น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยายฟิค/ฟิคชั่น : Blood Moon กระตุกหัวใจเจ้าชายรัตติกาล (KrisMin)

อ่าน 565
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 ตอน
แต่งเมื่อ:
วันที่ 11 พ.ย. 2558 13:45 น.
ผู้แต่ง Little_Mz
เด็กใหม่ (4)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. Blood Moon.....Ep.1

เขียนเมื่อ วันที่ 11 พ.ย. 2558 14:56 น.

Blood Moon กระตุกหัวใจเจ้ารัตติกาล  

 

          ดาวดวงน้อยใหญ่กระพริบเล่นล้ออยู่คู่กับพระจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นส่องแสงประกายสี

เหลืองนวลอยู่กลางท้องฟ้าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนเด่นเป็นสง่ามองเหม่อไปไกลสุดฟ้าอยู่

บนหอคอยสูง

 

       "ท่านเจ้าขอรับ" เสียงเรียกขานของใครสักคนดังขึ้นจากความมืด

 

       "บอกแล้วไงว่าไม่ให้เรียกอย่างนั้นเมื่ออยู่นอกวัง" ร่างสูงเพียงขยับปากพูดเบาๆหาได้สนใจที่

จะมองหาเจ้าของเสียงสายตาคมยังคงมองเพียงฟ้ากว้าง

 

       "องค์ชาย...." เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

 

       "นี่ก็ด้วย ถ้าเจ้ายังไม่ได้คำที่เราพอใจ ข้าจะตัดเขี้ยวเจ้าทิ้งซะ" ครั้งนี้ก็เหมือนเดิมเพียงแต่

เสียงที่ร่างสูงเปร่งออกมานั้นเย็นเยือกจนคนฟังหนาวไปถึงสันหลัง

 

       "ท่านชายขอรับ องค์ราชาให้ข้ามาเตือนท่านชายว่าบุตรแห่งจันทราถือกำเนิดแล้วขอรับ

ขอท่านชายได้โปรดทำตามคำทำนายด้วยเถิดขอรับ" เจ้าของเสียงปรากฏกายพร้อมกับค้อมตัวลง

ทำความเคารพ

 

       "อืม..เรารู้แล้ว เจ้ากลับไปเถอะ" ร่างสูงบอกทั้งๆที่ยังคงหันหลังอยู่ไม่แม้แต่จะหันมามอง

คู่สนทนาแต่อย่างใด เมื่อได้ยินคำของร่างสูงแล้วผู้มาใหม่ก็โค้งตัวอีกก่อนที่จะเคลื่อนหายไป

กับความมืด

.

.

.

     " เรารับรู้แล้ว 'บุตรแห่งจันทรา' ว่าเจ้านั้นลงมาจุติบนโลกมนุษย์แห่งนี้แล้ว  ในเมื่อเรานั้น

เฝ้ามองเห็นเจ้าลงมาจากฝากฟ้าด้วยตาตัวเองไหนจะตราประจำตัวของเราก็เปร่งแสงเสียขนาดนี้

อีกทั้งหัวใจที่ไร้ชีวิตของเรานั้นกระตุกเต้นถี่จนจวนจะระเบิดออกจากอกอย่างนี้  ก่อนที่มันจะแผ่ว

และหยุดเต้นไร้ชีวิตดังเดิม "

.

.

.

.

 อุแว๊!! อุแว๊!! อุแว๊!! 

        เสียงร้องแรกเกิดของทารกน้อยนั้นดังลั่นจนโรงพยาบาลแทบแตก สองสามีภรรยามอง

ทารกน้อยตัวแทนความรักของเค้าทั้งสองคนที่พยาบาลชำระล้างคราบเลือดแล้วมาให้บิดามารดา

ได้เห็นหน้าบุตร

 

       "น้องเป็นผู้ชายนะคะคุณพ่อคุณแม่" เสียงพยาบาลสาวบอกพร้อมกับเปิดห่อผ้าให้ดูเพศเพื่อ

ยืนยัน

 

       "หมินหมินน้อยของแม่" จบคำพูดหญิงสาวก็หลับไปเพราะความอ่อนเพลียจากการคลอดลูก

 

       "เดี๋ยวขอเอาน้องไปตรวจสุขภาพที่ห้องเด็กอ่อนก่อนนะคะ คุณแม่ฟื้นเมื่อไหร่จะพาน้องไป

ส่งนะคะ" พยาบาลสาวบอกกลับพ่อเด็กน้อยก่อนที่จะอุ้มเด็กน้อยผละออกจากห้องคลอดไป

.

.

.

.

