น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : คำสาปแห่งไตรเดชา

อ่าน 962
วิจารณ์ 1
แนว:
จำนวน:
2 chapter
แต่งเมื่อ:
วันที่ 22 พ.ย. 2557 17:49 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง Penandnote
เริ่มเข้าขีดเขียน (29)
เด็กใหม่ (9)
เด็กใหม่ (7)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

chapter 1. ความลับไม่ให้ใครรู้

เขียนเมื่อ วันที่ 22 พ.ย. 2557 18:02 น.
•»

[ความลับไม่ให้ใครรู้]

          ในช่วงเวลาใกล้บ่ายโมงการเตรียมเซอร์ไพรส์อย่างอลวนผุดเกิดขึ้น แถมผิดกฎของโรงเรียนที่ห้ามขึ้นห้องโดยยังไม่ถึงเวลาที่จะปล่อย ก็ช่วยไม่ได้ประตูตึกถูกเปิดขึ้นไปบนตึกไม่เห็นจะเป็นไรเลย มันใกล้สอบปิดภาคเรียนเพื่อเลื่อนชั้นแล้วนี่ แถมวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนสาวแม่กุลสตรีของเราเสียนี่ขึ้นนิดขึ้นหน่อยช่างมันปะไร

“เตรียมเค้กๆออกจากกล่องด่วนๆ” สาวหัวโจกที่รับหน้าที่จัดเซอร์ไพรส์วันเกิดสั่งเพื่อนที่ช่วยความร่วมจัดงาน

          “เดี๋ยวติดบอร์ดอยู่ใช้ไอ้เพลงก่อน ฉันไม่ว่าง” เพื่อนสาวอีกคนบอกต่อ

          “เพลงๆ แกเอาเค้กออกจากกล่องทีสิ ฉันแปะโน้ตใส่ไวท์บอร์ดอยู่” เพื่อนหัวโจกสั่งตามที่เพื่อนกล่าวไว้ แล้วสุดท้ายก็จัดเสร็จไม่ถึงสิบห้านาทีแล้วพวกหล่อนๆสามคนก็จุ้มรุมหัวคุยกัน

          “ทำตามแผนนะ ที่วางแผนกันไว้” หัวโจกงานนี้วางแผนเสร็จสับก่อนจะแยกตัวไป

 

          เสียงออดดั่งสนั่นเตือนให้รู้ถึงเวลาใกล้เข้าเวลาเรียน  เด็กนักเรียนมัธยมปลายเหมือนจะไม่สนอะไรเกี่ยวกับสัญญาณที่ดังสนั่น กลุ่มสาวมัธยมปลายที่อยู่ใต้ตึกอาคารเรียนกลุ่มหนึ่งดูเหมือนจะไม่สนไว้ดั่งที่กล่าวไว้ พวกเธอนั่งกินขนมขบเคี้ยวอย่างไม่สนใจอะไร เหมือนมีเด็กหญิงหนึ่งในห้าคนพร้อมที่จะเข้าเรียนไม่นั่งกินขนมขบเคี้ยวให้เสียเวลา

           “พวกแกเสียงออดดังขึ้นแล้ว เข้าห้องเรียนกันมัวแต่นั่งกินขนมอยู่ได้” เด็กสาวแว่นหนาเตอะลุกขึ้น ในมือของเธอถือหนังสือติวเรียนสอบพยาบาล

           “เชิญแกไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่ค่อยชอบขึ้นตึกตอนคนเยอะเท่าไหร่”

           “งั้น…ฉันไปก่อนนะ เจอกันบนห้องเรียนละกัน” ก่อนที่เด็กสาวมัธยมปลายจะขึ้นตึกไป ปล่อยให้กลุ่มสาวๆเขานั่งกินขนมกันไป  ในเมื่อไม่มีเพื่อนตามขึ้นมาแล้วเธอเองก็ต้องเดินคนเดียว     

           ก่อนที่เธอเองจะเดินไปทั้งเด็กและรุ่นน้องก็เข้าแถวจัดเรียงสองแถวแล้วหันเข้าหากัน ซึ่งเป็นระยะทางตั้งแต่ใต้ถุนอาคารตอนกลางถึงบันไดทางขึ้นอาคารเรียน ร่วมเป็นระยะทางยี่สิบเมตรแต่เธอก็จะเลี่ยงเธอจึงตัดสินใจที่จะเลี่ยงถ้าเดินผ่านผู้คนรู้สึกเป็นดาวเด่นเอาเป็นมาก แต่ก็มีเพื่อนจากกลุ่มที่สนทนาจากวงขนมขบเคี้ยวมารั้งไว้

             “แกจะไปไหนตุ๊กตา ทางเดินก็มี” เพื่อนอธิบาย

             “เขาอาจจะเซอร์ไพรส์ใครอยู่ก็ได้ที่ไม่ใช่ฉัน” ตุ๊กตาอธิบายเหตุผลที่เธอเข้าใจ

             “แล้วแกจะไปทางไหน ในเมื่อมีทางขึ้นตึกอยู่ทางเดียว ลงตึกอยู่ทางเดียว”

             “ฉันก็จะไปขึ้นอาคารทางลงตึกไง” ตุ๊กตาก็แย้งให้ถึงที่สุด มีเสียงรุ่นน้องมาแทรกที่อยู่ประถมเชื่อว่าจุดอ่อนของตุ๊กตาคือ ‘เด็ก’  “พี่ตุ๊กตาเชิญค่ะ” สุดท้ายตุ๊กตาก็ทำตามที่น้องประถมบอกซึ่งเธอเหมือนดาวเด่นในวันนี้แต่ตุ๊กตาก็เป็นที่ปลื้มจิตปลื้มใจอยู่หลายคนทั้งหน้าตาเหมือนตุ๊กตาสมกับที่ชื่อตุ๊กตา ด้านการเรียนที่ว่ายอดเยี่ยมมาตลอด

