น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : วุ่นนัก เทพพิทักษ์จักรราศี

อ่าน 1,955
วิจารณ์ 2
แนว:
จำนวน:
3 บท
แต่งเมื่อ:
วันที่ 23 ส.ค. 2557 13:31 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง ถังถัง
เด็กใหม่ (2)
เด็กใหม่ (3)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

บท 1. ลำนำแห่งอดีตกาล [บทนำ]

เขียนเมื่อ วันที่ 23 ส.ค. 2557 14:17 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 23 ส.ค. 2557 16:37 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

    

 

 

     จะมีใครกี่คนที่เข้าถึงความโดดเดี่ยวลึกซึ้งกระทั่งสามารถบอกตัวเองให้เชื่อจนสนิทใจว่าตนมิได้อยู่คนเดียว ขณะเงยหน้ามองท้องฟ้าอันมืดมิดอยู่ใต้ดวงจันทร์กระจ่างแต่เพียงผู้เดียว

 

     ดวงจันทร์กระจ่างที่บนฟ้าสูงและเงาว้าเหว่บนพื้น  เป็นเพื่อน  เป็นความอบอุ่น  เป็นความคุ้นเคย  หากแต่ไม่อาจไขว่คว้า  ไม่อาจตะเกียกตะกายขึ้นไปเคียงคู่กับจันทรา  แม้มีอำนาจล้นฟ้าอยู่ในมือ หากไม่อาจทำตามความปรารถนาของตนได้ดั่งใจคิด แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า 

 

          ใครกันหนอจะสามารถตอบคำถามนี้ของข้าได้...

 

     "นายท่าน..."  

 

     เสียงเรียกขานอันคุ้นเคยของผู้เป็นสหายตลอดกาลเพียงผู้เดียวทำให้ข้าละสายตาจากดวงจันทร์อันอดงามบนท้องนภา  หันไปมองร่างสูงในชุดดำสนิทที่เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า 

 

     "มีอะไรหรือเห่าฟ้า?

     "เซียนเซิงเซียว* หยางหลงและไป๋เสี่ยวโกว มาขอพบ...นายท่าน" เจ้าเห่าฟ้าสุนัขเทพในร่างมนุษย์สหายผู้ซื่อสัตย์ของข้าก้มศีรษะแสดงความเคารพพลางกล่าวตอบ

 

         มาขอพบ? ในเวลาเช่นนี้น่ะหรือ มีเรื่องอะไรกันนะ?

     ข้าเหม่อมองท้องฟ้ามืดครึ้มเพื่อหยุดคิดเล็กน้อย  ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เห่าฟ้าออกไปเชิญเหล่าเซียนเข้ามายังตำหนักเฉินจิน ตำหนักส่วนตัวอันเงียบเหงาและเยือกเย็นนี้

 

     นับเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกินแล้วที่มีผู้อื่นมาเยือนยังสถานที่แห่งนี้   โดยเฉพาะเซียนเซิงเซียวทั้ง 12  ที่แม้จะนับได้ว่ารู้จักสนิทสนมกันมานับพันปี ซ้ำยังเป็นเซียนในความดูแลของข้า  แต่ด้วยภาระหน้าที่ของพวกเขาที่มีมากมายล้นมือนัก อีกทั้งด้วยเหตุผลอีกหลาย ๆ ประการทำให้ไม่ได้พบหน้ากันมาเนิ่นนานแล้ว  เหตุใดวันนี้พวกเขาจึงมาเยือนตำหนักของข้าได้นั้นยังคงเป็นปริศนาที่มีแต่เพียงผู้มาเยือนเท่านั้นที่จะแก้ไขข้อข้องใจเหล่านี้ได้

 

     "เอ้อหลาง ไม่ได้เจอกันนาน เจ้าสบายดีนะ"

 

     เสียงทุ้มกังวานที่เอ่ยเรียกชื่อข้าห้วน ๆ พร้อมกับใบหน้าคมเข้มและดวงตาทรงอำนาจที่ปรากฎแก่สายตานั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก หยางหลง  จ้าวมังกรผู้เข้มแข็งและห้าวหาญที่สุดในบรรดาเซียน 12 นักษัตร 

 

