นิยาย : พรางสวาทจอมมาร

อ่าน 1,334
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 chapter
แต่งเมื่อ:
วันที่ 25 ม.ค. 2557 19:23 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง อัคนียา
เด็กใหม่ (1)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

chapter 1. ปฐมบท

เขียนเมื่อ วันที่ 25 ม.ค. 2557 19:31 น.

     ปฐมบท

สายฟ้าแลบแปลบปลาบ สายฝนเม็ดใหญ่โหมกระหน่ำ พร้อมๆ กับลมพัดแรงจนเสียงอื้ออึงคะนึง รถยนต์สามคันวิ่งฝ่าพายุฝนที่มืดฟ้ามัวดินมองแทบไม่เห็นเส้นทางตามกันมาจนถึงหน้าบ้านหลังใหญ่ ก่อนหยุดลงหน้าประตูไม้ รถจอด...คนที่นั่งรถคันแรกลงจากรถไปเปิดประตู

นายขจรยศ รุ่งเรืองทวีไพศาล วัยสามสิบห้าปี นั่งอยู่ตอนหลังของรถคันที่สอง งานวันนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี เขากำลังนึกถึงเงินก้อนใหญ่ที่นอนอุ่นๆ ในกระเป๋าบนตัก เงินที่ได้จากธุรกิจตัวใหม่ กำไรของมันมหาศาลมากกว่าการทำรีสอร์ตไม่รู้กี่เท่านัก แทบไม่ต้องคิดคำนวณให้ยุ่งยาก แค่มีสินค้า เงินก็มา ถึงจะอันตรายและเสี่ยงไปสักหน่อย ผลตอบแทนมันแสนจะคุ้มค่าจนไม่เสียใจที่ต้องเสี่ยง

ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์มองฝ่าสายฝนออกไปนอกหน้าต่างรถ ก่อนจะขมวดคิ้วเข้ม บางสิ่งบางอย่างที่วางอยู่ติดกำแพงนั่น เขาคิดว่าไม่เคยเห็นมันมาก่อนแน่ๆ และบ้านหลังนี้อยู่ลึกเข้ามาในสวนยางพารา ยากแก่การที่จะมีผู้คนสัญจรไปมา

“เข้ม มึงลงไปดูสิว่านั่นอะไร”

นายเข้ม คือหนุ่มร่างใหญ่วัยฉกรรจ์ เขามองตามมือของผู้เป็นนาย ก่อนจะพยักหน้ารับและลงไป ปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวถูกจับมั่น งาน... ของพวกเขา ทำให้มันไม่กล้าพอจะเสี่ยง การมองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อาจนำพามันไปสู่หายนะอันยิ่งใหญ่จากผู้ไม่ประสงค์ดี

ตะกร้าใบเก่าเปียกชื้น ด้านบนมีฝาเปิดแง้มไปเล็กน้อย เสียงเบาๆ ดังเล็ดลอดออกมาพอให้ได้ยิน ทำให้นายเข้มขมวดคิ้ว ใครเอาลูกหมาหรือลูกแมวมาทิ้งแถวนี้ แต่ถึงจะคิดแบบนั้น ชายหน้าเหี้ยมก็ค่อยๆ ใช้ไม้เขี่ยดันฝาตะกร้าให้เปิด หากพอมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ทำให้มันถึงกับเบิ่งตากว้าง ก่อนจะรีบคว้าตะกร้าใบนั้นกลับมาที่รถ พอเข้าไปนั่ง รถก็รีบเคลื่อนเข้าสู่ตัวบ้าน

มันไม่ใช่ลูกหมาหรือว่าลูกแมวอย่างที่เขาคิด แต่...

“เด็กครับนายหัว ตัวเขียวไปหมด สงสัยมันคงตากฝนอยู่นานแล้ว”

ขจรยศขมวดคิ้ว ยกกระเป๋าออกวางบนเบาะ ยื่นมือไปรับตะกร้าใบนั้นมาวางบนตัก เด็กทารกตัวเขียวช้ำนอนอยู่บนผ้าผืนหนา ส่งเสียงแผ่วเบา

“ใครมันเอาเด็กมาทิ้งหน้าบ้านกูวะ”

“คงเป็นพวกเด็กสาวใจแตกหรือเปล่านาย ดูแล้วเหมือนเพิ่งจะคลอดไม่กี่วันนะเนี่ย”

“ตัวเขียว เสียงจะร้องยังไม่มี”