             เป็นสิ่งดีในตอนนี้ที่เพื่อนของเธอพาเธอเข้าตามแผนสำเร็จ ต่างเป็นสิ่งที่ดีใจสำหรับเพื่อนของเธอที่ต่างพากันกันกระโดดโลดเต้นกันยกใหญ่ ซึ่งตุ๊กตาเป็นคนที่เชื่อคนง่ายอยู่แล้ว สุดท้ายแล้วก็หลุดจากด่านที่โดดเด่นมาได้อย่างดี ข้างหน้าในตอนนี้คือรุ่นพี่ปีที่แล้วที่จบจากโรงเรียนของเธอ ซึ่งในตอนนี้เธอไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่พอเธอจะขึ้นบันไดก็มีรุ่นพี่เดินมาขวางไว้

             “จะไปไหนพี่ยังเคลียร์ปัญหากับน้องไม่จบ” รุ่นพี่พูดไว้ขู่

             “ปัญหาอะไรคะพี่หนูไม่เคยทะเลาะกับใคร” ตุ๊กตาบอกไว้

             “วันนี้นี่แหละน้องที่พี่จะทำให้น้องได้ทะเลาะกับพี่” รุ่นพี่ขู่อีกครั้ง

              “พี่นั่นแหละที่มาหาเรื่องหนู ถอยไปหนูจะขึ้นห้อง”

              “ห้องไหนจ๊ะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” รุ่นพี่พูดเยาะเย้ยแต่ไม่พลาดแน่ ในเมื่อตุ๊กตาเตะไปที่ผ่าหมากของเขาแล้ววิ่งขึ้นตึกไป ทำให้เขาถึงกับงอตัวแล้วล้มลง “น้องเขาเจ๋งว่ะ”

              “เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเอาซะเลย” เธอบ่นพึมพำ ก่อนจะเห็นอยู่ตรงหน้าคือเพื่อนผู้ชายที่อยู่ห้องเดียวกันกับเธอ ซึ่งหนังสือสอบพยาบาลของเธอจะร่วงหล่นจากอ้อมกอดสู่พื้นแล้ววิ่งเข้าไปหาเพื่อนร่วมห้องของเธอที่นอนสลบ “กอล์ฟเธอเป็นอะไรอ่ะ?” ร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก

              “เอายาดมมาๆ ที่ห้อง” เสียงชายหนุ่มร้องอย่างแผ่วเบาพอให้เธอได้ยินเสียงบ้าง เธอย้ำคำพูดของเพื่อนร่วมห้องว่า ‘ที่ห้อง ที่ห้อง’ ก่อนที่เธอจากลุกขึ้นและวิ่งไปที่ห้องเรียนของเธออย่างรวดเร็ว เธอคิดอยู่ในใจว่าทำไม? วันนี้เป็นวันเกิดเธอกลับต้องมาเจอเรื่องร้ายๆด้วย พอเธอเข้ามาในห้องปรากฏว่าเพื่อนๆของเธอ  รวมทั้งคนที่เธอรู้จักได้จัดงานวันเกิดเตรียมให้เธออย่างสวยงามถึงแม้มันจะลวกๆเพราะความที่มันเซอร์ไพรส์ก็เถอะ กลับกลายเป็นว่าด่านแต่ละด่านที่เธอผ่านมาคือสิ่งที่เพื่อนของเธอจัดสรรหามาให้เธอได้ทดสอบ “ยัยแก้ม!” กลายเป็นว่าเธอหงุดหงิดไม่น้อย ทำเอาให้เพื่อนห้องเธอถึงกับยิ้มไม่ออก “ทำไมแกทำอย่างนี้ รู้ไหมฉันได้ทำร้ายรุ่นพี่” ตุ๊กตาบอกเล่า

               “เอ่อ…ยังไงอ่ะแก คือฉันไม่ได้อยากให้แกทำร้ายคนเลยนะ” แก้มเพื่อนของเธอกล่าว

               “ฉันไป…เตะผ่าหมากรุ่นพี่เขามาอ่ะ” หน้าของเธอถึงกับสลดเพราะปกติเธอไม่เคยทำร้ายใคร อีกอย่างเธอก็ต้องป้องกันตัว คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับใครหลายๆคน ดูท่าทางแก้มจะหัวเราะเยาะไม่เบา

               “ไม่เป็นไรหน่า…มาๆ มากินเค้กร้านของพี่สาวฉันดีกว่า” แก้มเปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมปลอบตุ๊กตาด้วยการกอดเบาๆ  เรียกร้องความสนใจจากตุ๊กตาได้อย่างดี ความสลดถึงกับหายก่อนที่เพื่อนของเธอจะตัดเค้กให้ใส่จานพลาสติกแล้วหยิบช้อนให้ตุ๊กตา พอเธอได้ตักเค้กเข้าปากถึงกับอมยิ้มขึ้นมาทันที “นี่เค้กอะไร ทำไมอร่อยจัง” ตุ๊กตาถาม

                “เค้กมูสชีสรวมกับมูสแยมสตอเบอร์รี่ ชั้นล่างคือมูสแยมสตอเบอร์รี่ชั้นบนคือมูสชีสอีกอย่างโรยด้วยวนิลลาสดแถมไม่อ้วนสูตรพี่สาวฉัน” แก้มได้ทีถึงกับอวดฝีมือการทำเค้กของพี่สาวเธอ “อร่อยมากเลย ขอบคุณนะ” ตุ๊กตากล่าวถึงกับกินเค้กเอากินเค้กเอาแต่ก็ยังเก็บความเรียบร้อยของเธอไว้ได้

               

          สุดท้ายวันสอบปิดภาคเรียนก็ผ่านไป ตอนนี้เหลืออย่างเดียวคือหาที่เรียนต่ออุดมศึกษาทว่ามันจะมาติดตรงในปีนี้พี่น้องกิ่งก้านสาขาจากที่ใดเล่าจะมารวมอยู่ที่บ้านประจำตระกูล เพื่อมารับมรดกจากบรรพบุรุษนั่นคือ คุณปู่และย่าของเธอรวมถึงปู่ยายของทุกๆคนจะมาประจันหน้า หาความโลภของแต่ละคนไม่เว้นลุง ป้า น้า อา พี่เขย น้องเขย พี่สะใภ้ น้องสะใภ้ รวมถึงทุกคนที่ต้องการเอามรดก

          เสียงรถดังครืนๆ พร้อมพ่อแม่ของเธอที่เตรียมตัวไปบ้านประจำตระกูล เพื่อไปเป็นพยานหรืออะไรก็แล้วแต่ รู้เพียงแค่ว่าต้องเตรียมพร้อมไว้ เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว รวมไปถึงของฝากที่ลูกพี่ ลูกน้องอยากได้ แต่เราก็ไม่ได้ขอของฝากอะไรนัก แต่อยากรู้ว่าพี่ๆน้องๆเขาจะให้ของฝากอะไรกับเราหรือไม่ “แม่คะ คุณแม่เห็นของฝากที่หนูจะเอาไปฝากน้องหนูน้อย น้องแฟม พี่ชินรึเปล่าคะ?”

