือไม่ดี จึงยึดชายฝั่งเวียดนามตามแผนไม่ได้รวมทั้งกองทัพเรือของเวียดนามก็ตีโต้แข็งแรง รวมทั้งชาวกัมพูชาไม่สนับสนุนนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วงเท่าที่ควร ฝ่ายไทยจึงถอยทัพกลับใน พ.ศ. ๒๓๖๗ เวียดนามจึงนำนักองค์จันทร์กลับมาครองกัมพูชาอีก และควบคุมกัมพูชาอย่างเข้มงวดกว่าเดิมผลคือความขัดแย้งสิ้นสุดลง พระอนุชา ๓ คนหนีไปสยาม ทำให้นักองค์จันทร์หันไปนิยมเวียดนามมากขึ้น มีการเกณฑ์แรงงานชาวกัมพูชาไปทำงานให้เวียดนาม เช่น การเกณฑ์แรงงานไปขุดคลองวิญเทในเวียดนามทางภาคใต้ ยิ่งทำให้ชาวกัมพูชาเริ่มไม่พอใจก่อการต่อต้านรุนแรง ฯลฯ

แลนี่เอง คือที่มาต้นกำเนิดความคิดตั้งราชสกุลใหม่เพี่อสืบสายการเสวยราชย์สมบัติในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเองอันมีขอม มอญ ละว้า มลายู แต่ต้นเมืองพุกามจรดเมืองสิงหาปุระ (สมเด็จพระอุทัยราชา ทรงพระนามเดิมว่า นักองค์จันทร์ (นักองจัน) เสด็จขึ้นครองราชย์แทนสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี (นักองค์เอง) พระราชบิดาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทรงเป็นกษัตริย์กัมพูชาระหว่างที่ประเทศชาติกำลังวุ่นวายด้วยความขัดแย้งระหว่างสยามแลเวียดนาม)

เหนือหัวกษัตริย์หนุ่มแห่งอังกอร์ทรงทอดพระเนตรชาวขอมที่ทอดร่างนอนเจ็บร้องโอดครวญทรมาน บ้างเสียชีวิต ด้วยฝีมือการก่อกบฏหน่ำซ่ำกับเจ้าอนุวงศ์ “เจ้านักองค์ตัวดีหนีหายได้น่าเสียดาย น่าพิฆาตเสียสิ้นแก่ชีวิต มันผู้ใดคิดก่อเรื่องวุ่นวายอันเปนเหตุให้ผู้คนบาดเจ็บแลล้มตาย มันผู้นั้นสมควรจักต้องชิมลางฤาลิ้มรสความตายเสียก่อนจักได้รู้รสชาดแห่งความตายเสียก่อนผู้อื่นว่าเปนอย่างไร”

หนุ่มก้อง แสงชูโตผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายชาวขะยิ่นมองของที่วางเรียงระเกะระกะไปทั่วบ้านหลังงามแต่ด้วยเลือดแลน้ำตาของครอบครัวแซ่เซียเองทุกคนด้วยน้ำตานองหน้า

