น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : Vampire Heart

อ่าน 5,810
วิจารณ์ 10
แนว:
จำนวน:
6 บท
แต่งเมื่อ:
วันที่ 30 พ.ย. 2556 00:33 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง BlueberuS
ขีดเขียนหน้าใหม่ (40)
เด็กใหม่ (9)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

บท 1. ไร้ซึ่งหนทาง

เขียนเมื่อ วันที่ 30 พ.ย. 2556 01:22 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 11 ม.ค. 2560 15:00 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

บทที่ 1

ไร้ซึ่งหนทาง

 

.............
“กรี๊ดดดดดด!!!! ” เสียงกรีดร้องท่ามกลางป่าอันรกร้างยามค่ำคืนภายใต้เงาของต้นไม้ใหญ่มีเด็กหญิงตัวน้อยกำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตจากอสูรกายร่างมหึมาสี่ตนที่กำลังไล่ตามมาด้วยความเร็ว

ตุ้บ!!!

และแล้วเด็กน้อยก็เสียหลักล้มลงกระแทกกับพื้นอย่างแรงข้อเท้าของเธอมีรากไม้ชนิดหนึ่งพันเอาไว้แน่น เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหกล้มนั่นเองเด็กสาวร่างบอบบางผมสีดำยาวสวมชุดกระโปรงสีขาวขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนคราบดินไปทั้งตัว ดวงตาสีฟ้าใสส่องประกายคู่เล็กนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อจดจ้องมองกลับไปที่ปีศาจสูงใหญ่ทั้งสี่ตนที่ตามเข้าประชิดถึงตัวแล้ว พวกมันเค้นเสียงหัวเราะออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นว่าเจอเหยื่อชั้นดี
“หนีไม่พ้นหรอก เจ้าเข้ามาในเขตแดนของพวกข้าแล้ว ไม่ยอมให้หนีไปได้หรอก”
“ไม่นะ! แม่จ๋า!!!” เด็กสาวร้องหาผู้เป็นแม่ด้วยความกลัว หากแต่ไร้ซึ่งร่องรอยของผู้ที่เรียกหา ในมือของเธอกำสมุนไพรชนิดหนึ่งเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยคล้ายว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องรักษา
“ฮะๆๆ เปล่าประโยชน์น่า ถึงจะเป็นเด็กแต่เราก็ไม่ยกเว้นหรอก เอาล่ะ...มากินกันเถอะ” พูดจบ ปีศาจทั้งสี่ตนนั้นก็รุมเข้าหาเหยื่อทันที
“กรี๊ดดดดด!” เสียงกรีดร้องของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วราวกับจะปลุกให้ผืนป่าฟื้นตื่นขึ้นมา แต่กลับนำพาสิ่งที่ไม่คาดคิดมากับความมืด
“หยุดเดี๋ยวนี้!...เจ้าพวกเศษก้อนเลือด” เสียงอันหน้าเกรงขามดังมาจากด้านหลัง เสียงนั้นหยุดการกระทำของปีศาจทั้งสี่ตนเอาไว้ได้ทันก่อนที่พวกมันจะรุมกระชากร่างเล็กๆของเด็กน้อยออกเป็นชิ้นๆ พวกมันรีบหันกลับไปมองเจ้าของเสียงนั้นทันที
“ว่าไงนะ!แกเป็นใคร!บังอาจหยามพวกเราอย่างงั้นเรอะ!”
“อสูรกายชั้นต่ำอย่างพวกแก เข้ามาหาอาหารในเขตแดนของแวมไพร์ถือเป็นการละเมิดกฎจะเป็นยังไงก็น่าจะรู้นี่” เจ้าของเสียงเดินออกมาจากเงามืด ปรากฏกายให้เห็นเป็นชายร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าคลุมสีดำสนิท เรือนผมสีน้ำตาลทองเป็นประกายเมื่อแสงจันทร์ส่องกระทบตัดกับสีของนัยน์ตา มันแดงฉานดั่งเปลวเพลิงที่ลุกโชนกำลังจับจ้องมาที่ปีศาจสี่ตนนั้นพร้อมตวัดเล็บสีดำยาวขึ้นแตะที่ริมฝีปากของตนบ่งบอกถึงความเย่อหยิ่ง
“หรือว่าแก... เป็นพวกแวมไพร์...” พวกอสูรกายพากันตื่นตระหนกเมื่อพบเจอกับผู้ที่ไม่คาดคิด “ฮะๆๆๆ ...เจ้ามาลำพังคนเดียวคิดรึว่าเจ้าจะเอาชนะพวกข้าทั้งสี่ได้...จัดการมัน!” เมื่อสิ้นสุดการสนทนาพวกอสูรกายทั้งสี่ตนก็เปลี่ยนเป้าหมายแล้วพากันพุ่งเข้าโจมตีแวมไพร์แปลกหน้าแทน หมายที่จะเชือดเฉือนร่างนั้นให้แหลกเป็นชิ้นๆ แต่แวมไพร์หนุ่มก็หาได้หวั่นเกรงไม่ เขาใช้การตอบโต้เพียงแค่ครั้งเดียวก็หยุดการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย

ควับ!?