                “แล้วตุ๊กตาเก็บไว้ไหนล่ะ? ถ้าหาไม่เจอสงสัยโดนงอนเป็นชุดใหญ่” แม่ของเธอพูด

                “หนูจำได้ว่าหนูวางไว้ที่โต๊ะแต่ตอนนี้ไม่เห็นแล้ว คุณแม่ได้เก็บรึเปล่าคะ?”

                “สวยเหมือนแม่ขนาดนี้ขี้ลืมเหมือนพ่อไปได้” ก่อนที่พ่อของเธอจะชูถุงกระดาษที่เธอเก็บของฝากไว้ให้พี่น้องที่ร้องขอ “ว่าแต่ทำไมตุ๊กตายังไม่อาบน้ำล่ะลูก?” พ่อของเธอถาม

                “คุณพ่อคะ? หนูอาบน้ำแล้วนะคะ พ่อนี่ขี้ลืมจริงๆ”  เธอจึงเดินไปหยิบของฝากจากมือของพ่อเธอเอง “ว่าแต่คุณงานอสังหาของคุณนี่จะหยุดจนกว่าจะเปิดพินัยกรรมใช่ไหมคะ?”

 “ใช่แล้วแม่ แต่มันจะรอตรงที่ว่าพี่น้องทางผมเขาจะทะเลาะกันเรื่องทรัพย์สมบัติมรดกที่พ่อและน้าของผมจะสมควรให้แก่ใครเท่านั้น ผมว่าการรวมญาติครั้งนี้ต้องได้ผิดใจกันเป็นแน่…”

           คฤหาสน์หลังใหญ่ท่ามกลางป่าสนแถวชนบทของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตกอยู่ในช่วงฤดูร้อนของตามกาลฤดูของประเทศไทย บรรยากาศมีชื้นนิดๆจากที่ในหลายๆปีมีคนกล่าวว่าเคยเป็นทะเลมาก่อน ซึ่งเจ้าของคฤหาสน์นี้ได้ทำธุรกิจกับสิ่งนี้คือ เจ้าของโรงงานเกลือ จึงทำให้ครอบครัวนี้อยู่ดีกินดีมาแต่ท่านยังเล็ก บัดนี้อายุตามกาลเวลาของท่านราวๆอายุ 88 ปี กับน้องสาวของเขาอายุราวประมาณ 80 ปี ซึ่งท่านมีลูกรวมกันได้ 12 คน ที่ลูกหลานของเขากำลังจะมาในเร็ววันนี้

          “พี่เพียรการมาครั้งนี้ของลูกหลานเราจะเป็นยังไรรึ?” ย่าศรถาม

          “พี่ว่าคงไม่เป็นอะไรมากหรอก ก็แค่ตาลุกวาวอยากได้ทรัพย์สมบัติจนตัวสั่น”

          “แล้วถ้ามากกว่านั้นละ จะทำอย่างไร?” ย่าศรถามแปลกหู

          “ย่าศรหมายความว่าอย่างไร? ฮึ”

          “ความโลภไม่เข้าใครออกใครหรอกนะพี่เพียร” เหมือนย่าศรจะรู้

          รถคันงามมาจอดอยู่ประตูหน้าคฤหาสน์หลังโต โดยลูกฝ่ายทางปู่เพียรที่เป็นนักธุรกิจที่บริหารการส่งสินค้า เกี่ยวกับกระเป๋าแบรนด์เนมส่งตลาดต่างประเทศได้จัด รปภ. เฝ้าคฤหาสน์ไว้ตลอดทั้งวันทั้งคืน เสียงแตรรถคันงามเชื่อว่าน่าจะเป็นบุตรของใครไม่ก็คนหนึ่งของบรรพบุรุษ

          “นี่แก!! รีบเปิดไวๆเข้าสิ ฉันไม่อยากรอ” เสียงผู้หญิงวัยกลางคนตะโกนใส่ รปภ. ที่ได้จ้างไว้จริงๆก็สมกับราคาที่จ้างเดือนละแสน เพราะต้องทนกับอารมณ์กับสมาชิกในตระกูลนี้ ภายในคฤหาสน์ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ยินเพราะย่าศรรู้ดีว่าเป็นเสียงของลูกเธอเองมีแค่เสียงเดียวเท่านั้น

          “แม่………………หนูมาแล้ว” เสียงผู้หญิงราวสี่สิบปีดังมาจากหน้าประตูทางเข้า ซึ่งปู่เพียรและย่าศรนั่งอยู่ระเบียงในบ้านชั้นสองที่พวกท่านหันหน้าสู่ประตูคฤหาสน์ชั้นล่าง

          “เออ…ไปรับมันทีสิ” ปู่เพียรสั่งแม่บ้านที่จ้างมาคอยอาลขาช่วยดูแล “ค่ะ” แม่บ้านตอบตกลงก่อนจะลงลิฟต์จากชั้นสองลงมาถึงชั้นแรก ซึ่งมองๆดูบ้านไหนมีลิฟต์ในตัวแสดงถึงว่าครอบครัวนี้ถึงกับมีเงินทองเป็นก่ายกองมากทีเดียว  แม่บ้านราวห้าสิบรวมถึงลูกของแม่บ้านอายุเรายี่สิบก็มาช่วยถือสัมภาระที่ลูกของย่าศรเตรียมมา “มาช้าจริง ปล่อยให้ยืนแช่อืดอยู่เนี่ย”

           “ขอโทษค่ะ” แม่บ้านกล่าวก่อนจะขึ้นลิฟต์ พร้อมแบกสัมภาระขึ้นไปเก็บบนห้องของเธอ รวมถึงสัมภาระของสามีเธอและลูกเธอด้วยอีกหนึ่งคนส่วน เธอเองก็ขึ้นลิฟต์อีกเครื่องเพื่อไปหาคุณแม่และคุณลุงของเธอ