     "หยางหลง  เหตุใดท่านจึงเอ่ยเรียกขานท่านเทพเอ้อหลางด้วยวาจาเช่นนั้น ไม่สมควรเลย"   น้ำเสียงอ่อนหวานเจือแววตำหนิที่ดังแทรกขึ้น  ขณะที่เจ้าของเสียงหันไปส่งสายตาดุคนข้างกายนั้น เป็นของ ไป๋เสี่ยวโกว นางเซียนสุนัขผู้ครองตำแหน่งหนึ่งในนักษัตรทั้ง 12 เช่นกัน

 

     นางถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะหันมาก้มหัวคารวะข้าด้วยท่าทีนอบน้อม  ในขณะที่ หยางหลงลอบกลอกตา ทำให้ข้าที่มองเห็นสีหน้าของเขาเข้า ถึงกับเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ 

 

     "ไม่ต้องเกรงใจ  เคยทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้นเถอะ" 

     ข้าพยายามรักษาน้ำเสียงให้เรียบนิ่งอย่างที่เคย  ความรู้สึกแปลกประหลาดเข้าโจมตีโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อเพิ่งได้รับรู้ว่าตนเองนั้นไม่ได้แย้มรอยยิ้มเช่นนี้กับผู้ใดมาเสียเนิ่นนานแล้ว  ซ้ำยังไม่มีผู้ใดเอ่ยทักทายข้าด้วยท่าทีเฉกเช่นมิตรสหาย  ดังเช่นที่หยางหลงกระทำมาก็นับได้เป็นเวลาเกือบเทียบเท่ากัน 

     กาลเวลาเปลี่ยนแปลงข้าไปมากมาย จนเมื่อสหายเก่าเหล่านี้มาเยี่ยมเยียน จึงได้ปลุกเอาตัวข้าในอดีตขึ้นมาโดยที่ข้าเองก็แทบไม่ทันได้คาดถึง  ทำให้รู้สึกตกใจไม่น้อยเลย

 

     "อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าข้าไม่ให้เกียรติเขานะ  ข้าเรียกเขา เอ้อหลาง ก็ถูกแล้วนี่ " (ในภาษาโบราณ เอ้อ หมายถึง สอง  / หลาง หมายถึงคุณชาย เนื่องจาก เอ้อหลางเป็นลูกคนรองของตระกูล ฐานะของเขาก็คือ คุณชายรอง ตามชื่อนั่นเอง)

 

      "ข้าไม่อยากต่อความเล่นคำกับท่าน  วันนี้เรามาเยี่ยมเยียนท่านเทพเอ้อหลาง อย่าทำให้เสียบรรยากาศหน่อยเลย"

 

     ไป๋เสี่ยวโกวว่าพลางมองค้อนคนข้างกายด้วยสีหน้าเอาเรื่องทั้ง ๆ ที่ปากเพิ่งบอกไปว่าไม่อยากต่อความ  ทำให้ข้าอดนึกย้อนบรรยากาศแต่เก่าก่อนเมื่อครั้งที่ เหล่าเซียนเซิงเซียวยังเป็นเพียง สรรพสัตว์ที่ถูกคัดเลือกมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์และดูแลดวงดาวแห่งจักรราศีไม่ได้  เวลานั้นพวกเขายังคงไม่ได้เป็นเซียนเต็มตัว  องค์เง็กเซียนจึงได้มอบให้ข้าสั่งสอนอบรมพวกเขาก่อนที่จะส่งไปประจำยัง กลุ่มดาวที่สุดขอบจักรวาลอันห่างไกล วันเวลานั้นก็เป็นดั่งเช่นตอนนี้ไม่มีผิด  ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ที่ข้าลืมเลือนช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้อยู่กับพวกเขาไป

 

     "เอาล่ะๆ  วันนี้พวกเจ้านึกอย่างไรถึงได้เจียดเวลามาหาข้าได้ หลายร้อยปีแล้วที่พวกเจ้าแทบไม่มีเวลาปลีกตัวไปที่ใดเลยไม่ใช่หรือ?" 