นายขจรยศแหวกๆ ผ้าอ้อมเปียกโชกที่พันรอบตัวเด็กตัวน้อยเพื่อสำรวจดูก็พบว่าเป็นเด็กผู้หญิง ใช่แต่เสียงร้อง ลมหายใจยังแผ่ว จนน่ากลัวว่าคงจะตายในไม่ช้า

รถวิ่งเข้ามาจอดตามกันที่หน้าบ้านไม้สองชั้น สองทุ่มแล้ว ลูกชายของเขาคงนอนหลับ ชายหนุ่มรีบลงจากรถ พาแม่หนูเก็บตกเข้าบ้าน โดยไม่ลืมสั่งลูกน้องเสียงห้าวเข้ม

“เงินนี่มึงเอาไปแบ่งให้ลูกน้องเท่าๆ กัน แล้วให้ใครไปตามหมอมาให้กูด่วนเลยนะไอ้เข้ม”

“นายจะให้มาดูเด็กนี่เหรอ”

“เออสิวะ เร็วๆ ล่ะ เดี๋ยวจะตายซะก่อน”

“ได้เลยนาย”

แม้เข้มจะไม่เข้าใจว่า เจ้านายจะสนใจเด็กทารกนั่นทำไม แต่ในเมื่อเป็นคำสั่ง ลูกน้องอย่างมันก็ต้องทำตาม อีกอย่าง มันกำลังนึกถึงเงินก้อนใหญ่ที่จะได้ เงินที่เจ้านายให้เอามาแบ่งกันมากกว่า

“พ่อ กลับมาแล้วเหรอครับ”

“อ้าวฉัตร แกยังไม่นอนเหรอพ่อนึกว่าหลับไปแล้ว”

นายหัวขจรยศทำหน้าแปลกใจแต่ก็ยิ้มให้ลูกชายวัยสิบขวบ ฉัตรา ลูกชายคนเดียวของเขาที่เกิดจากภรรยาผู้ล่วงลับไปหลายปี

“คุณฉัตรดื้อจะรอนายหัวให้ได้น่ะค่ะ อินพูดยังไงก็ไม่ฟัง แล้วนี่... ต๊าย นายหัวไปเอาเด็กมาจากไหนคะนี่” แม่บ้านอินคำอุทานตาโต เมื่อมองเห็นเด็กตัวซีดเซียว

“หน้าบ้าน ใครมันเอามาทิ้งไม่รู้ ยายอินรีบเอาไปทำให้ตัวอุ่นไป ฉันให้ไอ้เข้มมันไปตามหมอแล้ว”

“ค่ะๆ โถ น่าสงสารจริง”

สาวใช้รีบเข้ามาอุ้มเอาเด็กน้อยตรงไปยังห้องเล็กเพื่อเปลี่ยนผ้า หาผ้าที่แห้งและอุ่นพันตัวไว้เพื่อให้เด็กได้รับความอบอุ่น

เด็กชายฉัตราขมวดคิ้วเมื่อตามเข้ามา

“เด็กผู้หญิงด้วย น่าเกลียดน่าชังเชียวค่ะคุณฉัตร แต่คงตากฝนนาน”

“จะตายไหมยายอิน”

“ไม่หรอกค่ะ นายหัวให้ตามหมอแล้ว” อินคำไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเด็กจะรอดหรือไม่ แต่เธอสังเวชใจและสงสาร เด็กตัวนิดเดียว ใครกันช่างทิ้งได้ลงคอ

ไม่นานหมอก็มาถึงเพราะเข้มให้คนเอารถไปรับมาจากบ้าน นายหัวขจรยศจึงพามาดูอาการทันที

“ยังไงรีบพาไปโรงพยาบาลดีกว่านะครับนายหัว ผมไม่มีเครื่องมือมากนัก ตอนนี้เป็นไข้คงเพราะตากฝนแล้วก็ไม่ได้กินนม อยู่ใกล้หมอไว้จะปลอดภัยกว่า ว่าแต่นายหัวไปเอาเด็กมาจากไหน”

“ลูกของญาติน่ะ แม่มันตายไม่มีคนดูแลฉันเลยเอามาเลี้ยง ขามาพายุมันหนัก” ไม่รู้อะไรดลใจให้ขจรยศพูดไปแบบนั้น นายหัวหนุ่มตั้งใจว่า เขาจะเรียกเด็กนี่เป็นลูกอีกคน

หมอจึงไม่ซักถามอะไรอีก จ่ายยาสำหรับเด็กให้และแนะนำอีกหลายอย่างก่อนจะขอตัวกลับ

“พ่อจะเลี้ยงเจ้าตัวเล็กจริงๆ เหรอ” ฉัตรสงสัย

“ดีไหม แกจะได้มีน้องสาวไงเจ้าฉัตร”