           “สวัสดีค่ะคุณแม่ คุณลุง อยู่นี่เหงาหรือเปล่าคะ?”  ลูกสาวกล่าวทักทายและพร้อมนำพวงมาลัยมาไหว้

           “ก็เหมือนทุกปีนั่นแหละ นึกว่าแม่จะตายแล้วใช่ไหมล่ะถึงได้ถาม ปกติไม่เคยเห็นถามเรื่องแบบนี้” ย่าศรพูดด้วยความแปลกใจพร้อมรับพวงมาลัยมะลิ

          “ทำไมแม่พูดแบบนี้ล่ะคะ? หนูถามไม่เห็นจะผิดตรงไหน” ลูกสาวถึงกับหน้าเสีย

          “ปกติเอ็งถามแต่เมื่อไหร่จะเปิดพินัยกรรม อยากได้ทรัพย์สมบัติมากนักล่ะสิ ส่วนพ่อปาน         เป็นไงบ้างล่ะ? เป็นอย่างไรมาอย่างไร?” ย่าศรพูดจับผิดลูกสาวและหันไปพูดไปถามกับลูกเขยต่อ

          “สบายดีครับ ช่วงก่อนที่จะมาหาคุณแม่งานก็เยอะอยู่เหมือนกันครับ แล้วคุณแม่สบายดีหรือเปล่าครับ?” ปานตอบแล้วก็ถามกลับตามมารยาท

          “สบายดีเหมือนกันก็มีแต่แม่นวลช่วยดูแลแม่กับพี่อยู่ทุกวัน” ย่าศรก็อธิยาบความเป็นอยู่ที่มี

          “คุณยายทำขนมอร่อย อยากไปทำขนมไหมเด็กๆ” เธอจึงเปลี่ยนเรื่องพูดเชือว่าแม่เธอคงชอบอยู่เหมือนกัน

          “ไปครับๆ อยากทำขนม อยากกินขนมด้วย”  ลูกของเธอน้องแฟมและน้องกฤตต่างพูดพร้อมกันเชื่อว่าแม่เธอต้องยอมแน่ๆแล้วก็เป็นอย่างที่เธอคาดคิดไว้จริงๆ แม่ของเธอพาหลานๆไปเข้าห้องครัวเป็นที่เรียบร้อยและแม่บ้านคนอื่นๆก็เข้าตามไปช่วยแม่ของเธอ

          “แจ่มนี่ทำให้แม่คุณเหนื่อยอีกแล้วนะ” สามีเธอบ่นกับเธอก่อนจะลุกขึ้นแล้วไปอีกทางปล่อยให้เธอไม่ประสบอารมณ์กับคำบ่นของสามีเธอ

               

          เสียงรถใครมาอีกล่ะ? ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นจากท่านั่งพับเพียบเธอนึกคิดและเดาว่าใครจะมาเป็นที่สองรองเธอ อย่างน้อยก็มาทำเป็นประชิดก่อนใครก็แล้วกัน  ฮ่า...ฮ่า...น่าสมเพศ!!!

 

          เสียงประตูรั้วคฤหาสน์ได้เปิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เธอและครอบครัวได้มาถึงคฤหาสน์เมื่อตอนบ่ายแก่ ตอนนี้ใครมา? เชื่อว่าต้องเป็นลูกท่านหลานเธอไม่ก็ลูกของลุงเพียร หรือไม่ก็อาจจะเป็นพี่น้องกับเธอ และตอนนี้เขาก็มาหยุดรถตรงหน้าประตูคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่แจ่มก็พยายามที่จะสองกระจกรถเข้าไปก็มองไม่เห็นคนที่อยู่ในตัวรถได้ เพราะมีฟิล์มกระจกรถที่มืดทึบจึงทำให้เธอมองเห็นใบหน้าที่ไม่ชัด พนักงานวัยกลางคนที่ชื่อว่า ‘นาท’ ก็รีบละมือจากงานรถน้ำต้นไม้ ก่อนที่จะรีบวิ่งมาเปิดประตูรถแล้วคนที่อยู่ในรถนั้นคือ ‘กฤตชาร์ญ’ ลูกพี่ลูกน้องกับเธอที่เป็นลูกของน้องชายของปู่เพียรที่เสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตกแถมเป็นลูกคนเดียวของ ‘ปู่พาน’ ที่ชีวิตจากเส้นเลือดในสมองแตก

          “อ่าว...ชาร์ญ มากับเขาด้วยเหรอเนี่ย?” แจ่มถาม

          “ครับ พี่แจ่มปกติงานก็เยอะ และทุกปีผมก็ไม่ได้มาหาคุณลุง คุณน้าด้วย” ชาร์ญตอบอย่างเป็นมิตร เขาเป็นคนสุภาพเรียบร้อย สุขุม เป็นผู้นำ  แต่ทำไมเขายังไม่มีครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา

          “เชิญ  เข้ามาข้างในก่อนสิ” แจ่มเรียกให้เข้าเหมือนเป็นเจ้าของคฤหาสน์และเขาก็เดินพร้อมลากกระเป๋ามา “น้องชาร์ญเลือกห้องพักได้ตามสบายเลยนะจ๊ะ อยากพักชั้นไหน?” ปุ่มกดลิฟต์มีตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้นที่ 5 เขาจึงเลือกกดปุ่มชั้นห้า เพื่อต้องการความเป็นส่วนตัวสูงเพราะชาร์ญเองไม่ชอบสุงสิงกับใคร

          เมื่อถึงชั้นห้าเข้าก็มองดูว่ามันใหญ่มากเหมือนในโรงแรม โดยมีเลขห้องสามหลักที่อยากจะพักห้องไหนก็ได้ที่ต้องการจะเข้าพัก อย่างนี้สิถึงเรียกว่าคฤหาสน์ ชาร์ญเดินลากเข้าห้องพักที่ตนเองเลือกห้องนอนนี้เหมือนคอนโดราคาแพง เป็นแบบสามารถเคลียร์พื้นที่ได้สบาย สามารถเก็บเตียงได้เหมือนลิ้นชัก ก่อนที่ชาร์ญจะดึงเตียงนอนให้เลื่อนออกมา เตียงนอนนั้นจัดเป็นเตียงราคาแพงอันดับต้นๆที่นำเตียงเหมือนของคนชั้นสูงเอามาปรับเปลี่ยนเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้พื้นที่อย่างมีคุณค่า และสะดวกสบายทั้งที่ห้องนอนเหมือนบ้านส่วนตัวเลยก็ว่าได้