"แม่เองเป็นขะยิ่นเป็นชาวเขาพม่าผมรู้ แต่อันนี้กระเป๋าหนังยี่ห้อหลุยส์ติงต๊องมันของกอปเป็นพันใช่แต่ของทำเลียนแบบ     รถนั่นมาตรฐานไม่มีวันนั้นแม่เองก็เกือบจะเดี้ยง อยู่ ๆ เกียร์สับกันเข้าถอยกลายเป็นวิ่งไปข้างหน้า บ้านบุกรุกที่ดินวัดกรมการศาสนาตามเล่นมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้ทำบัตรประชาชน ผมกราบเท้าขอให้ย้ายออกมาอยู่ข้างนอกกับผมก็ไม่เอา จนผมทำงานออกไปเช่าห้องอยู่ก็บอกไม่อยากอยู่ลำบากสบายจนชินไม่เอาแล้วความลำบาก แต่นี่มันคุกของคุณกับพ่อผมแล้วก็ญาติพี่น้องเราที่ร่วมมือกันทำคดีบ้า ประชดชีวิต เอาอนาคตพวกลูกหลานอย่างพวกผมไปแลกไอ้ของสัปปะรังเคแบบนี้โอนไม่ได้ ขายไม่ได้ รถขับก็อันตราย ตำรวจก็จับขโมยรถที่ละเมิดลิขสิทธิ์ รอเฮียสงกรานต์ขึ้นครองราชย์บ้าตามอาม่าปิ่นเร้อ อีหน้าตาคล้ายท่านรัชกาลที่ ๖ คนคล้ายในหลวงองค์นี้ยังมีเพียบเห็นก็เห็นรู้ก็รู้ เป็นบ้ากันนี่หว่า...เค้าด่าว่าพวกขี้ข้า คนดอยมาคอยประสมแดกไม่มีการศึกษา ไม่รู้กฏหมาย แต่พวกผมรู้ พวกผมไม่ได้บ้า เรียนหนังสือกันทุกคนอนาคตของพวกผมไม่มีเพราะเอาวัตถุขี้หมาพวกนี้มาแลก ไม่สบายป่วยทางจิตไม่มีอะไรเลย ไอ้ฝรั่งเจ้าของเงินนั่นก็ป่วย มันเสพยาค้ายา มันขายเองเสพเองด้วยเพราะยาที่พวกมันเสพมันหายาก มันก็บอกว่ามันจำเป็นต้องเสพเพราะว่ามันติดยาก็ธรรมดา แล้วคุณไม่ได้เสพยาคุณเป็นบ้าเพราะอยากเป็นเจ้าหญิง เจ้าจอมมารกัน บ้าแน่นอน"

"พีร์เค้ายิ้มเพราะเค้าบอกว่า ผมไม่รู้จะพูดยังไง ผมยังไงก็ต้องเป็นหมู ผิดจากหมูผมไม่เอา เค้าสวย สง่า เก่งดูดี ช่วยงานบริหารผมได้มาตลอดบริษัทในเครือของเราพ่อแม่ผมก็บอกว่าขาดหมูนี่บริษัทฯเราลำบากมาก ผมไม่ยอมปล่อยให้เค้าไปไหนอยู่แล้วผมรักเค้าไม่มีทางไปมองใครอื่น แต่ผมไม่รู้จะพูดยังไงก็พี่น้องเค้า ไม่ได้ดูถูกแต่ไม่รู้จะพูดยังไง แม่ฟังก็ได้แต่ยิ้มเหมือนกัน แล้วไม่รู้ตัว เฮ้อ คือบางทีเราก็ต้องรู้ตัวเราแต่พีร์นี่เค้าลูกในหลวงองค์พี่วุ้ยเป็นหมูเค้ารีบหนีไม่กล้ามาเผยอมาเสนอหน้าพวกสงกรานต์เค้าก็บอกไม่รู้จะพูดยังไงฉันก็ขอพูดแค่ว่า เฮ้ออายตนเองดีมั้ยเค้าจะครองแผ่นดินกันโดยธรรมทั้งสี่คน แต่ขวางเราไม่ได้ คือเอาตายแล้วนี่สวามิภักดิ์คบคนผิดมากี่ปีจนมันจะแก่ตายดูทีรึไม่รู้สำนึกคนไทย คนขอมอะไรนั่นก็โง่ซ้า"

ยายมณีจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์นักข่าวถ้าพาดพิงถึงเรื่องเชื้อสายเจ้าแบบผู้สืบสันดานสายประสาทของแกที่พวกนักข่าวขานพระนามให้ยายมณีว่า ท่านหญิงเดียว

คนเรารักกันยาก รักลำบาก รักลำบน...คนเราแม้นมีจน น้ำใจคนหาลำบากยากยิ่งมี....

คนเรารักกันได้ไฉน แม้นไร้เงินและทอง....จนเงินเค้าไม่มอง แม้นไร้เงินแลทอง...

เพื่อนพ้องพี่น้องย่อมไม่มี....

คนเรารักกันยาก รักลำบาก รักลำบน...คนเราทุก ๆ คน น้ำใจคนหาลำบากยากยิ่งเอย....

เป็นมนุษย์มันยากไฉน แม้นไร้น้ำใจแลไมตรี...เงินทองแม้นไม่มี รักไมตรีให้ไปเค้าไม่มอง...

ตัวหนังสือของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแพร่หลายเข้าไปในล้านนา ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๖๒ วัดพระยีนว่า พระมหาสุมนเถร นำศาสนาพุทธนิกายรามัญวงศ์ หรือนิกายลังกาวงศ์เก่าเข้าไปในล้านนาเมื่อ พ.ศ.๑๙๑๒ และได้เขียนจารึกด้วยตัวหนังสือสุโขทัยไว้เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๔ ต่อมาตัวหนังสือสุโขทัยนี้ได้เปลี่ยนรูปร่าง และอักขระวิธีไปบ้างกลายเป็นตัวหนังสือฝักขาม และล้านนายังใช้ตัวหนังสือชนิดนี้มาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

เชียงตุงและเมืองที่ใกล้เคียงในพม่ามีศิลาจารึกอักษรฝักขาม ซึ่งดัดแปลงไปจากลายสือของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชอยู่กว่า ๑๐ หลัก เริ่มแต่ศิลาจารึกวัดป่าแดง พ.ศ. ๑๙๙๔ เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีจารึกที่เจดีย์อานันทะในพุกามเขียนตัวหนังสือสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๐-๑๙๔๐ อยู่หลักหนึ่ง

ในประเทศลาวมีจารึกเขียนไว้ที่ผนังถ้ำนางอันใกล้หลวงพระบางด้วยตัวอักษรสุโขทัย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับตัวหนังสือสมัยพระเจ้าลิไทย (พ.ศ. ๑๘๙๐-๑๘๑๑) ส่วนจารึกประเทศลาวหลักอื่นที่เป็นภาษาไทยไม่เก่าไปกว่า พ.ศ. ๒๐๓๐ เลย

ไทขาว ไทดำ ไทแดง เจ้าไท ในตังเกี๋ย ผู้ไทในญวน และลาวปัจจุบันนี้ ยังใช้ตัวอักษรที่กลายไปจากลายสือของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ถ้าคนไทยมีตัวอักษรไทยเดิมอยู่แล้ว ก็คงจะไม่ยอมรับลายสือไทย เข้าไปใช้จนแพร่หลายกว้างขวางไปในหลายประเทศดังกล่าวมาแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากของที่เคยชินแล้วทำได้ยากมาก เป็นต้นว่า เราเคยเขียนคำว่า "น้ำ" บัดนี้ออกเสียงเป็น "น้าม" แต่ก็มิได้เปลี่ยนวิธีเขียนให้ตรงกับเสียง

พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้นโดยมิได้ทรงทราบว่ามีตัวหนังสือไทยเดิมอยู่ก่อน ข้อพิสูจน์ข้อหนึ่งคือ ไทยอาหมและไทยคำที่ (ขำตี้) ออกเสียงคำ อัน คล้ายกับคำ อาน แต่เสียงสระสั้นกว่า และออกเสียงคำ อัก-อาก อัด-อาด อับ-อาบ เป็นคู่ๆ  กันเหมือนกับตัวหนังสือของเรา โดยออกเสียงคำต้นสั้นกว่าคำหลังในคู่เดียวกัน แต่ออกเสียง อัว ว่า เอา เพราะถือหลักการที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า อัว คือ อาว ที่เสียงสระสั้นลงน่าจะออกเสียงเป็น เอา แต่พ่อขุนรามคำแหงทรงใช้ อวว (คือ อัว) เป็นสระ อัว แทนที่จะเป็น สระ เอา หากคนไทยเคยอ่าน อัว เป็น เอา ซึ่งถูกตามหลักภาษาศาสตร์มาแต่เดิมแล้วคงยากที่จะเปลี่ยนแก้ให้อ่านเป็น อัว ซึ่งขัดกับความเคยชิน ฉะนั้นจึงน่าเชื่อว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ตัวหนังสือไทยขึ้น โดยมิได้ทรงทราบว่าตัวหนังสือไทยเดิมอยู่ก่อนแลัว

พ่อขุนมังรายมหาราช (เป็นพระนามที่ถูกต้องของพระยาเม็งราย) คงจะได้ดัดแปลงตัวอักษรมอญมาใช้เขียนหนังสือไทยในเวลาใกล้เคียงกัน ดังตัวอย่างตัวอักษรในจารึกลานทองสุโขทัย พ.ศ. ๑๙๑๙