ฉัวะ!!!

“อ้ากกก!” ยังไม่ทันที่จะสิ้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดนั้น ชั่วพริบตาร่างทั้งสี่ก็แหลกเป็นชิ้นๆด้วยเขี้ยวเล็บของเขา ชิ้นส่วนต่างๆของร่างกายเจ้าอสูรกระเด็นตกลงบนพื้นรอบๆตัวเขาเศษเลือดกระเซ็นเข้าใส่ใบหน้าขาวเนียนของเด็กน้อยที่นั่งหลบอยู่ข้างพุ่มไม้ ทำให้สัมผัสถึงความสยดสยองได้ชัดเจนยิ่งกว่าเก่า
“เฮอะ! น่าขยะแขยง ไม่เจียมตัวเอาซะเลย” น้ำเสียงอันเย็นชาพูดเหยียดหยามทั้งสี่ร่างซึ่งเวลานี้กลายเป็นเพียงเศษชิ้นส่วนไร้ซึ่งชีวิต พลางสะบัดคราบเลือดที่เปื้อนมือออก แววตาอันน่าสะพรึงกลัวนั่นเหลือบหันมาจับจ้องเด็กสาวที่กำลังนั่งหลบอยู่แทนก่อนที่จะย่างเท้าเข้าไปหาอย่างช้าๆ
“เป็นแค่มนุษย์ แต่นับว่ากล้ามากที่เข้ามาในป่านี่” เขาพูดอย่างวางตัวแล้วชายตามองเด็กสาวด้วยความสมเพช ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิม เมื่อเด็กน้อยเห็นว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามาเธอก็รีบถอยหลังหนีเข้าไปนั่งขดตัวอยู่หลังพุ่มไม้และจับจ้องมาที่ร่างสูงใหญ่นั้นอย่างหวาดระแวง เพียงแค่สบตากับฝ่ายตรงข้ามชั่วครู่เธอก็รีบหันหลบไปเพราะดวงตาสีสดนั่นชั่งน่าหวาดกลัวสำหรับเด็กน้อยและเขาเองก็รู้ดี ไม่นานนัยน์ตาสีแดงฉานดั่งเปลวเพลิงก็ดับมอดลงและจางหายไปกลับกลายเป็นสีมืดเข้มลงในไม่ช้า
เมื่อเขาได้เห็นใบหน้าของเด็กน้อยแล้วมันทำให้เขารู้สึกลังเลใจอย่างน่าประหลาด สัญชาติญาณของแวมไพร์เมื่อเจอมนุษย์ก็คือล่าเพื่อกินเป็นอาหารเท่านั้น กลิ่นกายมนุษย์ที่นานๆจะได้สัมผัสมันยั่วยวนไม่น้อย แต่เมื่อมองเห็นเป็นเพียงแค่เด็กตัวเล็กๆ มันทำให้เขารู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูก
“...ถูกมันกัดรึเปล่า?” เขาเอ่ยถามก่อนที่จะยกมือขึ้นจับพุ่มไม้ที่บังหน้าเด็กสาวอยู่ออก แล้วค่อยๆโน้มตัวลงนั่งชันเข่าตรงหน้าเธอ ความคิดที่รังเกียจเดียดฉานพวกมนุษย์เข้าไส้กลับกลายเป็นอย่างอื่นไปแต่แสงจากดวงจันทร์สว่างไสวจนสามารถมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้ มันทำให้เด็กน้อยยังคงหวาดกลัวเขาจากสิ่งที่เขาทำกับพวกปีศาจเมื่อครู่อยู่ไม่หาย
“ขอโทษที ฉันคงทำให้เธอกลัว”
“..........” เด็กน้อยยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมเอ่ยปากพูดแต่อย่างใด เธอยังคงนั่งสั่นเกร็งและคิดไม่ตกว่าเขาคนนี้จะทำร้ายเธอหรือไม่
“ฉันเป็นแวมไพร์ นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอเคยเห็นแวมไพร์สินะ ...แต่ไม่ต้องกลัว ฉันจะไม่ทำอะไรเธอ...ว่าแต่เธอมาทำอะไรในที่แบบนี้กัน?” เขาถามสาวน้อยแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมาจากเสื้อคลุมเพื่อเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าอันซีดเผือดของเธออย่างเบามือ