       เกิดความกลหลขึ้นเมื่อไฟฟ้าของโรงพยาบาลดับลงทั้งหมด เครื่องปั่นไฟสำรองก็ไม่สามารถ

ใช้การได้เลยซักเครื่องแต่ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกวุ่นวายอยู่นั้น ร่างสูงสง่าของชายหนุ่ม

เดินเคลื่อนไหวท่ามกลางความมืดในห้องเด็กแรกเกิดอย่างคล่องตัวเหมือนมองเห็น

 

       "เรามาแล้วบุตรแห่งจันทรา" ร่างสูงหยุดอยู่ข้างเตียงที่มีเด็กตัวอวบอ้วนผิวขาวราวกับน้ำนม

นอนดิ้นไปมาอยู่

 

       "แอ๊ แอ๊ แอ๊" 

 

       "เพื่อตัวของเจ้า เราขอตีตราเจ้าเสียหน่อยเถิดคู่แท้แห่งเรา" พูดจบร่างสูงก็ก้มลงจรดฝีปาก

กลางอกเล็กทาบทับสัญญาลักษณ์ที่ติดตัวทารกน้อยมาจากอดีตกาล

 

       "แอ๊!!! อุ๊แว๊!! อุแว๊!!!" เพราะความร้อนที่แล่นริ้วที่เกิดขึ้นบนสัญญาลักษณ์ของเค้าทั้งคู่

ทำเอาทารกน้อยร้องไห้จ้าเพราะความแสบร้อน จากเกล็ดหิมะที่เป็นสัญญาลักษณ์ประจำตัวของ

ทารกน้อยก็แปรเปลี่ยนเป็นตรามังกรที่เป็นสัญญาลักษณ์ประจำตัวของร่างสูงที่ทอแสงประกายอยู่

บนหลังมือของเจ้าตัว

 

       "แล้วเราจะได้พบกันเมื่อถึงเวลา" สิ้นเสียงของร่างสูงไฟฟ้าของโรงพยาบาลก็ส่องสว่างขึ้น

ดังเดิม เหมือนกับว่าปัญหาไฟดับก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่เรื่องสมมุตเท่านั้น

.

.

.

       “จดหมายอะไรอ่ะม๊า ฮั่ม..ทำไมหน้าตามันปะหลาดจัง งั่มๆ” ร่างอวบถามมารดาของตนเองที่

เดินถือจดหมายหน้าตาประหลาดๆสีดำเข้ามาในร้านขายติ่มซำซึ่งเป็นกิจการประจำตระกูลของตัวเอง

ทั้งที่กำลังเคี้ยวซาลาเปาอยู่เต็มปาก

 

       “คิมซิ่วหมิน! ม๊าบอกกี่ครั้งแล้วห๊ะ! ว่าเวลามีอาหารอยู่ในปากห้ามพูด” หญิงกลางคนละ

สายตาออกจากจดหมายปริศนาก่อนจะหันมาเอ็ดลูกชายคนเดียวของเธอที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตา

กินซาเปาไส้โปรดอย่างเอร็ดอร่อย

 

       “โทษทีคร้าบหม่าม๊าคนสวย ว่าแต่ซองสีดำหน้าตาประหลาดๆนั่นจดหมายอะไรอ่ะม๊า”

 ซิ่วหมินพูดเสียงทะเล้นและตีเนียนเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนที่มารดาจะบ่นตัวเองต่อ

 

       “อืม…จ่าหน้าซองถึงเรานั้นแหละจาก………….”

 

(เนื้อหาในจดหมายแผ่นแรก)

       มิสเทียเรียสสคูล (สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์และแวมไพร์)

 

เรียน คุณคิมซิ่วหมิน

 

         (ที่แนบมาด้วยนี้คือรายการหนังสือและสิ่งของจำเป็นที่นักเรียนจะต้องเตรียม)

   

       เรายินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่ามิสเทียเรียสสคูลได้รับคุณเข้ารับการศึกษาในปีนี้

โรงเรียนจะเปิดในวันที่ 15 กันยายน เราจะรอจดหมายตอบรับของคุณจนถึงวันที่ 14 กันยายน

 

                                                              ด้วยความนับถือ

                                                                   พาชต์

                                                      (ผู้คัดสรรแห่งมิทเทียเรียสสคูล) 

----------------------------------------------------------------------

(จดหมายแผ่นที่สอง)

       มิสเทียเรียสสคูล (สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์และแวมไพร์)

 

                                    เครื่องแบบสำหรับนักเรียนปีหนึ่ง

   ชุดนักเรียนปกติ      5    ชุด    (สีน้ำเงินเข้ม)

                                 เสื้อคลุมปฏิบัติการ   3    ชุด    (สีดำ)

                                 เสื้อคลุมกันหนาว     1     ตัว   (สีดำ)