จ้วง คนไทยในกวางสีประเทศจีนใช้ตัวหนังสือจีนเขียนภาษาจ้วง แสดงว่าเมื่อสุโขทัยและจ้วงแยกจากกัน ยังไม่มีตัวอักษรแบบ กข ใช้ เพราะถ้ามีตัวอักษรไทยเดิมอยู่ จ้วงคงไม่หันไปใช้ตัวหนังสือจีน ซึ่งใช้เรียนมากกว่าตัวหนังสือไทยเป็นสิบๆ ปี

ส่วนไทยอาหมคงสร้างตัวหนังสือขึ้น ในระยะเวลาใกล้เคียงกับตัวหนังสือสุโขทัย ทั้งนี้เพราะคนไทยเพิ่งจะสร้างอาณาจักรเป็นปึกแผ่นกว้างขวางออกไปในระยะนั้น อย่างไรก็ดี นักอ่านศิลาจารึกหลายท่าน เชื่อว่า รูปตัวอักษรของไทยอาหมชี้ให้เห็นว่า อักษรไทยอาหมพึ่งเกิดใหม่หลังอักษรพ่อขุนรามคำแหงเป็นระยะเวลานานทีเดียว

แต่ต้นเวียงพุกามจรดเมืองสิงหาปุระล้วนเป็นปัจฉิมเหตุแห่งรักที่น่าติดตามต่อไป...........รากเหง้าแม้ภาษายังมีแหล่งที่มาร่วมกัน หากแม้นความรักในผืนดินถิ่นแดนทองยังคงจำเป็นต้องแลกด้วยเงินและทองไม่ได้ต่างกันกับรักระหว่างชายและหญิง ปัจฉิมเหตุแห่งรักร้าวของผู้คนที่เกิดขึ้นย่อมไม่มีความแตกต่างกัน ชายและหญิงเมื่อรักร้าวหรือต่างฝ่ายต่างหันหลังให้กัน ครอบครัวก็คือแพที่แตกกระซานซ่านเส็น คนในครอบครัวกระจัดกระจายรวมตัวกันไม่ติดต่างคนต่างระเหเร่ร่อนไปคนละทิศาคนละทาง ชะตากรรมแห่งรักร้าวมักเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ ลูกชายติดยาบ้าง ลูกสาวถูกนำไปค้ามนุษย์บ้าง

"แต่ชะตาฟ้าลิขิตหากว่ารักข้าคู่ฟ้า โอหังย่อมข้าฯแม่นแท้ อหังการ์แห่งพวกสูเจ้า ย่อมนำมาซึ่งโกรธาแห่งข้าฯ .....  

ข้าฯ ขอศิโรราบกราบแทบเท้าแห่งพวกสูเจ้าทั้งหลายลุแก่อโหสิการที่กำเริบเสิบสานในการอันที่ชี้นำทางที่สวนกลับกันในห้วงคิดคำนึงของพวกสูเจ้าทั้งหลาย มา ณ ที่นี้ เบื้องหน้าข้าฯ องค์วิมายบันทายสีชมภู ขอรักข้าฯ คู่ฟ้า เบื้องหลังข้าฯ เหล่าสูเจ้าที่กำลังกริ้วพิโรธเสียหนักเอย แม้นภพหน้าสวรรค์มีจริง ฟ้าดินรับรู้ไว้เถิดว่าการณ์เยี่ยงนี้ได้อุบัติขึ้นราวจำหลักไว้ในแผ่นดินถิ่นนี้จริง แม้นบรรพชนยังหมิ่น แม้นบุพการียังหมิ่น หามีไผเทียมเท่า ฤาทัดทานได้สืบต่อไปแล่วแม่นเอย"

จบบริบูรณ์

 

ครูบุสดี  พนมเขตต์

 

ห้ามสำนักพิมพ์ทุกแห่งลอกเลียนแบบ

อนุญาตเฉพาะผู้ว่างงานทุกประเภท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

8.7
โหวต 8.7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 2 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

8.5 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

8.5 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

9 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...