“...แม่ของฉันไม่สบายมากๆ ฉันต้องเอายานี่ไปช่วยแม่ให้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแม่ของฉันต้องยาแน่ๆ” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนปนสั่นเครือพลางยกมือข้างหนึ่งที่กำพืชสมุนไพรเอาไว้ให้เขาดู
“อย่างนั้นหรอเข้ามาหาของแบบนี้ในป่าตัวคนเดียว ใจกล้าไม่เบานี่นา อย่ากลับมาที่นี่อีกล่ะ ไม่อย่างนั้นเธออาจจะไม่โชคดีเหมือนวันนี้” เขาเอ่ยชมและตักเตือนพลางยกมือขึ้นลูบหัวของเด็กสาวเบาๆด้วยความเอ็นดู รอยยิ้มจางๆภายใต้สายตาเย็นชาคู่นั้นส่งให้เด็กน้อยที่มองเขาด้วยแววตาไร้เดียงสา “ให้ฉันดูขาเธอหน่อยสิ...” ฝ่ามือแกร่งคว้าเข้าที่ข้อเท้าของเด็กสาวโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว ทำเอาร่างเล็กๆนั้นสะดุ้งตกใจ
“จะทำอะไรน่ะ!?” เด็กน้อยพยายามดึงขากลับแต่ก็ถูกแรงของมือนั้นรั้งเอาไว้
“เถาวัลย์นี่กินเลือดเป็นอาหารนะ ถ้าไม่รีบเอาออกมันจะฝังรากเข้าไปในร่างของเธอแล้วดูดเลือดเธอจนหมดตัวแน่” เพียงรับรู้ถึงพิษสงของมันเด็กน้อยก็ออกแรงดิ้นเพื่อให้มันหลุดออกจากขาทันที
“ไม่นะ! เอามันออกไป! เอามันออกไปเดี๋ยวนี้เลย!” เด็กสาวร้องออกมาเสียงดังแล้วโผเข้ากอดแขนของแวมไพร์พร้อมกับเขย่าเป็นเชิงขอให้ช่วย จนลืมความหวาดกลัวที่มีต่อเขาไปจนหมด
“อย่าดิ้นสิ เดี๋ยวฉันเอาออกให้ อยู่เฉยๆล่ะ” เขาบีบขาของเด็กน้อยให้แน่นกว่าเดิมแล้วกดปลายเล็บแหลมของตนเข้าไปในโคนของเถาวัลย์นั่น หากสังเกตดีๆจะเห็นว่ามีของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากเล็บของเขาและซึมเข้าไปในโคนรากไม้นั่น ไม่ทันไรเถาวัลย์ก็เริ่มแห้งเหี่ยวและตายลงอย่างช้าๆ เขาสามารถดึงมันออกจากขาของสาวน้อยได้อย่างง่ายดาย
“เสร็จแล้วล่ะ” พูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กน้อยอีกครั้ง ในขณะที่นั่นเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่เธอยังมีสติ
“ขอบคุณ...” เมื่อเอ่ยคำขอบคุณจบ ร่างเล็กก็ล้มตัวลงกับพื้น ด้วยความอ่อนเพลียและตื่นตระหนกทำให้เรี่ยวแรงและสติของเธอหายไปจนหมด แวมไพร์หนุ่มประคองร่างของเธอเอาไว้ในอ้อมแขนของตน ทั้งที่หมดสติไปแล้วแต่ในมือเธอก็ยังคงกำสมุนไพรเอาไว้แน่น
[เพิ่งจะเคยเจอมนุษย์ที่มีกลิ่นเลือดดึงดูดมากขนาดนี้ เจ้าพวกอสูรนั่นคงตามกลิ่นนี้มาเหมือนกันสินะ] เขาพูดกับตัวเองแล้วลุกขึ้นยืนก่อนที่จะพาร่างของเด็กน้อยเดินจากที่ตรงนั้นไป
………….
หลังจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น ความทรงจำถูกลบเลือนไปตามกาลเวลาและไม่เคยถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดเป็นเรื่องเล่าขานใดๆกระทั่ง13 ปีผ่านไป

“ว๊าย!”

ครม!