                                 เสื้อคลุมฝน            1     ตัว   (สีดำ)

 

***หนังสือเรียนสำหรับนักเรียนปีหนึ่งหลังจากที่เลือกสาขาเรียบร้อยแล้ว

 

       ***เรียนผู้ปกครองโปรดทราบ***

ทางโรงเรียนไม่อนุญาติให้นักเรียนปีหนึ่งกลับบ้านได้ในวันหยุดเทอมแรก

----------------------------------------------------------------------

 

       “อะไรน๊ะ!! มิสเทียเรียสสคูลหรอม๊า!! หมินเนี่ยนะ!!! ไม่เอานะม๊า หมินไม่ไปเรียนที่นั่นนะ

จะเรียนโรงเรียนเดิมอ่ะม๊าตอบกลับไปเลยว่าผมไม่ไป” ซิ่วหมินโวยวายเสียงดังเผลอทำซาลาเปา

ที่แสนมีค่า(สำหรับเจ้าตัว)หลุดตกพื้นทันทีที่ฟังมารดาอ่านจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงตัวเองจบ

 

       “แกจะบ้าหรอซิ่วหมิน ปฏิเสธได้ซะที่ไหนล่ะ ไม่เคยได้ยินหรือไงยะว่าคนที่ถูกเลือกให้เข้า

เรียนที่มิสเทียน่ะไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกแกก็จะต้องตอบรับและเข้าไปเรียนภายในเจ็ดวันก่อน

ที่ร่างของแกจะหายไปจากโลกนี้” หญิงสาวบอกกับลูกชาย

 

       “แค่นิทานหลอกเด็กน่าม๊า ไม่รู้แหละยังไงๆหมินก็ไม่ไป” ร่างอวบกอดอกเชิดหน้าหนีมารดา

เหมือนเด็กเอาแต่ใจ

 

       “ไหนบอกม๊ามาซิว่าเรามีเหตุผลอะไรถึงไม่อยากไปเรียนที่มิสเทีย ม๊าเห็นใครๆเขาก็อยากไป

เรียนที่มิสเทียทั้งนั้นแหละพวกลูกหลานราชวงศ์หรือลูกผู้นำประเทศเขายังอยากเข้าเรียนที่มิสเทีย

เลยนะแต่เค้าก็ไม่มีโอกาสได้ไปเพราะเขาไม่ใช่คนที่ถูกเลือก แต่นี่ลูกแม่มีโอกาสแล้วทำไมไม่

คว้าไว้ล่ะฮึ!” เมื่อเห็นท่าทางเตรียมพร้อมที่จะงองแงของลูกชายแล้วเธอก็เลยปรับอารมณ์ใหม่

และใช้เหตุผลมาพูดคุย

 

       “………” เงียบทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

 

       “หมินคิดดูนะว่าจะมีโรงเรียนที่ไหนในโลกนี้บ้างที่เรียนแค่สามปีแต่ได้ใบประกาศฯจบทั้งมัธยม

ปลายและมหาวิทยาลัยแถมยังไม่ทันที่จะเรียนจบก็มีคนมาจองตัวไปทำงานแล้วเสียด้วยซ้ำ

ในนั้นนะมีให้ลูกเลือกเรียนมากกว่าที่อื่นตั้งเยอะลูกอยากเป็นคุณครู เป็นหมอ เป็นตำรวจ ทหาร

พยาบาล นักธุรกิจหรือแม้แต่นักร้องนักแสดงลูกก็สามารถเรียนจบได้แค่ภายในสามปีเองนะ” เธอยัง

ค่อยๆอธิบายให้ซิ่วหมินฟังอย่างใจเย็น

 

       “ก็มัน……” ยังคงเงียบอยู่แต่น้ำตาเริ่มปริ่ม

 

       “ก็มันอะไรฮึคิมซิ่วหมิน”เธอถามและเรียกชื่อเต็มของลูกชายเพื่อบอกว่าเรื่องนี้คุยอย่างจริงจัง

 

       “ก็มัน…..ก็มัน…..ฮึก…..ก็มันไม่มีซาลาเปากับหมั่นโถของหม่าม๊านี่ฮะ” พูดจบก็บ่อน้ำตาแตก

ทันที ทำเอาคนเป็นแม่คว้าตัวลูกชายมากอดปลอบแทบไม่ทัน

 

       “โธ่เอ้ย!! เปาหมินของม๊า  ม๊าก็นึกว่าเรื่องอะไร ถ้าหมินไปเรียนที่นั่นนะวันหยุดหมินม๊าจะไป

รับกลับมาบ้านแล้วปิดร้านให้หมินกินซาลาเปากับหมั่นโถ่คนเดียวทั้งร้านเลยเอ้า!!” เธอพูดไปก็กอด