“ดีครับพ่อ”

เพราะตัวคนเดียว เวลากลับจากโรงเรียนไม่มีเพื่อนเล่นฉัตราจึงยิ้มแฉ่งเมื่อจะได้น้องเพิ่มมาอีกคน

ขจรยศยิ้ม สั่งให้แม่บ้านรีบไปเตรียมตัวเพื่อจะพายัยหนูตัวน้อยไปโรงพยาบาล ดวงตาดุคมมองเด็กหญิงตัวเล็กแล้วให้นึกถึงตนเอง แต่เดิมเขาเป็นครอบครัวชาวประมง วันหนึ่งเมื่อตอนที่เขาอายุสิบห้าปี พ่อแม่ก็จากไปเพราะเรืออับปางกลางทะเล ชีวิตเขาไร้หลัก ต้องอยู่อย่างปากกัดตีนถีบ กระทั่งสามารถเผยอหน้าขึ้นมาในสังคมและเป็นนายหัวเจ้าของกิจการรีสอร์ต เพียงแค่เห็นหน้าเด็กน้อย เขาก็เกิดความผูกพัน บวกกับตนเองมีแต่บุตรชาย เลยอยากได้บุตรสาวมาเลี้ยง เขาตัดสินใจนาทีนั้นเองว่า จะเลี้ยงเด็กคนนี้เอาไว้

“เอ็งต้องรอดนะนังหนู พ่อแม่เอ็งไม่ต้องการ แต่ฉันจะเลี้ยงเอ็งเอง”

เสียงโหวกเหวกลั่นบ้าน เข้มรีบขึ้นมาหา ก่อนจะได้รับคำสั่งให้เอารถออกเพื่อจะไปโรงพยาบาลกันอีกครั้ง

“รีบไปเร็ว กูจะพาลูกสาวไปหาหมอ”

ลูกสมุนคนสนิทไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ เมื่อเจ้านายเอ่ยปากแบบนั้น มันจึงต้องรีบลงไปสั่งลูกน้องให้เตรียมรถอย่างรีบเร่ง เพื่อให้ทันใจนายและทันการ เจ้าหนูเก็บตกบัดนี้ มีสถานะใหม่แล้ว เข้มไม่แปลกใจนักเพราะรู้ว่าเจ้านายอยากได้ลูกสาว ติดแต่ว่าเมียมาตายจากไป และนายหัวของมันก็ไม่ชอบพอใครถึงขั้นคิดจะยกย่องเป็นเมีย ได้เด็กมาเลี้ยงแบบนี้คงถูกใจเจ้านายแล้วล่ะ

“กูจะตั้งชื่อนังหนูนี่ว่า เพลงดาว มึงว่าเพราะไหมวะไอ้เข้ม”

“นายหัวว่าไงผมก็ว่างั้นแหละครับ”

“ฮ่าๆๆ ดีจริง มีลูกสาวเพิ่มมาอีกคน ไม่ต้องยุ่งยากหาเมีย รอท้องรอคลอด วันนี้มันวันดีจริงๆ พวกมึงขับรถเร็วๆ เดี๋ยวนังหนูลูกสาวคนใหม่ของกูจะแย่ก่อน”

“ครับๆ นายหัว”

ลูกสมุนรีบเพิ่มความเร็วรถกระบะวิ่งฝ่าสายฝนตรงเข้าเมืองซึ่งมีสถานพยาบาลที่พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เสียงฝนเสียงฟ้าน่ากลัว แต่หากว่ามันช้า ลูกปืนของนายหัวน่ากลัวมากกว่า...

************************************

ฝนที่ตกทั่วประเทศ ทำให้การจราจรในเมืองค่อนข้างติดขัด กว่าจะหลุดจากความแออัดคับคั่งได้ ทำเอาธนาถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยหน่าย

“ฝนตกทีไรรถติดทุกทีเมืองไทย”

“คุณก็... คนอื่นเขาก็ติดเหมือนเรานั่นแหละ ใจเย็นๆ ค่ะ เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว” จินดารัตน์ ภรรยาคนสวยรีบปลอบพร้อมกับยิ้มหวานให้

“ผมจะรีบไปรับเจ้าภาค ช่วงนี้ธุรกิจของเรากำลังขยายตัว งานเลยยุ่งคุณเหนื่อยมากหรือเปล่าที่รัก”