          “เป็นไงใหญ่ใช่ไหมล่ะ?  ชาร์ญตามสบายเลยนะเดี๋ยวพี่เอาแม่บ้านมาเก็บของให้” แจ่มอาสา  “ชาร์ญก็อย่าอยู่บนห้องเพลินนักล่ะ เดี๋ยวลงไปเจอคุณยายด้วย” ก่อนที่จะเดินออกจากห้องพร้อมปิดประตูให้อย่างเงียบเชียบ พอพ้นออกจากเขตห้องนอนของชาร์ญเธอก็ทำสีหน้าจากเป็นมิตรเปลี่ยนเป็นการแสดงความไม่พอใจทันทีแต่เธอก็ต้องเรียกแม่บ้านให้อีก

          แจ่มเดินไปที่ศูนย์สัญญาณประจำคฤหาสน์แต่ละชั้น จะมีชั้นละเครื่องก่อนที่เธอจะหยิบโทรศัพท์กดหมายเลขต่างๆนาๆ แล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้น “ขึ้นไปจัดห้องให้คุณชาร์ญ ห้อง 501 ด้วย“ ก่อนที่แจ่มจะวางสายแล้วกลับไปยังห้องของตัวเองไป โดยต้องลงลิฟต์ที่ชั้นสาม

 

          ไม่นานเหล่าแม่บ้านจึงขึ้นมาจัดห้องให้ชาร์ญ แม่บ้านก็นำขนมที่ย่าศรกับลูกๆของแจ่มเป็นคนทำมาให้พร้อมน้ำใบเตยมาให้ ซึ่งทำให้ชาร์ญแปลกใจไม่น้อย แต่แม่บ้านคนอื่นเตรียมพร้อมที่จะจัดห้องนอนของชาร์ญและชาร์ญเองก็ไม่ได้สนใจนักนอกจากของว่างที่อยู่ตรงหน้า

          “นั่นอะไร?” ชาร์ญถามอย่างเป็นมิตร

          “น้ำใบเตยกับขนมโสมณีค่ะ” แม่บ้านอาวุโสตอบพร้อมคอยๆนั่งคุกเข่านำน้ำและขนมเข้ามาใกล้ๆเขาที่นั่งอยู่บนเตียงนอน

          “ไม่ต้องคลานมาก็ได้ เดี๋ยวแข้งขาเสื่อมหมด เดินเอามาให้ตามปกติก็พอ”

          “ค่ะ” ก่อนที่แม่บ้านอาวุโสจะยื่นของว่างให้ชาร์ญ เขาหยิบแก้วน้ำใบเตยขึ้นมาแต่แม่บ้านอาวุโสห้ามไว้ “เดี๋ยวก่อนค่ะ”

          “มีอะไรรึเปล่า?” ชาร์ญรู้สึกแปลกใจ

          “คุณชาร์ญยังไม่ได้บีบมะนาวใส่เลยค่ะ น้ำใบเตยที่คุณยายทำมาให้ออกจะหวานหน่อยๆเมื่อบีบมะนาวไปสองแว่นจะทำให้น้ำใบเตยออกเปรี้ยวหวานหอมกลิ่นใบเตยอ่อนๆ เมื่อทานขนมโสมณีคู่กับน้ำใบเตยจะเข้ากันได้ลงตัว” แม่บ้านอาวุโสอธิบายพร้อมบีบมะนาวตามที่ตนเองกล่าวไว้ แล้วยื่นน้ำใบเตยที่ผสมกับน้ำมะนาวให้กับเขาอีกครั้ง

          “อืม...อร่อยดี” ชาร์ญได้ดื่มจิบสองจิบแล้วก็ชม

          “ส่วนอันนี้ขนมโสมณี คือว่าเป็นคุกกี้ของไทยเลยค่ะ” ก่อนที่เขาจะหยิบมาขึ้นมาแล้วกัดขนมสักคำสองคำแล้วก็ยิ้มทันที

          “พอคุณชาร์ญทานเสร็จกรุณาลงไปพบคุณย่าศรด้วยนะค่ะ” ก่อนที่แม่บ้านอาวุโสจะของตัว

          “เดี๋ยว! ผมยังไม่รู้จักชื่อป้าเลย...”

          “ป้าชื่อกริมค่ะ งั้นป้าขอตัวก่อนะค่ะ”

          ส่วนชาร์ญจึงหยิบขนมไปสองสามชิ้น ก่อนออกจากห้องเพื่อไปพบย่าศรตามคำขอและเขาเองก็อยู่บนห้องนานพอสมควร เขาเดินไปตามทางเดินไปยังลิฟต์แต่อยู่ๆรู้สึกถึงอะไรผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว เขาคงคิดเข้าข้างกับการจินตนาการของตน แล้วชาร์ญก็เดินย่างก้าวอย่างไวเพื่อต้องการลงลิฟต์ พอลิฟต์ได้เปิดออกเขาก็เข้าไปอยู่ในลิฟต์และยืนชิดมุมด้านใน ซึ่งข้างๆเข้ามีบางอย่างจ้องมองเขาเขม็งเหมือนไม่เคยเจอชาร์ญมาก่อน

          เลขลดลงเรื่อยๆจากชั้นสี่สู่ชั้นสามก็ลิฟต์เปิดมาพอดี ทำให้ชาร์ญได้เจอปานที่อยู่หน้าลิฟต์พอดี แล้วปานก็เดินเข้ามาในลิฟต์ชาร์ญ จึงถือโอกาสทักทายตามภาษาคนรอบครัวเดียวกันแต่ดูเหมือนไม่ใช่ “สวัสดีครับคุณปฐมา” ชาร์ญถือโอกาสเรียกชื่อจริง