ลูกชายโยกตัวไปมาเหมือนกับตอนที่เธอโอ๋เจ้าตัวตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆไม่ใช่เจ้าเปาหมินที่จ้ำม่ำนุ่ม

นิ่มๆเต็มไม้เต็มมืออย่างนี้ พอได้รู้สาเหตุของการไม่ยอมไปเรียนในฝันของใครหลายๆคนอย่าง

มิสเทียเรียสสคูลของลูกชายเธอก็อดที่จะขำไม่ได้ ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหนที่ซาลาเปากับหมั่นโถ่ว

ที่มีราคาเพียงไม่กี่เหรียญกลายเป็นสิ่งสำคัญและมีค่าซิ่วหมินมากกว่าเพชรราคาแพงเสียอีก

 

       “แต่หมิน ฮึก! ไม่อยากให้ม๊าอยู่คนเดียวนี่ฮะ ฮึก! หมินคิดถึงม๊า ฮึก!” ซิ่วหมินพูดเสียงสะอื้น

 

       “โอ๋ๆ เปาหมินของม๊า ม๊าก็คิดถึงหมิน แต่ที่ม๊าอยากให้หมินไปก็เพื่ออนาคตของหมิน ที่นั่นจะ

มอบประสบการณ์ที่มีค่าและสิ่งที่ไม่สามารถหาได้หรือมองเห็นได้จากที่อื่นนะลูก ถ้าไม่คิดว่าทำเพื่อ

ตัวเองก็คิดว่าทำเพื่อม๊าได้ไหมลูก ม๊าอยากให้หมินได้เรียนที่ดีๆอย่างที่นั่นจริงๆนะลูก” เธอกระชับ

กอดแน่นขึ้นเพื่อส่งสัมผัสความรักให้ซิ่วหมินได้รับรู้

 

       “ก็ได้ฮะ”

.

.

.

.

.

ตึง ตึง ตึง ตึง

       “โอ๊ะ!! อูยเจ็บๆ ม๊าๆ ม๊าอยู่ไหน……..ม๊าาาาาาาาาาาาาาาาา….” เสียงตึงตังดังเพราะการวิ่งลง

บันไดผสมปนเปกับเสียงร้องของคนที่สร้างเสียงอึกทึกเพราะวิ่งชนหรือเตะอะไรสักอย่างนั้นทำเอา

ลูกค้าที่นั่งอยู่ชั้นล่างที่เจ้าของห้องแถวนี้เปิดเป็นร้านติ่มซำนั้นก็สะดุ้งตกใจไปตามๆกัน

 

       “เอะอะเสียงดังอะไรกันฮึหมินหมิน ลูกค้าตกใจหมดแล้ว” หญิงสาวที่กำลังคิดเงินลูกค้าอยู่นั้น

หันไปถามลูกชายตัวอวบที่ยืนโอดโอยลูบคลำเท้าที่เจ็บเพราะสดุดระหว่างวิ่งลงบันไดมาชั้นล่าง

 

       “เสื้อผ้า!!!”  เพราะกำลังเหนื่อยเลยพูดออกมาแค่สองคำ

 

       “เสื้อผ้าอะไรกันฮึ” เธอถามด้วยสีหน้าฉงน

 

       “ก็เสื้อผ้าแบบที่อยู่ในจดหมายไงม๊า!!!” ร่างอวบบอกเสียงดัง

 

       “อะไรของเราเนี่ยห๊ะ!ลูกค้าม๊าตกใจกันหมดแล้วนะ” หญิงสาวลุกขึ้นจากเคาน์เตอร์คิดเงินเดิน

มาหาลูกชายเอ่ยถามอย่าดุๆเมื่อเห็นว่าลูกค้าเริ่มสนใจและลูกชายเธอก็พูดไม่รู้เรื่องซักที

 

       “มาเลยม๊า ตามหมินมาเลย ม๊าต้องเห็นๆ” ปากก็บอกว่าให้มารดาเดินตามแต่ที่กระทำอยู่นั้น

เขาเรียกว่าลากซะมากกว่านะ

 

       “ไหนฮึ? ไอ้ที่เราจะให้ม๊าดูน่ะอะไร?” เธอถาม เมื่อลูกชายจูงมือเธอเปิดประตูเดินเข้าไปใน

ห้องของเจ้าตัว

 

       “นี่ไงม๊า!! ครบทุกอย่างที่ในจดหมายนั่นบอกเลยอ่ะ” ซิ่วหมินเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของตัวเอง

ให้มารดาดู ฝั่งนึงที่เสื้อผ้าอัดแน่นเต็มไปหมดนั้นแน่นนอนว่าคือเสื้อผ้าของเจ้าตัว แต่อีกฝั่งหนึ่งก็อัด