 

     เดิมทีเซียนเซิงเซียวทั้ง 12  นั้นไม่ได้มีหน้าที่อะไรมากนัก นอกจากเฝ้าดูแลประจำอยู่ยังดวงดาวต่าง ๆ ให้การเคลื่อนคล้อยหมุนเวียนอยู่ในสมดุล  เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสามภพมากนัก  แต่เวลานี้ข้านั้นก็พอรับรู้มาบ้างว่า  เซียนทั้ง 12 นั้นต่างมีงานล้นมือ จนแทบไม่มีเวลาหยุดพักเสียด้วยซ้ำ  การที่ปลีกตัวมาหาข้าเช่นนี้นั้นคงมีเหตุสำคัญมากจริง ๆ

 

     "อยู่ ๆ พวกเราก็คิดถึงเจ้าขึ้นมาน่ะ”  คำตอบที่ไม่คาดจากปากของหยางหลง ทำให้ข้าต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ จนเขาสังเกตเห็น

     ”ฟังดูน่าแปลกใจใช่หรือไม่ล่ะ  เฮ้อ... ก็เจ้า กุ้ยทู่ น่ะสิ  มันบอกว่าเจ้าอาจจะกำลังมีเรื่อง เจ้าก็รู้ว่าลางสังหรณ์ของเจ้ากระต่ายนั่น มันแม่นอย่างกับตาเห็น แต่คราวนี้ข้าว่า มันคงเข้าใจอะไรผิดแน่ ๆ   ท่านเทพเอ้อหลางผู้ยิ่งใหญ่ ที่สามารถต่อกรแม้แต่กับเห้งเจีย(ซุนหงอคง)ได้เช่นเจ้า มีหรือจะเสียทีต่อผู้ใดได้ง่าย ๆ"

 

     "ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้เป็นนิรันดร์  ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน  ตัวข้าก็เช่นกัน...  วันนี้ข้าแข็งแกร่ง วันหน้าก็อาจมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้าก็ได้"

 

     ข้าเปรยออกไปอย่างที่ใจคิด ริมฝีปากเผลอกระตุกยิ้มเหยียดหยามในชะตาชีวิตของตนเอง และนั่นเองที่ทำให้ไป๋เสี่ยวโก่วนึกเอะใจ 

 

     "ท่านพูดเหมือนมีเรื่องอะไรในใจ  ถ้าหากท่านยังเห็นว่าเราเป็นสหาย เราก็ยินดีรับฟังและช่วยเหลือท่าน"

 

     สมเป็นเซียนสุนัข... นางมักจะประสาทสัมผัสไวกับเรื่องพวกนี้เสมอ พอ ๆ กับเจ้าเห่าฟ้าของข้าเลยทีเดียว

 

     "ข้าเห็นว่าพวกเจ้าเป็นสหายเสมอ  แต่ว่าปัญหาของข้านั้นมันยิ่งใหญ่นัก  ข้าไม่อยากนำพวกเจ้าเข้าสู่วังวนที่ยากจะหลุดพ้นนี้"

 

      "เพราะเหตุนี้  ท่านจึงทิ้งทุกอย่าง  ทั้งสหาย  พี่น้อง  หรือแม้แต่จิตใจของตัวเองเช่นนั้นหรือ?"

 

     "เสี่ยวโก่ว  นี่เจ้า..."   คำพูดของไป๋เสี่ยวโก่ว  ทำให้ข้าต้องหันไปจับจ้องนางอย่างพิจารณา 

 

     นี่คือสัญชาตญาณของสุนัขงั้นหรือ จึงได้มองข้าได้ทะลุปรุโปร่งอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้เช่นนี้

 

     "ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ห่างไกลถึงสุดขอบจักรวาล  แต่เราก็พอจะรับรู้เรื่องราวภายนอกอยู่บ้าง เรื่องของน้องสาวท่านและหลานชายของท่าน หลิวเฉินเซียง... "

 

     "แล้วพวกเจ้าไม่ชิงชังรังเกียจในสิ่งที่ข้าทำลงไปดังเช่นเทพอื่น ๆ หรอกหรือ?"  ตำแหน่งเทพผู้คุมกฎสวรรค์ของข้า ผู้ใดได้ยินมักล้วนแต่เกรงกลัวอีกทั้งยังอยากถอยห่างราวกับเห็นเป็นของเหม็นแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะเมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่ข้ากระทำกับ...