          “สวัสดีครับคุณชาร์ญ ที่จริงไม่ต้องเรียกชื่อจริงกันก็ได้นะครับ” ปานทักทายกลับพร้อมเสริมบทคำพูด

          “พอดีผมไม่ชินน่ะครับ งั้น...คุณปานก็ได้ครับ” อีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมปั้นสีหน้ายิ้มออกหน่อยๆ พูดถามกันได้ไม่กี่ประโยคลิฟต์ก็เปิดเผยให้เห็นถึงห้องโถงชั้นล่างอย่างกว้างใหญ่

          “งั้นผมขอตัวนะครับ” ชาร์ญพูดก่อนจะเดินออกจากลิฟต์ และมีปานเดินออกมาจากลิฟต์ตาม ซึ่งปานก็ทำหน้าเหมือนเบื่อหน่ายออกมาน้อยนิดที่ใครๆก็สามารถมองออกได้ก่อนจะเดินแยกไปอีกทาง

 

          ชาร์ญเดินไปทางห้องนั่งเล่นที่ถัดจากห้องโถง อีกทางก็พบกับเหล่าๆลูกจ้างที่มาทำงานเป็นแม่บ้าน บางส่วนก็รับเพิ่มมา บางส่วนก็เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ส่วนที่โซฟานั้นก็มีย่าศรและปู่เพียรนั่งคอยอยู่ซึ่งให้ผู้หลักผู้ใหญ่รอนานนักมันเสียมารยาท เขาจึงรีบเร่งเดินเข้าไปทำความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่อย่างทันท่วงที “สวัสดีครับคุณป้า สวัสดีครับคุณลุง”ชาร์ญกราบลงที่ตักของย่าศรแล้วค่อยปู่เพียรต่อ “ไหว้พระเถอะลูก” ย่าศรเกิดความเอ็นดูขึ้นมา

          “เป็นอย่างไรมาอย่างไร?” ย่าศรถาม

          “ก็ดีครับคุณป้า แล้วคุณป้าล่ะครับสุขภาพกายและใจเป็นอย่างไรบ้างครับ?”

          “ก็ดีทั้งสองทางล่ะพ่อหนุ่ม เอ๊ะ! ว่าแต่แล้วลูกเมียเป็นอย่างไร? ทำไมถึงไม่ได้มาด้วย?”

          “ผมยังไม่ครอบครัวเลยครับคุณป้า” เขาตอบพร้อมหัวเราะไปด้วย

          “รีบหาซะสิ เดี๋ยวป้าเป็นเจ้าภาพให้” ย่าศรแซวเล่นแต่ก็ทำให้ชาร์ญยิ้มได้อย่างไม่รู้ตัวเหมือนอีกครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่ง

          “ว่าแต่พี่ๆน้องๆหลานๆเขายังไม่มาล่ะครับ?” ชาร์ญก็ไม่ลืมที่จะถ่มถึงพี่น้อง

          “อ๋อ...เดี๋ยวก็คงมา พอมาครอบเมื่อไหร่ป้ากับลุงก็จะจัดงานครอบครัวครบรสไปเลย”

          “ฮ่า ฮ่าๆ เอางั้นเลยเหรอครับ?” เหมือนจะชอบใจไปด้วย

          “อย่าหาว่าลุงไม่เตือน! อย่าพูดเล่น” เหมือนปู่เพียรจะไม่ชอบเรื่องไร้สาระเท่าไหร่ซึ่งทำให้ชาร์ญถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง

          “พี่ก็...ว่าแต่ขนมที่ป้าทำกับลูกของเจ้าแจ่มมันอร่อยรึเปล่า?” ย่าศรวนกลับเปลี่ยนเรื่อง

          “อ..อ๋อ...อร่อยครับ อร่อยมากเลยครับ” ชาร์ญตอบอย่างเขอะเขิน

          “เอ่อ...นี่มันก็ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เจ้าณีจัดอาหารเย็นทีสิ” ย่าศรหันไปสั่งแม่บ้านคนใหม่และอีกฝ่ายทำงานอย่างคล่องแคล่วไม่มีสะดุด

 

          การเดินทางของตุ๊กตาครั้งนี้ทุกคนดูเหมือนตึงเครียดกันไปหมด แต่เธอจะไม่ยอมให้ตกอยู่ในสภาพนี้แน่ๆ ซึ่งมีพ่อของเธอเป็นคนขับรถ ส่วนของเธอก็นั่งข้างที่นั่งคนขับ เธอก็นั่งเบาะหลังรถแต่อย่างน้อยก็ให้มีสีสันสักหน่อยเธอจึงเปิดเพลงโดยยืดตัวไปกดวิทยุในรถแม่เห็นแย้งขึ้นมา

          “ตุ๊กตาจะทำอะไรลูก?” แม่เธอถามที่เห็นเธอยื่นครึ่งตัวจะไปเปิดวิทยุ

          “ตุ๊กตาจะเปิดเพลงค่ะแม่”

          “เดี๋ยวก็ถึงคฤหาสน์แล้วทำไมเพิ่งมาเปิดตอนนี้?” พ่อของเธอเสริม

          “ก็เห็นนั่งเงียบตั้งนานแล้วหนูก็เลยอยากสร้างบรรยากาศให้ครื้นเครงเสียหน่อย” เธออธิบาย สุดท้ายก็เปิดเพลงแนวไพเราะเสนาะหู ทำให้เคลิ้มจนเธอนั่งหลับเอนหลังนอนบนพนักพิงเบาะ

          “ตอนนี้ก็เหลือกันแค่นี้แล้ว รายต่อไปจะเป็นใคร ใครจะรู้?” น้าสาวพูดอย่างกังวล

          “เรามาเรียบเรียงเรียบเรียงเหตุการณ์ก่อนดีไหม?” ชาร์ญให้เหตุผล นอกวงสนทนาก็มีดวงวิญญาณของใครคนหนึ่งยืนมองอย่างใจหาย พร้อมน้ำตาใสที่ไหลรินเอ่อล้นจากดวงตาอันเศร้าหมอง