“ไม่ค่ะ ฉันมีความสุขดี แล้วก็ดีใจที่ครอบครัวของเรากำลังเจริญรุ่งเรือง”

ธนารู้สึกขอบคุณและยินดีในความรักที่ภรรยามีต่อเขามากๆ ชายหนุ่มเอื้อมไปรั้งภรรยามากอด ก่อนจะจูบหน้าผากเล็กเบาๆ

จินดารัตน์ซบหน้ากับไหล่ของสามีอย่างแสนรัก เธอและเขาแต่งงานกันมาสิบปีแล้ว มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคนคือไตรภาค ซึ่งตอนนี้อยู่ในวัยเจ็ดขวบเศษ

ธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามาตีตลาดเมืองไทย เขาหันมาจับธุรกิจด้านนี้และมันกำลังไปได้สวย เทคโนโลยีที่ทันสมัย สะดวกสบายได้รับการตอบรับจากผู้คนเป็นอย่างดี แล้วยังมีบริษัทขนส่ง รับขนส่งทั้งทางบและทางทะเล พวกเขามีท่าเรือเป็นของตัวเองที่ภูเก็ต ที่นั่นมีธนูน้องชายของธนาดูแลจัดการ

“พรุ่งนี้วันหยุด เราสามคนไปเที่ยวทะเลกันไหม”

“หน้าฝนนี่นะคะ” ภรรยาเอียงคอถามยิ้มๆ

“ไม่เห็นเป็นไร ลงทะเลไม่ได้ก็ไปเอาบรรยากาศ”

“ตาภาคคงดีใจ เดือนนี้เราไม่ค่อยได้ไปเที่ยวกันพ่อแม่ลูกเลย”

ฝ่ายสามีหันมายิ้มอบอุ่น ก่อนจะหันไปมองทางและหักเลี้ยวเข้าไปในซอยบ้านพัก ซึ่งในเวลานั้นเองก็มีรถฝ่าไฟแดงวิ่งตัดถนนเข้ามา แสงไฟที่สาดผ่านสายฝนตรงมาหาทำให้จินดารัตน์ร้องกรี๊ด ตาเบิกค้าง

โครม!!!

เสียงปะทะสนั่นดังลั่นสี่แยกแห่งนั้น ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ รถเก๋งคันงามไถลตามแรงอัดกระแทกกระทั่งตกลงไปในคูน้ำ

ความเจ็บที่พุ่งเข้าหัวใจกลายเป็นความชาไปทั้งร่าง น้ำและโคลนที่ซึมเข้ามาตรงพื้นรถยังไม่ทำให้เขารู้สึก สติน้อยนิดที่ยังมีอยู่ของธนาทำให้เขาพยายามผงกใบหน้าอาบเลือดขึ้น ความห่วงหาทั้งหมดพุ่งไปที่ร่างโชกเลือดของภรรยา

“จิน...”

น้ำตาลูกผู้ชายรินหลั่ง ฝ่ามือเปื้อนเลือดเอื้อมไปจับลำแขนเรียวเล็กของร่างไร้สติ

“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะที่รัก จิน...”

หากทุกอย่างก็ดับวูบไปพร้อมเสียงพร่าเบาลงและเงียบหายไปในที่สุดท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ เสียงไซเรนรถพยาบาลและรถมูลนิธิดังแข่งกันลั่นถนน พอๆ กับเสียงไซเรนจากรถเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แต่เสียงเหล่านั้นไม่สามารถเข้าถึงโสตประสาทของการรับรู้ใดๆ ของสองสามีภรรยาได้อีกแล้ว

*********************************

ควันที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เสมือนเครื่องบ่งบอกว่า นับจากวินาทีนี้ต่อไปข้างกายของเด็กชายวัยเจ็ดขวบไม่มีอ้อมอกอันอบอุ่นและปราศจากอ้อมแขนที่จะประคับประคองยามที่เขาหกล้มบาดเจ็บอีกต่อไปแล้ว

“ไม่เป็นไรนะภาค หลานยังมีอาอยู่อีกคน”

ธนูกระชับฝ่ามือกับไหล่เล็กของหลานชาย ยามที่ทอดสายตามองไปยังท้องฟ้า

“พ่อกับแม่ไม่ได้จากเราไปไหน ท่านจะยังอยู่กับเรา อยู่ในใจเราตลอดไป”