มีใครบางคนร้องจนเสียงหลง ตามมาด้วยเสียงอะไรบางอย่างกระแทกลงกับพื้นทางเดิน ผู้คนที่อยู่ในละแวกนั้นพร้อมใจกันหันไปมองที่ต้นเสียง จึงได้เห็นว่าเป็นหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวคลุมเข่าหน้าตาไร้เดียงสาที่หกล้มไม่เป็นท่าต่อหน้าผู้คนที่สัญจรไปมา เสียงหัวเราะคิกคักแว่วมาตามกลุ่มคนที่เดินผ่าน เธอพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งแล้วยกมือกุมหน้าผากที่แดงช้ำจากแรงกระแทกเมื่อครู่ แค่สัมผัสเบาๆความเจ็บก็แล่นแปล๊บขึ้นมาทันที
“อะ...อูย...เจ็บจัง ซุ่มซ่ามจริงๆเลยเรา หกล้มได้ยังไงกันนะ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะรีบก้มเก็บก้อนขนมปังที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นรอบๆตัวใส่ตะกร้าแล้วลุกขึ้นออกวิ่งต่อไปในสภาพที่ยังมอมแมมไปทั้งตัว เธอเป็นหญิงสาวร่างบางเจ้าของในตาสีอ่อนกับผมสีดำยาวปลิวไสวไปกับสายลมยามวิ่งผ่านผู้คนมากมายท่ามกลางใจกลางเมืองอันครึกครื้น ผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของ รถม้าวิ่งตามถนนไม่ขาดสายสวนผ่านผู้คนให้บรรยากาศความวุ่นวายของเมืองใหญ่

กริ๊ง!

กระดิ่งหน้าประตูดังตามแรงผลักเปิด เป็นสัญญาณบอกคนที่อยู่ด้านในว่ามีผู้มาเยือน ป้ายที่หน้าร้านแขวนอยู่เหนือประตูเขียนไว้ว่า ‘ร้านขนมปังมาดามโรส’ เป็นร้านขนมเบเกอรี่แสนอร่อยที่ขึ้นชื่อในละแวกนี้เป็นอย่างมาก มีลูกค้าประจำที่สั่งขนมครั้งละมากๆโดยที่ทางร้านบริการส่งให้ถึงบ้าน ซึ่งมีหญิงสาวทำหน้าที่นั้นนั่นเอง
“กลับมาแล้วค่ะ...” หญิงสาวเปิดประตูร้านเข้ามาพร้อมตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อยเล็กน้อยและสีหน้าเศร้าสลด
“เมลโล่ว์! นี่เธอไปทำอะไรมา ทำไมเนื้อตัวถึงได้สกปรกแบบนี้!?” เสียงหญิงวัยกลางคนโวยวายกลับมาพร้อมเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์เข้ามาหาร่างบางด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ขอโทษค่ะมาดาม ฉันรีบมากไปหน่อยเลยหกล้ม ขนมทั้งหมดที่จะไปส่งก็เลย...” น้ำเสียงของเธอเงียบไปพร้อมกับเบนสายตาลงไปมองตะกร้าขนมที่หิ้วกลับมาด้วยในมือ เมื่อมาดามโรสเจ้าของร้านมองตามไปก็เจอขนมที่กำลังเตรียมส่งอยู่ในสภาพเละเทะเกินกว่าจะนำไปส่งได้ มาดามโรสขมวดคิ้วพร้อมกับเม้มปากแน่นเป็นเชิงไม่พอใจก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ...เมลโล่ว์ เธอทำงานนี้มานานพักใหญ่แล้วนะ และเธอทำพลาดแบบนี้จนนับครั้งไม่ถ้วน ฉันไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ฉันคิดว่างานนี้คงไม่เหมาะกับเธอซักเท่าไหร่...” มาดามโรสพยายามอธิบายอย่างใจเย็น
“.......” หญิงสาวได้เพียงแต่ก้มหน้ายอมรับคำติเตียนโดยไม่โต้แย้งแต่อย่างใด
“ขอโทษจริงๆนะ ฉันคงให้เธอทำงานต่อไม่ได้”
“ว่าไงนะคะ!?” เมลโล่ว์เงยหน้าขึ้นถามทวนคำพูดของมาดามโรสด้วยสีหน้าตกใจ
“ได้ยินชัดแล้วนะ รอรับค่าจ้างสำหรับเดือนนี้ก็แล้วกัน” มาดามโรสไม่พร่ำพูดอะไรมากเธอหันหลังเดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์
“เดี๋ยวสิคะมาดาม ได้โปรดเถอะ...อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ฉันไม่มีทางไปจริงๆ ที่อื่นก็คงไม่รับฉันเข้าทำงานแล้ว ขอโอกาสให้ฉันอีกนิดเถอะค่ะ” หญิงสาวพยายามขอร้องอีกครั้ง มาดามโรสจึงหันกลับมา แต่เธอก็ไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนใจ
“อย่าหาว่าฉันใจร้ายเลยนะสาวน้อย แต่ฉันให้โอกาสเธอมามากพอแล้ว”
“..........” คำตอบของมาดามโรสทำเอาเมลโล่ว์ไม่กล้าที่จะเอ่ยพูดอะไรอีก ครู่หนึ่งมาดามโรสก็เดินออกมาพร้อมกับห่อเงินค่าจ้างแล้วยื่นให้กับเธอ แล้วพูดทิ้งท้ายเล็กน้อย
“ขนมในถาดเธอจะแบ่งเอาไปด้วยก็ได้นะ ขอให้โชคดี”
“ขอบคุณค่ะ....”