          “จะฆ่าพวกมันที่คิดขวางทาง จะฆ่ามันที่ทำให้ฉันเสียใจ เจ็บใจเจ็บที่สุด” เสียงของใครบางคนร้องออกมาด้วยความโมโห และพูดแต่ละเหตุการณ์ทำให้เธอตื่นมันวนเวียนอยู่ในหัวทั้งๆที่เธอไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น เธอสะดุ้งตื่นพร้อมน้ำมูกน้ำตาไหลเหมือนเธอกลัวในบางสิ่งบางอย่าง ที่กำลังเตือนเธอตอนนี้อยู่ในรถ และตอนนี้ก็ถึงคฤหาสน์แล้วมองไปภายนอกรถ พ่อแม่ของเธอกำลังนำข้าวของเครื่องใช้ออกจากกระบะหลังรถ เธอจึงตั้งสติได้ก่อนจะเช็ดน้ำมูกน้ำตาให้ใบหน้าของเธอกลับมาเป็นใบหน้าที่แจ่มใสเหมือนเดิม เมื่อเธอพร้อมเธอจึงออกจากรถพร้อมเก็บความเศร้าหมองและแจ่มใสเหมือนเดิม “อ้าวตื่นแล้วเหรอ? ไปทานอาหารเย็นก่อนเดี๋ยวตามไป” พ่อของเธอซึ่งกำลังจัดเก็บของกับแม่ของเธอและคนสวนที่จะถือข้าวของเครื่องใช้

          ตุ๊กตาเดินเข้ามายังคฤหาสน์อันกว้างใหญ่ ซึ่งปีกซ้ายนั้นเป็นห้องนั่งเล่นของปู่และย่าที่จะมาดูรายการโชว์เป็นประจำ แต่ตอนนี้ก็ถึงเวลาอาหารช่วงเย็นของท่านแล้ว ตอนที่เธอผ่านมาก็เห็นรถเบนซ์คันงามมาถึงสองคันแล้วน่าจะมากันสองครอบครัว ส่วนฝั่งขวาพวกเขาคงอยู่ที่นั่นเพื่อทานอาหารเย็นกัน ตุ๊กตาจึงเดินเข้าไปพบว่าห้องอาหารนั้นว่างเปล่า อะไรกันแน่เนี่ย? เธอจึงถูกเรียก

          “ตุ๊กตาไปทำไมตรงนั้น ปู่ย่าเขาทานอาหารเย็นอยู่สวนหลัวบ้านกัน” แม่เธอเรียก

          เธอจึงเดินตามไปและเดินตามไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้รู้สึกแปลกใจทำไมสวนหลังบ้านนี้ไกลจริงอะไรจริง เธอเพิ่งรู้ว่ามีสวนอาหารหลังบ้านด้วย เธอจึงถามแม่ไป

          “แม่คะ ใกล้ถึงหรือยัง? หนูเดินจนเมื่อยขาไปหมดแล้ว” เธอถาม แม่ของเธอตอนนี้เดินนำหน้าไปหลายก้าว

          “เดี๋ยวก็ถึงลูก” แม่เธอตอบ

ทำให้เธอแปลกใจไม่น้อย แต่เธอก็เดินตามแม่ของเธอไปเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มทิ้งระยะห่างไปหลายสิบเมตร “แม่คอยหนูด้วย” เธอพูดพร้อมเริ่มเหนื่อยจากการย่างก้าวเดินเป็นเวลานาน เพียงแค่เธอก้มไปนวดน่องขาเธอเบาๆอย่างเหนื่อยล้า แล้วเงยหน้ามองทางปรากฎว่าเธอไม่เห็นแม่ของเธอแล้ว

          “อ้าว แม่หายไปไหน?” เธอสบถขึ้นมาอย่างเบาๆ เธอหันหลังกลับมองไปเส้นทางที่เธอผ่านมา ก็เห็นว่าเธอเดินมาไกลแล้ว เธอไม่ล้มเลิกการตามหาแม่ของเธอ

          “แม่คะ แม่อยู่ไหน?” เธอตะโกนเสียงดังจนสามารถสะท้อนเสียงได้ เธอไม่ละความสามารถที่จะตามหาแม่ เธอจึงตะโกนไปด้วยและเดินตามหาไปด้วย อยู่ดีๆเธอก็รู้สึกว่าเหมือนมีใครเอามือมาแตะบนบ่าไหล่ เธอหันหน้าและกายอย่างรวดเร็วสิ่งที่เธอเห็นคือแม่ของเธอเอง

          “โธ่แม่ นึกว่าหลงทางซะแล้ว” เธอบ่น

          “แม่ว่าเราเดินมาผิดทาง” แม่เธอพูด

          “ผิดทางเหรอ?” เธอถาม

                    “ใช่เดินมาผิดทางเพราะทางมันอยู่ทางที่หนูร้องตะโกนหาแม่แต่ตอนนี้หนูเดินออกจากทาง”

          “ยังไงคะแม่? หนูเดินออกนอกทาง?”

          “เดี๋ยวเราย้อนกลับไปทางเดินเดิม” เธอหันหลังเดินกลับแต่ปรากฏเห็นเรือนไทยที่ทำจากไม้ทั้งหลังที่มีทางบันไดขึ้นทางเดียวทางออกทางเดียว ดูเผินๆแล้วถือว่าถ้ามีเรือนแบบนี้ถือว่ามีฐานะดีทีเดียว พอเธอจะหันไปถามแม่ว่าเรือนไม้ใครแม่ของเธอก็หายไปอีกรอบ แต่รู้สึกมีอะไรดลใจให้เธออยากขึ้นไปบนเรือนไม้นี้

          ย่างก้าวแรกทำให้เธอรู้สึกถึงความเป็นประวัติศาสตร์ที่เหมือนมีความห่วงหาอาทรของลูกหลานที่นี่ ก้าวที่สองรู้สึกถึงความอยากได้อยากมี ก้าวที่สามจากบันไดคือความอิจฉาริษยาของแต่ละคน ก่อนจะถึงก้าวที่สี่เธอเหมือนถูกดึงแล้วเหมือนโลกนี้เต็มไปด้วยความมืด

 

          “ตุ๊กตา ตุ๊กตาลูก ถึงคฤหาสน์แล้ว” เสียงแม่ของตุ๊กตาเรียกตุ๊กตาจากความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียของเธอ เธอตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียเหมือนยังอยากจะพักผ่อนต่ออีกหน่อย