เขาไม่รู้ว่าเด็กเจ็ดขวบจะเข้าใจคำพูดพวกนี้หรือไม่ แต่ธนูก็อยากพูดอยากบอกอยากปลอบใจหลานชายคนเดียวที่ต้องกลายมาเป็นกำพร้าเพียงแค่ชั่วข้ามคืน เมื่อบิดามารดามาด่วนจากไปจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด จากการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว รถบรรทุกคันนั้นฝ่าไฟแดงมาเพราะเบรกแตก และคนขับก็ไม่ได้หนีไปไหน ยังมาช่วยพี่ชายกับพี่สะใภ้ของเขาอย่างสุดความสามารถ แต่คดีความก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายแม้ว่าเจ้าทุกข์จะไม่เอาความก็ตาม

เด็กชายไตรภาคไม่รู้หรอกว่า พ่อแม่จะยังอยู่กับเขาจริงหรือเปล่า เด็กชายน้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ไม่มีเสียงร้องไห้ โวยวายดังเช่นพฤฒิกรรมของเด็กทั่วๆ ไป ความเสียใจท่วมท้นหัวใจ นับแต่วันนี้... ไม่มีพ่อและแม่แล้ว...

**********************************

สิบเอ็ดปีต่อมา...

เสียงกรี๊ดกร๊าดของเหล่าสาวๆ เคล้าเสียงหัวเราะของเด็กที่กำลังแตกเนื้อหนุ่ม รวมถึงหนุ่มน้อยใหญ่วัยฉกรรจ์ล้อมวงจับกลุ่มกันเป็นจุดๆ ข้างสนามแข่งรถโกคาร์ท สนามประลองความเร็วสำหรับผู้สนใจกีฬาที่ท้าทายหัวใจอีกรูปแบบซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้

พยัคฆ์ ศักดิ์วรวงศ์เลิกคิ้วสูง แปลกใจยิ่งยวดเมื่อมาเห็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไตรภาคพามา

“นายชอบขับรถเหรอวะ”

“มันเป็นการคลายเครียดอีกวิธีหนึ่งน่ะ พี่เสือนี่เพื่อนผมชื่อภูมิไทย”

ไตรภาค ตรัยรัตนะแนะนำเพื่อนสนิทของเขาที่ชวนมาด้วย

“หวัดดีครับพี่ ไอ้หมอนี่มันโรคจิตมีวิธีคลายเครียดไม่เหมือนชาวบ้าน” ภูมิไทย คงหิรัญ พูดยิ้มๆ หลังจากทักทายรุ่นพี่ ซึ่งพยัคฆ์พยักหน้าให้อย่างเป็นกันเอง

“เฮ้ย มันเป็นความชอบส่วนบุคคลว่ะไอ้ภูมิ อย่ามาข้าโรคจิตนะโว้ย”

“มีพนันด้วยเหรอวะ”

พยัคฆ์ถามเสียงเบาเมื่อสายตาอันว่องไวเหลือบไปเห็นการกระทำบางอย่างของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งข้างสนาม ไตรภาคกับภูมิไทยมองตาม

“เรื่องธรรมดาพี่ พวกนี้มันแอบเล่นกันประจำแหละ”

“ใช่ๆ แต่เชื่อขนมกินได้เลย ถ้าแข่งกันจริงๆ ไม่มีใครสู้เพื่อนผมได้สักคน”

“แน่เหรอวะ กูว่าราคาคุยเสียมากกว่าล่ะมั้ง”

เสียงเหยียดเยาะที่สอดแทรกขึ้นมาไม่เบานัก ผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณใกล้เคียงพากันหันมามอง กลุ่มของไตรภาคก็เช่นกัน

“ไอ้โต”

“ไง ไม่นึกเลยว่ากูจะมาเจอพวกมึงที่นี่อีก” ไอ้โตกับพรรคพวกก้าวเข้ามาเผชิญหน้ากับคู่อริที่ครั้งหนึ่งเคยฟาดปากกันมาจนเกือบจะได้ไปนอนในมุ้งสายบัว

ข้างกายของนักเลงนักเรียนมีสาวสวยนามว่าอั้มเกาะแขนมาด้วย โดยที่สาวเจ้าไม่วายส่งสายตาปรอยมองหน้าพยัคฆ์กับพรรคพวก พรางนึกในใจ ผู้ชายอะไรหล่อเข้ม หน้าตาดีกันทั้งกลุ่ม ขณะที่แฟนของเธอเทียบไม่ติดฝุ่น

พยัคฆ์ปรายตาหยันเยาะมองหน้าผู้หญิงร้อยเล่ห์ที่มีแฟนอยู่แล้วยังมาอ่อยเขา ก่อนจะหันไปถามไอ้โตเสียงเรียบราบ แต่ประกายหยามหยันว่า