ในเย็นวันนั้นเอง หลังจากออกมาจากร้านขนม เมลโล่ว์ได้แต่เดินเหม่อลอยพลางคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ มันเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะหางานทำใหม่เพราะในเมืองไม่มีที่ไหนรับผู้หญิงเข้าทำงานอีก มีเหลือแต่งานเหมืองและงานสำหรับผู้ชายที่เกินกำลัง ราวกับชีวิตของเธอเริ่มว่างเปล่าไร้จุดหมายเช่นเดียวกับทางเดินข้างหน้าที่ทอดยาวออกจากตัวเมืองมาแสนไกล ไร้ซึ่งผู้คนสัญจรไปมา เธอก้าวเดินต่อไปกระทั่งสุดทางมาบรรจบยังสุสานเปลี่ยวร้างแห่งหนึ่ง ถนนสายนี้ทอดยาวจากตัวเมืองมาสิ้นสุดยังสุสานแห่งนี้ น้อยครั้งที่จะมีใครผ่านมามันจึงร้างผู้คน ประตูรั้วเก่าๆเต็มไปด้วยเถาวัลย์เลื้อยถูกเปิดแง้มเอาไว้เล็กน้อย เมลโล่ว์เอื้อมมือออกไปผลักประตูรั้วนั้นแล้วเดินผ่านเข้าไปโดยไม่รู้สึกกังวลกับบรรยากาศพิศวงเลย หลังประตูรั้วมีหลุมฝังศพมากมายถูกสร้างเรียงกันไว้อย่างเป็นระเบียบ กับโบสถ์ร้างที่เก่าจนชำรุดบ่งบอกได้ว่าไร้ซึ่งผู้อยู่อาศัยแล้ว
อุณหภูมิในร่างกายเย็นลงทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในสุสานแห่งนี้ประจวบกับแสงตะวันที่ลับขอบฟ้าเหลือเพียงแสงน้อยนิดรอบกาย ที่นี่ไม่มีอะไรนอกจากหลุมฝังศพ บริเวณรอบๆเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันให้บรรยากาศวังเวงยิ่งขึ้น ร่างบางเดินผ่านหลุมศพมากมายไปยังใจกลางของสุสานแล้วหยุดอยู่ที่ป้ายหลุมศพเก่าๆหลุมหนึ่ง เธอยืนนิ่งและจ้องมองมันอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะทรุดตัวลงนั่งพร้อมกับทิ้งห่อเงินและถุงขนมปังในมือลงบนพื้นข้างๆก่อนที่จะทิ้งตัวลงหมอบราบไปบนขอบหลุมศพตรงหน้า
“แม่คะ...” เธอเอ่ยเรียกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าขึ้นเบาๆ มันคือป้ายหลุมศพของผู้เป็นแม่ของเธอซึ่งจากไปนานมากแล้ว เธออยู่เพียงลำพังตลอดมา นั่นทำให้เธอทั้งเหงาและเจ็บปวดเหลือเกิน
“ฮึก...หนูควรทำยังไงดี” ร่างบางสะอื้นไห้อยู่หน้าหลุมศพอยู่นานพักใหญ่ จนรอบกายมีแต่ความมืดมิด อีกยาวนานกว่าความเศร้าโศกจะเจือจาง กระทั่งความหนาวเย็นมาเยือนพร้อมกับดวงจันทร์เสี้ยวปรากฏเหนือฟากฟ้า มาพร้อมผู้ที่มิได้รับเชิญ...

 

•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

9.4
โหวต 9.4 /10 คะแนน
จากสมาชิก 9 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

9.7 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

9.1 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

9.4 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...