          “ถึงแล้วเหรอ” เธอทวนคำตอบอีกรอบก่อนจะมองรอบๆนอกกระจกรถซึ่งมันก็เหมือนในฝันแต่มันฝันซ้อนฝันแบบนี้ก็มีด้วย คงไม่ฝันอีกแล้วสินะ? เธอจึงหยิกแขนเธอจนรู้สึกเจ็บ ใช่...เธอไม่ได้ฝันนี่ มันเป็นความจริง ตุ๊กตาออกจากรถพ่อที่เดินอ้อมมาอีกทาง แม่ของเธอที่ออกมาจากรถแล้วก็ยืนมองประตูคฤหาสน์และเธอเองก็มอ

          ดูปฏิกิริยาขอพ่อและแม่ของเธอ “พร้อมนะ พ่อของเธอพูดทุกคนในครอบครัวต่างพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย นาทเองก็ยืนมองอย่างเห็นใจก่อนจะเอ่ยพูดไป “คุณชัชวาลและคุณวรรณ  รีบไปเถอะครับ คุณท่านรออยู่” ครอบครัวของเธอจึงย่างก้าวเดินขึ้นไปอย่างช้าๆ ส่วนนาทเองก็ถือสัมภาระเดินตามหลังของนาย ชาร์ญเดินเตรียมจะไปทานอาหารเย็นพอดิบพอดี แต่ก็เห็นชัชวาลและครอบครัวจึงกล่าวทักทายตามภาษาพี่ๆน้อง

          “สวัสดีครับพี่ชาร์ญ” ชัชวาลและครอบครัวก็ทักทาย

          “สวัสดีครับ ไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้ ห่างกันแค่ปีสองปีเอง”

          “ได้ครับ ว่าแต่ชาร์ญจะเดินไปไหนเหรอครับ?” ชัชวาลถาม

          “เอิ่ม... มาทานอาหารเย็นสิ เพิ่งทำเสร็จสดๆร้อนๆเลย” ชาร์ญชักชวนนี่ถือว่าดีที่ยังมีญาติมิตรที่ดีกันอยู่ ชัชวาลก็ได้แต่พยักหน้าเป็นคำตอบที่ยอมรับแล้วเดินไปที่ห้องอาหารห่างจากชาร์ญไม่กี่เมตร ซึ่งพอพวกเขามาถึงก็พบว่าทุกคนต่างมองหน้ามองตาจับจ้องไปที่มาที่ครอบครัวของเธอ

          “อย่ากังวลเลย” ชัชวาลปลอบใจเธอ ก่อนที่เธอดินไปที่เก้าอี้ช้าๆ สายตาจับจ้องมองมาที่เธอ แต่เธอไม่ได้สนใจสายเหล่าคนในครอบครัวเลย ตอนนี้สายตาของเธอจับจ้องไปที่มุมห้องอาหาร ที่ชุดจานล้ำค่าเรียงจัดใส่ไว้ในตู้ไม้ราคาแพง เธอไมได้มองสิ่งนั้นทว่าสิ่งนั้นคือ…

          “หนูตุ๊กตา มาทานข้าวสิลูก” ย่าศรเอ่ยทัก ทำให้ตุ๊กตา สะดุ้งหลุดออกจากการจดจ่อ แล้วรีบเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างกายผู้เป็นแม่

          “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าให้ผู้ใหญ่รอ มารยาทสวยเสียจริงนะ” แจ่มถึงกับเสริมบทต่อว่าเข้าไป

          “คุณแจ่ม” เสียงปานเรียกภรรยาของเธอ ทำให้ภรรยาของเธอเงียบทันที

          “สบายดีไหมตุ๊กตา?” ปานถามเหมือนปลอบใจ

          “สบายดีค่ะ” ตุ๊กตาตอบ เธอนั่งเขี่ยข้าวสวยบนจาน

          “มีอะไรรึเปล่า?” ปู่เพียรถาม แต่รู้สึกเหมือนคำถามที่มันวนอยู่ในหัวไม่ออกจากความคิดของเธอเลย จนเธอรู้สึกเหมือนอยากจะคลื่นไส้อาเจียน

          ตุ๊กตาลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างรวดเร็วจนทุกคนแปลกใจ เธอเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง บางอย่างหมายถึงสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เธอจึงจัดการปัญหาด้วยการออกจากวงอาหารเย็นทันที เป้าหมายตอนนี้คือเธอไม่มีจุดหมาย จุดหมายตอนนี้เหมือนเธอกำลังเผชิญกับบางสิ่ง

          “กลัวฉันเหรอ?” เสียงมันดังขึ้นในจิตใต้สำนึกของเธอ แต่ก็ยิ่งทำให้เธอหวาดกลัวขึ้นไปอีก เพียงแค่เธอได้ยินเสียงเธอกัดฟันดัง กรอด...แกรก ก็ยิ่งทำให้เธอมีความกดดันสูง

          “ไม่กลัวหรือว่ากลัวกันแน่?” เสียงมาอีกครั้งทำให้เธอมองรอบๆตัวเธอ

          “กลัวสิ เฮ้อ...หรือว่าไม่กลัวนะ”

          “เสียงใครน่ะ?” ตุ๊กตาพูดออกมาเบาๆ “ฉันถามว่าเสียงใคร?”

          “รู้มาก...ตายไม่ดี จะตายแบบไหนดีล่ะ?”

          “ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่เลย” เธอพูดกับตัวเอง คงไม่มีเสียงที่เธอได้ยินหรอก หูเธอแค่เพี้ยนไปเองเท่านั้น

          “ตายอย่างบ้าๆ จะช่วยยังไงดี “ คราวนี้เสียงมันชัดขึ้นอย่างมากเธอหูไม่ฟาด แค่เธออยู่อย่างนี้ตามลำพัง ก็เหมือนถูกขังไว้ในห้องคุกบ้าบอคอแตก ความคิดของเธอคงทะเลาะกันเอง ตอนนี้เหมือนเธอยังไม่ปักใจเชื่อกับสิ่งแปลกๆปลอมๆ แต่ในใจเธอไม่ได้คิดไปเอง เสียงใครกัน?

•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

7.7
โหวต 7.7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 2 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

8 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

6.5 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

8.5 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...