“เจอแล้วไงวะ หรือว่ามึงลืมไปว่ายังไม่ได้ยกมือไหว้กู”

“เฮ้ย มันจะมากไปแล้วนะไอ้เด็กเมื่อวานซืน มึงคิดว่ามึงแน่มาจากไหน” ไอ้โตชักโมโหจนตวาดเสียงดัง คราวก่อนเขาก็ถูกมันสองคนอัดเสียน่วม นอนอยู่ในคุกสองคืน ก่อนจะถูกประกันตัวออกมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเกือบอาทิตย์จึงไปเรียนได้ แค้นนี้มันยังฝังใจมันอยู่เลย

“แน่ไม่แน่ก็สามารถทำให้ใครบางคนวิ่งหางจุกตูดได้ละกัน” ไตรภาคขยี้แผลในใจคู่อริซ้ำเข้าไปอีก สองฝ่ายยืนจังก้าประจันหน้ากันไม่หลบ แม้ว่ากลุ่มของเขาจะมีเพียงสามคน อีกฝ่ายมีกันห้าคน ไตรภาคก็ไม่กลัว

“แหม... อย่ามีเรื่องกันเลยน่าพี่โต ตอนนี้พี่ถูกภาคทัณฑ์อยู่นะ” อั้มเห็นท่าไม่ดีรีบห้าม ยิ่งเห็นคนมองอยู่โดยรอบเธอก็รู้สึกอายเหมือนกัน

“เธอหุบปากไปเลย ยังไงวันนี้กูก็ต้องสั่งสอนไอ้เด็กนี่ให้มันหลาบจำจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร”

“โว้ๆๆ จะเอาแบบนั้นเลยหรือเพ่ การใช้กำลังมันไม่ใช่วิสัยของผู้ที่เจริญแล้วนะ ผมว่าเอางี้ดีกว่า เรามาแข่งรถกันเลยไหมสักตั้ง ใครแพ้ก็กราบตีนอีกฝ่ายไปเลยเป็นไง” ภูมิไทยแทรกขึ้น น้ำเสียงนั้นแสนจะสุภาพแต่แววตาท่าทางกวนเบื้องต่ำคนมองอย่างที่สุด

“จะดีเหรอวะภูมิ เดี๋ยวเพ่เขาต้องกราบตีนเราจะอายคนรอบสนามนะ” พยัคฆ์แสร้งว่า

“มึงอย่าคิดนะว่าจะเอาชนะกูได้ คนที่จะต้องกลืนน้ำลายล้างอายคือพวกมึงต่างหาก ไหนๆ ก็ไหนๆ กูเห็นมึงสนใจแฟนกูตั้งแต่วันนั้น เอางี้เลยก็ได้ ถ้ามึงชนะกูยกอั้มให้เลย มึงว่าไง”

“พี่โต!”

อั้มอุทานเสียงดัง ชักสีหน้าไม่พอใจที่จู่ๆ ตนเองก็กลายเป็นของเดิมพันไปเสียแล้ว หากภายในใจกลับนึกลิงโลด ชำเลืองตามามองพยัคฆ์หวานเชื่อม

“สนใจไหมพี่เสือ” ไตรภาคถามเสียงกลั้วหัวเราะ

“ตกลง ถ้าพวกกูชนะมึงอย่าลืมล่ะว่าต้องกราบตีนกู ส่วนน้องอั้มสุดสวาทของมึงๆ เก็บไว้เองเหอะ กูไม่สนของใช้แล้ว”

“อ้าย! คนบ้า”

อั้มขัดใจและเสียหน้าจนต้องกรีดร้อง กระทืบเท้าเดินหนีไปเพราะอับอายผู้คน

“งั้นมาเริ่มกันเลย”

รถแข่งสองคันเข้าที่พร้อมคนขับที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย อุปกรณ์เซฟตี้พร้อมไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อก ชุดแข่ง และรองเท้า ไตรภาคสวมชุดสีน้ำเงินเหมือนสีรถที่เขาขับ ขณะที่นายโตสวมชุดสีแดง รถของเขาก็สีแดงเช่นกัน ก่อนออกสตาร์ทรถสองคันต่างเหยียบคันเร่งเสียงกระหึ่มคล้ายว่าเป็นการท้าทายกันอยู่ในที