 

     "แม้เราจะเป็นเพียงเซียนเล็ก ๆ  ไม่ได้มีความรู้ความสามารถพิเศษอะไร แต่พวกข้าคิดว่ารู้จักท่านดีพอ"

     ไป๋เสี่ยวโก่วยังคงตอบคำถามข้าด้วยท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นเสียจนข้าอดนึกนับถือนางไม่ได้  ในขณะที่  หยางหลงขยับเข้ามาวางมือบนไหล่ของข้าพลางบีบกระชับเบา ๆ

 

     "อย่างที่เสี่ยวโก่วว่านั่นล่ะ...  นับตั้งแต่  เทียนกง** ได้คัดเลือกและแต่งตั้งพวกเราให้เป็น 12 เซียนเซิงเซียว  และมอบพวกข้าให้อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้า  เพียงแค่สัตว์เล็กจ้อย ไร้ซึ่งพลังฤทธิ์ ความสามารถใด ๆ หรือแม้แต่มังกรไร้ถิ่นอย่างข้าก็สามารถกลายเป็นเซียนที่สมบูรณ์พร้อมได้อย่างไม่อับอายขายหน้าต่อเหล่าเทพเซียนทั้งหลาย  เพราะมีเจ้าขัดเกลาและสั่งสอน พวกข้าจะไม่รู้จักคนที่เปรียบเสมือนอาจารย์ และเป็นสหายที่รู้ใจเช่นเจ้าได้อย่างไร"

 

     "แล้วพวกเจ้า..."  ความรู้สึกตีบตันและไหวหวั่นที่ไม่เคยปรากฏมานานเข้ามาครบครองจิตใจข้า จนส่งผลให้ริมฝีปากไม่อาจเอ่ยถ้อยคำที่ต้องการได้อย่างที่คิด

 

     ไม่นึกเลยว่า ก่อนจะถึงวันนั้น  วันที่ทุกอย่างจะต้องจบสิ้น ข้าจะยังได้พบกับความรู้สึกเช่น นี้ความรู้สึกคล้ายหัวใจที่เจ็บปวดจนด้านชาของข้าได้รับการเยียวยา  หัวใจที่แห้งเหือดนี้ได้รับสายน้ำอันชุ่มฉ่ำมาชุบชีวิตให้รู้สึกมีความสุขขึ้นมาอีกครั้ง  แม้จะเพียงชั่วเสี้ยวยาม ข้าก็อยากเก็บความรู้สึกเช่นนี้ไว้ตลอดไป

 

     "พวกข้าไม่อาจทำอะไรได้มาก  เพียงอยากบอกว่า ไม่ว่าอย่างไร พวกข้าก็อยู่ข้างท่าน ถ้าเป็นไปได้พวกเราก็อยากแบ่งเบาภาระที่อยู่ในใจของท่านมาบ้าง"

 

     เสี่ยวโก่วยังคงกล่าวต่อไปโดยไม่ใส่ใจท่าทีอันผิดวิสัยของข้า พร้อมกับหยางหลงที่ละมือจากไหล่ที่เคยแบกภาระหนักหนาหากแต่เวลานี้มันกลับรู้สึกบางเบาลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ  เมื่อได้ยินถ้อยคำจากปากสองสหาย

 

     "เวลานี้ภาระหน้าที่ ณ สุดขอบจักรวาล ที่สถิตแห่งดวงดาวจักรราศีทั้ง 12 นั้น ได้กำเนิดเซียนรุ่นใหม่ขึ้นมาพอสมควร  หลายปีมานี้ก็ช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเราได้มาก  พวกเราจึงคิดว่าอยากจะมาเยี่ยมเยียน สนทนากับเจ้าอย่างพร้อมหน้ากันดังเช่นเมื่อหลายพันปีก่อนซักครั้ง  หวังว่าเจ้าคงไม่ปฏิเสธ"

 

     หยางหลงยิ้ม พลางส่งสายตาเต็มไปด้วยอำนาจของเขามาที่ข้าอย่างบ่งบอกได้ว่า นี่เป็นคำพูดแกมบังคับที่ห้ามปฏิเสธ 

 

     "ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร  เพียงแต่เกรงว่า..."

 

     "เกรงว่าอะไร?"