แน่นเช่นกันแต่มันเต็มไปด้วยชุดเครื่องแบบที่ไม่คุ้นตาของทั้งสองคนแม่ลูกเลย

 

       “อืม…เนื้อผ้าดีมากๆเลยนะเนี่ย ม๊าไม่เคยเจอผ้าที่เนื้อดีขนาดนี้มาก่อนเลยอ่ะ” เธอหยิบหนึ่ง

ในชุดพวกนั้นขึ้นมาสำรวจก่อนที่จะพูดบอกออกมาเมื่อได้สัมผัส

 

       “มันใช่เรื่องนั้นซะที่ไหนล่ะม๊า!! ที่หมินสงสัยคือไอ่เสื้อผ้าพวกนี้มันมาได้ยังไงต่างหากหล่ะ”

 ซิ่วหมินโอดครวญที่มารดาเหมือนจะเข้าใจผิดประเด็นไป

 

       “สวัสดิการนักเรียนมั้ง” เธอพูดออกมาอย่างไม่คิดอะไร

 

       “สวัสดิการอะไรเล่าม๊า ในจดหมายยังบอกให้เราเตรียมไปเองเลย แล้วนี่มันมาอยู่ในตู้เสื้อผ้า

หมินได้ไงก็ไม่รู้ด้วยอ่ะ” ร่างอวบยังไม่หายสงสัย ทำหน้าคิดแล้วคิดอีกจนหน้านิ่วคิ้วขมวด ซึ่งต่าง

จากคนเป็นแม่โดยสิ้นเชิงหญิงสาวเพียงทำหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างออกก่อนที่ปรับสีหน้า

เป็นปกติ

 

       “เอาน่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไม่ดีรึไงที่ไม่ต้องซื้อเองน่ะ ชุดพวกนี้นะแพงจะตายกว่าม๊าจะหาเงิน

มาซื้อให้หมินได้คงต้องนวดแป้งซาลาเปาจนหน้าเหี่ยวแล้วเหี่ยวอีกแน่ๆเลย ยิ่งเนื้อผ้าดีๆอย่างนี้

ด้วย” เธอพูดติดตลกเพื่อกลบเกลื่อน

 

       “ก็เพราะอย่างนี้ไงฮะ หมินถึงไม่อยากไปเรียนโรงเรียนนี้น่ะ บ้านเราไม่ได้มีเงินเหลือใช้พอที่

จะซื้อข้าวของอุปกรณ์แพงๆของโรงเรียนมิสเทียอะไรนี่หรอกนะฮะ หมินว่าหมินไม่ไปเรียนที่นั่นดี

กว่า” ซิ่วหมินพูดอย่างกังวลเมื่อคิดถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาเมื่อเข้าเรียนที่มิสเทียเรียสสคูล

 

       “ลองเข้าไปเรียนก่อนเถอะซิ่วหมิน ถ้าไม่ดีจริงหรือไม่ไหวจริงๆม๊าจะหาทางขอเข้าไปลาออก

ให้หมินเองเชื่อม๊าเถอะ”

.

.

.

.

กลางดึกของคืนนั้นเอง

       เวลาเที่ยงคืนโดยประมาณชั้นบนของห้องแถวร้านติ่มซำ เงามืดเข้าคืบคลานเข้ามาในห้องของ

หญิงสาววัยกลางคน ร่างหนาปรากฏตัวขึ้นกลางห้องอย่างเงียบเชียบ

 

       “พระมารดาของบุตรแห่งจันทราได้โปรดทรงตื่นจากนิทราสักครู่เถิดขอรับ” เสียงแหบน้อยๆ

เอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม

       “อ๊ะ!! คุณ!! โธ่..คุณเฉินนั่นเองฉันตกใจหมด เฮ้อ!!” หญิงสาวพูดออกมาเมื่อสดุ้งตื่นจาก

การนอน ก่อนที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในช่วงระยะเวลาสิบ

กว่าปีมานี้

 

       “กระหม่อมขอประธานอภัยที่ทำให้พระมารดาทรงตกพระทัย กระหม่อมเพียงแต่จะมาแจ้งให้

พระมารดาทรงทราบและทรงหมดกังวลเกี่ยวกับเรื่องของบุตรแห่งจันทราที่จะเข้ารับการศึกษาต่อใน

มิสเทียเรียสสคูลขอรับ” ร่างหนาของคนที่ชื่อเฉินโค้งทำความเคารพก่อนที่จะพูดบอกสาเหตุในสิ่งที่

ตนต้องมากลางดึกในคืนนี้

 

       “มีเรื่องอะไรที่ฉันต้องรู้หรือคะ” เธอถามอย่างสงสัย

 