นักแข่งทั้งสองมองหน้ากัน ท้าทายกันทางสีหน้าและสายตา เมื่อสัญญาณให้เตรียมพร้อม นายโตทำปากขมุบขมิบที่พอจะอ่านได้ว่า

“มึงไม่มีทางชนะกู”

ไตรภาคหยักยิ้ม ดึงกระจกหมวกลงปิดหน้า สายตาแน่วนิ่งมองตรงไปยังเส้นทางที่ทอดยาว

“ขยี้มันให้เละเลยไอ้ภาค ให้มันรู้ซะบ้างว่าไผ๋เป็นไผ๋” ภูมิไทยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างสนาม

“มันจะไหวหรือเปล่าวะภูมิ ไอ้โตฝีมือมันระดับไหนก็ไม่รู้”

“พี่คอยดูแล้วกันว่าไหวไม่ไหว มั่นใจเหอะ ยังไงเราก็ไม่มีทางได้กราบตีนมันชัวร์”

แม้ซุ่มเสียงของรุ่นน้องจะมั่นใจเกินร้อย พยัคฆ์ก็ยังไม่เชื่อมั่นนัก ท่าทางมั่นใจของนายโตแสดงให้เห็นว่ามันคงมีเชี่ยวชาญสามารถพอตัว

ธงสะบัด สัญญาณการปล่อย รถสองคันพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับเหาะ ผู้ชมคนเชียร์ส่งเสียงกันลั่นรอบสนาม เดิมพันใต้ดินขยับสูงขึ้น นักขับแข่งพารถไล่บี้กันอย่างสูสีไม่มีใครยอมใคร

ไตรภาคถูกเบียดตกไปเป็นผู้ตาม ในเสี้ยววินาทีเล็กๆ นายโตส่งสายตาและยกมือขึ้นมาแจกของลับส่งให้ ท่าทางมั่นใจว่าชัยชนะครั้งนี้ต้องเป็นของมันอย่างแน่นอน

ทว่า... ไตรภาคหรือจะยอมง่ายๆ ชายหนุ่มพารถคู่ใจไล่กระชั้นเว้นระยะปลอดภัยเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ระยะทางตรงเขาสามารถเหยียบคันเร่งได้ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การแข่งนี้มีรอบเดียวเพื่อให้รู้ผลแพ้ชนะในทันที ชายหนุ่มปล่อยจิตใจไปกับสายลมที่อื้ออึงรอบๆ หัวโดยไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อยทั้งที่ตอนนี้เขายืนอยู่ขอบเขา หากพราดนิดเดียวก็อาจบาดเจ็บ ถ้าร้ายแรงก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต

ดูเหมือนนายโตจะไม่สนใจอะไรนอกจากคำว่าชนะ ยิ่งตนเองเป็นฝ่ายนำมันก็ยิ่งฮึกเหิม เขาขับรถแข่งโกคาร์ทมาหลายปีฝีมือเป็นรองก็เพียงแต่นักแข่งอาชีพไม่กี่คนจึงลำพองใจ กระทั่งในช่วงที่เข้าโค้ง รถของอีกฝ่ายก็เบียดแทรกเข้ามาหาอย่างไม่เจตนา

ไตรภาคแตะเบรกให้รถดริฟท์ในการเข้าโค้ง จังหวะและโอกาสช่วยทำให้เขาเบียดแทรกขึ้นมาเป็นผู้นำได้สำเร็จ สร้างความเจ็บใจให้นายโตนัก มันถึงกับกระแทกมือกับพวงมาลัยอย่างขัดใจ ก่อนจะเร่งรีบไล่บี้เพื่อเอาตำแหน่งชนะเลิศคืนมา

ใจที่หิวโหยคำว่าชนะ นายโตจึงไม่สนใจว่าในการขับแข่งรถโกคาร์ทนั้นมีกฎและข้อควรปฏิบัติอย่างไรบ้าง เมื่อการเข้าโค้งตัวยูช่วงสุดท้าย มันไล่จี้หวังจะบี้ขยับแซงขึ้นมาเป็นผู้นำ จังหวะและระยะที่กระชั้นมากเกินไปทำให้รถเกิดอาการเสียการทรงตัว แต่ละคนต่างใช้ความเร็วกันเต็มที่ เมื่อรถเกิดการเสียดสีกันทำให้เสียจังหวะ รถของนายโตไถลออกนอกเส้นทาง ขณะที่รถของไตรภาคส่ายแฉลบและทำท่าจะพลิกคว่ำ ชายหนุ่มพยายามประคับประคองรถสุดความสามารถ