 

     เกรงว่าข้าอาจจะไม่ได้อยู่จนถึงวันนั้น...

 

     "ข้าเกรงว่าถ้าพวกเจ้าข้องแวะกับข้ามากนัก อาจจะถูกครหาเอาได้" 

 

     ข้าไม่อาจตอบอย่างที่ใจคิด แม้จะนึกเกรงกลัวว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน  แต่ข้าก็ไม่อาจทำลายบรรยากาศด้วยการหยิบยกปัญหาส่วนตัวอันแสนหนักหนายิ่งกว่าหินผานี้ขึ้นมา และวางลงไปบนไหล่ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสหายเช่นพวกเขาได้ แม้จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

      "กลัวอะไรเล่ากับคำครหา  เมื่อก่อนพวกข้าก็เจอบ่อยไป เป็นเจ้าเองไม่ใช่หรือ ที่บอกว่า ไม่ให้เอามาคิดใส่ใจน่ะ”  หยางหลงหัวเราะเบา ๆ แล้วใช้ดวงตาของเขาจับจ้องข้าอย่างพินิจ จนข้าต้องเผลอเบือนหน้าหลบอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

     ”อะไรกัน เวลาแค่ไม่กี่พันปี ทำให้เจ้าลืมคำพูดตัวเองไปแล้วหรือ?"

 

     "เอาเถอะ ถ้าพวกเจ้าอยากมาเมื่อไหร่ก็มาเถอะ  ตำหนักเฉินจินยินดีต้อนรับพวกเจ้าเสมอ"

 

     ข้ารวบรวมกำลังใจ พลางหันมายิ้มให้พวกเขาอย่างที่คิดว่าเป็นรอยยิ้มที่มาจากใจที่เป็นสุขของข้าที่สุด  อย่างน้อยในความทรงจำของสหายที่ดี ข้าก็อยากให้หลงเหลือตัวข้าในอีกด้านที่ไม่อาจแสดงออกเมื่ออยู่ในตำแหน่งเทพผู้คุมกฎนี้เอาไว้บ้าง

 

     "สัญญานะ ว่าถ้าพวกข้ามา ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไรก็ต้องรีบกลับมาน่ะ บอกไว้ก่อนว่าตอนนี้พวกข้างานยุ่งกว่าเจ้าเสียอีก ใครว่าเป็นเซียนแล้วสุขสบาย  ข้านี่ล่ะ ขอค้านหัวชนฝาเลยทีเดียว"

 

     "อืม...  ข้าสัญญา  ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ข้าจะรีบกลับมาหาพวกเจ้า..."

 

     ข้าพยักหน้าพลางยิ้มตอบใบหน้าบูดบึ้งและเสียงบ่นแบบที่หาได้ยากจากเจ้ามังกรตนนี้   ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ข้าอาจจะต้องผิดสัญญา ผิดวาจาที่ได้ให้ไว้  แต่ทว่า...  ขอเพียงเวลานี้เท่านั้น  ขอเพียงมีใครซักคนที่เข้าใจข้าเช่นพวกเขามามอบรอยยิ้มให้  แม้วิญญาณนี้ต้องสูญสลาย  แม้ต้องตกนรกขุมที่ 18  ข้าก็จะยิ้มรับมันอย่างองอาจ...

 

     หากข้าคือผู้ที่เข้าใจถึงความโดดเดี่ยวอย่างลึกซึ้ง ก็คงเป็นข้าเองเช่นกันที่เข้าใจถึงความหมายของคำว่า สหาย ได้อย่างถึงแก่นแท้ในวันที่แสงจันทราหลบเร้นเข้าสู่หมู่เมฆทะมึนไม่อาจส่องแสงอันอบอุ่นเข้าสู่ภายในจิตใจอันเย็นเยียบและแห้งผากของข้าดังเช่นวันนี้.

 

 

..................

* เซียน 12 นักษัตรของจีน

 

**  เทียนกง  คือ องค์เง็กเซียนฮ่องเต้  เป็นคำที่เรียกแบบให้ความใกล้ชิดเสมอญาติ แปลว่า ปู่สวรรค์ หรือ ปู่ฟ้า

•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

7.7
โหวต 7.7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 1 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

8 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

7 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

8 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...