       “กระหม่อมเพียงแต่จะมาแจ้งให้พระมารดาทราบว่าปีนี้ท่านเจ้ารัตติกาลก็ถูกเลือกให้เข้าเรียน

ที่มิสเทียเรียสสคูลเช่นเดียวกันกับบุตรแห่งจันทรา ขอพระมารดาโปรดวางใจว่าท่านเจ้ารัตติกาลจะ

ดูแลบุตรแห่งจันทราเป็นอย่างดีมิให้มีอันตรายแต่อย่างใดแน่นอน และท่านเจ้ารัตติกาลก็ทรงโปรด

ให้กระหม่อมแจ้งต่อพระมารดาว่าพระองค์ทรงเปิดบัญชีธนาคารประจำตัวของบุตรแห่งจันทราในมิส

เทียเรียสสคูลเรียบร้อยแล้วขอรับ แต่พระองค์ทรงขอให้พระมารดาช่วยเรียนแจ้งให้บุตรแห่งจันทรา

ทราบว่าเงินฝากทั้งหมดในบัญชีนั้นคือเงินสวัสดิการนักเรียนของมิสเทียเรียสสคูลแทนขอรับ

ท่านเจ้าทรงเป็นกังวลว่าถ้าทรงเรียนไปตามตรงบุตรแห่งจันทราจะปฏิเสธและไม่ยอมรับเงินที่เป็น

ของคนอื่นในสายตาของบุตรแห่งจันทราขอรับ” เฉินถ่ายทอดคำสั่งของนายเจ้าเหนือหัว

ของตนหญิงวัยกลางคนฟัง

 

       “ทำไมต้องปิดบังล่ะค่ะในเมื่ออีกหน่อยซิ่วหมินก็ต้องรู้อยู่ดี” เธอถามต่อด้วยความสงสัย

 

       “พระองค์ทรงรับสั่งว่ายังไม่ถึงเวลาขอรับ เมื่อถึงเวลาที่สมควรท่านเจ้าจะทรงบอกด้วยองค์เอง

ขอรับ” เฉินตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะเฉินเองก็เคยถามนายเหนือหัวของตนด้วยคำถามนี้

มาแล้วเหมือนกันกับเธอ

 

       “แล้วเรื่องเสื้อผ้าของมินซอกล่ะค่ะฝีมือของเขารึป่าว?” เธอทั้งๆที่พอจะเดาออกแล้วบ้าง แต่ก็

ยังคงถามเพื่อความแน่ใจ

 

       “ใช่ขอรับ ท่านเจ้าทรงจัดการด้วยองค์เองตั้งแต่ขนาดของเสื้อผ้าจนถึงการเลือกสรรเนื้อผ้าใน

การตัดเย็บเลยขอรับพระมารดา ผ้าที่ท่านเจ้าทรงเลือกใช้ในการตัดเย็บเครื่องแบบนักเรียนของ

บุตรแห่งจันทราคือผ้าชนิดพิเศษที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ตามสภาพอากาศและปรับเปลี่ยนอุณหภูมิ

ให้พอดีกับร่างกายของผู้ที่สวมใส่ อีกทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มเบาสบาย ไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง

แก่ผิวของผู้สวมใส่เลยขอรับ” เฉินบอก

 

       “มีผ้าอย่างนี้อยู่บนโลกด้วยหรอคะเนี่ย?” เธอถามอย่างตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ที่ได้รู้

 

       “มีอยู่จริงๆในโลกของแวมไพร์ขอรับ ผ้าชนิดนี้เป็นผ้าที่มีมูลค่าสูงและทอได้ยากมากขอรับ

มีเพียงเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์แวมไพร์เท่านั้นที่สามารถใช้ผ้าชนิดนี้ได้ขอรับ” ถึงจะไม่ได้บอก

อย่างละเอียดแต่ก็เฉินช่วยไขความข้องใจให้แก่เธอได้

 

       “อ่อค่ะๆ แล้วมีอะไรที่ฉันต้องรู้อีกไหมค่ะ” เธอถาม

 

       “ไม่มีแล้วรอรับ กระหม่อมขอทูลลา” พูดจบก็โค้งตัวทำความเคารพก่อนที่จะหายไปกับความ

มืดอย่างรวดเร็ว

 

       “อะ..อ้าว ยังไม่ทันที่จะได้ขอบคุณเลย ไปซะแล้ว ไปเร็วมาเร็วสมกับเป็นแวมไพร์จริงๆเลย

เฮ้อ!!” หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆพลางนึกถึงชะตาชีวิตของตัวเองและลูกชายที่ตอนนี้คงจะ