“แย่แล้วไอ้ภาค” ภูมิไทยแทบอยากจะโดดลงไปในสนามเพื่อช่วยเพื่อน

พยัคฆ์หน้าเครียด ช่วงเวลาไม่กี่วินาที รถของไตรภาคก็พลิกคว่ำ ม้วนไปหลายตลบตามรถของอีกฝ่าย

“ไอ้ภาค”

แพทย์กับเจ้าหน้าที่สนามรีบรุดเข้าไปช่วยเหลือคนทั้งสอง จนสามารถนำตัวออกมาปฐมพยาบาลนอกสนาม ซึ่งทั้งสองคนไม่เป็นอะไรมากนอกจากมีรอยถลอกเล็กน้อย

ขณะที่แพทย์กำลังตรวจร่างกายทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างเอาเรื่อง

“มึงขับรถภาษาห่าอะไรวะ ขับแบบนี้คนอื่นเขาได้ตายโหงกันหมดพอดี” ไอ้โตทนไม่ไหวแกว่งปากหาเท้าก่อน

“มึงควรจะถามตัวมึงเองต่างหากไอ้โต” ไตรภาคกระแทกเสียงสวนกลับ

“เฮ้ย นี่มึงหาว่ากูทำให้รถคว่ำเหรอ”

“เออสิวะ”

“มันจะมากไปแล้วนะโว้ย”

“มากอะไรวะไอ้โต มึงทำให้เพื่อนกูเกือบตายยังจะมาแหกปากว่าคนอื่น ไอ้ทุเรศเอ๊ย”

“เฮ้ยๆ ให้มันน้อยๆ หน่อย พวกกูยังไงก็อายุมากกว่าพวกมึงนะ” เพื่อนๆ ของไอ้โตปรามตาขวาง

“แล้วไงวะ ขนาดพ่อกูกูยังไม่สนใจเลย แล้วพวกมึงคิดว่าตัวเองเป็นใครพวกกูถึงจะได้สนใจ”

“แบบนี้มันแกว่งปากหาตีนนี่หว่า”

ใครคนหนึ่งพูดขึ้น วัยรุ่นเลือดร้อนกันทั้งสองฝ่าย ไม่รู้ว่าใครที่กระโจนเข้าหากันก่อน เสียงร้องเสียงวี้ดว้ายของผู้ที่เข้ามาใช้บริการสนามโกคาร์ทแตกฮือเป็นวงกว้าง...

โรงพัก... ห้องขัง... ประสบการณ์ใหม่แต่ไม่แปลกเท่าไหร่ ใช่ว่าไตรภาคจะชอบหรือพิศวาสมันนักหรอกนะกับเจ้ามุ้งสายบัวที่ว่า

ไตรภาคหน้าฟกช้ำ ภูมิไทยปากแตก ขณะที่พยัคฆ์ก็เจ็บไม่แพ้กัน อีกฝ่ายนั้นมีพวกมากกว่า แม้จะถูกแยกออกจากกันแล้วสองฝ่ายยังฮึ่มฮั่มใส่กันตลอด ยังผลให้เจ้าหน้าที่ต้องจับทั้งสองฝ่ายขังแยกห้อง

“ครั้งที่สองแล้วนะนี่ในรอบเดือนนี้” ไตรภาคพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

“ครั้งนี้เรื่องคงถึงมหาวิทยาลัย งานเข้าเราแน่”

“กลัวเหรอวะภูมิ”

“เปล่าพี่เสือ คิดแล้วสะใจไม่หาย ได้อัดพวกมันซะหายคันมือเลยพี่”

“เราสามคนเจ็บแค่นี้แต่พวกมันเจ็บมากกว่าเราอีก สมน้ำหน้ามัน อยากหาเรื่องดีนัก”

ไตรภาคพูดก่อนจะหัวเราะแล้วต้องสูดปาก แผลแตกที่ปากมันรั้งนั่นเอง ครั้งแรกที่เขาได้รู้จักพยัคฆ์ก็เพราะโดดเข้าร่วมวงชกต่อยกับพวกไอ้โต เขาเปรยยิ้มๆ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“สงสัยพวกเราจะดวงสมพงศ์กับคุกนะเนี่ย”

แล้วทั้งสามก็หัวเราะประสานเสียงกัน พยัคฆ์ยื่นมือออกมากลางวง พรางเลิกคิ้ว

ภูมิไทยยิ้มยื่นมืออกไปจับ ตามด้วยไตรภาคที่พูดเบาๆ พอได้ยินกันสามคน

“เราจะเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง กันตลอดไปนะ”

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...