นอนหลับอุตุฝันหวานอยู่ในห้องข้างๆกันคิมซิ่วหมิน หรือหมินหมินน้อยของเธอเป็นผลผลิตที่เกิด

ความรักของเธอและสามี เธอและสามีหนีมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กันสองคนที่เมืองเล็กๆที่แสนสงบแห่งนี้

เพราะสามีของเธอเป็นลูกเจ้าขุนมูลนายในสมัยก่อนแต่ตัวเธอเองเป็นเพียงลูกสาวชาวบ้านธรรมดาๆ

เลยทำทางบ้านสามีนั้นรังเกียจเพราะความจน เธอและสามีใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยการเปิดชั้นล่าง

ของบ้านซึ่งเป็นห้องแถวขายติ่มซำซึ่งเป็นสูตรเก่าแก่ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเธอ จนมี

ซิ่วหมินเกิดมา ซิ่วหมินเป็นเหมือนโชคที่เทวดาประธานพรมาให้เธอกับสามีเพราะพอซิ่วหมินเกิดมา

ร้านติ่มซำที่จะเจ้งแหล่ไม่เจ้งแหล่ของเธอและสามีนั้นมีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกวันๆจนซื้อห้องแถวที่ติดกัน

ข้างๆมาขยายบ้านขยายร้านให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรับรองลูกค้าได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว แถมเจ้าตัวนั้นก็

คอยสร้างเสียงหัวเราะสร้างความสุขให้กับเธอและสามีแถมยังเผื่อแผ่ความสนุกสนานไป

ให้ลูกค้าในร้านอีกต่างหากเวลาที่เจ้าตัวทำท่าทางน่ารักอย่างตลกๆ ซิ่วหมินนั้นเป็นเด็กเจ้าเนื้อมา

ตั้งแต่ไหนแต่ไร เลี้ยง่าย กินง่าย อารมณ์ดี และขี้อ้อนเป็นที่หนึ่งอ้อนจนเธอและสามีหลงกันหัวปัก

หัวปำ แต่แล้วชีวิตที่กำลังจะไปดีของครอบครัวเธอต้องมาสดุดอีกครั้งเมื่อเธอต้องเสียสามีผู้ที่เป็น

หัวหน้าครอบครัวไปกับอุบัติเหตุทางรถยนต์  และในวันเดียวกันนั้นเธอก็ได้เจอกับเขาคนนั้น คนที่

เป็นเหมือนกับผู้ที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์และแวมไพร์ในโลกเล็กๆแห่งนี้ วันนั้นสามีของเธอไป

ธุระในเมืองซึ่งมีซิ่วหมินติดสอยห้อยตามไปด้วย แต่พอถึงเวลาสมควรที่จะกลับได้แล้วสองคนพ่อ

ลูกก็ยังไม่กลับมาสักที เธอนั้นไปนั่งรออยู่หน้าบ้านชะเง้อมองแล้วมองอีกก็ไม่มี จนตกดึกเธอก็เริ่มมี

หวังเพระมีแสงไฟของรถยนต์สาดส่องมาตามท้องถนน จนรถคันนั้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าก็ทำให้เธอ

ต้องผิดหวังเพราะไม่ใช่รถยนต์คันเก่าของสามีเธอกลับเป็นรถหรูคันใหญ่ที่ไม่ควรจะมาวิ่งในหมู่บ้าน

เล็กๆนี้ได้ ประตูรถคันหรูที่อยู่ตรงหน้าของเธอเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มที่ดูสง่างาม

เหมือนหลุดออกมาจากภาพวาดแต่นั่นกลับไม่ทำให้เธอสนใจเท่ากับซิ่วหมินในวัยสองขวบที่นอน

หลับอยู่ในอ้อมแขนของเด็กหนุ่มคนนั้นเลย ใบหน้าที่เคยจิ้มลิ้มของลูกชายเธอเต็มไปด้วย

คราบน้ำตา เนื้อตัวก็ถลอกปอกเปิกเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน เสื้อผ้าก็สกปรกมอมแมมเต็มไปด้วยคราบ

ดินคราบเลือดและสิ่งที่ออกมาจากปากเด็กหนุ่มคนนั้นทำให้เธอได้ล้มทั้งยืน เขาบอกกับเธอว่าสามี

ของเธอขับรถเสียหลักพลัดตกลงเขาและร่างของสามีของเธอก็มอดไหม้ไปพร้อมกับรถที่ระเบิด แต่

ที่ซิ่วหมินรอดมาได้นั้นเพราะซิ่วหมินไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นถึงบุตรแห่งจันทราถ้ายังไม่หมดอายุไข

ในภพนี้ต่อให้ฆ่ายังไงก็ไม่ตายนอกเสียจากคู่ครองคู่แท้ที่ตีตราเชื่อมสัมพันธ์ของเจ้าตัวนั้นจะมีอัน

เป็นไปเจ้าตัวถึงจะตายตามไป และเขาก็ให้เธอดูตราสัญญาลักษณ์ประจำตัวที่อยู่บนหลังมือ

ของเขา พอเธอได้เห็นเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อตราสัญญาลักษณ์นั้นเป็นรูปมังกรแบบเดียวกันกับที่

อยู่บนกลางอกของซิ่วหมินลูกชายของเธอ และเขายังเล่าต่ออีกว่าเขาคือเด็กที่เกิดในคืนพระจันทร์

เต็มดวงที่ควรจะส่องแสงสีเหลืองนวลให้ความปรอดโปร่งแก่คนที่มองเห็นแต่กลับกลายเป็น

พระจันทร์เต็มดวงที่มีสีแดงฉานเหมือนดั่งสีเลือดที่สร้างความเงียบเหงา วังเวง และความเหน็บหนาว

เย็นเยือกไปถึงสันหลัง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเรียกขานกันว่าเจ้ารัตติกาลและเขาคือคนที่ตีตรา

ซิ่วหมิน เพราะซิ่วหมินคือเด็กที่เกิดในคืนวันฮาโลวีนที่มีพระจันทร์เต็มดวงช่วงเวลาตีสองพอดี

ซิ่งแต่เดิมนั้นตราสัญญาลักษณ์ของซิ่วหมินคือเกร็ดหิมะไม่ใช่มังกรอย่างทุกวันนี้ และเขาเล่าให้ฟัง

เพียงแค่นั้นและขอไม่บอกถึงรายละเอียดที่ลึกลงไปเพราะมันเป็นความลับของโชคชะตา แต่ทั้งเขา

และซิ่วหมินคือคนที่เทพพยากรณ์ได้ระบุไว้จริงๆ และถึงไม่มีคำทำนายของเทพยากรณ์เขาก็

สามารถรู้ได้ว่าซิ่วหมินคือคู่แท้ของเขาเพราะตราสัญญาลักษณ์และการที่หัวใจของเขานั้นสามารถ

เต้นขึ้นมาเหมือนกับมนุษย์ได้เพราะว่าหัวใจของแวมไพร์มีไว้แค่ให้ร่างกายสมบูรณ์เท่านั้นไม่ได้

สำคัญอะไรกับชีวิตเลย และเขาก็ขอให้เธอรับรู้ว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปซิ่วหมินจะมีบริวารของเขา

ช่วยเธอดูแล และเมื่อถึงเวลาที่สมควรเขาจะมาดูแลซิ่วหมินด้วยตัวเอง พอเขาพูดในสิ่งที่ต้องการ

ให้เธอได้รับรู้จบเขาก็เดินกลับไปที่รถของตัวเองพร้อมกับคนติดตามนั่นก็คือคุณเฉินที่ติดต่อกับเธอ

มาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีมานี่ แต่ก่อนที่คุณเฉินจะปิดประตูรถขอก็พูดออกมาอีกสองสามประโยค

ว่า ถึงแม้คนอื่นจะเรียกเขาว่า‘เจ้ารัตติกาล’ แต่เขาขอให้เธอเรียกเขาว่า ‘อู๋อี้ฟาน’ เพราะเขาไม่

ต้องการที่จะให้เธอไปอยู่ในครอบครัวของเขาแต่เขาจะขอก้าวเข้ามาอยู่ในครอบครัวของเธอเอง

 

  

 ...........................................................................................

ชอบไม่ชอบยังไงก็เม้นบอกมี่หน่อยนะค่ะ

เรื่องนี้เป็นอะไรที่ท้าทายและแหวกแนวมากสำหรับมี่

ขอบคุณล่วงหน้าที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

 

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

หมวดนิยายฟิคหรือฟิคชั่นนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อให้เหล่าแฟนคลับหรือผู้ที่ชื่นชอบศิลปิน ดาราของตัวเองได้ทำการโปรโมทศิลปินหรือดารานั้นๆ โดยเขียนเรื่องราวฉบับนิยาย และถ้าทางสังกัดหรือผู้เสียหาย ไม่พึ่งพอใจ สามารถแจ้งทางเว็บเพื่อทำการระงับเรื่องนั้นๆ ได้ทันที

สำหรับนักเขียนฟิคชั่นทุกคน พึ่งพิจารณาและไตร่ตรองก่อนเขียนทุกครั้ง ว่าเรื่องของตัวเองที่เขียนนั้นส่งผลกระทบกับศิลปินหรือดาราที่ตัวเองชื่นชอบมากน้อยแค่ไหน

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...